Unbox : แกะกล่องพรีวิว OPPO R17 Pro เสน่ห์ใหม่ของความงามบนสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกล้องหลังถึง 3 ตัว !!

เฮียแม็พ | 11 พ.ย. 2561 13:07:44 (อัพเดต 13 พ.ย. 2561 19:42:02)

10615

VIEWS เฮียแม็พ

Unbox : แกะกล่องพรีวิว OPPO R17 Pro เสน่ห์ใหม่ของความงามบนสมาร์ทโฟน
ที่มาพร้อมกล้องหลังถึง
3 ตัว !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความพรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราพามาอยู่กับสมาร์ทโฟนตัวล่าสุดของ OPPO ที่เพิ่งจะประกาศราคาพร้อมโปรโมชั่นไปมาดๆนี่เอง เอ้า ! จะเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้นอกจาก OPPO R17 Pro นั่นเองงง !! ไหนๆก็ไหนๆแล้ววันนี้เราก็เลยมีพรีวิวแกะกล่องของ OPPO R17 Pro นี้มาฝากกันสักหน่อยเลยละกัน มาดูกันดีกว่าว่ารุ่นนี้จะน่าสนใจสักแค่ไหนครับ !

แค่กล่องก็เห็นถึงแสงสีแล้ว !

เริ่มแรกมาที่ตัวกล่องกันก่อนเลย สำหรับ OPPO R17 Pro ดูจากแค่หน้ากล่องก็ฉูดฉาดมาแล้ว เห็นถึงความเย้ายวนจากสีสันที่เล่น เหมือนกับตอนโปรโมทที่ใช้สีม่วง น้ำเงิน ช่วนหลงใหลเป็นอย่างมาก หน้ากล่องระบุชื่อรุ่นชัดเจนครับว่า R17 Pro ไม่ต้องกลัวซื้อผิดล่ะ :P

ตัวกล่องเป็นแบบดึงออกจากด้านข้างเหมือนตอน R15 Pro หรือ Find X ครับ ดูดีมากไม่ต้องมาคอยเคาะฝากล่องให้ตัวเครื่องกระแทกแรงๆ ดึงออกมาก็ต้องเจอตัวเครื่องนอนอยู่นิ่งๆล่ะครับ งั้นปล่อยเขานอนไปก่อนอย่าเพิ่งปลุก :P

ยกขึ้นมาก็จะเจออุปกรณ์ภายในชั้นที่จัดแรงและวางกันไว้อย่างมีระเบียบ ที่เห็นๆนี่ก็มีหูฟังและอแดปเตอร์ที่วางไว้ชัดสุดๆ งั้นของัดแงะเลยละกัน

อุปกรณ์ทั้งหมดที่ลื้อ เอ้ย ! เอาออกมาก็จะมีด้วยกัน 7 อย่างดังนี้ครับ

  • ตัวเครื่อง R17 Pro
  • คู่มือการใช้งาน
  • เคสซิลิโคน
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ SuperVOOC
  • หูฟัง (USB Type-C)
  • เข็มจิ้มถาดซิม

หลักๆก็ให้มาครบครันครับ ตัวฟิล์มกันรอยก็ติดตามตามสไตล์ OPPO ตั้งแต่แกะกล่องเลย ไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้ว ใช้งานกันได้เลย

มาดูอุปกรณ์บางอย่างที่แปลกตาไปจากรุ่นก่อนๆอย่างพวกสาย USB Type-C และอแดปเตอร์กันหน่อยครับ น่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า R17 Pro นั้นรองรับระบบชาร์จสุดทรงพลังอย่าง SuperVOOC อุปกรณ์ชาร์จจึงเปลี่ยนไปด้วย อย่างอแดปเตอร์นี้เราจะได้ขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย เพราะรองรับไฟถึง 50W (10V 5A)

ส่วนตัวสาย USB Type-C ก็อัปเกรดขึ้นมาจากที่ตัวแถบเป็นสีเขียว รอบนี้แรงขึ้นไปอีกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองเลย โอ้โห นี่ขนาดยังไม่ได้ชาร์จก็ทึ่งแล้วเนี่ย อะไรมันจะดูดีขนาดนี้ *0*

ตัวเคสที่แถมมาในกล่องรอบนี้ไม่ใช่สีใสๆพื้นๆแล้ว แต่มีการเล่นสีฟ้านิดๆให้ดูเข้ากับโทนของสีเครื่องได้เป็นอย่างดี ซึ่งพอนำมาใส่กับตัวเครื่องก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของเครื่องลดลงเท่าไหร่ คลุมไปได้ทั้งตัวกันเรื่องของรอยขีดข่วนหรือแรงกระแทกและๆได้เป็นอย่างดีครับ :D

ดูตัวเครื่องได้แล้ว มัวแต่เช็คของ !

เอ้า ! บทความแกะกล่องเลยเสียเวลากับกล่องไปเยอะหน่อยเนอะ ได้เวลามายลโฉมตัวเครื่องจริงๆสักที สำหรับ OPPO R17 Pro นั้นก็ถือว่ามีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ไปจากรุ่นก่อน (R15 Pro)อยู่พอสมควรหลักๆที่เราจะเห็นได้ชัดเลยก็คือหน้าจอที่เปลี่ยนมาใช้แบบ Water Drop Screen แบบที่เราคุ้นเคยกันบน F9 แล้ว แต่ที่พิเศษกว่าไปอีกก็คือ OPPO R17 Pro นี้จะเป็นรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมกับกระจกกันรอย Gorilla Glass 6 อื้อหือออ ! เจ๋งงง *0*

จอหยดน้ำสวยๆ ใช้พื้นที่เต็มเหนี่ยว !

ขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.4 นิ้วกับอัตราส่วนแบบ 19.5:9 แสดงผลได้เต็มตาพร้อมกันนี้ยังใช้พื้นที่บนหน้าจอกับตัวเครื่อง(Screen Ratio)ไปถึง 91.5% อีกต่างหาก เรียกว่าด้านหน้านี่เต็มผืนไปหมด แถมชนิดหน้าจอของรุ่นนี้ใช้เป็น AMOLED ซึ่งแสดงผลได้สวยงามมากๆครับ

ตัวติ่งบนหน้าจออย่างที่เห็นครับเป็นแบบ Water Drop กินพื้นที่ลงมาเพียง จึ๋งเดียวเท่านั้น แต่ภายในยังมีพวกเซ็นเซอร์วัดแสง, กล้องหน้าและมีแถมลำโพงสนทนาอยู่เหนือสุดอยู่ด้วยนะ

ขอบหน้าจอด้านล่างไม่ได้หนามากเท่าไหร่ แต่ยังแอบเห็นเป็นแถบดำอยู่บ้างนะ แต่โดยรวมก็ถือว่าทำขอบหน้าจอได้บ้างมากๆแล้วรอบๆตัวเครื่องเนี่ย

อ๊ะๆแอบเห็นแสงอะไรบนหน้าจอนั่นไหม ใช่แล้วครับรุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นแรกของ OPPO ที่มีการใส่ระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเข้ามา ถ้าเรามีการตั้งค่าเรียบร้อยไอคอนดังกล่าวจะลอยขึ้นมาโผล่บนหน้าจอตอนล็อคให้เราเห็นแบบนี้ ถ้าสแกนเข้าหน้าแรกได้ก็จะซ่อนไปด้านในตรงนี้เลยมีเชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของ OPPO ว่า Hidden Fingerprint นั่นเองครับ

กรอบตัวเครื่องใช้วัสดุเป็นโลหะคุณภาพเยี่ยม จับถือแล้วให้ความรู้สึกถึงความพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี ปุ่มกดต่างๆวางไว้ที่รอบๆตัวเครื่องเหมือนเคย

เริ่มจากปุ่ม Power ที่ด้านขวาของตัวเครื่องในตำแหน่งที่เอื้อมกดได้พอดี

ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงที่มุมซ้ายของตัวเครื่องกดได้ง่ายและแบ่งปุ่มไว้ชัดเจนครับ

ส่วนบน-ล่างของตัวเครื่องมีการออกแบบเว้าลงไปคล้ายกับตอน Find X ซึ่งให้สัมผัสและมิติที่ดีทีเดียว ด้านบนจะโล่งๆมีเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

ส่วนด้านล่างวางตำแหน่งไม่ผิดเพี้ยนจากตอน Find X เท่าไหร่เริ่มจากลำโพงหลักของตัวเครื่อง, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และช่องใส่ซิมการ์ดจะอยู่ที่ด้านล่างนี้เลยครับ

ตัวถาดซิมก็เหมือนกับตอน Find X อีกนั่นแหละครับ ตัวถาดซิมเป็นแบบ 2 Slot หน้า-หลังเลือกใส่ได้เลยรองรับ 4G ทั้ง 2 Slot เลยครับ

ฝาหลังดีไซน์ล้ำสะท้อนสวย !

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่องกันเลย โผล่มาแบบนี้อย่าเพิ่งตกใจว่าทำไมสีตัวเครื่องไม่แวววาวแบบที่เห็นในภาพโปรโมทซะงั้นล่ะ อันนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่า OPPO R17 Pro นั้นมาด้วยกัน 2 สีคือ Radiant Mist และ Emerald Green ซึ่งตัวสีที่โปรโมทจริงๆก็คือสี Radiant Mist แต่เราขอหยิบอีกสีหนึ่งมาพูดก่อนละกันในพรีวิวนี้ ส่วนตัวคิดว่าทั้ง 2 สีมีจุดเด่นที่แตกต่างกันชัดเจนนะครับ

โดยทั้ง 2 สีจะมีความต่างกันที่ผิวสัมผัสของตัวกระจกที่ด้านหลังซึ่งสี Radiant Mist จะเป็นผิวกระจกแบบด้าน สัมผัสได้ดีและทิ้งคราบรอยนิ้วมือน้อยกว่า ส่วนสี Emerald Green ก็จะได้ผิวสัมผัสแบบกระจกที่มีความแวววาวมากกว่าเวลาสะท้อนแสงแต่ก็แลกมาด้วยรอยนิ้วมือที่เกาะติดได้ง่ายกว่าด้วยครับ

แต่ถึงแม้จะเป็นผิวสัมผัสที่ต่างกัน แต่ก็จะมีการสะท้อนแสงให้สีสันออกมาคล้ายรูปตัว S ที่ด้านหลังเช่นเดียวกันครับ ซึ่งตรงนี้ก็แบ่งโทนไว้ค่อนข้างชัดเจนครับสี Radiant Mist จะมีความสดใสกว่า ส่วน Emerald Green ดูแล้วเหมาะกับคนที่ต้องการความคมเข้ม

มาให้ดูกันชัดๆอีกทีสี Emerald Green ให้การสะท้อนเวลาโดนแสงเป็นรูปตัว S ที่ด้านหลังสวยๆ ตัดเป็นสีเขียวเด่นๆขึ้นมา ส่วนตัวกระจกพื้นก็จะเป็นโทนเข้มๆ ใครที่ไม่ชอบความฉูดฉาดมากสีนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดีครับ

ส่วนตัว Radiant Mist จะมีการเล่นสีที่มากกว่า เห็นแว้บแรกก็รู้สึกถึงความแปลกใหม่อย่างแท้จริง เพราะน้อยครั้งที่เราจะเห็นสมาร์ทโฟนที่มีสีสว่างและโดดเด่นสะดุดตาขนาดนี้ มีการไล่สีจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งจากฟ้าอ่อนๆไปถึงม่วงได้อย่างลงตัวครับ

กล้องหลัง 3 ตัวเรียงสวยๆไปเลย

เห็นสีกันไปแล้ว เจาะเข้ามาอีกนิดกับตัวเลนส์กล้องหลังหน่อย ซึ่ง OPPO R17 Pro นี้ก็มาพร้อมกับกล้องหลังถึง 3 ตัวด้วยกัน เรียงกันมาเป็นแนวตั้งแบบนี้ดูสมมาตรไม่น้อยเลยครับ ถัดลงมาก็มีไฟแฟลช LED 2 ดวงวางอยู่ครับ

โดยรวมในเรื่องดีไซน์ของ OPPO R17 Pro ต้องบอกเลยว่าทำออกมาได้ดีมาก ฟิลลิ่งการสัมผัสต้องบอกว่าพรีเมี่ยมสูงดีจริงๆด้วยกระจกหน้า-หลังพร้อมทั้งกรอบเครื่องที่เป็นโลหะคุณภาพสูง รวมไปถึงฝาหลังแบบกระจกไล่สีสวยๆและเล่นกับการสะท้อนของแสงได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงระบบสแกนลายนิ้วมือบนจอนี่พร้อมให้เรียกใช้งานในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย

สเปค OPPO R17 Pro

  • หน้าจอ AMOLED 6.4 นิ้วความละเอียด FHD+ (อัตราส่วน 19.5:9)
  • ซีพียู Snapdragon 710 Octa-core 2.2GHz
  • จีพียู Adreno 616
  • แรม 8GB
  • ความจุ 128GB
  • แบตเตอรี่ 3,700mAh (1,850mAh x2)
  • รองรับระบบชาร์จไว SuperVOOC
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง 3 ตัว 12 ล้านพิกเซล + 20 ล้านพิกเซล + TOF 3D Camera
  • ค่ารูรับแสง f/1.5, f/2.4 + f/2.6
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือในหน้าจอ
  • รองรับระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า
  • รองรับ 2 ซิม (4G ได้ทั้ง 2 ซิม)
  • รัน Android 8.1 Oreo ครอบด้วย ColorOS5.2

ในเรื่องของสเปคก็จัดเต็มมาไม่น้อยเลยด้วยชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Snapdragon 710, แรมรุ่นที่ขายไทยนำเข้ามารุ่นเดียวคือ 8GB (สูงสุดแล้ว), ความจุ 128GB (เพิ่ม Micro-SD ไม่ได้), แบตเตอรี่ความจุ 3700mAh แบบ Bi-Cell และรองรับระบบชาร์จไว SuperVOOC อีกด้วยนาจา :D

ซอฟต์แวร์เป็น ColorOS 5.2 ตัวล่าสุด !

ในส่วนของซอฟต์แวร์แน่นอนว่ารุ่นใหม่แบบนี้ก็ต้องมาพร้อมกับซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดของ OPPO กับ ColorOS 5.2 ที่ครอบอยู่บน Android 8.1 Oreo การใช้งานรวมๆยังคงทำได้ลื่นไหลสไตล์ OPPO ยุคหลังๆ มี Theme มาให้เลือกเข้ากับสีตัวเครื่องอย่างดี อย่างสีเขียว Emerald Green พอเปลี่ยนชุด Theme ให้เข้ากันแบบนี้ก็ดูกลืนกันไปทั้งเครื่องเลยล่ะ สวยดีครับ

มีแถบ Smart Bar เพิ่มทางลัดของแอปมาไว้ที่มุมจอง่ายๆ แค่ปาดที่มุมด้านข้างออกมา ฟีเจอร์นี้อยู่บน ColorOS 5.2 นะครับ

สแกนนิ้วบนหน้าจอได้เลยพร้อมอนิเมชั่นสวยๆ !

ถือเป็นรุ่นแรกของ OPPO ที่มีการใส่ระบบสแกนลายนิ้วมือเข้ามาบนหน้าจอ ซึ่งตำแหน่งก็วางไว้ได้อย่างเหมาะสมดีครับ อยู่ตรงกลางค่อนล่างของหน้าจอ ทำงานได้รวดเร็วเพียง 0.6 วินาทีเท่านั้นก็ปลดล็อคหน้าจอได้แล้ว แถมยังมีตัวเลือกอนิเมชั่นให้เลือกถึง 3 แบบว่าเวลาเราแตะสแกนแล้วจะใส่เอฟเฟกต์ไหนขึ้นมาด้วย ตัวระบบสแกนนิ้วมือสามารถตั้งค่าได้สูงสุดถึง 5 นิ้วด้วยกันครับ

SuperVOOC ทีเด็ดชาร์จไวที่สุดในโลก !

ถ้าพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีชาร์จไวบนสมาร์ทโฟน OPPO คือหนึ่งแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีชาร์จที่ไวมากๆเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของตัวเองในชื่อ VOOC Flash Charge และรอบนี้อัปเกรดขึ้นมาอีกขั้นกับระบบ SuperVOOC Flash Charge ที่มาพร้อมสโลแกนเก๋ๆว่า "ชาร์จ 10 นาทีได้ 40%" อื้อหือ ! คุณพระช่วยเร็วไปไหน

ด้วยเทคโนโลยีการชาร์จแบบใหม่ที่จะกระจายไฟเข้าไปให้กับแบตเตอรี่แบบ 2 Cell ที่อัตรา 10V 5A ทำให้เราสามารถชาร์จแบตฯได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมากและยังปลอดภัยด้วยระบบการป้องกันถึง 5 ขั้นเหมือนเดิม แบตใกล้หมดนี่เสียบทิ้งไว้สัก 10-15 ก็พอใช้งานต่อเนื่องได้ยาวๆแล้วครับแบบนี้

กล้องหลัง 3 ตัวใหม่ ชัดเจนมากขึ้นไปอีก !

มาถึงไฮไลท์หลักอีกอย่างของรุ่นนี้กับกล้องหลัง 3 ตัวที่มีจุดขายในเรื่องการถ่ายภาพ Portrait และภาพเสียงน้อยได้ดีขึ้น โดยกล้องทั้ง 3 ของ OPPO R17 Pro นี้จะแบ่งเป็นกล้องตัวบนสุดกล้อง TOF ที่ไว้ใช้วัดระยะของฉากวัตถุต่างๆได้อย่างแม่นยำ, กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซลที่มีค่ารูรับแสง 2 แบบสลับไปมาได้ f/1.5 และ f/2.4, กล้องตัวรองที่ใช้ในการเพิ่มคุณภาพที่ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/2.6 ครับ

โดยตัวกล้อง TOF ที่เพิ่มเข้ามาก็จะช่วยในเรื่องการจับระยะของวัตถุหรือแบบได้แม่นยำมากขึ้นในแนวลึก ใช้สำหรับการถ่ายภาพ Portrait หรือลูกเล่นใหม่ๆที่จะมีเพิ่มมาในอนาคตอย่างพวก AR หรือฟีเจอร์ 3D ต่างๆครับ

การใช้งานกล้องทั่วไปยังมีระบบ AI Scene Recognition มาให้เช่นเคยเล็งภาพแบบไหนตัว AI ก็จะมีการจัดการระบบจัดแจงซีนมาให้ นอกจากนี้รอบนี้ตัวกล้องยังฉลาดมากขึ้นด้วยฮาร์ดแวร์ของเลนส์หลักที่สามารถสลับค่ารูรับแสงได้อัจฉริยะ f/1.5 กับ f/2.4 ตามสภาพแสงที่ถ่ายด้วย ตรงนี้เรียกว่า Smart Aperture ครับ

นอกจาก Auto จะฉลาดด้วย AI Scene และ Smart Aperture แล้ว บน R17 Pro ยังมาพร้อมกับ Night Mode ที่ช่วยให้การเก็บภาพในที่แสงน้อยดียิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการถ่ายภาพหลายๆช็อตมารวมกันแล้วใช้ AI ประมวลผลภาพให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยและคมชัดที่สุดอีกด้วย โดยโหมดนี้จะเป็นการเก็บภาพราวๆ 2 - 4 วินาทีโดยที่ไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ได้ :D

สรุปให้ก่อนรีวิว !!

ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจมากๆเลยกับ OPPO R17 Pro ที่รอบนี้เน้นในเรื่องของดีไซน์มาสวยกับสีสันใหม่ๆ, ระบบ SuperVOOC ที่เร็วสุดๆแบบที่สุดในโลกแล้วตอนนี้ และที่ขาดไม่ได้สำหรับสมาร์ทโฟนยุคนี้ก็คือเรื่องกล้อง ที่เด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งตัว Smart Aperture ปรับค่ารูรับแสงได้, Night Mode ที่เน้นการเก็บภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น หรืออย่างเทคโนโลยี TOF ที่น่าจะมาช่วยในเรื่องของการถ่ายภาพ Portrait ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ก็เป็นความรู้สึกหลังลองสัมผัสคร่าวๆเท่านั้น ไว้เดี๋ยวมาเขียนให้อ่านกันเต็มๆอีกทีในรีวิวฉบับเต็มนะจ๊ะ อดใจรอกันอีกนิด :D

ราคาและโปรโมชั่นการจอง !

ปิดท้ายด้วยราคาและโปรโมชั่นการจองกันเลย สำหรับ OPPO R17 Pro รุ่นนี้ก็เปิดราคาค่าตัวมาที่ 24,990 บาท มีให้เลือก 2 สีคือ Radiant Mist และ Emerald Green พร้อมเปิดให้จองอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 17 - 30 ..นี้ และสำหรับเพื่อนๆที่สั่งจองล่วงหน้าจะได้รับของแถมเป็นขาตั้งกล้องและ VIP Card (ประกันจอแตกฟรีภายใน 1 ปี) มูลค่ากว่า 9,200 บาทไปเลยครับ :D

นอกจากนี้สำหรับโปรโมชั่นกับโอเปอเรเตอร์ก็ลดโหดราราเริ่มต้นเพียง 9,990 บาท เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจอีกด้วย (รายละเอียดรายละเอียดไว้เดี๋ยวจะอัปเดตเพิ่มเติมให้นะครับ)

 

พรีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite