Tim Cook ซีอีโอของ Apple ออกมายอมรับว่าบริษัทอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเนื่องจากปัญหาชิปหน่วยความจำขาดแคลนทั่วโลก ส่งผลให้ต้นทุนด้านหน่วยความจำดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ทาง Apple จะยังไม่ได้ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่รายงานล่าสุดจากสำนักข่าว The Wall Street Journal ร่วมกับบริษัทวิจัย TechInsights ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขประมาณการต้นทุนและราคาขายของ iPhone 18 Pro รุ่นใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคอาจต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

ข้อมูลจาก TechInsights ระบุว่า ชิปความจำคลังข้อมูลแรม LPDDR5X (DRAM) ขนาด 12GB บน iPhone 17 Pro รุ่นเริ่มต้นเมื่อปีที่ผ่านมา มีต้นทุนที่ Apple ต้องจ่ายเพียง 39 ดอลลาร์ แต่สำหรับ iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้นความจุ 256GB ชิปแรมขนาดเท่าเดิมนี้อาจมีต้นทุนพุ่งสูงถึง 145 ดอลลาร์ ขณะที่ชิ้นส่วนหน่วยความจำจัดเก็บข้อมูล (NAND Flash) ความจุ 256GB จากเดิมที่มีต้นทุนเพียง 13 ดอลลาร์ ก็จะปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 51 ดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนรวมในการผลิตเฉพาะส่วนฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วนประกอบของ iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้น ขยับเพิ่มขึ้นจากเดิม 582 ดอลลาร์ในรุ่นก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 726 ดอลลาร์
จากการวิเคราะห์ระบุว่า Apple เคยได้อัตรากำไรขั้นต้น (Profit Margin) สูงถึง 47% จากการขาย iPhone 17 Pro รุ่น 256GB ในราคา 1,099 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ ซึ่งหาก Apple ต้องการรักษาระดับกำไรที่เท่าเดิมในการขาย iPhone 18 Pro บริษัทจำเป็นต้องตั้งราคาขายสูงถึง 1,371 ดอลลาร์ แต่ด้วยกลยุทธ์การทำราคาที่เป็นมาตรฐานสากล Apple อาจเลือกปรับราคาเริ่มต้นลงมาอยู่ที่ 1,299 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 44% ทว่านั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากมีกระแสข่าวลือว่า iPhone 18 Pro จะมีการอัปเกรดระบบกล้องชุดใหม่ที่มาพร้อมเลนส์รูรับแสงแบบปรับได้ (Variable-aperture lens) ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าระบบกล้องเดิมถึง 50% ทำให้ราคาเปิดตัวสุดท้ายของ iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้นอาจพุ่งทะยานไปอยู่ที่ประมาณ 1,399 ดอลลาร์ และส่งผลให้พี่ใหญ่อย่าง iPhone 18 Pro Max ต้องปรับราคาเริ่มต้นหนีขึ้นไปอยู่ที่ 1,199 ดอลลาร์ (ขยับเพิ่มขึ้นจากราคาเริ่มต้นเดิมของ iPhone 17 Pro Max) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หมีเด้งวิเคราะห์ : การปรับขึ้นราคาของตระกูล iPhone 18 Pro ที่ได้รับแรงกดดันจากวิกฤตชิปหน่วยความจำแพง จะส่งผลกระทบและสร้างความปั่นป่วนให้แก่ตลาดสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม (Premium Smartphone Market) ทั่วโลกอย่างรุนแรง การตั้งราคาเริ่มต้นที่สูงถึง 1,399 ดอลลาร์ จะกลายเป็นกำแพงทางจิตวิทยาครั้งใหญ่ที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจชะลอการอัปเกรดเครื่องใหม่และใช้งานสมาร์ตโฟนเครื่องเดิมนานขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ยอดจัดส่ง (Unit Sales) ของ Apple ในภาพรวมลดลง ทว่าในทางกลับกัน ตลาดจะเกิดการแข่งขันที่ดุเดือดในฝั่งระบบปฏิบัติการ Android เนื่องจากค่ายคู่แข่งอย่าง Samsung และแบรนด์จีนระดับเรือธงอาจใช้โอกาสนี้ในการทำสงครามราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากลูกค้าที่สู้ราคาของ Apple ไม่ไหว นอกจากนี้ การขยับราคาในครั้งนี้จะบีบให้โอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือต้องเร่งออกโปรโมชันผูกสัญญาหรืออัดฉีดส่วนลดค่าเครื่องที่หนักหน่วงขึ้นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของตลาดในช่วงปลายปี
source: gsmarena