Review : Huawei Mate 20 สมาร์ทโฟนรองเรือธงหน้าจอเต็มตา ถึงจะไม่ "โปร" แต่ความสามารถก็ "โอ้โห" ไม่น้อย !!

เฮียแม็พ | 4 พ.ย. 2561 21:54:58 (อัพเดต 5 พ.ย. 2561 18:39:54)

3211

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Huawei Mate 20 สมาร์ทโฟนรองเรือธงหน้าจอเต็มตา ถึงจะไม่ "โปร"
แต่ความสามารถก็ "โอ้โห" ไม่น้อย !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนรองเรือธงของ Huawei ในรอบปลายปีกับ Mate 20 นั่นเอง !! รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นเริ่มต้นของ 3 รุ่นที่เปิดตัวมาในรอบนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้นไม่มีทั้ง Pro หรือ X ตามท้าย แต่ก็ใช่ว่าจะธรรมดานะจ๊ะ เพราะเท่าที่ลองใช้งานมาควบคู่กับ Mate 20 Pro ก็เจอจุดที่น่าสนใจกว่าอยู่ด้วย เอ้า ! เกริ่นมาแบบนี้แล้วอย่ารอช้าครับ เริ่มกันเลยยย !!

แกะกล่องเช็คอุปกรณ์กันก่อนเลย !

เริ่มต้นที่ตัวกล่องกันก่อน Mate 20 มาพร้อมกับกล่องทรงเดียวกับ Mate 20 Pro เลยคือกล่องแนวตั้งขนาดกำลังดี ด้านหน้ามีสกรีนทุกสิ่งแบบเดียวกันเพียงแต่ตัดคำว่า Pro ออกไป นอกนั้นจะ Leica Triple Camera หรือ โลโก้ Huawei ที่ด้านบนมีหมดครับ

เปิดกล่องมาก็จะเจอตัวเครื่องเลยนอนอยู่นิ่งๆ ไม่มีอะไรกั้นทั้งนั้นเช่นเดียวกับตอน Mate 20 Pro

และเช็คอุปกรณ์ภายในกล่องกันอีกนิด ด้านในให้อุปกรณ์มาครบแบบที่พร้อมใช้กันเลยล่ะครับ มีด้วยกัน 6 อย่างไม่รวมตัวเครื่องประกอบด้วย

  • เคสซิลิโคนใส
  • หูฟังแจ็ค 3.5 มม.
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ SuperCharge (22.5W)
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • คู่มือการใช้งาน

หลักๆก็ให้มาครบตามมาตรฐานของ Huawei เลยครับ แต่รอบนี้ของจะน้อยกว่าของ Mate 20 Pro อยู่อย่างเพราะไม่มีตัว Dongle แปลงพอร์ตหูฟังเป็น USB Type-C เพราะรุ่นนี้มีช่องหูฟังให้ใช้งานอยู่นะจ๊ะ

ส่วนอแดปเตอร์ SuperCharge ที่แถมมาในกล่องจะชาร์จความเร็วสูงสุดได้ที่ 22.5W เท่านั้น แบบเดียวกับของ P20 Series หรือ Mate 10 Series ไม่ถึง 40W แบบเดียวกับของ Mate 20 Pro นะครับ (แต่แค่นี้ก็เร็วมากแล้ว)

เคสที่แถมมาในกล่องก็ใส่ได้พอดีตัวเครื่องเลย ชอบตรงที่มีการเว้นขอบตรงติ่งบนหน้าจอขึ้นไปอีกนิด เผื่อช่องลำโพงสนทนาไว้ให้แล้วด้วย ไม่ต้องกลัวว่าเสียงจากลำโพงเวลาคุยโทรศัพท์จะเบานะจ๊ะ :P

ดีไซน์สวยเด่นพร้อมจอใหญ่เต็มๆ

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับกับ Huawei Mate 20 รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอแบนๆขนาดใหญ่เต็มตากว่า 6.53 นิ้ว เห็นพื้นที่ของหน้าจอได้เกือบจะทั้งพื้นที่ด้านหน้านี้เลย เพราะด้วยดีไซน์แบบจอหยดน้ำทำให้ไม่มีติ่งขนาดใหญ่มากวนใจแบบรุ่น Pro ส่วนตัวชอบความเต็มของหน้าจอแบบนี้มากกว่า

แถมตัวหน้าจอของรุ่นนี้ยังเป็นจอแบบแบนซึ่งทำให้การแสดงผลของหน้าจอนั้นเต็มมาที่ด้านหน้าแบบครบเลย ไม่มีการเบือนสายตาของเราเวลามองไปที่มุมโค้ง ในส่วนของชนิดจอรุ่นนี้อาจจะด้อยกว่าตัว Pro นิดหน่อยตรงที่ใช้เป็นจอ RGBW IPS ความละเอียด FHD+ ไม่ใช่จอ OLED QHD+ แบบรุ่นนั้น

แต่ถึงจะบอกว่าไม่ใช่จอ OLED แต่ในเรื่องการแสดงผลของ Mate 20 ต้องบอกเลยว่ายอดเยี่ยมมากๆครับ เป็นจอ IPS ที่ดูสวยคมเอามากๆ ถึงแม้ความละเอียดจะไม่ไปสุดแบบ QHD+ แต่แค่ FHD+ ก็สวยเลิศมากๆแล้ว แถมอัตราส่วนหน้าจอของรุ่นนี้ยังเป็นแบบ 18.7:9 ที่จะไม่ยาวแบบสุดโต่งขึ้นไป มีความออกข้างอยู่บ้าง ทำให้เวลาเรามองหรือจับถือมันเต็มด้านข้างและรู้สึกถึงความใหญ่ได้ดีจริงๆครับ

ติ่งบนหน้าจอก็เล็กแค่นี้เอง อย่างที่เห็นเลยด้านบนมีกล้องหน้าอยู่ตรงกลางเด่นๆ และเหนือขึ้นไปยังแอบมีไฟ LED แจ้งเตือนซ่อนอยู่ด้วย ส่วนบนสุดก็เป็นลำโพงสนทนาของตัวเครื่องครับ แถบยาวๆหน่อยเสียงดังฟังชัด

ถึงแม้ติ่งจะมีแค่นี้แต่ทาง Huawei ก็มีตัวเลือกซ่อนติ่งมาให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งส่วนตัวแอบคิดว่าการปิดติ่งมันเป็นการเพิ่มแถบดำขึ้นมาเยอะเกินเหตุ เพราะมีการคลุมไปทั่วทั้งด้านบนเลย ใช้แบบปกติไปน่าจะโอเคกว่าไม่ต้องไปซ่อนมันหรอก เขาอุตส่าห์ลดมาเหลือแค่นี้ละ :P

แต่ถ้าไม่ชอบจริงๆก็เข้าไปตั้งค่าเพิ่มได้ที่ Settings > Display > More Display Settings > Notch ครับ

ขอบหน้าจอด้านล่างบางเฉียบดีจริงๆ ซึ่งถ้าเทียบกับขอบจอด้านบนแล้วเรียกว่าเท่าๆกันเลย ทำให้ไม่รู้สึกว่า Mate 20 รุ่นปกตินี้มีขอบหน้าจอด้านล่างหรือคางที่เขาชอบเรียกกันนั้นหนาแบบรุ่นอื่นๆแล้ว ให้ความรู้สึกถึงความเนียนไปทั้งตัวดีจริงๆครับ

ฝาหลังโค้งรับรูปมือพร้อมกล้องหลังดีไซน์ 4 Dot !

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่องจะเห็นความโค้งเว้าของกระจกที่ด้านหลังได้เป็นอย่างดี พร้อมกับสีสันที่ค่อนข้างฉูดฉาดและโดดเด่นของสี Twilight ที่เราได้มา สีสันของ Twilight รอบนี้จะต่างจากของ P20 Pro ที่ไล่สีจากม่วงไปเขียวๆ คือจะไล่จากน้ำเงินมาม่วงและดำจากบนลงล่างแทน ส่วนตัวชอบสีแบบนี้มากกว่าดูเข้มขึ้นเนาะ

ตัวกระจกมีความโค้งเข้าไปประกบกับตัวของเครื่องได้ค่อนข้างดี แต่ก็จะแอบมีมุมของรอยต่อนิดหน่อยให้รู้สึกถึงการแบ่งส่วนของวัสดุ ตรงนี้ตัว Mate 20 Pro ทำได้แนบเนียนกว่าในความรู้สึกของผมนะ แต่นี่ก็ไม่ได้แย่อะไรครับ

ผิวสัมผัสของฝาหลังมีความหนืดๆหน่อย ไม่ค่อยลื่นมือมากนัก แต่ปัญหาเรื่องรอยนิ้วมือที่เจอๆกันก็ยังอยู่นั่นล่ะครับ กระจกนี่นา ถ้าไม่อยากให้ตัวเครื่องเปื้อนเยอะก็แนะนำว่าใส่เคสเข้าไปช่วยได้ครับ ช่วยให้ไปเลอะที่เคสแทนก่อน :P

ตัวเลนส์กล้องใช้รูปทรงแบบเดียวกันคือได้แรงบันดาลใจมาจากไฟหน้าของรถ Porsche 919 เรียงในกรอบสี่เหลี่ยม 3 ตัวพร้อมไฟแฟลชเป็น 4 Dot Iconic Design ครับ แต่ตำแหน่งจะวางสลับกับของ Mate 20 Pro เล็กน้อยนะครับโดยจะเอาไฟแฟลชมาอยู่ที่มุมขวาบนแทน

พอร์ตมาครบยังไม่ตัดอะไรออก

Huawei Mate 20 ถึงจะเป็นรุ่นรองแต่ในเรื่องของพอร์ตการเชื่อมต่อหรือช่องต่างๆยังคงมีมาครบอยู่นะครับ ด้านล่างตัวเครื่องเริ่มมาด้วยพอร์ต USB Type-C วางไว้ตรงกลางเด่นๆแบบสมมาตรดี มีช่องไมโครโฟนอยู่ซ้ายขวา รวมถึงช่องลำโพงหลักของตัวเครื่องด้วย ไม่ได้ซ่อนไว้ในช่องชาร์จแบบตัว Pro

ด้านบนยังคงมีช่องหูฟัง 3.5 มม.อยู่พร้อมกับไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงรบกวนและตัว IR Blaster สำหรับใช้งานรีโมทต่างๆครับ

พวกปุ่มกดก็จะอยู่ที่ด้านขวาของตัวเครื่องทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power โดยที่ปุ่ม Power จะมีการทำลวดลายเป็นเส้นๆให้เวลาแตะสัมผัสมีความสากๆมือด้วยพร้อมกับกรอบที่เป็นสีแดงจุดเด่นของ Leica

ช่องใส่ซิมการ์ดจะอยู่ที่ด้านซ้ายมือของตัวเครื่องใช้ถาดซิมแบบ 2 SIM หน้า-หลัง นอกจากใส่ซิมแล้วยังสามารถใส่ Nano-SD ที่เป็นเม็มการ์ดแบบใหม่เฉพาะของ Huawei ได้อีกด้วย

น้ำหนักกำลังดีในขนาดที่กำลังได้ !

ถึงแม้ตัวเครื่องถ้าดูเผินๆแล้วจะใหญ่กว่า Mate 20 Pro พอประมาณแต่น้ำหนักจริงๆจะต่างกันเพียงแค่ 2 กรัมเท่านั้น แต่สัดส่วนต่างๆดูใหญ่กว่าพอสมควรเนื่องด้วยความแบนของหน้าจอและอัตราส่วนที่ออกข้างมากกว่า ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่า Huawei Mate 20 นี้ทำขนาดออกมาได้ดีทีเดียว หน้าจอใหญ่เต็มตาในฐานะสมาร์ทโฟน แต่ขนาดและน้ำหนักกลับสมดุลอย่างไม่น่าเชื่อครับ

สีที่วางจำหน่ายในไทย !

ในส่วนของสีสันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยทาง Huawei ก้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะนำเข้ามาจำหน่าย 2 สีก่อนคือ Twilight และ Midnight Blue ซึ่งทั้ง 2 สีนี้จะมี Texture ของฝาหลังที่ต่างกัน โดยสี Twilight จะเป็นกระจกไล่สีส่วน Midnight Blue จะมีพื้นผิวแบบเคฟล่าหน่อยๆให้ความรู้สึกเวลาสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป

สเปค Huawei Mate 20

  • รัน Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.0
  • หน้าจอ RGBW IPS 6.53 นิ้ว FHD+ (2244 x 1440 พิกเซล)อัตราส่วน 18.7:9
  • ซีพียู Kirin 980 Octa-core 2.6GHz (7 นาโนเมตร)
  • จีพียู Mali-G76MP10
  • แรม 6GB
  • ความจุ 128GB
  • รองรับ Nano-SD
  • แบตเตอรี่ 4000mAh
  • รองรับระบบชาร์จไว Super Charge (22.5W)
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง 3 ตัว Leica SUMMILUX 12+16+8 ล้านพิกเซล
  • รองรับ 2 ซิม (4G ได้ทั้ง 2 ซิม)
  • รองรับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง
  • รองรับระบบสแกนใบหน้า
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP53

ในเรื่องของสเปคจะเห็นว่ามาพร้อมกับหน่วยประมวลผลตัวแรง Kirin 980, แรมให้ 6GB, ความจุ 128GB แน่นอนว่าหน่วยความจำและความจุต่างๆของ Huawei Mate 20 Series ในบ้านเรานั้นเท่ากันทั้งหมดเลย 3 รุ่น จะมีจุดที่แตกต่างกันออกไปก็คือเรื่องของหน้าจอและแบตเตอรี่ซึ่งรุ่นนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4000mAh และระบบชาร์จไว SuperCharge ด้วยครับ

ประสิทธิภาพแรงสะใจ

ในส่วนของสเปคภายในก็บอกแล้วว่าใช้เป็นชุดเดียวกันหมดของ Mate 20 Series นี้ เพราะฉะนั้นความแรงไม่ต้องพูดถึงครับ จะ Mate 20 ปกติ, Mate 20 Pro หรือ Mate 20 X ทำได้ใกล้เคียงกันหมด และคะแนนทดสอบจากแอป AnTuTu Benchmark ของ Mate 20 นี้ก็ออกมาที่ 302,908 คะแนนเลยล่ะครับ

ส่วนจากแอป GeekBench 4.0 ได้ที่ 3316 สำหรับ Single-Core และ 9632 คะแนนจาก Multi-Core ครับ เรียกว่าสูงมากเลยทีเดียว

OS เวอร์ชั่นล่าสุดพร้อมความลื่นไหลกว่าเคย

ในเรื่องซอฟต์แวร์ Mate 20 มาพร้อมกับ Android 9.0 Pie ตัวล่าสุดที่จะหาได้บนสมาร์ทโฟนตอนนี้แล้ว ซึ่งการทำงานต่างๆก็ต้องบอกว่าลื่นไหลมากๆ แถมยังมีการครอบทับมาด้วย EMUI 9.0 ตัวใหม่ล่าสุดไปอีกด้วย

ถึงหน้าตาโดยรวมจะไม่ต่างไปจากเวอร์ชั่นก่อนมากนัก แต่ที่น่าสนใจก็คือความลื่นไหลของ EMUI 9.0 ที่ทาง Huawei เลือกลดอนิเมชั่นของการเปิดแอปลง ช่วยให้การเข้าสู่หน้าแอปต่างๆดูเร็วขึ้น รวมไปถึงเพิ่มระบบ High Responsive Engagement เข้ามา ทำให้การใช้งานโดยรวมลื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ

ในเรื่องการปรับแต่งหน้าตาของตัวเครื่อง ก็มีรูปแบบ Theme ให้เลือกเปลี่ยนตามใจเช่นเคย และแน่นอนมี Theme สีที่เข้ากับตัวเครื่องสีนั้นๆด้วย ให้ตัวเครื่องได้มีความกลมกลืนของสีได้เป็นอย่างดี

Gestures ใหม่แค่ปาดๆเลื่อนๆ

ในส่วนของรูปแบบการควบคุมก็มี Gestures แบบใหม่ก็มีมาให้ปรับเลือกเช่นกัน ถ้าใครที่เบื่อรูปแบบการกดปุ่ม Navigation 3 ปุ่มด้านล่างแล้ว ลองใช้แบบใหม่นี้ก็น่าสนใจดีทีเดียวครับ โดยเราสามารถสไลด์หน้าจอจากมุมซ้าย-ขวาเพื่อแทนที่ปุ่ม Back ได้, เลื่อนขึ้นจากล่างหน้าจอเพื่อเป็นการกลับสู่หน้าโฮม หรือเลื่อนขึ้นจากด้านล่างค้างเพื่อเข้าสู่หน้า Recent App เป็นต้นครับ

สแกนใบหน้ารวดเร็วกดปุ๊บติดปั๊บ !

ถึงแม้บน Mate 20 รุ่นปกติจะไม่มีตัวเซ็นเซอร์ Dot Projector หรือตัวสแกนใบหน้าขั้นสูงมาแบบตัว Pro แต่สำหรับฟีเจอร์การสแกนใบหน้าด้วยกล้องหน้าก็ทำงานได้รวดเร็วมากๆเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ก็จะคล้ายๆกับตอน P20 Series ที่มีการดึงเอากล้องหน้ามาใช้งานในระบบปลดล็อคครับ

สแกนลายนิ้วมือทีหลังเหมือนเดิม เร็วที่สุดแล้ว !

ในส่วนของระบบสแกนลายนิ้วมือยังคงอยู่ที่ด้านหลังของตัวเครื่องแบบที่เราคุ้นเคยใน Mate 10 Pro แตะสะดวกได้ง่ายในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งความเร็วนั้นยอดเยี่ยมมากๆ ถึงแม้จะดูไม่ล้ำเท่ากับแบบบนหน้าจอของ Mate 20 Pro แต่ก็ใช้งานง่ายและรวดเร็วกว่า อันนี้ต้องยอมรับเลยครับ :D

กันน้ำสาดที่ IP53 นะจ๊ะ

ความสามารถกันน้ำของรุ่นนี้จะไม่เหมือนตัว Pro นะครับ คือมาพร้อมกับความสามารถกันน้ำแบบ IP53 กันน้ำสาดหรือฝนได้ประมาณหนึ่ง ไม่สามารถทนการตกน้ำหรือเอาไปลุยน้ำหนักๆได้ เอาไว้ใช้เผื่อฉุกเฉินเวลาตอนฝนตกหรือโดนน้ำกระเด็นใส่พอเนาะ อย่าเผลอเอาไปลุยลงน้ำล่ะ เดี๋ยวมีพังนะ :P

ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมก็ดชิวด้วยจอใหญ่แบบสุดๆ

เข้าสู่เรื่องความบันเทิงบน Mate 20 กันเลย สำหรับรุ่นนี้อย่างที่บอกไปว่ามาพร้อมหน้าจอที่ใหญ่แบบสะใจถึง 6.53 นิ้ว ใหญ่มากๆในกลุ่มมือถือยุคนี้ ในเรื่องการแสดงผลก็อย่างที่บอกไปครับ ตัวหน้าจอ RGBW IPS นั้นทำได้ดีมากๆ มิติและมุมมองสวยดีทีเดียว เอามาดูวิดีโอหรือหนังได้อย่างเพลิดเพลินเลยล่ะแบบนี้

แถมตัวติ่งบนหน้าจอที่ไม่ใหญ่มากแบบนี้ยังทำให้การดูคอนเทนต์ต่างๆไม่มีอะไรมากวนจนน่ารำคาญ เวลาเราจะดูวิดีโอแบบเต็มจอก็เต็มได้เกือบครบครับ ติ่งไม่ได้บังมากเท่ากับแบบใหญ่ๆด้วย ถือว่าใช้แก้ปัญหาได้ดีครับ

ในเรื่องระบบเสียงรุ่นนี้ก็มีระบบ Dolby Atmos เข้ามาเพิ่มมิติเสียงอีกเช่นเคย โดยเสียงที่ได้ออกจากลำโพงคู่นั้นทำได้ดีมาก เสียงออกมาจากทั้งซ้าย-ขวาแบบ Stereo เลย

ส่วนเรื่องการใช้งานหูฟังไม่ต้องห่วงว่าจะใช้งานยากครับ เพราะรุ่นนี้ยังมีช่องหูฟัง 3.5 มม.ให้ใช้งานอยู่ เสียบใช้งานได้ปกติเลยครับ

เล่นเกมก็สะใจจอเต็ม !

ในเรื่องการเล่นเกมก็ไม่ต้องห่วงครับ สเปคระดับ Kirin 980 ทำได้สบายๆอยู่แล้ว เกมฮิตบน Play Store เล่นได้สบายๆแน่นอน แถมได้ตัวหน้าจอที่ใหญ่และเต็มมากขึ้นแบบนี้ยิ่งทำให้เวลาเล่นนั้นสะใจมากขึ้น ทั้งการจับถือหรือแตะหน้าจอแบนๆนี้ก็ให้ความรู้สึกที่เต็มกว่า รวมไปถึงตัวติ่งบนหน้าจอที่เล็กไม่กวนใจเวลาเล่นเกมที่เต็มจอด้วย

เกมฮิตๆอย่าง ROV, PUBG และ Asphalt 9 เท่าที่ลองเล่นได้ลื่นไหลทั้งหมด ไม่มีปัญหาอาการกระตุกจนต้องหัวร้อน ตรงนี้ได้ประสิทธิภาพของ GPU Turbo 2.0 ช่วยไว้จริงๆครับ

แต่สำหรับเกม PUBG ตอนที่ทดสอบนี้ยังไม่สามารถปรับภาพกราฟิกหรือคุณภาพเฟรมเรตได้ที่สูงสุด คงเป็นข้อจำกัดของตัวแอป ณ ตอนนี้ (ย้ำนะครับ ณ ตอนนี้)  เชื่อว่าหลังจากที่ตัวเครื่องวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการก็คงจะมีอัปเดตให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพกว่านี้แน่ๆ

กล้อง 3 ตัวเป็นยังไง เทพแค่ไหนล่ะ !?

มาถึงเรื่องกล้องกันเลย Huawei Mate 20 รุ่นปกตินี้จะมาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัวเช่นกัน แบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะชัดเจนคือเลนส์ RGB ปกติ, เลนส์ Ultra-Wide และเลนส์เทเล 2X ครับ ส่วนความละเอียดก็ตามด้านล่างนี้เลยครับ

  • เลนส์หลัก:12 ล้านพิกเซล f/1.8 ช่วงเลนส์ 27 มม. เซ็นเซอร์ 1/2.3"
  • เลนส์ Ultra Wide: 16 ล้านพิกเซล f/2.2 ช่วงเลนส์ 17 มม.
  • เลนส์ซูม 2X: 8 ล้านพิกเซล f/2.4 ช่วงเลนส์ 52 มม.

ในส่วนของช่วงเลนส์ของ Mate 20 จะต่างจากตัว Pro อยู่เล็กน้อย คือช่วง Ultra-Wide จะแคบกว่าเล็กน้อยและช่วงซูมจะเป็นแบบ Optical ที่ 2X เท่านั้น แต่ยังคงใช้งานได้ทั้ง 3 ระยะคือช่วงปกติ, ช่วงมุมกว้าง และช่วงซูมอยู่ครับ

ซึ่งการใช้งานสลับเลนส์ทาง Huawei เลือกให้ใช้การเลื่อนหรือกดที่คำว่า 1X ถ้ามีการเพิ่มหรือลดตัวเลนส์จะสลับเปลี่ยนให้โดยอัตโนมัติแบบเนียนๆ แต่สำหรับบน Mate 20 นี้จะสลับได้แค่ 1X 2X และ 0.6X เท่านั้น ไม่มีตัว Hybrid Zoom 5X มาให้เลือกนะครับ

Auto with Master AI ถ่ายยังไงก็สวย !

มาเริ่มเรื่องกล้องจริงๆโหมดหลักกันบ้างสำหรับโหมด Auto ปกติของ Mate 20 ก็จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ Master AI ที่มีการแยกแยะภาพถ่ายพร้อมเลือกซีนและปรับแต่งภาพให้เหมาะกับภาพถ่ายนั้นๆ ซึ่งบน Mate 20 นี้สามารถแยกแยะหมวดหมู่ได้ที่ 25 หมวดกว่า 1500 ซีน พร้อมด้วยระบบ Dual NPU ของตัวชิปเซ็ต Kirin 980  ทำให้การวิเคราะห์ภาพและสลับโหมดต่างๆทำได้รวดเร็วมากขึ้น เล็งอาหารขึ้น Food, เล็งท้องฟ้าขึ้น Blue Sky, เล็งคนสลับไปโหมด Portrait ครบและง่ายดีจริงๆครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆเลยทีเดียวอย่างที่บอกว่าระบบ Master AI นั้นจะเลือกซีนและความเหมาะสมให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆได้เป็นอย่างดี สลับไปโหมดต่างๆได้อย่างอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องกดไปไหนเลย ซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมายอดเยี่ยมตรงใจเลยแหละ คนที่ไม่ถนัดเรื่องการถ่ายภาพแค่เลือก Auto แล้วรอกดอย่างเดียวได้เลยครับ สะดวกสุดๆ

 

Ultra Wide ทรงพลังกว้างเก็บได้หมด

นอกจากโหมด Auto ทั่วไปแล้ว ตัวช่วงเลนส์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็สำคัญกับ เลนส์ Ultra Wide ที่ช่วยเพิ่มมุมมองใหม่ๆของการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี โดยถ้าเราเล็งไปที่ฉากที่มีความกว้างๆที่ควรจะกว้างได้มากกว่าเดิม ตัว AI ของกล้องจะมีตัวเลือก Wide เข้ามาให้เราได้กดเลือกแล้วสลับเลนส์ในทันที ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องกด 1X ไป 0.6X แล้วล่ะครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากเลนส์ Ultra Wide จะเห็นได้ชัดว่าตัวเลนส์มุมกว้างที่เพิ่มเข้ามานี้ช่วยให้ได้ภาพที่สวยแปลกตาดีจริงๆ มุมมองกว้างกว่าแบบปกติ ตัวชุดเลนส์ที่ให้มาก็คุณภาพดี ภาพที่ได้ก็ไม่มีความเว้าหรือเบี้ยวจนเกินไปอีกด้วยครับ

Aperture หน้าชัดหลังเบลอควบคุมได้

ต่อด้วยโหมด Aperture กันเลย การใช้งานยังเหมือนเดิมคือเราสามารถเลือกจุดโฟกัสแล้วละลายฉากหลังได้หลายระดับตั้งแต่ค่า f/16 - f/0.95 แต่รอบนี้มีการปรับค่าเริ่มต้นนิดหน่อยคือเมื่อเราสลับมาที่โหมดนี้จะตัวระบบจะเลือกซูมเข้าไป 2X อัตโนมัติเพื่อให้ได้มุมมองที่ใกล้เข้าไปอีก แต่ถ้าไม่ชอบความ Close Up นี้ก็เลือกซูมออกมาได้ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Aperture จะเห็นว่าความเบลอที่ได้จากกล้องของ Mate 20 Pro นี้ทำออกมาได้เนียนตาและดูเป็นธรรมชาติมากๆ ด้วยซอฟต์แวร์ที่มีความฉลาดมากขึ้น การละลายฉากหลังจึงมีความเนียนที่สมจริงยิ่งขึ้น

Portrait จะถ่ายคนเน้นๆก็โหมดนี้เลย !

ถึงแม้โหมด Aperture จะทำละลายฉากหลังได้ ปรับความเบลอทีหลังได้ แต่ถ้าจะถ่ายคนจริงๆก็ๆจะมีโหมด Portrait ให้ใช้งานเพราะนอกจากจะละลายฉากหลังได้แล้วยังเพิ่มความเนียนของใบหน้าเข้าไปอีก ซึ่งPortrait ของ Mate 20 ยังมีเอฟเฟกต์ของฉากหลังมาให้เลือกปรับด้วย โดยเราสามารถเลือกได้ 4 แบบคือ Circle, Hearts, Swirl และ Discs ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait

Night Mode กลางคืนสวยคม !

ในการถ่ายภาพกลางคืน ถ้ามืดมากๆจริงๆก็ยังมี Night Mode มาให้เลือกด้วย ซึ่งการทำงานทำได้ดีไม่แพ้กับ P20 Pro หรือ Mate 20 Pro นั่นล่ะครับ คือเราสามารถยยืนถือ Mate 20 ไว้นิ่งๆเป็นเวลา 4 - 6 วินาทีได้โดยที่ภาพที่ออกมาจะไม่สั่น และเก็บรายละเอียดของแสงต่างๆมารวมกันทำให้ได้ภาพที่สว่างและคมชัดมากขึ้นในเวลากลางคืน

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Night Mode อย่างที่เห็นว่าการเก็บภาพในหลายๆสภาพแสงนานๆนั้นช่วยให้ได้ภาพที่สวยและดีงามในเวลากลางคืนจริงๆ ใน Night Mode นี้จะเพิ่มสภาพแสงหลายๆอย่างรวมกันให้ภาพที่ได้ไม่ Over หรือ Under จนเกินไปแถมได้ตัว คมกริบเลยล่ะครับ

ขาว-ดำยังสวยแม้ไม่มีเลนส์แล้ว

กล้องขาว-ดำก็เป็นจุดเด่นอีกจุดของสมาร์ทโฟน Huawei เพราะใส่มาหลายรุ่นแล้ว แต่รอบนี้ทาง Huawei เลือกที่จะเอาออกไปและเพิ่มเลนส์ Ultrawide เข้ามาแทน แต่ถึงแม้จะเอาออกไปก็มีการเพิ่มตัว ISP หรือซอฟต์แวร์เข้าไปทำงานร่วมกับตัวชิปเซ็ต Kirin 980 อยู่ทำให้ถึงแม้จะไม่ได้มีเลนส์จริงๆ แต่คุณภาพที่ได้ก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Monochrome

วิดีโอก็ดีขึ้น มีเอฟเฟกต์ฉลาดให้เลือก

ในส่วนของวิดีโอที่ทาง Huawei อาจจะไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่ รอบนี้มีการปรับปรุงในเรื่องการกันสั่นให้ดียิ่งขึ้น บวกกับมีการเพิ่มลูกเล่นสนุกๆอย่างพวก AI Color, Background Blur เข้าไปในตัววิดีโอได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย

กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล สวยชัด

ในส่วนของกล้องหน้ารุ่นนี้ให้ความละเอียดมาสูงถึง 24 ล้านพิกเซล เช่นเดียวกับ Mate 20 Pro มาพร้อมความสามารถครบทั้ง Portrait ที่มีการเพิ่มเอฟเฟกต์ละลายฉากหลังเข้ามา หน้าเนียนในรูปแบบต่างๆมีครบ พร้อมใช้งานครับ

แบตเตอรี่ใหญ่ใช้งานได้จุใจ !

มาเข้าเรื่องที่เป็นจุดขายอย่างของซีรีส์ Mate ก็คือแบตเตอรี่ สำหรับ Mate 20 ให้แบตเตอรี่ความจุมามากถึง 4,000 mAh ใช้งานได้ตลอดทั้งวันได้สบายๆ หรือถ้ามีการเล่นที่หนักหน่อยก็ยังอยู่ที่ราวๆวันครึ่งอยู่ หายห่วงเรื่องนี้ไปได้เลย ด้วยหน่วยประมวลผลตัวใหม่ Kirin 980 ที่แรงด้วยและประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม แถมได้ AI ช่วยจัดการระบบให้พร้อมใช้อยู่ตลอดเวลาอีก

ส่วนในเรื่องชาร์จก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ด้วยมาตรฐาน SuperCharge ของ Huawei ที่สามารถชาร์จได้ที่ 22.5W มาตรฐานเดียวกับที่เห็นบน P20 Series อาจจะไม่ได้เร็วสุดๆเท่ากับ 40W ของ Mate 20 Pro แต่ก็ทำความเร็วได้มากแล้ว แบตฯ 4000 mAh ใช้เวลาชาร์จไม่นานก็เต็มแล้วครับ แต่น่าเสียดายที่รุ่นนี้ไม่รองรับระบบชาร์จไร้สายแบบรุ่นพี่ ไม่งั้นคงได้ไปแตะชาร์จกับ Mate 20 Pro ได้ด้วยเนาะ :P

สรุปกันไปเลย !

สำหรับ Huawei Mate 20 ก็ถือว่าเป็นอีกรุ่นในซีรีส์ Mate 20 ที่น่าสนใจไม่น้อย มองในงบที่ถูกลงมากว่ารุ่น Pro หลายพันบาทแต่ได้สเปคภายในแบบเดียวกัน เร็วแรงประสิทธิภาพล้นเหลือ หน้าจอติ่งเล็กๆพร้อมความแบนที่เต็มตามากกว่า รวมไปถึงขนาดที่ใหญ่จริงๆอย่างที่ควรจะเป็นด้วย ถือว่าเป็นรองเรือธงที่ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว กล้องที่อาจจะดูความละเอียดน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับตัวท็อปสุดแต่การใช้งานจริงความสามารถหลายๆอย่างของกล้องก็ไม่ได้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลย ทั้งในเลนส์ตัวหลักที่ใช้งานได้ครบและฉลาดมากๆ เลนส์ Ultra Wide ที่ได้มุมมองใกล้เคียง จะมีก็แต่ช่วงซูมที่อาจจะสู้ไม่ได้อย่างเห็นได้ชัดนี่แหละ แต่หลักๆเรื่องกล้องก็ยังคงมาตรฐานของ Huawei และ Leica ที่ร่วมกันมาได้อย่าง สรุปแล้วเจ้า Huawei Mate 20 ก็ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองมากๆในกลุ่มราคา 2 หมื่นกลางแบบนี้เลย ด้วยโจทย์ที่ว่าจอใหญ่ แบตฯ อึด กล้องดี รุ่นนี้มีอยู่ครบครับ !!

ราคาค่าตัวของ Huawei Mate 20 อยู่ที่ 24,990 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ IPS ขนาดใหญ่แสดงผลได้เต็มตา ติ่งไม่กวนสายตา
  • หน่วยประมวลผลเร็วแรง สเปคจัดเต็ม
  • กล้องหลัง 3 ตัวทำงานได้ครบและน่าสนใจ
  • บอดี้ใหญ่เต็มไม้เต็มมือ มีสี Twilight ด้วย
  • EMUI 9.0 ทำงานได้ลื่นไหล
  • แบตเตอรี่เยอะใช้งานได้ต่อเนื่องทั้งวัน

จุดสังเกต

  • ฝาหลังกระจกเก็บคราบลอยนิ้วมือเยอะไปหน่อย
  • ไม่รองรับ Micro-SD (มี NM Card เป็นของตัวเองแต่ยังไม่นิยมนัก)
  • ไม่รองรับชาร์จไร้สาย

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite