Review : Olympus OM-D เมื่อเทคโนโลยีหลอมรวมเข้ากับความคลาสสิค เป็นศิลปะผมรับได้ ผ่านครับ

น้าป๋วย | 18 มิ.ย. 2555 22:21:20

38243

VIEWS น้าป๋วย

Review : Olympus OM-D เมื่อเทคโนโลยีหลอมรวมเข้ากับความคลาสสิค เป็นศิลปะผมรับได้ ผ่านครับ

Olympus OM-D หรืออีกรหัสที่เรียกว่า E-M5 คือกล้องรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Olympus วันนี้น้าป๋วย TechXcite ได้มีโอกาสสัมผัสและใช้งาน จึงอยากเอาประสบการณ์มาแชร์ให้ทุกๆท่านที่สนใจเรื่องกล้องได้รับชมกัน โดยทั้งนี้ต้องขอเกริ่นนำก่อนว่า Olympus OM-D ตัวนี้ สร้างปรากฎการณ์ความฮือฮามาตั้งแต่ก่อนเปิดตัวโดยตอนแรกนั้นมีภาพหลุดและข่าวลือจากหลายสำนักข่าวว่า Olympus จะเปิดตัวกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ล่าสุดในดีไซน์แบบ "คลาสสิค" ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

หลังจากการเปิดตัว Olympus OM-D ก็มีเสียงวิจารณ์ในทางบวกมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นด้วยดีไซน์มาจากกล้องยุคฟิล์มต้นแบบอย่าง Olympus OM กล้องฟิล์ม SLR ที่เป็นตำนานของ Olympus รวมถึงคำชมในเรื่องคุณภาพไฟล์ ระบบการทำงาน และคำวิจารณ์ว่า "แพง" ตามมาด้วย

แต่ถึงแม้ราคาเปิดตัว 44,900 บาท ที่หลายคนบ่นว่ามันแพง กลับสามารถทำยอดจองก่อนวางตลาดได้แบบเหนือความคาดหมาย เพราะมียอดสั่งจองไม่ว่าจะเป็นเมืองไทยหรือต่างประเทศล้นหลามจนเกินกว่าที่โรงงานจะป้อนสินค้าทันในช่วงแรก ถือเป็นกระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมของ Olympus OM-D

เกริ่นมาซะยาว เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า เริ่มจากรูปร่างหน้าตาที่หลายคนประทับใจ ซึ่งแวบแรกที่เห็นนั้นบอกได้เลยว่าสวยงาม ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใครที่ไม่เคยเห็นตัวจริงอาจจะคิดว่าบอดี้กล้องนั้นตัวใหญ่บึกบึน แต่ถ้าได้ลองสัมผัสกับตัวจริงแล้วจะต้องเอ่ยปากเลยว่ามันเล็กกะทัดรัด แต่บอดี้แน่นหนาแข็งแกร่งครับ เรียกได้ว่าโครงสร้างของวัสดุและชิ้นงานประณีตสมราคาค่าตัว

ด้วยบอดี้ที่เล็กกะทัดรัด ทำให้พกพาได้สะดวก และเหมาะที่จะเป็นกล้องสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวถ่ายภาพ เพราะ Olympus OM-D เป็นกล้อง Mirrorless ที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ในชุดมาพร้อมเลนส์ Zuico คุณภาพสูง 12-50mm F3.5-6.3 หรือเทียบเท่ากับฟิล์ม 35 มม. 24-100mm เป็นนอร์มอลซูมระยะกำลังดี พร้อมกับแฟลชตัวเล็กถอดแยกอิสระได้

Olympus OM-D ยังมีอุปกรณ์เสริมเป็นกริปถ่ายภาพแนวตั้งที่ช่วยเพิ่มความถนัดในการจับถือ และช่วยเพิ่มความสะดวกในการถ่ายภาพแนวตั้งซึ่งมีทั้งปุ่มชัตเตอร์และวงแหวนปรับค่า เรียกได้ว่าใส่แล้วหล่อขึ้นเยอะ ไม่แพ้พวกกล้องโปรยี่ห้ออื่นเลย

คุณสมบัติเด่นของ Olympus OM-D นอกเหนือจากความเล็กของบอดี้และการเป็นกล้อง Mirrorless แล้ว ก็คือวิวไฟน์เดอร์แบบอิเล็คทรอนิกส์ที่สามารถมองเห็นภาพ 100% และแสดงผลของภาพเหมือนกับภาพที่คุณจะบันทึก นั่นหมายความว่าสามารถที่จะตรวจสอบ White Balnce สภาพแสงและผลของภาพต่างๆตามที่เราเปลี่ยนแปลงได้ ช่วยให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายมายิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีจอ OLED แบบบิดพับได้เพิ่มความสะดวกในการถ่ายภาพมุมมต่างๆได้ดียิ่งขึ้น

ด้านหน้าของตัวบอดี้เรียบๆสไตล์กล้องย้อนยุค มีเพียงชื่อยี่ห้อและชื่อรุ่นโชว์ความหล่อเอาไว้ และมีปุ่มสำหรับปลดล็อกเลนส์ ที่สำคัญก็คือบอดี้กล้อง Olympus OM-D ออกแบบมาให้มีระบบกันละอองน้าและฝุ่น ดังนั้นเอาไปลุยทรายลุยฝนถ่ายรูปก็ได้ แต่อย่าเอากล้องไปจุ่มน้ำนะครับ ไม่ใช่กล้องถ่ายภาพใต้น้ำ เดี๋ยวพัง!

บอดี้ด้านหลังประกอบด้วยปุ่มเมนู และปุ่มฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ โดยแต่ละปุ่มค่อนข้างเล็กครับเนื่องจากตัวบอดี้ที่เล็ก คนที่นิ้วใหญ่หน่อยอาจจะไม่ถูกใจเพราะอาจกดผิดได้ และที่สำคัญคือสวิตซ์เปิด-ปิดกล้องที่อยู่ด้านหลังนี่แหละครับ หาเจอยากไปหน่อย เอามาใช้ตอนแรกถึงกับงงเหมือนกัน หาสวิตซ์ไม่เจอ

ด้านข้างของตัวกล้องเป็นช่องใส่เมมโมรี่การ์ดแบบ SD ตัวล็อกแน่นหนาดีครับ เพราะบอดี้กล้องออกแบบมาให้สามารถป้องกันฝุ่นและละอองน้ำได้ และหูสำหรับร้อยสายคล้องคอก็แข็งแรงและเป็นแบบหูสามเหลี่ยมที่ผมเองรู้สึกชอบครับ มันให้อารมณ์ความเป็นโปรดี

ด้านบนตัวกล้องที่เห็นในภาพติดกริปเรียบร้อยแล้วจะเห็นว่ามีแป้นสำหรับการตั้งค่าอยู่ 2 แป้น เป็น Dial1 และ Dial2 ที่เราสามารถกำหนดการทำงานได้ ตรงแป้น Dial2 มีปุ่มชัตเตอร์ด้วย ซึ่งพอติดกริปเข้าไปกลายเป็นว่าได้ปุ่มชัตเตอร์เพิ่มมาให้ใช้อีก จะใช้ปุ่มไหนก็ได้ครับ และนอกจากนี้ยังมีปุ่มฟังก์ชั่นที่เราสามารถเข้าไปกำหนดได้ว่าจะเอาไว้ใช้ทำอะไร ตามด้วยปุ่มสีแดงไว้บันทึกวีดีโอได้เลย รวดเร็วดีครับ

แป้นเลือกโหมดการทำงานของกล้องด้านซ้ายครับ มีโหมดหลักอย่าง M , S , A , P มาให้ครบถ้วน แต่สำหรับมือใหม่แล้วจะเลือกไปที่โหมด iAUTO ก็ง่ายดีครับ กล้องคิดให้หมดเลย กดอย่างเดียว ตรงแถวๆวิวไฟน์เดอร์ยังมีแป้นปรับค่าสายตาให้ใช้งานสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางสายตาครับ

ด้านล่างของตัวกล้องเป็นช่องใส่แบตเตอรี่ และมีขั้วสัมผัสสำหรับการต่อกริปถ่ายภาพแนวตั้ง นอกจากนี้ก็มีรูสำหรับติดขาตั้งกล้องเป็นมาตรฐาน เวลาใส่กริปแล้วสามารถที่จะใส่แบตเตอรี่ที่ตัวกริปและที่กล้องได้พร้อมกัน 2 ก้อนเลยครับ

สำหรับกริปถ่ายภาพแนวตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมที่ต้องซื้อเองนะครับ โดยตอนแรกจะมาเป็น 2 ชิ้นแบบนี้ ต้องเอามาประกบกันก่อนไม่งั้นต่อเข้ากล้องไม่ได้ แปลกดีเหมือนกันสำหรับการออกแบบกริปแบบนี้ ปกติเห็นเป็นชิ้นเดียว

และเลนส์คิตที่มาพร้อมกับชุดในกล่องเลย ตัวเล็กดีครับ ซึ่งการรีวิวเจ้า Olympus OM-D ตัวนี้จะใช้เลนส์คิตนี่แหละครับเป็นเลนส์ที่ใช้ในการทดสอบจะได้ดูคุณภาพของเลนส์ตัวนี้ไปด้วยเลย แถมคุณสมบัติเด่นของเลนส์ตัวนี้คือ Weather Sealed กันฝุ่นกันละองงน้ำเช่นเดียวกับบอดี้กล้องด้วย เลนส์ตัวนี้ยังสามารถใช้ระบบซูมแบบไฟฟ้าและปรับเป็นมาโครได้ด้วยนะครับ ไม่ธรรมดา! ทั้งหมดนี้สำหรับรูปร่างหน้าตาของ Olympus OM-D เดี๋ยวไปดูต่อเลยครับเรื่องสเป็คว่ามีอะไรโดดเด่นน่าใช้บ้าง

Review : Olympus OM-D เมื่อเทคโนโลยีหลอมรวมเข้ากับความคลาสสิค เป็นศิลปะผมรับได้ ผ่านครับ

มาดูต่อในเรื่องสเป็คกันบ้างครับ อย่างที่บอกไปในตอนต้นว่า Olympus OM-D เป็นกล้อง Mirrorless ที่ดีไซน์แบบคลาสสิค บอดี้เล็กกะทัดรัด ส่วนเทคโนโลยีที่อัดแน่นมานั้นไม่เล็กเหมือนตัวบอดี้ครับ ให้มาแบบเต็มๆ ถ้าอย่างไรลองดูสเปคได้จากด้านล่างสุดของบทความนะครับ

และตอนนี้จะขอยกสเปคเฉพาะที่เป็นจุดเด่น เพราะขืนอธิบายทั้งหมดเดี๋ยวจะกลายเป็นคู่มือการใช้กล้องไป เริ่มจากหลักๆเลยที่เป็นหัวใจของกล้องนั่นคือเซ็นเซอร์ 16.1 ล้านพิกเซล ขนาด Micro Four-Third สามารถปรับตั้งค่า ISO ได้ตั้งแต่ 200-25600

สำหรับเทคโนโลยีเด่นที่อัดแน่นอยู่ในกล้อง Olympus OM-D ที่ถือเป็นจุดชายของกล้องตัวนี้เลยก็คือ ระบบกันสั่นแบบ 5 แกน ช่วยลดการสั่นไหวของภาพได้ดีแม้จะใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำ และจากการทดสอบใช้งานจริงก็พบว่าช่วยได้เยอะมากๆกับระบบนี้ เพราะนอกจากจะช่วยให้ได้ภาพคมชัดแล้ว ยังสามารถที่จะสร้างสรรค์ลูกเล่นเกี่ยวกับการใช้งานสปีดชัตเตอร์ต่ำได้สนุกขึ้นครับ

ภาพข้างบนถือด้วยมือถ่ายครับ สปีดชัตเตอร์ 1/6 ไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องแต่เอาศอกพิงโขดหินแล้วประคองกล้องให้นิ่งที่สุดครับ น่าทึ่งทีเดียวสำหรับการถ่ายภาพที่สปีดชัตเตอร์ต่ำขนาดนี้แต่รูปที่ได้คมชัดสวยงามครับ! กล้อง Olympus ให้ระบบกันสั่นตัวนี้มาในกล้องเลยไม่ต้องห่วงว่าจะใช้กับเลนส์ตัวอื่นแล้วไม่มีระบบกันสั่นให้ใช้

ระบบวิวไฟน์เดอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่กล้องให้มาใช้งานง่ายและสะดวกมากครับสำหรับบรรดาตากล้องที่ชอบการมองภาพผ่านวิวไฟน์เดอร์ มันให้อารมณ์ของการถ่ายภาพจริงๆ และที่สำคัญคือการที่มันเป็นภาพดิจิตอลที่แสดงผลด้วยความละเอียด 1.44 ล้านพิกเซล จึงสามารถแสดงผลของภาพตามค่าที่เราปรับตั้งได้เลย เช่น เห็นสีภาพที่เกิดจากการปรับตั้งค่า White Balance แบบต่างๆ รวมถึงระบบโฟกัสที่เร็วมาก ด้วยพื้นที่โฟกัสมากถึง 35 จุด ครอบคลุมแทบทั้งภาพ เลือกจุดโฟกัสได้ง่ายไม่ต้องมานั่งเล็งจุดกลางแล้วขยับจัดองค์ประกอบภาพ แถมด้วยระบบ 3D Tracking ช่วยโฟกัสติดตามวัตถุที่เคลื่อนที่ ลองใช้จริงแล้วทำงานได้ดีครับ แต่ก็มีวืดวาดบ้าง แต่เมื่อทำงานร่วมกับการถ่ายภาพต่อเนื่อง 9 ภาพต่อวินาทีแล้ว ต้องมีสักใบแหละที่เข้าเป้า!

ลูกเล่นที่น่าสนใจเพิ่มเติมนอกเหนือจากเรื่องสเป็คทั่วไปแล้วก็คือ การให้ Art-Filter ที่เอาไว้สำหรับการถ่ายภาพแบบสีแปลกตา ไม่ต้องพึ่งพาโฟโต้ชอปแต่อย่างใด ให้มาเยอะมากครับ นับได้ทั้งหมด 11 แบบ และสามารถจับมายำรวมกันได้ถึง 78 เอฟเฟคท์เลยทีเดียว จะเยอะไปไหน ตามตัวอย่างผมใช้ Art-Filter แบบ Cross Process ร่วมกับการใส่เอฟเฟคท์กรอบรูปครับ แค่นี้ก็ได้ภาพแนว Instagram แล้ว

ที่ลืมไม่ได้ก็คือหน้าจอแบบระบบสัมผัสแบบ OLED ขนาด 3 นิ้ว ที่เอาไว้ใช้ถ่ายภาพได้เลยไม่ว่าจะเป้นการเลือกจุดโฟกัส การลั่นชัตเตอร์ และหน้าจอของ Olympus OM-D ยังสามารถบิดพับได้อีกด้วย สะดวกในการถ่ายภาพมุมสูงและมุมต่ำครับ

พูดถึงเรื่องการใช้งานโดยทั่วไปแล้ว ด้วยบอดี้ที่เล็กกะทัดรัด รวมถึงการทำงานของกล้องที่รวดเร็วตอบสนองดีเหมือนกล้อง DSLR จึงทำให้ถ่ายสนุก แถมมีลูกเล่นในตัวเยอะ ช่วยให้ได้ภาพแปลกตากว่าที่เห็นแน่นอน ส่วนเรื่องการเก็บรายละเอียดของภาพก็ทำได้ดีครับ ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ที่เลนส์ด้วย แต่จากการทดสอบพบว่าเลนส์คิตติดกล้องที่ให้มานั้นก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน อย่างน้อยก็เรื่องความคมของภาพ

การเก็บรายละเอียดในส่วน Dynamic Range ทำได้ยอดเยี่ยมครับ กล้องรุ่นใหม่ๆสมัยนี้ทำได้ดีเหลือเชื่อ ยิ่งมีฟิลเตอร์ในกล้องให้เล่นด้วยยิ่งมันส์มือ ตอนนี้เลยกลายเป็นภาพปลาหมึกตากแห้งริมทะเลแบบ Dramatic ไปซะแล้ว

กล้องเซ็นเซอร์เล็กกว่า APS-C เล่นหน้าชัดหลังเบลอได้หรือเปล่า เห็นภาพแล้วคงตอบได้นะครับ เล่นได้ครับ เบลอเยอะด้วย เอาเลนส์จ่อใกล้ๆแล้วเปิดรูรับแสงกว้างๆ ปากชัดตัวเบลอกันเลยทีเดียว

คุณสมบัติของกล้องที่ให้ไฟล์ RAW มาด้วย เอามาปรับแต่งได้อีกเยอะ แต่ภาพด้านบน Convert ภาพจากไฟล์ RAW โดยตรงเลยครับ ไม่ได้ปรับแต่งอะไรเพิ่มเติม สีอาจจะดูจืดๆไปหน่อย แต่นี่แหละครับไฟล์ภาพจริงๆมิได้ปรุงแต่ง ถามว่าถ้าแต่งรูปเก่งๆ ไฟล์ RAW ใช้ทำอะไรต่างๆได้เยอะแยะครับ ให้มาในกล้องไว้ไม่เสียหาย ขนาดไฟล์ประมาณ 14 MB ครับ

เลนส์คิตที่ให้มาก็ไม่ธรรมดา มีระบบซูมไฟฟ้า และสามารถเล่นมาโครได้ อยากรู้ว่ามาโครของเลนส์ตัวนี้กับกล้อง Olympus OM-D ทำได้แค่ไหนเชิญรับชมภาพประกอบครับ พร้อมภาพแบบครอป 100% แถมให้ด้วย

กล้องแบบนี้เอามาใช้ในสตูดิโอ ลองทดสอบความคมชัดดูครับ ไฟล์เดิมๆจากหลังกล้อง เล่นได้อยู่เหมือนกัน เซ็นเซอร์เล็กแต่ความคมชัดของไฟล์ไม่เล็กตามกล้อง จัดไปพร้อมภาพประกอบแบบครอป 100% อีกทีครับ ใครขี้เกียจแบกกล้องตัวโตๆ ลองคบตัวนี้ไว้ไม่เสียหายครับกับราคาค่าตัวที่เมื่อเทียบสเป็คแล้วบอกได้เลยว่าคุ้มค่า เดี๋ยวไปดูทดสอบเรื่อง Noise กันต่อ

Review : Olympus OM-D เมื่อเทคโนโลยีหลอมรวมเข้ากับความคลาสสิค เป็นศิลปะผมรับได้ ผ่านครับ

หลายคนชอบดูกันเหลือเกินว่ากล้องแต่ละตัวจัดการ Noise ได้ดีแค่ไหน น้าป๋วย TechXcite ขอจัดให้ เพราะ Olympus รุ่นก่อนหน้านี้เกิดกระแสกันมากมายเหลือเกินว่า Noise บาน มาคราวนี้ Olympus OM-D จัดการมาดีครับ อยากรู้ว่าดีแค่ไหนไปติดตามชมได้ ณ บัดนี้

จากภาพตัวอย่างครับ ทดสอบที่ ISO ต่างๆ เริ่มตั้งแต่ต่ำสุด 200 จนถึง 25600 ดูๆไปแล้วภาพที่พอรับได้แบบเห็น Noise ไม่ค่อยมีนั่นคือ 6400 ครับ พอดันไปถึง 12800 แล้วเริ่มมีมาเยือน จนถึงสูงสุด 25600 จึงจะเห็นชัดเจนรวมถึงความละเอียดที่ลดลงด้วยครับ แต่ถ้าถามว่าใช้งานจริง 3200 ก็เหลือๆแล้วครับ ถ่ายคอนเสิร์ต ถ่ายงานกลางคืน ใช้อมือประคองนิ่งๆได้สบาย

ครอปภาพ 100% ที่ ISO 200 มาให้ชมกันถึงคุณภาพไฟล์ครับ อันนี้รายละเอียดตัวตุ๊กตาชัดเจนดีไม่มีปัญหา เนียนๆแบบนี้ใช้กันยาวๆไปเลย ส่วนเรื่อง White Balance ก็โอเคครับ ปรับออโต้ ตอนถ่ายรูปใช้ไฟฟลูออเรสเซนต์ธรรมดาๆ โทนสีขาวยังได้อยู่

ดัน ISO ไปที่ 3200 เริ่มปรากฏ Noise ขึ้นมาแต่ไม่มากนัก อันนี้เป็นศิลปะ ผมรับได้ ผมให้คุณผ่านครับ ส่วนรายละเอียดก็ลดลงครับ ทำได้ขนาดนี้ เอาไปเทียบกับกล้อง DSLR รุ่นเก่าๆแล้วชนะเลิศ

สุดท้ายมาดูความเละของภาพจาก ISO 25600 กันครับ หากคาดหวังคุณภาพของไฟล์อย่าได้เผลอไปใช้เชียว แต่หากในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องได้มาซึ่งภาพและไม่อยากเสียโอกาสทองนั้นไป กดไปเลยครับ มีมาให้ดีกว่าไม่มี

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับ Olympus OM-D ตัวนี้ เห็นภาพแล้วก็คงประทับใจไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ สำหรับใครที่ต้องการกล้อง Mirrorless คุณภาพดี Olympus OM-D ถือเป็นกล้องที่น่าเล่นตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะจากการทดลองใช้งานมา พบว่ามันใช้งานไม่ยาก และตอบสนองการถ่ายภาพได้ดี แต่ที่น่าสังเกตก็คือ การจับถือที่ไม่ค่อยถนัดเท่าไรนักเพราะกล้องค่อนข้างเล็ก และปุ่มต่างๆที่กดยากไปหน่อย รวมถึงปุ่มต่างๆที่ให้มาบนตัวกล้องเยอะมาก อาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยในการทำความเข้าใจสักหน่อยครับ เพราะหยิบมาครั้งแรกๆก็หลงปุ่มอยู่เหมือนกัน ยังไงสุดท้ายขอสรุปเอาไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ

จุดเด่น

  • ไฟล์สวย คุณภาพสูง จัดการเรื่อง Noise ได้ยอดเยี่ยม
  • ลูกเล่นในกล้องเยอะมาก
  • ระบบโฟกัสรวดเร็วทันใจ
  • บอดี้เล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา เหมาะกับผู้ที่ต้องการกล้องเล็กๆ ฟังก์ชั่นเยอะ
  • ความอึด ถึก ของโครงสร้างบอดี้สุดยอดมากๆ
  • มีระบบกันสั่นในตัวกล้อง

จุดสังเกต

  • ปุ่มต่างๆค่อนข้างเยอะ และเล็ก ทำให้กดยากและต้องทำความเข้าใจในการใช้งานกล้องสักระยะ
  • บอดี้จับไม่ถนัดมือต้องเสริมกริป (แต่ถ้าเป็นผู้หญิงน่าจะชอบครับ แต่สำหรับมือผู้ชายใหญ่ๆ อาจจะใช้ยากสักหน่อย)
  • โฟกัสต่อเนื่องมีวืดวาด ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่

บทความโดย : น้าป๋วย TechXcite