Review : Samsung Galaxy Watch (eSIM) สมาร์ทวอชรองรับการใช้งาน 4G ผ่านข้อมือ โทรออก-รับสายไม่ต้องพึ่งมือถือ !!

เฮียแม็พ | 5 ส.ค. 2562 19:05:53 (อัพเดต 14 ส.ค. 2562 15:01:23)

4589

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Samsung Galaxy Watch (eSIM) สมาร์ทวอชรองรับการใช้งาน 4G
ผ่านข้อมือ โทรออก-รับสายไม่ต้องพึ่งมือถือ !!

สวัสดีเพื่อน ๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวแก็ดเจ็ตใหม่ ๆ กับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทวอชรุ่นล่าสุดของ Samsung กับ Galaxy Watch (eSIM) นั่นเอง ! อ๊ะ…หลายคนคงสงสัยว่าก็เหมือนเคยรีวิวไปแล้วนี่นา ใช่ครับเราเคยรีวิวตัว Galaxy Watch ไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่รุ่นนี้จะเป็นรุ่นใหม่ที่รองรับ eSIM หรือรองรับการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยตรงผ่านสมาร์ทวอชเลย เพิ่งจะนำเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราอย่างเป็นทางการ ส่วนรายละเอียดของตัวนี้จะเป็นอย่างไร มาติดตามในรีวิวนี้เลยดีกว่าครับ :D

รูปลักษณ์เดิม สวยเหมือนเดิมนั่นแหละ !

ก่อนจะไปดูการใช้งาน มาดูรูปทรงของ Galaxy Watch กันก่อนเลย สำหรับรุ่น eSIM นี้ก็จะมาพร้อมกับ 2 ขนาดแบบเดียวกับรุ่นปกติก่อนหน้านี้ คือ 46 มม. และ  42 มม. และรุ่นที่เราได้มารีวิวคือ 42 มม. สีดำครับ หน้าตาก็ยังสวยงามเหมือนเดิม ไม่ดู GEEK จนเกินไปครับ มีความไลฟ์สไตล์ผสมกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว

หน้าปัดของรุ่นนี้จะมีขนาดอยู่ที่ 1.2 นิ้ว ใช้จอแบบ Super Amoled ความละเอียด 360 x 360 พิกเซล ทรงกลมไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ส่วนตัวว่าไซส์นี้น่าจะเหมาะกับสาว ๆ มากกว่าเพราะไม่ใหญ่มากนัก แต่หนุ่ม ๆ ที่ข้อมือเล็กก็พอใส่ได้พอดีอยู่ครับ

กระจกของหน้าจอจะใช้เป็น Gorilla Glass DX+ ที่มีความแข็งแรงทนทานไม่ต้องกลัวจะเป็นรอยขีดข่วนง่าย ๆ ตัวหน้าปัดจะมีวงแหวนให้เราได้หมุนเลือกเมนูต่าง ๆ ได้ ตรงนี้ดูจะเป็นจุดเด่นของ Galaxy Watch รุ่นนี้เลย มันดูมีลูกเล่นดี

ตัวเรือนใช้วัสดุเป็นสแตนเลสหรูหราใช้ได้ ตัวสีดำนี้จะใช้สีดำคลุมทั้งตัวเครื่องเลย กลืนกันดี มีปุ่มกดอยู่ 2 ปุ่มที่ด้านขวาของตัวเครื่อง แบ่งเป็นปุ่ม Back ด้านบนและปุ่ม Home ที่ด้านล่างครับ นอกจากนี้มุมนี้จะมีซ่อนไมโครโฟนอยู่ด้วยนะ

ส่วนฝั่งซ้ายมือก็จะมีตัวลำโพงด้วย เอาไว้ใช้งานคุยโทรศัพท์ได้ผ่านข้อมือเลย ไหน ๆ ก็ใช้งานแบบ LTE ได้แล้วนี่เนอะ

สายรัดยังใช้แบบซิลิโคนมี Texture เป็นลายเส้น ๆ เล็กน้อย เข้ากับตัวเรือนได้ดี สายแบบนี้ก็จะช่วยในเรื่องความทนทานเวลาสวมใส่ ส่วนตัวชอบสายแบบนี้มากกว่าแบบหนังเพราะเมื่อเราเหงื่อออกหรือใช้เล่นกีฬาก็จะไม่เหนอะหนะเท่าไหร่น่ะนะ

ตัวสายสามารถถอดออกได้ง่ายและมีสีสันอื่นให้ซื้อมาเปลี่ยนควบคู่กันได้ด้วย ตัวเรือนขนาด 42 มม. จะได้สายแบบ 20 มม. มาครับ ด้านหลังนี้จะมีตัว Heart Rate Monitor มาให้ด้วย ช่วยให้การออกกำลังกายดูน่าสนใจมากขึ้นแหละแบบนี้

รวม ๆ แล้วในเรื่องของดีไซน์ต้องบอกว่า Galaxy Watch (eSIM) นี้…ภายนอกไม่ต่างจากรุ่น Bluetooth ปกติเลยครับ มาในทรงเดียวกันชัด ๆ จะแตกต่างจริง ๆ ก็คือสเปคและการใช้งานของตัว eSIM มากกว่า ซึ่งส่วนตัวคิดว่าดีไซน์เดิมของ Galaxy Watch นี้ยังคงสวยงามโดดเด่นอยู่ โดยเฉพาะตัววงแหวนที่ใช้หมุนได้นี่แหละ มันดูดีกว่าแบบเรียบ ๆ จริง ๆ นะ

สีสันที่มีให้เลือกก็เหมือนกันครับ 3 สีแบ่งเป็นสี Silver สำหรับรุ่น 46 มม. และสี Midnight Black และ Rose Gold สำหรับรุ่น 42 มม. ครับ

สเปค Samsung Galaxy Watch 42 มม. (eSIM)

  • ระบบปฏิบัติการ Tizen OS 4.0 ครอบด้วย OneUI 1.0
  • หน้าจอ Super Amoled 1.2 นิ้ว Gorilla Glass DX+
  • หน่วยประมวลผล Exynos 9110 Dual-core 1.15GHz
  • แรม 1.5GB
  • ความจุ 4GB (เหลือใช้จริง 1.5GB)
  • แบตเตอรี่ 270 mAh
  • การเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2, Wi-Fi b/g/n, NFC, GPS,3G WCDMA,4G LTE FDD
  • เซ็นเซอร์ Accelerometer, Gyro, Barometer, HRM, Ambient Light
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน 5 ATM + IP68 / MIL-STD-810G (มาตรฐานทางทหาร)
  • ขนาด 41.9 x 45.7 x 12.7 มม.
  • น้ำหนัก 49 กรัม
  • ราคา 11,900 บาท

ในส่วนของสเปคก็จะใช้เป็นจุดเดียวกันกับรุ่น Bluetooth แต่จะมีการเพิ่ม แรมเป็น 1.5GB แทน 768MB เดิม เพื่อรองรับการใช้งานการเชื่อมต่อเครือข่ายนั่นเอง นอกนั้นมาตรฐานการกันน้ำก็สูงถึงระดับ 5ATM เท่ากัน, รองรับการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth 4.2 และมาตรฐานทางทหารแบบ MIL-STD-810G เช่นกันครับ

เชื่อมต่อกันยังไง !?

การใช้งานต่าง ๆ ไม่ต่างกันมากครับ เราสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอป Samsung Wearable (Samsung Gear) เหมือนเคยครับ ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนของ Samsung เองก็จะง่ายหน่อย เพราะมีแอปและบริการของ samsung ติดมาให้แล้ว ไม่ต้องโหลดเพิ่มเนอะ Galaxy Watch นี้รองรับทั้ง iOS และ Android เลยโดยจะต้องมีเวอร์ชั่น iOS 9.0 ขึ้นไป หรือ Android 5.0 ที่มีแรมมากกว่า 1.5GB ขึ้นไปครับ

รองรับ eSIM ใช้งานเครือข่ายได้จากข้อมือเลย !

พอเชื่อมต่อเสร็จปุ๊บสิ่งแรกที่เราต้องทำสำหรับรุ่น eSIM ก็คือตั้งค่าลงทะเบียนซิมให้พร้อมใช้งานก่อน เข้าไปที่แอป Galaxy Wearable แล้วเลื่อนมาที่เมนู Mobile Networks เลือกซิมที่เราจะใช้เชื่อมกับตัว Watch แล้วจัดการลงทะเบียนได้เลยครับ

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วตัวไอคอนในหน้า Status Bar จะมีไอคอน 4G เพิ่มขึ้นมานั่นเองครับ

เท่านี้เราก็จะสามารถใช้งานตัว Galaxy Watch ได้แบบ Stabdalone ใช้งานรับสายโทรออกได้จากตัวเครื่องเองแล้ว เผื่อเวลาออกไปออกกำลังกายแล้วไม่อยากพกมือถือติดตัวไปด้วย อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าเรายังสามารถติดต่อได้ผ่านตัววอชอยู่เนอะ

ซึ่งเมื่อมีสายเข้าหรือเราโทรออกไป ก็สามารถคุยโทรศัพท์ได้ผ่านตัววอชเองเลย เพราะมีทั้งไมโครโฟนและลำโพงที่ตัวเรือนเลย คุยกันแบบเท่ ๆ ผ่านข้อมือได้เลย

การใช้งาน !

ตัวแอป Galaxy Wearable ที่ใช้งานควบคู่กันนี้ก็จะมีบอกสถานะต่าง ๆ ของ Galaxy Watch ไว้พร้อม ถ้าไม่อยากเปิดเช็กจากนาฬิกามาดูใหญ่ ๆ บนจอได้เลยครับ ทั้งสถานะแบตฯ, หน่วยความจำต่าง ๆ เนาะ

ตัว Watch Face ก็ยังคงมีให้เลือกปรับมากมาย ตามสไตล์ Samsung ถ้าที่ให้มาไม่พอก็ดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้เลยผ่าน Galaxy Apps เลยครับ

หน้ารวมแอปสามารถเข้าถึงได้ด้วยการกดที่ปุ่ม Home (ปุ่มล่าง) และเราสามารถใช้งานตัววงแหวนในการหมุนเปลี่ยนหน้าต่าง ๆ หรือเลื่อนตัวเลือกแอปได้ด้วย ให้ความรู้สึกที่เข้าก๊านเข้ากันด้วยการที่หน้าปัดเป็นวงกลมและมีตัววงแหวนเข้ามาหมุนๆแบบนี้ นี่แหละจุดเด่นอย่างที่บอก ชอบ !

ในเรื่องการแจ้งเตือนต่างๆของตัว Galaxy Watch นั้นเมื่อเราเชื่อมต่อกับตัวสมาร์ทโฟนแล้วมีการแจ้งเตือนเข้ามาก็จะมาโผล่บนตัว Watch ด้วยเลย แต่ละแอปก็จะมีการแสดงผลที่แตกต่างกันไป แต่รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบจะเป็นข้อความเข้าหรือแชทต่าง ๆ ก็โชว์ได้อย่างครบถ้วนครับ

หานาฬิกาไม่เจอ ก็เรียกได้ !

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มักจะมีติดมากับอุปกรณ์สวยใส่พวกนี้ก็คือการค้นหาอุปกรณ์ซึ่งไม่ว่าเราจะลืมนาฬิกาหรือลืมสมาร์ทโฟน ก็สามารถเรียกหาได้จากบนมือถือหรือ Watch ได้เลย ด้วยการกดไปที่แอป Find My Phone บน Watch หรือถ้าหานาฬิกาไม่เจอก็กด Find My Watch จากตัวมือถือได้เช่นกัน

ออกกำลังกายล่ะช่วยอะไรได้บ้าง !?

แน่นอนว่าการที่เป็นสมาร์ทวอร์ชแบบนี้จะให้ใส่เก๋ ๆ รับแจ้งเตือนอย่างเดียวคงไม่ได้ สำหรับ Galaxy Watch นี้ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับการออกกำลังกายหลายแบบทั้งการนับก้าวเดิน, ตรวจวัดการเต้นของหัวใจ, ตรวจจับการนอนของเรา, วัดแคลลอรี่ ก็มีเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ก็เชื่อมต่อกับแอป Samsung Health ได้เป็นอย่างดีเลย

วัดอัตราการเต้นของหัวใจก็ได้เช่นกัน ซึ่งปกติตัว Watch จะมีการจับเป็นระยะอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากวัดเดี๋ยวนั้นเลยก็เข้าไปที่แอป Samsung Health ได้เลย มีให้เลือกวัดอัตราการเต้นอยู่ในนั้นนะ

กันน้ำกันฝุ่นได้สุด ๆ

แน่นอนว่าเป็นสมาร์ทวอร์ชทั้งที การเอามาใช้งานคู่กับการออกกำลังกายในสภาพต่างๆก็ควรที่จะลุยได้เยอะหน่อย บน Galaxy Watch (eSIM) ก็ยังได้มาตรฐานการกันน้ำแบบ 5ATM + IP68 เหมือนเคย สามารถใส่ลงน้ำว่ายน้ำได้เลยเพราะสามารถลงน้ำลึกได้ถึง 50 เมตรแถมยังกันแรงดันน้ำต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เผื่อใครอยากจะออกกำลังกายทางน้ำเนอะ

แบตเตอรี่การใช้งานหายห่วง

แบตเตอรี่ยังคงทำได้ดีใช้ได้ครับ ตัว Watch เองจะมีระบบ Auto ในส่วนของการใช้งานเครือข่ายอยู่ ให้สลับไปใช้เครือข่ายเวลาที่เราอยู่ห่างจากสมาร์ทโฟน ไม่ต้องกังวลว่าตัวเครือข่ายจะมาสูบแบตของเราไปเนอะ โดยรวมแบตเตอรี่ของ Galaxy Watch ก็สามารถใช้งานทั่วไปก็อยู่ได้ราว ๆ  2 - 3 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ถือว่าช่วยในเรื่องของการชาร์จบ่อย ๆ ได้ดีอยู่ครับ

ส่วนเรื่องการชาร์จยังคงชาร์จได้ผ่านตัวแท่นชาร์จแบบไร้สายที่ให้มาได้เหมือนเคย  มีแม่เหล็กประกบวางไว้นิ่ง ๆ ให้ชาร์จได้ดี

หรือถ้าใช้คู่กับเรือธงอย่าง Galaxy S10 Series อยู่ก็สามารถใช้ฟีเจอร์ PowerShare ชาร์จให้ได้เลย เผื่อลืมเอาที่ชาร์จไป สะดวกสุด ๆ (งานขายก็มา :p)

สรุปให้เลย !

สำหรับ Galaxy Watch (eSIM) นี้ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกใหม่ให้กับเพื่อน ๆ ที่ต้องการสมาร์ทวอช ความสามารถครบ ๆ สักรุ่น มีดีทั้งรูปลักษณ์ทรงสวยมีความไลฟ์สไตล์มากขึ้น ใช้งานได้หลากหลายฟีเจอร์ ตรวจจับการเคลื่อนไหว, วัดอีตราการเต้นของหัวใจ, เช็กการแจ้งเตือน แถมบนรุ่น eSIM นี้ยังเพิ่มความสามารถด้านการใช้งานเครือข่ายให้มากกว่าการเชื่อมต่อผ่านมือถือ โทรศัพท์ออกและรับสายได้ด้วยตัวเอง สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้นไปอีก แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้อย่างยาวนาน ไม่จำเป็นต้องชาร์จบ่อย ๆ เพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาสมาร์ทวอชสักรุ่นที่รองรับระบบ eSIM ในบ้านเราแล้ว รุ่นนี้ก็ตอบโจทย์ได้อย่างดีเลยล่ะครับ

ราคาค่าตัว !

ปิดท้ายที่ราคาค่าตัวสำหรับรุ่น eSIM นี้จะบวกราคาเพิ่มจากรุ่น Bluetooth ปกติ อีก 2,000 บาท ครับ โดยรุ่น 42 มม. ที่เรารีวิวนี้จะมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 11,900 บาทครับ มีให้เลือก 2 สีคือ Midnight Black และ Rose Gold ครับผม

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite