Review : Huawei Mate 20 Pro คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า "สมาร์ทโฟนกล้องเทพ" เท่าที่จะหาได้ตอนนี้แล้ว !!

เฮียแม็พ | 25 ต.ค. 2561 14:17:32

15754

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Huawei Mate 20 Pro คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า
"สมาร์ทโฟนกล้องเทพ" เท่าที่จะหาได้ตอนนี้แล้ว !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ Huawei กับ Huawei Mate 20 Pro นั่นเอง ! รีวิวนี้ก็น่าจะเป็นอีกรุ่นที่หลายๆคนรอคอยกันอยู่ หลังจากที่ได้ลองใช้งานจริงมาราวๆสัปดาห์ วันนี้ก็จะขอมารีวิวเต็มๆให้อ่านกันสักหน่อยครับ ว่ามีจุดไหนที่โดดแบบสุดๆหรือว่าจุดไหนยังควรต้องปรับปรุงเพิ่มบ้าง เอาเป็นว่าอย่ารอช้าครับมาอ่านรีวิวของ Huawei Mate 20 Pro กันเลยดีกว่า ! :D

เช็คอุปกรณ์ในกล่องหน่อย !

เริ่มต้นกันที่อุปกรณ์ในกล่องกันอีกสักหน่อย เผื่อใครยังไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้านี้เนอะ แต่ขอไปเร็วๆเลยละกันเนาะ อุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาก็จัดมาให้ครบ 8 อย่างดังนี้ครับ

  • ตัวเครื่อง Mate 20 Pro
  • เคสซิลิโคนใส
  • หูฟังพอร์ต USB Type-C
  • Dongle ตัวแปลงหูฟัง
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ SuperCharge (40W)
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • คู่มือการใช้งาน

ดีไซน์ที่หรูหราหน้าจอสวยจัดเต็ม !

เริ่มกันที่ตัวเครื่องกันเลยดีกว่าอย่าให้เสียเวลาครับ ตัวเครื่องของ Huawei Mate 20 Pro ก็มาพร้อมดีไซน์แบบใหม่ที่ส่วนตัวชอบฟิลการสัมผัสมากๆเพราะตัวเครื่องทำมาได้ดี ไม่รู้สึกถึงความหนาเลยด้วยความโค้งของหน้าจอและฝาหลังช่วยให้จับได้กระชับมือ ไม่ใหญ่จนล้นเกินไปทั้งๆที่มีหน้าจอใหญ่ถึง 6.39 นิ้วครับ

Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับหน้าจอ OLED โค้งแบบ 3D ความละเอียดสูงสุด QHD+ (3120 x 1440 พิกเซล) ในอัตราส่วนแบบ 19.5:9 เรียกว่ายาวๆตามสมัยนิยมครับ ซึ่งความโค้งเว้านี่ช่วยให้ตัวหน้าจอดูมีมิติมากขึ้นไปอีก ในเรื่องการแสดงผลทำได้ยอดเยี่ยมตามมาตรฐานของ Huawei เลยครับ

ที่บอกว่าความละเอียดสูงสุดเพราะว่าในค่าเริ่มต้นตัวระบบจะตั้งมาให้แบบ Smart ซึ่งจะเป็น FHD+ ในการใช้งานทั่วไป แต่จะปรับขึ้นลงเพื่อประหยัดพลังงานมากขึ้นตามการใช้งานอีกทีครับ ตรงนี้ถ้าใครที่อยากได้แบบชัดสุดๆ ก็สามารถเข้าไปปรับค่าเองได้ที่ Settings > Display > Screen Resolution ครับ

ติ่งใหญ่ขึ้นเพิ่มลูกเล่นมากขึ้น โดย Mate 20 Pro นี้มาพร้อมกับติ่งขนาด 32.8 มม. ภายในซ่อนเซ็นเซอร์ไว้มากมายทั้งกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล, Dot Projector, Flood Illuminator, Proximity Sensor, Ambient Light Sensor และ IR Camera อีกด้วย ส่วนการใช้งานนี่จะเพิ่มอะไรมาบ้าง เดี๋ยวไว้อธิบายอีกทีในหมวดกล้องละกันครับ :D

แต่แน่นอนว่าหลายคนคงไม่ชอบติ่งที่เพิ่มมานี้เท่าไหร่ Huawei ก็ยังมีระบบซ่อนติ่งมาให้เหมือนเคยครับ เราสามารถเข้าไปตั้งค่าเพิ่มเติมได้ที่ Settings > Display > More Display Settings > Notch ครับ

รอบนี้ไม่มีปุ่มสแกนลายนิ้วมือที่ด้านล่างหน้าจอแล้ว เพราะ Huawei เลือกใส่ระบบสแกนลายนิ้วมือเข้าไปบนหน้าจอเรียบร้อย เมื่อเราตั้งค่าเสร็จก็จะมีไอคอนมาโผล่ขึ้นมาแบบนี้ให้เราได้แตะใช้งานกันได้ง่ายๆเลย

กล้องหลังดีไซน์ใหม่แรงบันดาลใจจากรถแข่ง !

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่อง Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับดีไซน์แบบใหม่ด้วยการวางกล้องเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ตอนแรกที่เห็นก็แอบสงสัยว่าทำไมต้องเรียงแบบนี้กัน แต่ในงานเปิดตัว Huawei ได้ให้เหตุผลว่าเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากไฟหน้าของรถ PORSCHE 919 ที่เรียงกันแบบ 4 Dot Iconic Design แบบนี้ นี่จึงเป็นที่มาของกล้องของ Mate 20 Series นี้ครับ

โดยกล้องหลังของ Mate 20 Pro ให้มา 3 ตัวแบ่งเป็นเลนส์ตัวหลัก 40 ล้านพิกเซล, เลนส์ Ultrawide 20 ล้านพิกเซล และเลนส์ Tele 3X 8 ล้านพิกเซลครับผม และยังมีไฟแฟลช Dual-Tone อยู่ที่มุมซ้ายบนอีกด้วย

ตัวฝาหลังของรุ่นนี้ใช้วัสดุเป็นกระจกโค้งแบบเดียวกับด้านหน้า ผิวสัมผัสทำได้ดีครับ เหมือนมีการเคลือบอะไรมาอีกชั้นทำให้เวลาจับแล้วไม่ลื่นมือนัก มีความหนืดๆมือหน่อย แต่ในเรื่องของรอยนิ้วมือที่จะติดก็ยังมีอยู่บ้างนะครับ ความสวยมักแลกมาด้วยความเลอะแบบนี้แหละครับ :P

ตัวเครื่องโค้งมนน่าสัมผัส

กรอบตัวเครื่องเป็นโลหะเคลือบผิวมันมีความแวววาว มีขอบเครื่องที่บางเพียง 2.3 มม. รวมในส่วนของตัวเครื่องทั้งหมดจะอยู่ที่ 8.6 มม.เท่านั้น ทำให้จับถือได้ได้อย่างดี ตัวกรอบเครื่องผสานกับกระจกทั้งหน้าหลังได้อย่างเรียบเนียนใช้งานแบบไม่ใส่เคสก็ไม่รู้สึกถึงความแปลกแยกเท่าไหร่ กลืนกันได้อย่างลงตัวครับ

ด้านบนของตัวเครื่องไร้วี่แววของช่องหูฟัง 3.5 มม.เพราะตัดออกไปเรียบร้อย เหลือเพียงตัว IR Blaster สำหรับใช้งานเป็นรีโมทคอนโทรลและไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

ปุ่มกดอยู่ที่มุมขวาของตัวเครื่องที่หมดปุ่ม Power มีการทำสีแดงให้เด่นสะดุดตามากๆครับ

ด้านล่างก็ไร้วี่แววของช่องลำโพงหลักด้วยเช่นกันเพราะรอบนี้ทาง Huawei เลือกซ่อนช่องลำโพงหลักไปอยู่ในช่อง USB Type-C ที่อยู่ตรงกลางนั่นแทนเลย ทำให้หายังไงก็หาไม่เจอจริงๆ :P ส่วนไไมโครโฟนตัวหลัก และช่องใส่ซิมก็อยู่ข้างๆนี่แหละครับ

ตัวถาดซิมของรุ่นนี้ก็เป็นแบบ 2 ฝั่งใส่ Nano-SIM ได้ 2 ใบเหมือนเดิม แต่ที่พิเศษก็คือรอบนี้เราสามรถใช้ตัวถาดซิมใส่ตัวเม็มการ์ดแบบใหม่ที่ทาง Huawei พัฒนาขึ้นมาเองในชื่อ Nano-SD ได้ด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่มีตัวเม็มนี้ให้ลองอะเนอะ ก็ใส่ซิมไปก่อนละกัน :P

น้ำหนักของตัวเครื่องทำได้เบาดีทีเดียวกับ 186 กรัม ถือใช้งานนานๆหรือถือมือเดียวก็ไม่ได้ฝืนสักเท่าไหร่นะ

ดีไซน์สวยครบใช่ไหมล่ะ !?

ในเรื่องดีไซน์ก็อย่างที่เห็นไปเลยครับ ทำได้ดีมากๆ ออกแบบมาได้ครบทั้งเรื่อวการจับถือที่เพิ่มความโค้งเว้าเข้ามาให้การจับถือใช้งานดูไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไปในขณะที่หน้าจอยังใหญ่พิเศษอยู่ น้ำหนักที่ดูไม่สูงมากเมื่อเทียบกับความจุแบตเตอรี่ถึง 4200mAh ติ่งบนหน้าจอที่รอบนี้อาจจะดูใหญ่ขึ้นมากว่าตอน P20 Pro อยู่บ้างแต่ตอนใช้งานจริงก็ไม่ได้ดูฝืนสายตาเท่าไหร่ คงเพราะเราเริ่มชินกับการออกแบบแบบนี้แล้วก็เป็นได้ รวมๆแล้วเรื่องดีไซน์ถือว่าสอบผ่านเลย ไม่เหลี่ยมจนยัดเยียดความใหญ่ของหน้าจอในขณะที่ตัวเครื่องเล็กอยู่ช่างดูดีเอามากๆเลยล่ะ

สำหรับตัวเลือกสีของ Huawei Mate 20 Pro รอบนี้มีหลายตัวเลือกและ 2 พื้นผิวโดยสีดำที่เราได้มารีวิวจะเป็นผิวกระจกเรียบ และจะมีสีน้ำเงินกับเขียวมรกตที่มีพื้นผิวลวดลาย Texture คล้ายๆเคฟล่าเพิ่มเข้ามาหน่อยครับ

สเปค Huawei Mate 20 Pro

  • รัน Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.0
  • หน้าจอ OLED 6.39 นิ้ว QHD+ (3120 x 1440 พิกเซล)อัตราส่วน 19.5:9
  • ซีพียู Kirin 980 Octa-core 2.6GHz (7 นาโนเมตร)
  • จีพียู Mali-G76MP10
  • แรม 6GB
  • ความจุ 128GB
  • รองรับ Nano-SD
  • แบตเตอรี่ 4200mAh
  • รองรับระบบชาร์จไว Super Charge 2.0 (40W)
  • รองรับระบบชาร์จไร้สาย (15W)
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล มี Depth Sensing
  • กล้องหลัง 3 ตัว Leica SUMMILUX 40+20+8 ล้านพิกเซล
  • รองรับ 2 ซิม (4G ได้ทั้ง 2 ซิม)
  • รองรับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือในหน้าจอ
  • รองรับระบบสแกนใบหน้า
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68

ในเรื่องสเปคอย่างที่เห็นเลยครับ จัดหนักจัดเต็มมาเลยไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ 6.39 นิ้วความละเอียด QHD+ ที่รองรับ HDR10, หน่วยประมวลผลชุดใหม่ Kirin 980 ตัวแรงพร้อม GPU Turbo บน Mali-G76MP10, แรม 6GB ใช้งานเหลือๆ, ความจุภายใน 128GB ก็เพียงพอต่อการใช้งานมากๆแล้ว และปิดท้ายด้วยแบตเตอรี่ความจุมากถึง 4200mAh มากที่สุดในกลุ่ม Premium Flagship ตอนนี้แล้ว แถมยังมีระบบ SuperCharge ที่ชาร์จไวมากๆมาอีกด้วย แค่ตรงนี้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วครับ อัดแน่นจริงๆ

สเปคแรงแบบนี้ต้องกด Bechmark !

จริงๆยุคหลังมานี้การวัดค่าประสิทธิภาพผ่านแอป Benchmark ทั้งหลายก็แอบดูไม่ค่อยจำเป็นแล้ว เพราะด้วยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช้งานก็ลื่นไหลจนแทบไม่เจออาการสะดุดแล้ว แต่ถ้าจะให้สบายใจก็คงต้องเห็นการวัดค่าเป็นตัวเลขเพื่อประกอบการตัดสินใจสักนิด สำหรับแอปที่จะใช้ทดสอบก็เหมือนเคยครับมี AnTuTu Benchmark กับ GeekBench 4.0 เลย

ในส่วนของ AnTuTu Benchmark ก็ได้คะแนนออกมาสูงถึง 296988 คะแนนขึ้นอันดับท็อปๆของตารางไปเลยครับ

GeekBench 4.0 ก็ไม่ธรรมดาเพราะทำคะแนนในส่วนของ Single-Core ไปได้ที่ 3369 ในขณะที่ Multi-Core ได้ถึง 10061 คะแนนครับ

แอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ UI ก็เลยใหม่ด้วย !

ในเรื่องของซอฟต์แวร์ รุ่นล่าสุดแบบนี้จะให้เวอร์ชั่นเก่ามาก็กระไรอยู่เนอะ ใช่แล้วครับ Huawei Mate 20 Pro นี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ที่ครอบทับมาด้วย EMUI 9.0 อีกที โดยจะมีการปรับหน้าตา UI ของแอปบางส่วนไป และเพิ่มลูกเล่น Gestures ให้เข้ากับการใช้งานแบบไร้ขอบแบบนี้มากขึ้นไปอีกครับ

ในส่วนของ UI ของแอปหลักในเครื่องก็ปรับให้มีความโค้งมากขึ้น รับกับตัวเครื่องที่มีความโค้งมากขึ้น หน้าตา UI ภายในของตัวแอปหลักปรับให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

และทาง Huawei ยังมีการเพิ่มระบบ High Responsive Engagement เข้ามา ด้วยการลดอนิเมชั่นบางส่วนทำให้การเข้าแอป เปิดแอปต่างๆทำได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 51% รันได้ลื่นไหลกว่าเดิมอีกกว่า 42% อีกด้วยครับ

รูปแบบ Theme ยังคงมีให้เลือกเปลี่ยนตามใจเช่นเคย และแน่นอนมี Theme สีที่เข้ากับตัวเครื่องสีนั้นๆด้วย ทีนี้จะได้กลืนกันไปทั้งตัวเครื่องสักที

Gestures ใหม่แค่ปาดๆเลื่อนๆ

ในส่วนของ Gesture แบบใหม่ก็มีมาให้ปรับเลือกเช่นกัน ถ้าใครที่เบื่อรูปแบบการกดปุ่ม Navigation 3 ปุ่มด้านล่างแล้ว ลองใช้แบบใหม่นี้ก็น่าสนใจดีทีเดียวครับ โดยเราสามารถสไลด์หน้าจอจากมุมซ้าย-ขวาเพื่อแทนที่ปุ่ม Back ได้, เลื่อนขึ้นจากล่างหน้าจอเพื่อเป็นการกลับสู่หน้าโฮม หรือเลื่อนขึ้นจากด้านล่างค้างเพื่อเข้าสู่หน้า Recent App เป็นต้นครับ

ฟีเจอร์นี้อาจจะดูคล้ายกับบางแบรนด์ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้อยู่สักหน่อย แต่เท่าที่ลองใช้มาก็ทำงานได้ดีครับ ทำให้รู้สึกถึงการควบคุมแบบใหม่ได้เลย ไม่จำเป็นต้องมาคอยหาปุ่มและด้วยการที่ตัวเครื่ิองมีขอบหน้าจอโค้งๆการสไลด์จากมุมจอเพื่อย้อนกลับนี่ก็ลื่นไหลดีทีเดียวครับ

ระบบสแกนใบหน้าแม่นยำและรวดเร็ว !

ในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัย Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับระบบสแกนใบหน้าด้วยการทำงานของกล้องหน้าและเซ็นเซอร์มากมายที่ด้านบนหน้าจอ ทำให้ความแม่นยำและปลอดภัยดีขึ้นมากๆ ด้วยแต่ความเร็วก็ไม่ได้ลดลงเลย

สแกนนิ้วในจอของใหม่ ว่าแต่เร็วไหม !?

เข้าสู่เรื่องใหม่ของระบบรักษาความปลอดภัยใหม่บน Mate 20 Pro ก็คือเรื่องระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอที่รุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่ 2 ของ Huawei ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ (รุ่นแรกคือ PORSCHE DESIGN | Mate RS เมื่อต้นปี) ทำให้มีการปรับปรุงในเรื่องความเร็วให้ดีขึ้นไปอีก

ซึ่งเท่าที่ทดสอบใช้งานมา ถือว่าทำได้ดีทีเดียว ตัวไอคอนจะคอยติดขึ้นมาเสมอในตำแหน่งเดิมเมื่อเรามีการแตะที่หน้าจอหรือปลุกหน้าจอ และเราก็สามารถแตะเพื่อสแกนได้ทันที ความเร็วทำได้ดีมาก ถึงแม้ว่าจะไม่เร็วเท่าแบบเก่าที่อยู่หลังเครื่องแต่ก็ยอมรับเลยว่าตอบสนองได้เร็วมากๆแล้ว

และดูเหมือนตัวระบบจะใช้งานร่วมกับระบบสแกนใบหน้าด้วย เพราะบางครั้งที่ผมลองสแกนนิ้วด้วยนิ้วที่ไม่ได้ตั้งค่าไว้แต่ระบบก็สามารถปลดล็อคให้ได้เพราะทันทีที่แตะนิ้วไปก็เหมือนระบบสแกนใบหน้าจะทำงานควบคู่กันไปด้วยนั่นเองครับ

กันน้ำกันฝุ่นด้วยมาตรฐาน IP68

ในส่วนของความสามารถกันน้ำของ Mate 20 Pro ก็มาพร้อมกับมาตรฐาน IP68 เพิ่มขึ้นจากเดิม ให้ตัวเครื่องสามารถกันน้ำเวลาฉุกเฉินถ้าเกิดทำเครื่องตกน้ำได้ที่ระดับความลึก 2 เมตรนาน 30 นาทีครับ

PC Mode แบบใหม่ใช้ไร้สายได้เลย

ในส่วนของ PC Mode หรือการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนของเราเข้ากับหน้าจอต่างๆ รอบนี้ Huawei มาเหนือด้วยการใช้งานแบบไร้สายคือเราสามารถเชื่อมตัว Mate 20 Pro เข้ากับจอทีวีที่รองรับ Miracast ได้เลย ไม่จำเป็นต้องหาอุปกรณ์อื่นมาเชื่อมแล้ว และก็จะเปลี่ยนหน้าจอมือถือให้เป็น TouchPad ได้เลยด้วยสะดวกสุดๆครับ

ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมบน Mate 20 Pro ล่ะ !?

เข้าสู่เรื่องความบันเทิงที่หลายๆคนคงสนใจเหมือนกันว่าหน้าจอติ่งแบบใหม่บน Mate 20 Pro นี้เวลาใช้งานพวกนี้แล้วจะมีปัญหาแค่ไหน ซึ่งตอน P20 Pro เราจะเห็นว่าทาง Huawei เลือกใช้งานเพิ่มแถบดำเข้ามาเมื่อมีการใช้งานแบบเต็มจอทำให้เวลาดู YouTube หรือเล่นเกมก็จะได้หน้าจอแบบเต็มๆไปแทน แต่ ! สำหรับค่าเริ่มต้นบน Mate 20 Pro กลับไม่ใช่แบบนี้ซะแล้ว เพราะถ้ามีการขยายหน้าจอของ YouTube จนเต็มตัวคอนเทนต์จะขยายสุดไปถึงขอบหน้าจอเลยซึ่งเท่ากับว่าคอนเทนต์บางส่วนจะถูกบังไปด้วยนั่นเอง

แต่ถ้าเรามีการเปิดซ่อนแถบติ่งหน้าจอในการใช้งานปกติ เวลาเราขยายเต็มจอก็จะมาสุดที่ตรงขอบจอแทนนะน่ะ ตรงนี้ก็ดูจะแก้ขัดเรื่องหน้าจอได้อยู่บ้างครับ

ส่วนเรื่องการแสดงผลหน้าจอ OLED ของ Mate 20 Pro ทำได้ดีเอามากๆ เพราะตัวซอฟต์แวร์จะมีการเร่งความคมชัดและรายละเอียดของหน้าจอขึ้นในการทำงานแอปหลักๆ อย่างเช่นดูรูปถ่ายใน Gallery, ดูวิดีโอในแอป Video ของตัวเครื่อง รวมไปถึงดู YouTube ด้วย ทำให้ไม่ว่าคอนเทนต์ไหนๆที่ดูบน Mate 20 Pro ก็จะได้ความคมชัดแบบขั้นสุดไปหมดเลยล่ะ

ในเรื่องระบบเสียงรุ่นนี้ก็มีระบบ Dolby Atmos เข้ามาเพิ่มมิติเสียงอีกเช่นเคย โดยเสียงที่ได้ออกจากลำโพงคู่นั้นทำได้ดีมาก ถึงแม้เราจะไม่เห็นตำแหน่งของลำโพงหลักแต่เสียงที่ขับออกมาจากตัวพอร์ต USB Type-C ก็ทำได้ดีมากๆครับ

แต่ ! หลายคนอาจจะถามว่าแล้วถ้าเสียงมาออกมาแบบนี้ ถ้าเกิดเราชาร์จไปด้วยฟังเพลงไปด้วยล่ะ เสียงจะเป็นยังไง ? เท่าที่ลองมานะครับ เสียงที่ได้ก็เบาลงไปเลยเพราะมีการปิดช่องของเสียงชัดเจน ตรงนี้ก็แอบดูเป็นข้อเสียนิดหน่อยสำหรับการที่เปลี่ยนช่องลำโพงมาร่วมกันแบบนี้น่ะนะ

ส่วนเรื่องการฟังเพลงผ่านหูฟังก็ต้องใช้พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C แล้ว ตรงนี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรแล้วล่ะเนอะ เพราะเปลี่ยนมาแบบนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งถ้าใครที่มีหูฟังดีๆอยู่แล้วไม่อยากเปลี่ยนในกล่องก็มีตัว Dongle แถมมาให้ใช้ควบคู่กับหูฟังแบบ 3.5 มม.ได้เลย ไม่ต้องไปซื้อแยกจ้าา :P

เล่นเกมด้วย Kirin 980 !

เอาล่ะมาเข้าเรื่องประมวลผลที่จะเห็นภาพได้ชัดอย่างการเล่นเกมกันสักหน่อย Mate 20 Pro ก็ถือเป็นรุ่นแรกที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Kirin 980 นี้ แน่นอนว่าในเรื่องประสิทธิภาพก็ทำได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการเคลมของทาง Huawei ว่ามีประสิทธิภาพ CPU สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 75% และ GPU แรงขึ้น 46% เพราะฉะนั้นถ้าเล่นเกมจะต้องลื่นหัวแตกแน่นอน ! ซึ่งเกมที่เราจะมาทดสอบในรอบนี้คือ ROV, PUBG และ Asphalt 9 เหมือนเคย

เล่น ROV บน Mate 20 Pro แน่นอนว่าเมื่อเราเล่น ROV บนเครื่องที่สเปคแรงๆแบบนี้ก็สามารถปรับค่ากราฟิกได้สูงสุดไปเลย จะเปิดภาพ HD, เฟรมเรตสูงเอาให้สุดครับ ตัวเกมเท่าที่ทดสอบมาเล่นได้ลื่นไหลแบบสุดๆครับ เฟรมเรตนี่นิ่งมากๆที่ระดับ 60 - 61fps เลย ไม่มีตกมา 50 ปลายๆเลยด้วย *0*

เล่น PUBG บน Mate 20 Pro แต่ถึงจะบอกว่าแรงจริงๆ แต่บางแอปก็อาจจะยังไม่รองรับสักทีเดียว อย่าง PUBG ที่ตอนนี้ยังไม่มีอัปเดตตัวใหม่ออกมา ทำให้การปรับค่ากราฟิกทำได้ที่ระดับกลางเท่านั้น ไม่สามารถเลือกไปที่ HD หรือเฟรมเรต Ultra ได้ ตรงนี้คงต้องรออัปเดตในอนาคตตอนเครื่องวางขายจริงอีกที แต่เท่าที่ลองก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาแน่ๆล่ะครับ ชิปเซ็ตเร็วแรงขนาดนี้แล้ว

เล่น Asphalt 9 บน Mate 20 Pro ส่วนเกมที่รองรับดีอย่าง Asphalt 9 นี่ก็สบายๆเลยครับ รันได้ลื่นๆ ไม่เจออาการเฟรมเรตตกเลย นิ่งๆเอฟเฟกต์ต่างๆมาครบ ไม่หงุดหงิดเวลาจะเลี้ยวแล้วไม่เลี้ยว แซงได้แซง ชนได้ชนให้หมดครับ !

กล้องหลัง 3 ตัว เอ…มันทำงานกันยังไง !?

มาถึงเรื่องไฮไลท์ที่สุดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยกับกล้องหลัง 3 ตัวใหม่ของ Mate 20 Pro นี้โดยรอบนี้มีการปรับเปลี่ยนตัวกล้องใหม่ตัดเอากล้อง Monochrome สุดคลากสิกออกไปแล้วเพิ่มเป็นเลนส์ Ultrawide เข้ามาแทนที่ ซึ่งแต่ละกล้องจะแบ่งการทำงานออกเป็น 3 อย่างชัดๆดังนี้ครับ

  • เลนส์หลัก:40 ล้านพิกเซล f/1.8 ช่วงเลนส์ 27 มม., เซ็นเซอร์ 1/1.7", PDAF/Laser AF

  • เลนส์ Ultrawide: 20 ล้านพิกเซล f/2.2 ช่วงเลนส์ 16 มม., เซ็นเซอร์ 1/2.7", PDAF/Laser AF

  • เลนส์ซูม 3X: 8 ล้านพิกเซล f/2.4 ช่วงเลนส์ 80 มม., เซ็นเซอร์ 1/4", OIS, PDAF/Laser AF

เท่าที่เห็นช่วงเลนส์ของ Mate 20 Pro เรียกว่าครบมากๆเลยเพราะสามารถใช้งานได้ตั้งแต่ช่วงกว้างสุดๆ 16 มม. ไปจนถึงซูม 3X 80 มม. นี่ยังไม่รวม Hybrid Zoom ที่มากได้ถึง 5X อีกต่างหากครบแบบเครื่องเดียวจบเลยล่ะครับ

ซึ่งการใช้งานสลับเลนส์ทาง Huawei เลือกให้ใช้การเลื่อนหรือกดที่คำว่า 1X ถ้ามีการเพิ่มหรือลดตัวเลนส์จะสลับเปลี่ยนให้โดยอัตโนมัติแบบเนียนๆ แต่ตรงนี้แอบใช้งานยากไปนิดสำหรับคนที่ใช้ครั้งแรกจะแอบสงสัยว่าแล้วเลนส์ Ultrawide ไปอยู่ตรงไหน สลับกล้องยังไง เพราะตัว UI ไม่โดดเด่นเท่าไหร่ แถมตำแหน่งก็อยู่ที่มุมล่าง (ในแนวนอน) และมุมขวาในแนวตั้ง การเอื้อมนิ้วมาแตะอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ถ้ายกมาใกล้ๆปุ่มชัตเตอร์ได้น่าจะดีกว่าครับ

ส่วนโหมดการใช้งานก็ใช้การเลื่อนซ้าย-ขวาเหมือนเดิมครับ ประกอบด้วย Aperture, Night, Portrait, Photo (Auto), Video, Pro ส่วนโหมดอื่นๆนอกจากที่จำเป็นจะอยู่ที่ More ทั้งหมด

Aperture หน้าชัดหลังเบลอควบคุมได้

เริ่มด้วยโหมด Aperture กันก่อนเลยละกัน การใช้งานยังเหมือนเดิมคือเราสามารถเลือกจุดโฟกัสแล้วละลายฉากหลังได้หลายระดับตั้งแต่ค่า f/16 - f/0.95 แต่รอบนี้มีการปรับค่าเริ่มต้นนิดหน่อยคือเมื่อเราสลับมาที่โหมดนี้จะตัวระบบจะเลือกซูมเข้าไป 2X อัตโนมัติเพื่อให้ได้มุมมองที่ใกล้เข้าไปอีก แต่ถ้าไม่ชอบความ Close Up นี้ก็เลือกซูมออกมาได้ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Aperture จะเห็นว่าความเบลอที่ได้จากกล้องของ Mate 20 Pro นี้ทำออกมาได้เนียนตาและดูเป็นธรรมชาติมากๆ ด้วยซอฟต์แวร์ที่มีความฉลาดมากขึ้น การละลายฉากหลังจึงมีความเนียนที่สมจริงยิ่งขึ้น แถมยังสามารถเลือกปรับจุดโฟกัสและความละลายได้หลังถ่ายไปแล้วได้ด้วย ตรงนี้นี่แหละเด่นมากๆครับ

Portrait จะถ่ายคนเน้นๆก็โหมดนี้เลย !

ถึงแม้โหมด Aperture จะทำละลายฉากหลังได้ ปรับความเบลอได้ทีหลัง แต่ถ้าจะถ่ายคนจริงๆก็ๆจะมีโหมด Portrait ให้ใช้งานเพราะนอกจากจะละลายฉากหลังได้แล้วยังเพิ่มความเนียนของใบหน้าเข้าไปอีก ซึ่งรอบนี้นอกจาก 3D Portrait Lighting แล้ว ยังมีเอฟเฟกต์ของฉากหลังมาให้เลือกปรับด้วย โดยเราสามารถเลือกได้ 4 แบบคือ Circle, Hearts, Swirl และ Discs ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait รวมๆแล้วโหมดนี้ก็ใช้งานได้ง่ายดีครับ ตัวแอปจับใบหน้าได้ค่อนข้างดี และปรับโทนต่างๆได้เนียนระดับนึง ข้อดีของ Portrait โหมดบนสมาร์ทโฟน Huawei ก็คือตัวเครื่องจะใช้เลนส์หลักที่ดีที่สุดในการเก็บภาพ ทำให้ค่ารูรับแสงมีกว้างมากเหมาะกับการถ่ายในที่แสงน้อย ภาพ Portrait จาก Mate 20 Pro จึงได้รายละเอียดในที่แสงน้อยดีมากๆ แถมยังสามารถเลือกซูมเข้าเพื่อให้ระดับของภาพออกมาเหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลได้ด้วย หรือถ้าอยากได้ภาพระยะ Portrait จริงๆก็ค่อยขยายซูมเอาได้ แถมรอบนี้มีเอฟเฟกต์ละลายฉากหลังแบบใหม่ก็ช่วยให้ได้ภาพสวยๆได้อีกเยอะเลยครับ

Auto with Master AI ถ่ายยังไงก็สวย !

มาเข้าสู่โหมดหลักกันบ้างสำหรับโหมด Auto ปกติของ Mate 20 Pro ก็จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ Master AI ที่มีการแยกแยะภาพถ่ายพร้อมเลือกซีนและปรับแต่งภาพให้เหมาะกับภาพถ่ายนั้นๆ ซึ่งบน Mate 20 Pro จะสามารถแยกแยะหมวดหมู่ได้มากกว่าเดิมเป็น 25 หมวดกว่า 1500 ซีน (ตอน P20 Pro ได้ 19 หมวด 500 ซีน) พร้อมด้วยระบบ Dual NPU ของตัวชิปเซ็ต Kirin 980  ทำให้การวิเคราะห์ภาพและสลับโหมดต่างๆทำได้รวดเร็วมากขึ้น เล็งอาหารขึ้น Food, เล็งท้องฟ้าขึ้น Blue Sky, เล็งคนสลับไปโหมด Portrait ครบและง่ายดีจริงๆครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆเลยทีเดียวอย่างที่บอกว่าระบบ Master AI นั้นจะเลือกซีนและความเหมาะสมให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆได้เป็นอย่างดี สลับไปโหมดต่างๆได้อย่างอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องกดไปไหนเลย ซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมายอดเยี่ยมตรงใจเลยแหละ ภาพไหนตัวกล้องปรับมาให้หมดเลยตอนถ่ายอาจจะคิดว่ามันจะสวยจริงเหรอ แต่พอกดเช็ครูปทีหลังก็รู้เลยว่า AI เริ่มทำงานแล้วนั่นล่ะครับ ใช้งานได้จริงสำหรับ Auto ที่มี Master AI นี้ คนที่ไม่ถนัดเรื่องการถ่ายภาพแค่เลือก Auto แล้วรอกดอย่างเดียวได้เลยครับ สะดวกสุดๆ

Night Mode กลางคืนไม่ต้องกลัว สว่างได้ไม่มีสั่น !

ในการถ่ายภาพกลางคืน ถ้ามืดมากๆจริงๆก็ยังมี Night Mode มาให้เลือกด้วย ซึ่งการทำงานยังเจ๋งเหมือนตอน P20 Pro เลยครับ คือเราสามารถยยืนถือ Mate 20 Pro ไว้นิ่งๆเป็นเวลา 4 - 6 วินาทีได้โดยที่ภาพที่ออกมาจะไม่สั่น และเก็บรายละเอียดของแสงต่างๆมารวมกันทำให้ได้ภาพที่สว่างและคมชัดมากขึ้นในเวลากลางคืน

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Night Mode อย่างที่เห็นว่าการลาก Shutter Speed นานๆนั้นช่วยให้ได้ภาพที่สวยและดีงามในเวลากลางคืนจริงๆ ใน Night Mode นี้จะเพิ่มสภาพแสงหลายๆอย่างรวมกันให้ภาพที่ได้ไม่ Over หรือ Under จนเกินไปแถมได้ตัว หลายคนถามว่ากันสั่นนี่เราสามารถถือด้วยมือได้นานแค่ไหน เท่าที่ลองจริงๆเราสามารถถือนิ่งได้ที่ราว 6 วินาทียังได้ภาพที่ไม่สั่นอยู่ด้วย Huawei A.I.S. ช่วยไว้ แต่ถ้าเลยจากนั้นไปแนะนำว่าต้องใช้ขาตั้งกล้องแล้วล่ะครับ

ขาว-ดำไม่มีเลนส์จริงแต่ก็ยังคมกริบ

กล้องขาว-ดำก็เป็นจุดเด่นอีกจุดของสมาร์ทโฟน Huawei เพราะใส่มาหลายรุ่นแล้ว แต่รอบนี้ทาง Huawei เลือกที่จะเอาออกไปและเพิ่มเลนส์ Ultrawide เข้ามาแทน แต่ถึงแม้จะเอาออกไปก็มีการเพิ่มตัว ISP หรือซอฟต์แวร์เข้าไปทำงานร่วมกับตัวชิปเซ็ต Kirin 980 อยู่ทำให้ถึงแม้จะไม่ได้มีเลนส์จริงๆ แต่คุณภาพที่ได้ก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Monochrome ในเรื่องของโทนขาว-ดำยังคงไม่ทำให้ผิดหวัง แสงเงาและคอนทราสต์ทำได้ยอดเยี่ยมดีทีเดียว ถึงแม้จะไม่มีตัวเลนส์ Monochrome แล้วแต่ Huawei ก็ยังทำให้เราเชื่อได้ว่าภาพที่ถ่ายออกมามีความเป็น Leica อยู่ในนั้นอยู่เนาะ

ซูมได้ซูมดี 5X 10X ก็ยังคม !

เช่นเดียวกับตอน P20 Pro บน Mate 20 Pro นี้มาพร้อมกับเลนส์เทเล 3X ในช่วง 80 มม.มาให้ ฉะนั้นในเรื่องการซูมเข้าไปในระยะไกลก็ทำได้ดีมาก เพราะตัวเลนส์นั้นเป็น Optical Zoom ซูมเข้าไปได้แบบไม่เสียรายละเอียด หรือถ้าอยากซูมเข้าไปมากกว่านั้นก็สามารถใช้ Hybrid Zoom 5X ยืดระยะเข้าไปได้อีก หรือถ้าซูมแบบ Digital แบบสุดๆก็ได้ถึง 10X กันเลยทีเดียวครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากการซูม จะเห็นว่า 3X นั้นทำได้ยอดเยี่ยมทั้งในสภาพแสงปกติและแสงน้อยเลยทีเดียว เพราะด้วยตัวเลนส์เทเลใช้ความสามารถได้จริงๆซูมได้ไกลมาก หรือจะซูมไปให้สุดกับระดับ 5X กันไปเลยก็ยังได้คุณภาพที่ยอดเยี่ยมอยู่ หรือจะลองแบบดิจิตอลให้ไกลไปถึง 10X ก็ยังได้เปรียบด้วยความละเอียดของกล้องหลักที่มากถึง 40 ล้านพิกเซล หายห่วงในเรื่องภาพแตกได้เลย อยากใกล้แค่ไหนก็ซูมเอาเลยครับ ระบบ AI ประมวลผลพร้อมทำภาพคมชัดให้อยู่แล้ว

เลนส์ Ultrawide นี่สิ The Best ของจริง !

นอกจากเรื่องเลนส์ช่วงปกติ เลนส์เทเลแล้ว เลนส์ Ultrawide ที่ถูกเพิ่มเข้ามาบน Mate 20 Pro ก็ดูจะเป็นจุดเด่นที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะเลนส์ช่วงที่กว้างๆแบบนี้เราไม่ค่อยจะเห็นบนสมาร์ทโฟนมากนัก แต่เอาจริงเป็นช่วงที่ดีต่อการเก็บภาพตอนไปเที่ยวมากๆเลยล่ะ ในรีวิวนี้เลยอาจจะได้เห็นตัวอย่างภาพจากเลนส์ Ultrawide มากหน่อยเนาะ (เพราะมัวแต่เพลินกับเลนส์ใหม่ :P) โดยในเลนส์ Wide นี้เราจะใช้งานได้กับหลายโหมดเลยทั้ง Auto ปกติ, Night Mode, Monochrome หรือกระทั่งในวิดีโอ การใช้งานก็สลับมาที่ 0.6X ได้เลยครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากเลนส์ Ultrawide เห็นได้ชัดว่าเลนส์มุมกว้างแบบนี้ช่วยสร้างมุมมองใหม่ๆในการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี อย่างเวลาไปเที่ยวถ้าเราอยากได้ภาพมุมกว้างเก็บได้ทั้งคนและวิวก็ควรใช้เลย หรือจะเป็นการถ่ายภาพวิวมุมแปลกตาออกไปก็สลับมาได้ แถมตัวขอบหรือมุมก็ไม่บิดเบี้ยวจนเกินไปทำให้ถ่ายออกมาแล้วยิ่งสนุกไปอีก หรือจะประยุกต์ใช้กับการถ่ายคนในแนวตั้งให้ขายาวขึ้นตัวยืดผอมเรียวก็ทำได้ด้วยนะ คูลมากๆ

ใกล้เข้าไปอีกด้วย Super Macro !

นอกจากเลนส์ Ultrawide จะมีประโยชน์มากๆในการเก็บภาพมุมกว้างแล้วยังสามารถใช้ในโหมด Super Macro ได้ด้วย เพราะตัวเลนส์ใหม่นี้ช่วยให้เราสามารถเจาะเข้าไปที่แบบได้ใกล้ที่ระยะ 2.5 ซม.เลยทีเดียว ทีนี้อยากจะถ่ายอะไรใกล้ๆก็ส่องเข้าไปเลยครับ

ตัวอย่างภาพถ่าย Super Macro ระยะการเข้าใกล้ถึง 2.5 มม.นี่ช่วยให้การถ่าย Macro เป็นอะไรที่สนุกขึ้นจริงๆครับ การเก็บรายละเอียดต่างๆดีขึ้นมาก แถมยังทำให้รอบข้างละลายไปมากกว่าเดิมด้วย

AI Cinematography วิดีโอก็ใส่เอฟเฟกต์ได้แบบเรียลไทม์

เข้าสู่เรื่องวิดีโอกันบ้าง อย่างที่ทราบกันดีว่าชิปเซ็ต Kirin 980 นั้นมาพร้อมกับ Dual NPU ที่ช่วยประมวลผลหรือแยกแยะวัตถุ แบบ หรือฉากหลังได้เป็นอย่างแม่นยำ ซึ่งไม่ได้ดีแค่บนภาพนิ่งเท่านั้น ความเร็วในการประมวลผลสามารถทำได้ถึงบนวิดีโอแบบเรียลไทม์เลยทีเดียว ซึ่งบน Mate 20 Series นี้ก็จะมีฟีเจอร์ AI Cinematography เข้ามาเพิ่มบนโหมด Video เลย โดย AI Cinematography นี้ก็จะมีให้เลือก 5 รูปแบบคือ

  • AI Color - ดูดสีให้เด่นเฉพาะคน
  • Background Blur - หน้าชัดหลังเบลอในวิดีโอ
  • Vintage - เอฟเฟกต์สีแบบ Vintage (มีหน้าชัดหลังเบลอด้วย)
  • Suspense - เอฟเฟกต์สีแบบ Suspense โทนเย็น
  • Fresh - เอฟเฟกต์สีแบบ Fresh สว่างโทนร้อน (มีหน้าชัดหลังเบลอด้วย)

ตัวอย่างวิดีโอ AI Cinematography (AI Color)

HiVision ฉลาดล้ำ อยากรู้อะไรก็แค่ส่อง

นอกจากเรื่องการใช้กล้องถ่ายรูปหรือวิดีโอแล้ว ตัวกล้องยังใช้งานควบคู่กับ AI เพื่อจำแนกแยกแยะสิ่งของได้ด้วย แต่ที่เจ๋งเลยก็คือการแยกแยะพวกอาหารและจำแนกจำนวนมวลของอาหารเหล่านั้นมาแปลงเป็นแคลอรี่ได้อย่างทันควันที่เราจ่ออีกด้วย ฉลาดสุดๆ

หรือจะอยากหาสินค้าหรือช้อปปิ้งก็เลื่อนมาที่หมวดช้อปปิ้งแล้วส่องไปได้เลย ไม่ทันไรตัวระบบจะค้นหาตัวสิ่งของนั้นๆขึ้นมาแล้วหาช่องทางการสั่งซื้อบนฐานข้อมูลออนไลน์มาให้เราในทันทีสะดวกสุดๆ

หรือจะอยากจะแปลภาษาแบบเรียลไทม์ก็มีให้เลือกเช่นกันเลือกให้ตัวระบบ Detect เองก็ได้ถ่ายไม่แน่ใจว่าภาษาที่เราจะส่องคือภาษาอะไร ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าจะยังแปลออกมาได้แค่ 10 ภาษาก่อน (ซึ่งแน่นอนยังไม่มีไทย) แต่เท่านี้ก็ถือว่าเจ๋งใช้ได้แล้วล่ะครับ การคำนวณและแปลออกมาทำได้รวดเร็วดีทีเดียว

กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล

ในส่วนของกล้องหน้าก็ให้ความละเอียดสูง 24 ล้านพิกเซลมาเหมือนเคย และด้วยกล้องหน้าที่มีตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้ามาให้ด้วยทำให้การใส่เอฟเฟกต์ Beauty หรือการจับใบหน้าละลายฉากหลังในโหมด Portrait ทำได้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Mate 20 Pro จะเห็นว่าความสวยเนียนของกล้องหน้าตัวนี้นั้นทำได้ดีทีเดียว ด้วยเอฟเฟกต์ความเนียนที่ใส่ไปได้พอดี บวกกับเซ็นเซอร์ที่เพิ่มเข้ามาทำให้เวลาใส่เอฟเฟกต์ Beauty ต่างๆทำได้แนบเนียนมากขึ้นไปอีกด้วย

แบตเตอรี่เยอะจุใจพร้อมชาร์จไวแบบสุดๆ

เข้าสู่พาร์ทสุดท้ายกับเรื่องของแบตเตอรี่ แน่นอนว่า Mate Series นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของแบตเตอรี่จุใจใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวันได้สบายอยู่แล้ว ซึ่งบนรุ่นนี้ก็มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุมากถึง 4200mAh ใช้งานกันจุใจไปเลยทั้งวัน แถมได้ตัวชิปเซ็ต 7 นาโนเมตรอย่าง Kirin 980 ที่ประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้นไปอีก หายห่วงเลยล่ะสำหรับเรื่องแบตเตอรี่บน Mate 20 Pro นี้ ส่วนเรื่องการชาร์จรุ่นนี้รองรับ SuperCharge (40W) ชาร์จเร็วมาก 30 นาทีจาก 0 ไปถึง 70% ได้เลย

ชาร์จไร้สายได้คนอื่นมาแตะก็ได้ด้วย

นอกจากชาร์จแบบมีสายแล้ว Mate 20 Pro ก็รองรับระบบชาร์จไร้สาย (Wireless Charge) ที่ความเร็ว 15W ด้วย แต่ที่น่าสนใจกว่าก็ตัวเครื่องสามารถจ่ายไฟออกไปในรูปแบบ Wireless Charge ให้กับเครื่องอื่นได้ด้วยโดยทาง Huawei เรียกฟีเจอร์นี้ว่า Wireless Reverse Charging โดยก่อนอื่นเราต้องเข้าไปตั้งค่าก่อนไม่งั้นแตะเฉยๆไม่ติดนะจ๊ะ

ตั้งค่าได้ที่ Settings > Battery > Wireless Reverse Charging

ซึ่งเมื่อลองเอาอุปกรณ์ที่รองรับ Wireless Charge มาใช้คู่จริงๆก็แค่ประกบแล้วชาร์จได้เลย แต่ตรงนี้ก็ดูจะเป็นกิมมิคจริงๆ เอาไว้ชาร์จพวกอุปกรณ์เสริมหรือเผื่อแบตฯให้เพื่อนๆพอประมาณคงจะดีกว่าเนาะ ถ้าชาร์จมือถือให้เต็มจริงๆแนะนำว่าไปเสียบชาร์จเอาดีกว่าครับ เพราะความเร็วที่ได้ไม่ได้เร็วมาก แถมเครื่องก็จะร้อนกันทั้งคู่ด้วย :P

สรุปแล้วนะ !

ปิดท้ายกันเลยละกัน เข้าสู่การสรุปของ Huawei Mate 20 Pro นี้สักที เชื่อว่าเพื่อนๆที่อ่านรีวิวมาถึงตรงนี้คงไม่มีข้อสงสัยในเรื่องของกล้องของเจ้านี่แล้วว่ามันโดดเด่นแค่ไหน ใช่ครับสำหรับใครที่ต้องการสมาร์ทโฟนกล้องเทพ Mate 20 Pro คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะหาได้ตอนนี้แล้ว ด้วยความสามารถที่ครบครันมากๆ Master AI ที่ใช้งานง่ายถ่ายๆไปได้เลยสวยหมด ช่วงเลนส์ที่มีครอบคลุมทุกการใช้งาน (ชอบสุดๆคงหนีไม่พ้นเลนส์ Ultrawide) โหมด Portrait ที่ใช้งานง่ายและคุณภาพดีมากๆ ยังไม่รวม Night Mode, Monochrome หรือ AI Cinematography ที่สร้างสรรค์ภาพถ่ายสวยๆไว้อีกเพียบ ส่วนเรื่องการใช้งานชิปเซ็ต Kirin 980 ก็เอาอยู่ทั้งหมดทุกการใช้งาน ประมวลผลรวดเร็ว ลื่นๆในทุกการใช้งาน แต่อาจจะมีปัญหาในช่วงแรกบ้างเพราะแอปบางตัวยังไม่รองรับเต็มที่แต่ก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าไหร่นัก แบตเตอรี่ที่จุใจ 4200mAh ใช้งานลากยาวได้ตลอดทั้งวันแถมมีชาร์จเร็ว SuperCharge ที่เร็วแบบสุดๆ เท่านี้ก็ถือว่าครบทั้งหมดที่เราต้องการแล้วรึเปล่าครับ สรุปแล้วใครที่ต้องการสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นท็อปที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานอยู่ มองมาที่ Huawei Mate 20 Pro ตัวนี้ได้เลยครับ เป็นตัวเลือกแอนดรอย์เรือธงที่น่าจับตามองที่สุด ณ เวลานี้แล้ว !!

Huawei Mate 20 Pro เปิดราคามาที่ 31,990 บาท

โปรโมชั่นการจอง

สำหรับ Huawei Mate 20 Pro จะเริ่มเปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคมนี้ถึง 4 พฤศจิกายนนี้ โดยผู้ที่สั่งจองจะได้รับของแถมเป็น Huawei Band 3 Pro (มูลค่า 2,990 บาท) และ Huawei Active Noise Cancelling Earphone 3 (มูลค่า 1,990 บาท) และจะเริ่มวางจำหน่ายจริงวันที่ 9 พฤศจิกายนอย่างเป็นทางการครับ

จุดเด่น

  • กล้องหลัง 3 ตัวครบทุกช่วงการใช้งาน
  • เลนส์ Ultrawide คือที่สุดของกล้องชุดนี้
  • บอดี้หรูหรางานประกอบสวยลงตัว
  • หน่วยประมวลผล Kirin 980 เร็วแรงกระชากใจ
  • EMUI 9.0 ปรับจูนมาดี ลื่นไหลสุดๆ
  • แบตเตอรี่เยอะจุใจใช้งานได้ทั้งวัน
  • ระบบรักษาความปลอดภัยครบ ได้ทั้งสแกนนิ้วและสแกนหน้า

จุดสังเกต

  • ฝาหลังกระจกเก็บคราบลอยนิ้วมือเยอะไปหน่อย
  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • ตัวลำโพงหลักอยู่ที่พอร์ตชาร์จเวลาชาร์จไปฟังเพลงไปเสียงจะเบาลง
  • ตัวเครื่องรองรับ Nano-SD แต่ยังไม่เป็นที่นิยม

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite