Review: Samsung Galaxy S III เกิดมาเพื่อฆ่า iPhone ภาค 1 - แกะกล่องลองสัมผัส!

ป๋าเอก | 26 มิ.ย. 2555 10:54:28

20540

VIEWS ป๋าเอก

Review: Samsung Galaxy S III เกิดมาเพื่อฆ่า iPhone ภาค 1 - แกะกล่องลองสัมผัส!

:: Review: Samsung Galaxy S III เกิดมาเพื่อฆ่า iPhone ภาค 1 - แกะกล่องลองสัมผัส! ::

หลังจากปล่อยให้สาวก ป๋าเอก TechXcite รอกันมาเนิ่นนานจนหลายท่านเริ่มที่จะหงายเงิบไปแล้วก็มิใช่น้อย ในที่สุดป๋าก็สามารถหาเวลาประจวบเหมาะที่จะนำ Samsung Galaxy S III ซูเปอร์สมาร์ตโฟนบนระบบปฏิบัติการ Android ตัวใหม่ล่าสุดจากค่าย Samsung ที่เป็นความหวังใหม่ในการโค่นบัลลังก์สุดยอดมือถือจาก iPhone ของฝั่ง Apple มา Review แบบจัดเต็มให้แฟนๆ TechXcite ได้ติดตามกันเสียที

สำหรับเรื่องความร้อนแรงของ Samsung Galaxy S III นั้นป๋าคงไม่ต้องมาพร่ำพรรณนาว่าของเขาฮอตที่สุดในตลาดสมาร์ตโฟนเวลานี้แล้วด้วยยอดขายที่ว่ากันว่าจะแตะระดับ 10 ล้านเครื่องทั่วโลกภายในเดือนกรกฎาคมที่จะมาถึงนี้ทั้งที่ออกวางจำหน่ายไปได้เพียงไม่นาน ในขณะที่บ้านเราเองไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายไหนคลื่นใดเราก็คงเห็นทั้งโฆษณาโปรโมตในหลากหลายรูปแบบทั้งในจอและนอกจอโทรทัศน์ชนิดที่หลายท่านอาจจะทราบฟีเจอร์หลักๆของ Samsung Galaxy S III ไปหมดแล้วเสียด้วยซ้ำละมั้ง 555+

แต่ก็เอาเถอะครับ...สำหรับหลายๆท่านที่อาจจะยังงงอยู่ว่า Samsung Galaxy S III นั้นมันดีกว่ามือถือที่มีวางขายอยู่ในท้องตลาดอย่างไร ป๋าก็จะขอมาแนะนำคร่าวๆอีกซักรอบว่า Samsung Galaxy S III มาพร้อมกับคุณสมบัติที่โดดเด่นมากมายไม่ว่าจะเป็นความเป็น Quad Core CPU ของมัน, ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 เวอร์ชันล่าสุด, หน้าจอขนาดใหญ่ระดับน้องๆ Galaxy Note, กล้องหลังกด-ถ่ายๆทันทีเหมือน iPhone (ความละเอียดเท่ากันซะด้วย) รวมไปจนถึงฟีเจอร์ยิบย่อยอีกเยอะแยะตาแป๊ะไก่ทั้ง S Voice, Smart Stay หรือ S Beam เป็นอาทิ

นอกจากนี้แล้ว Samsung Galaxy S III ยังจะเป็นหนึ่งในไลน์อัพสำคัญของงานมหกรรมสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตแห่งสยามประเทศ Thailand International Mobile Show 2012 ที่ทุกท่านสามารถจะไปจับจองเป็นเจ้าของกันได้ในราคาน่าโดนพร้อมโปรโมชั่นพิเศษสุดๆจาก 3 ค่ายดังทั้ง AIS, DTAC และ TrueMove H ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2555 นี้ที่BITEC บางนาด้วยครับ

ดังนั้น ป๋าเอก TechXcite แนะนำทุกท่านว่าเราจะรอช้าอยู่ไย ไปทำความรู้จักกับว่าที่โคตรสมาร์ตโฟนหมายเลขหนึ่งในเวลานี้ที่รอวันโค่น iPhone ให้ราบคาบอย่างเจ้า Samsung Galaxy S III กันในบทความ Review นี้กันเลยดีกว่าพี่น้องเอีย!!!

แกะกล่องลองสัมผัส Samsung Galaxy S III

หน้าตากล่อง Samsung Galaxy S III ขนาดกำลังเหมาะมือไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ด้านหน้ามีการสกรีนชื่อ Samsung Galaxy S III เป็นสีเงินตัดกับกล่องสีขาวดูสวยดีแฮะ โดย Samsung Galaxy S III ที่ป๋าได้รับมา Review ในตอนนั้นก่อนที่สุดท้ายจะไปซื้อมาใช้เอง (อิอิ) นั้นจะเป็น Samsung Galaxy S III สีขาว Marble White ครับ ซึ่งนอกเหนือจากจะมีสีขาวแล้ว Samsung Galaxy S III สีน้ำเงิน Pebble Blue ซึ่งอย่างหลังจะพร้อมมาวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในงาน Thailand International Mobile Show 2012 ช่วงสุดสัปดาห์นี้ครับ :)

ด้านหลังกล่อง Samsung Galaxy S III ก็ตามมาตรฐานของ Samsung ครับคือจะมีการบอกรายละเอียดในเรื่องของสเปคพื้นฐานมาให้ด้วย โดยเฉพาะคนที่อยากจะดูว่า Samsung Galaxy S III รองรับคลื่นความถี่ของค่ายไหนก็สามารถพลิกมาดูได้ง่ายๆตรงนี้เลยครับ :)

ในส่วนของอุปกรณ์เสริม Samsung Galaxy S III ที่มาในกล่องขนาดเท่าฝ่ามือนี้ก็ประกอบด้วยที่ชาร์จแบตเตอรี่ Wall Charge, สาย MicroUSB สำหรับการโอนถ่ายข้อมูลและชาร์จแบตเตอรี่, หูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. ที่ใช้งานเป็นไมโครโฟนรับสายโทรเข้า-ออก รวมไปจนถึงคู่มือการใช้งาน Quick Start Guide สำหรับ Samsung Galaxy S III ภาษาไทยอ่านเข้าใจทุกครัวเรือนแน่นอน 

มาว่ากันถึงเรื่องของการออกแบบ Samsung Galaxy S III กันบ้างเพราะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวจากที่ป๋าได้ไปรับฟังมาจากทางทีมงานของ Samsung โดยเขาเปิดเผยว่าดีไซน์ของ Samsung Galaxy S III ถือได้ว่าเป็นการพลิกมุมมองในการทำงานของบริษัท Samsung ครั้งใหญ่ จากเดิมที่ว่าสมาร์ตโฟนจะต้องเน้นในเรื่องของสเปคเทพตัวเลขเยอะๆมาเป็นหลัก (เหมือนอย่างใน Samsung Galaxy S II) กลับมาคราวนี้ประธานบริษัท Samsung ขอเสนอแนวคิดใหม่ให้มีการตั้งทีมดีไซเนอร์ออกแบบพิเศษสำหรับ Samsung Galaxy S III โดยเฉพาะเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้อย่างสะดวกมากขึ้นกว่าเดิมตามคอนเซปต์ Designed for Humans ที่หลายท่านได้ยินกันจนชินหูนั่นแล ส่วนเรื่องความแรงความเมพของฮาร์ดแวร์นั้นค่อยไปหาวิธีนำมาใส่ให้ได้ทีหลัง...เข้าใจ๊!?

ซึ่งจากที่ป๋าได้ยินมานั้นคอนเซปต์ในการออกแบบ Samsung Galaxy S III ฟังดูแล้วช่างหรูหราฮานาก้าเสียนี่กระไรเพราะ Samsung ส่งทีมออกแบบดังกล่าวออกไปหาแรงบันดาลใจจากทั่วโลกเพื่อนำมาออกแบบ Samsung Galaxy S III ให้เริดหรูที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสีขาว Marble White และสีน้ำเงิน Pebble Blue ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหินอ่อนและหินแร่ในธรรมชาติ (จำชื่อไม่ได้แล้วแฮะ) ส่วนตัวเครื่องที่ดูโค้งมนไร้โหนกนูนให้เเกิดอาการสะดุดเวลาสัมผัสนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสระว่ายน้ำเสมือนไร้ขอบ Infinity Pool ในโรงแรม Marina Bay Sands ของประเทศสิงคโปร์เป็นอาทิ

ในส่วนของขนาดมาตรฐานตัวเครื่อง Samsung Galaxy S III นั้นอยู่ที่ 136.6 x 70.6 x 8.6 มม. พร้อมน้ำหนักเพียง 133 กรัม ซึ่งป๋าจะบอกว่าตัวเครื่องนั้นหนาใหญ่กว่า Samsung Galaxy S II อยู่พอประมาณ แต่เวลาหยิบจับใช้งานจริงแล้วเครื่องมันจะเบามาก (แรกๆจะเผลอทำหลุดมือตลอดเวลาเลย -*-) ไม่รู้เขาทำกันได้ยังไงเหมือนกันแฮะ :)

ว่าแล้วก็ไปดูส่วนประกอบต่างๆด้านหน้าของ Samsung Galaxy S III กันเลยดีกว่า โดยด้านบนหน้าจอหลักจากซ้ายไปขวาจะประกอบด้วยไฟแจ้งเตือนและแสดงสถานะแบบ LED ที่สามารถเลือกเปิด-ปิดได้ (สีเขียว-แดง-น้ำเงิน-ขาว), ตะแกรงลำโพงสำหรับฟังเสียงสนทนาโทรศัพท์, Ambient Light Sensor เซนเซอร์ตรวจจับสภาพแสง, Proximity Sensor เซนเซอร์ตรวจจับใบหน้าเมื่อสนทนาโทรศัพท์จะปิดหน้าจอให้อัตโนมัติ และกล้องหน้าความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซลครับ

ทางด้านบนเครื่อง Samsung Galaxy S III มีแค่ช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. และไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวนเท่านั้นครับ

ส่วนปุ่มใช้งานด้านล่างทั้ง 3 ปุ่มของ Samsung Galaxy S III จะมีปุ่ม Home เป็นหลักอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยปุ่ม Menu และ Return ทางซ้ายและขวาซึ่งจะเป็นปุ่มสัมผัสแบบ Capacitive และจะเรืองแสงขึ้นมาเมื่อกดใช้งาน ดังนั้นเวลาปกติแล้วปุ่มเหล่านี้จะถูกซ่อนเอาไว้แบบเนียนๆบนตัวเครื่องดูไม่เกะกะรกหูรกตาดีแฮะ

ใต้เครื่อง Samsung Galaxy S III จะเป็นสถานที่สิงสถิตของพอร์ต MicroUSB และช่องไมโครโฟนหลักสำหรับสนทนาโทรศัพท์จ้า

ปุ่ม Power เปิด/ปิดเครื่องและ Unlock อยู่ทางด้านขวามือของ Samsung Galaxy S III 

ส่วนแถบปรับระดับเสียงอยู่ทางซ้ายมือของตัวเครื่อง Samsung Galaxy S III จ้า

พลิกมาที่ฝาหลังของ Samsung Galaxy S III ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันมากเหลือเกินในเรื่องของความสวยงามในแวบแรกที่เห็นในงานเปิดตัวว่ามันช่างละม้ายคล้ายคลึง Samsung Candy ซะเหลือเกิน 555+ (ป๋าเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย...ไม่ปฏิเสธ) อย่างไรก็ตามพอได้มาสัมผัสของจริงแล้วคืออารมณ์แบบว่าเปลี่ยนเลย...แบบว่ามันสวยดีเหมือนกันแฮะอีเรียบๆแบบนี้เนี่ย จับดูแล้วไม่กากเดนอย่างที่หลายฝ่ายปรามาสเอาไว้แม้แต่น้อยเลย

โดยฝาหลังของ Samsung Galaxy S III จะถูกผลิตขึ้นด้วยวัสดุโพลีคาร์บอเนตพร้อมเคลือบไว้ด้วยสาร Hyperglaze ที่เขาบอกว่าช่วยกันรอยขีดข่วนได้แถมยังเพิ่มความเงางามให้กับตัวเครื่องได้อีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับออปชั่นการใช้งานหลักๆด้านหลัง Samsung Galaxy S III ถ้าไม่นับโลโก้ Samsung สีเงินที่พาดอยู่เกือบๆตรงกลางแล้วก็จะมีกล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซลประกบซ้าย-ขวาด้วยแฟลช LED และตะแกรงลำโพงหลักสำหรับรับฟังเพลงและความบันเทิงต่างๆตามแต่ใจคุณปรารถนา

อันนี้น้าป๋วยแอบทดสอบความอึดของฝาหลัง Samsung Galaxy S III ด้วยการแงะออกมาบิดงอโชว์ให้ดูว่ายังใช้ได้ไม่มีปัญหา...แน่นอนว่าเป็นฝาหลังเครื่องเทสต์ ไม่ใช่ของป๋าเอกแต่อย่างใด XD

แกะฝาหลัง Samsung Galaxy S III ทุกท่านจะพบกับแบตเตอรี่ความจุ 2100mAh ใช้งานได้จุใจไม่น้อยเลย นอกจากนี้ก็จะมีช่องใส่ MicroSD Card และช่องใส่ SIM Card ที่เป็น Micro SIM นะครับ...ย้ำว่า Micro SIM อีกครั้งเพราะเห็นมีหลายคนนึกว่า Samsung Galaxy S III รองรับ SIM Card ปกติเหมือนอย่าง Samsung Galaxy Note ครับ!!!

สำหรับความสะดวกสบายในการหยิบจับใช้งาน Samsung Galaxy S III ส่วนตัวแล้วป๋าชอบนะกับดีไซน์แบบโค้งมนอย่างนี้ แต่ดูเหมือนว่าหลายๆท่านจะชื่นชอบดีไซน์เหลี่ยมๆมากกว่าเพราะมันดูเท่ดีเหมือนอย่าง Samsung Galaxy S II หรือ Samsung Galaxy S III LTE ที่วางจำหน่ายในประเทศเกาหลีใต้

กระนั้นก็ดีดีไซน์โค้งมนตามตัวเครื่องพร้อมลบเหลี่ยมมุมในจุดต่างๆนั้นช่วยให้การหยิบจับ Samsung Galaxy S III กระชับมือมากขึ้นเพราะจุดที่โค้งมนเหล่านี้นั้นจะเข้าล็อคกับอุ้งมือของเราพอดี ซึ่งช่วยให้องศาในการวาดนิ้วไปบนหน้าจอมากขึ้นกว่าเดิมแม้ว่าหน้าจอจะใหญ่ขึ้นกว่า S II ก็ตามที

พูดกันถึงเรื่องตัวเครื่องและดีไซน์ภายนอกของ Samsung Galaxy S III มาก็เยอะแล้วคงไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยสำหรับอีกหนึ่งฟีเจอร์หลักที่เป็นจุดขายของ Samsung Galaxy S III นั่นก็คือหน้าจอแบบ Super AMOLED HD ขนาดใหญ่ใช้ได้ถึง 4.8 นิ้วความละเอียด 1280*720 พิกเซลที่หลายคนกล่าวขวัญถึงกันนั่นเอง โดยการกลับมาของ Samsung Galaxy S III คราวนี้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนั่นก็คือ Samsung หันไปใช้งานหน้าจออีกแบบที่เรียกว่า PenTile Display ซึ่งจะช่วยให้การแสดงผลสีคมชัดและสมจริงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย

นอกจากนี้แล้วที่น่าหวั่นใจแทนสาวก iPhone เป็นยิ่งนักก็คือเรื่องของความชัดเจนบนหน้าจอ Samsung Galaxy S III ที่เริ่มเข้ามาทาบรัศมี Retina Display ชนิดหายใจรถต้นคอแล้ว โดย Samsung Galaxy S III มาพร้อมจำนวนพิกเซลต่อตารางนิ้ว (ppi) ที่สูงถึง 306ppi ซึ่งแม้จะน้อยกว่า iPhone 4S แต่ด้วย resolution หน้าจอที่มากกว่าก็สามารถเข้ามาชดเชยจุดนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้ามานั่งจ้องสองจอของสองค่ายพร้อมๆกันตอนนี้เริ่มเห็นความแตกต่างน้อยลงแล้วละครับ

ภาพนี้เอามาให้ชมกันคร่าวๆเลยว่าหน้าจอ Samsung Galaxy S III คมชัดซักแค่ไหน...แต่ไม่รู้ป๋าคิดไปเองหรือเปล่าว่าหน้าจอ Samsung Galaxy S III มันออกจะอมสีฟ้าพิกลๆ หรือจะเป็นคอนเซปต์ Designed for Humans ดูจอสีนี้แล้วจะสบายตากว่าเดิมก็ไม่รู้แฮะ :P

ขณะเดียวกันหน้าจอ Samsung Galaxy S III ก็ไม่ได้มีดีแค่ความชัดโอเวอร์เอาใจพวกชอบจอเทพแต่เพียงอย่างเดียว เพราะวัสดุที่นำมาผลิตหน้าจอ Samsung Galaxy S III นั้นก็เป็นกระจก Gorilla Glass 2 เวอร์ชันล่าสุดที่ได้รับการออกแบบมาให้มีความทนทานมากขึ้นกว่าเดิมแต่สามารถลดขนาดวัสดุลงไปได้เยอะพอสมควร นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมตัวเครื่อง Samsung Galaxy S III ถึงบางได้ใจขนาดนี้ไงครับ :)

มาถึงช่วงสุดท้ายของภาคแรกกับการ Review: Samsung Galaxy S III เกิดมาเพื่อฆ่า iPhone โดย ป๋าเอก TechXcite ก็ต้องขอบอกแฟนๆทุกท่านว่าเรื่องราวกำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้นเร้าใจขึ้นทุกขณะในตอนต่อไปที่ป๋าจะมานำเสนอฟีเจอร์ใหม่ๆทั้งหมดใน Samsung Galaxy S III มาให้ทุกท่านได้ติดตามกันครับ

ป๋ารับรองฮะว่าทุกท่านจะได้อึ้ง-ทึ่ง-เสียว (ถ้าไม่เผลอไปดูโฆษณา Samsung Galaxy S III เวอร์ชันเต็มกันเสียก่อนนะ 555+) กับคุณสมบัติใหม่ๆใน Samsung Galaxy S III ที่แตกต่างจากคู่แข่งอีกหลายๆเจ้าในตลาดสมาร์ตโฟน Android แน่นอน...แต่จะเหมือน iPhone หรือเปล่า อันนี้ไม่รู้ :P

แล้วกลับมาพบกับ Review: Samsung Galaxy S III เกิดมาเพื่อฆ่า iPhone ภาค 2 - คุณสมบัติโดนใจ เร็วๆนี้ที่ TechXcite เว็บวาไรตี้สนุกๆสไตล์คน IT แน่นอนครับ :)

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite

ภาพโดย: น้าป๋วย TechXcite