Review : Samsung Galaxy Watch สมาร์ทวอร์ชคู่ใจรุ่นใหม่ที่รอบนี้มาพร้อม 2 ไซส์และสีใหม่สุดเย้ายวน !!

เฮียแม็พ | 20 ก.ย 2561 16:31:11

46162

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Samsung Galaxy Watch สมาร์ทวอร์ชคู่ใจรุ่นใหม่ที่รอบนี้มาพร้อม 2 ไซส์
และสีใหม่สุดเย้ายวน
!!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวแก็ตเจ็ตใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทวอร์ชรุ่นใหม่ล่าสุดของ Samsung อย่าง Galaxy Watch นั่นเอง ! หลังจากที่เราคุ้นชินกับนาฬิกาในชื่อ Gear S มาอยู่พักหนึ่ง ล่าสุดทาง Samsung ก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเรียกให้ดูเข้าถึงได้มากขึ้นเป็น Galaxy Watch เรียบร้อย ซึ่งรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ 4 ของสมาร์ทวอร์ชจาก Samsung (ถ้ายังใช้ชื่อเดิมก็คงเป็น Gear S4 นั่นแหละ) รอบนี้มาด้วยนกัน 2 ขนาดคือ 46มม. และ 42มม. ออกแบบมาเพื่อข้อมือของผู้ชายและผู้หญิงได้อย่างพอดิบพอดี เอาล่ะอย่าเสียเวลาเลยมาเริ่มรีวิวเจ้า Galaxy Watch ทั้ง 2 รุ่นนี้กันเลยดีกว่าาาา ! :D

รูปลักษณ์สวยประหนึ่งนาฬิกาแฟชั่น !

เริ่มแรกมาดูกันที่รูปลักษณ์ภายนอกของตัว Galaxy Watch กันก่อน สมาร์ทวอร์ชทุกๆรุ่นของ Samsung มักจะมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้มีความเป็นนาฬิกาจริงๆมากขึ้น เพื่อให้ดูไม่ Geek หรือเข้าถึงยากจนเกินไป ซึ่งบนรุ่นนี้ก็ปรับรูปทรงให้เหมือนนาฬิกาทรงแฟชั่นมากขึ้นไปอีกทั้งตัวเรือนและหน้า Watch Face

บนตัวหน้าปัดจะมีวงแหวนที่เป็นเอกลักษณ์ใช้หมุนควบคุมการทำงานได้อยู่เช่นเคย ตัวขนาดรอบนี้มี 2 ไซซ์คือ 46 มม. และ 42 มม. โดยจะมีขนาดหน้าจอที่ต่างกันเล็กน้อยคือรุ่น 46 มม.จะมีหน้าจออยู่ที่ 1.3 นิ้ว (เท่ากับ Gear S3 เดิม) และรุ่น 42 มม.จะมีขนาดหน้าจอที่ 1.2 นิ้ว ตัวหน้าจอใช้เป็น Super Amoled ความละเอียด 360 x 360 พิกเซล พร้อมทั้งยังใช้กระจกกันรอยแบบ Gorilla Glass DX+ ที่ทนรอยขีดข่วนได้มากอีกด้วย

ตัวเรือนจะใช้วัสดุเป็นสแตนเลนสให้ความหรูหราและดูคงทนดีทีเดียว ตัวเรือนมีความเหมือนกับนาฬิกาปกติทั่วไปอย่างที่บอก มีปุ่มกดมาให้ 2 ปุ่มอยู่เช่นเคย โดยจะแบ่งเป็นปุ่ม Back ที่ด้านบนและปุ่มโฮมที่ด้านล่าง ใช้งานร่วมกับระบบ Tizen 4.0 ได้อย่างดี

มีลำโพงเล็กๆอยู่ที่มุมซ้ายของตัวเรือนเอาไว้ใช้งานตอนคุยโทรศัพท์ได้ เสียงก็จะผ่านออกมาเล็กๆตรงนี้แหละครับ

สายรัดยังใช้แบบ TPU มี Texture เป็นลายเส้นๆเล็กน้อย ตัดกับตัวเรือนได้เป็นอย่างดี สายแบบนี้ก็จะช่วยในเรื่องความทนทานเวลาสวมใส่ได้ดี ส่วนตัวชอบสายแบบนี้มากกว่าแบบหนังเพราะเมื่อเราเหงื่อออกหรือใช้เล่นกีฬาก็จะกระชับไม่เหนอะหนะเท่าไหร่เนาะ

ด้านหลังของตัวเครื่องยังคงมาพร้อมกับตัว Heart Rate Monitor หรือตัววัดอัตราการเต้นของหัวใจเหมือนเคย ซึ่งรอบนี้ก็ได้เพิ่มตัวเซ็นเซอร์เข้ามาอีก 2 ตัวทำให้การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจนั้นแม่นยำมากขึ้นไปอีกครับ

น้ำหนักของตัว Galaxy Watch นั้นจะอยู่ที่ 63 กรัม (ไม่รวมสาย) สำหรับรุ่น 46 มม. ส่วนรุ่น 42 มม. จะอยู่ที่ 49 กรัม (ไม่รวมสาย) ซึ่งน้ำหนักนั้นใกล้เคียงกับ Gear S3 Frontier กับ Gear Sport พอสมควรเลยล่ะ ความรู้สึกเวลาใส่ที่ข้อมือก็ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนๆเท่าไหร่เนาะ

ในส่วนของความคงทนของตัวนาฬิกาเห็นเรียบๆแบบนี้แต่ตัวเรือนก็มีความคงทนระดับมาตรฐานกองทัพหรือ US Military Standard เช่นเคย โดยทั้ง 2 รุ่นนี้มีความแข็งแกร่งและทนทาน ผ่านการทดสอบความร้อนสูงสุด 63องศา ทนความเย็นได้ต่ำสุด -51 องศา ทนการตก 1.5 เมตรได้กว่า 26 ครั้ง กันฝุ่นได้นานต่อเนื่องถึง 3 วัน และยังกันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP68 อีกด้วยครับ

เรียกว่าครบเครื่องดีไม่น้อยเลยสำหรับ Galaxy Watch ในรอบนี้ สำหรับสีที่มีให้เลือกทั้งหมดก็จะมี 3 สีคือ Silver สำหรับรุ่น 46 มม. และ Midnight Black, Rose Gold สำหรับรุ่น 42 มม.ครับ เลือกกันได้ตามสะดวกเลย

สเปค Samsung Galaxy Watch

  • ระบบปฏิบัติการ Tizen OS 4.0
  • หน้าจอ Super Amoled 1.3 นิ้ว(46 มม.) / 1.2 นิ้ว (42 มม.) Gorilla Glass DX+
  • หน่วยประมวลผล Exynos 9110 Dual-core 1.15GHz
  • แรม 768MB
  • รอม 4GB
  • แบตเตอรี่ 472 mAh (46 มม.) / 270 mAh (42 มม.)
  • การเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2, Wi-Fi b/g/n, NFC, GPS
  • เซ็นเซอร์ Accelerometer, Gyro, Barometer, HRMAmbient Light
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน 5 ATM + IP68 / MIL-STD-810G (มาตรฐานทางทหาร)
  • ขนาด 46 x 49 x 13 มม. (46 มม.) / 41.9 x 45.7 x 12.7 มม. (42 มม.)
  • น้ำหนัก 62 กรัม (46 มม.) / 49 กรัม (42 มม.)
  • ราคา 12,900 บาท(46 มม.) / 11,900 บาท (42 มม.)

ในส่วนของสเปคภายในจะเห็นว่ารอบนี้มีการอัปเกรดในเรื่องของหน่วยประมวลผลและความทนทานเข้ามาเพิ่มจากเดิมที่รองรับมาตรฐานการกันน้ำแบบ IP68 บนรุ่นนี้ก็เพิ่ม 5 ATM เข้ามาให้เราสามารถใส่ใช้งานว่ายน้ำได้เพราะตัว Galaxy Watch นั้นทนทานต่อแรงดันน้ำและการลงน้ำได้มากขึ้นไปอีก ส่วนสเปคที่แตกต่างหลักๆของทั้ง 2 ขนาดนี้ก็คือเรื่องของตัวขนาดหน้าจอและแบตเตอรี่เท่านั้น นอกนั้นพวกฟีเจอร์อื่นๆก็เหมือนกันหมดครับ

การใช้งานล่ะ เป็นยังไง !?

ได้เวลาเชื่อมต่อใช้งานกันแล้ว นอกจากชื่อของตัวอุปกรณ์จะเปลี่ยนไปแล้วตัวแอปก็ยังเปลี่ยนชื่อตามไปด้วย รอบนี้ทาง Samsung เปลี่ยนชื่อแอปจาก Samsung Gear เดิมมาเป็น Samsung Wearable เพื่อให้ง่ายต่อการรวมผลิตภัณฑ์จำพวก Wearable เข้าด้วยกันเลย สำหรับสมาร์ทโฟนของ Samsung ส่วนใหญ่จะมีพรีโหลดติดมาให้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีมีจริงๆก็ไปดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ที่ PlayStore เลยครับ

นอกจากสมาร์ทโฟนของ Samsung เองแล้ว สมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นหรือ iOS เองก็ใช้งานได้เหมือนกันเพียงแค่ดาวน์โหลดตัวแอป Samsung Wearable นี้มานี่แหละ โดยสเปคขั้นต่ำที่จะใช้ได้ก็ต้องเป็นเครื่องที่รัน Android 5.0 ขึ้นไปและมีแรม 1.5GB ขึ้นไปด้วยครับ ส่วนของ iOS ก็ตั้งแต่ iPhone 5 และรัน iOS 9.0 ขึ้นไปครับ

การเชื่อมต่อก็ไม่ยุ่งยากครับเปิดตัวแอป Samsung Wearable ขึ้นมาแล้วก็เชื่อมต่อกับตัว Galaxy Watch ผ่านทาง Bluetooth ได้เลย ให้ระบบจัดการพวกการซิงค์ให้เรียบร้อยใช้เวลาสักครู่เดียว ตัวหน้าแอปก็จะโชว์ในเรื่องของสถานะต่างๆของตัว Watch ไว้ครบ ทั้งสถานะแบตเตอรี่, สถานะความจุที่เหลืออยู่ และสถานะแรมที่เหลืออยู่ครับ

ตัวหน้าตา Watch Face เราสามารถเปลี่ยนหรือดาวน์โหลดเพิ่มได้จากในแอปนี้เช่นกัน (จริงๆคือผ่าน Galaxy Apps)หรือจะเลือกจากบนตัว Watch เองเลยก็ได้ครบโดยการแตะค้างที่หน้า Watch Face จะมีให้เลือกอยู่พอประมาณ

การทำงานหลักๆเราจะใช้หน้าจอทัชสกรีนในการควบคุมแตะหรือเลื่อนหน้าต่างๆได้ การใช้งานจะคล้ายๆบนสมาร์ทโฟนครับ มีทางลัดเปิด-ปิดโหมดต่างๆได้จากการลากแถบหน้าจอด้านลยลงมา อาทิ เปิด-ปิดโหมดประหยัดพลังงาน, เปิด-ปิดโหมดเครื่องบิน, ปรับระดับแสงหน้าจอ เป็นต้นครับ

หน้ารวมแอปสามารถเข้าถึงได้ด้วยการกดที่ปุ่มโฮม (ปุ่มล่าง) และเราสามารถใช้งานตัววงแหวนในการหมุนเปลี่ยนหน้าต่างๆหรือเลื่อนตัวเลือกแอปได้ด้วย ให้ความรู้สึกที่เข้าก๊านเข้ากันด้วยการที่หน้าปัดเป็นวงกลมและมีตัววงแหวนเข้ามาหมุนๆแบบนี้

ในเรื่องการแจ้งเตือนต่างๆของตัว Galaxy Watch นั้นเมื่อเราเชื่อมต่อกับตัวสมาร์ทโฟนแล้วมีการแจ้งเตือนเข้ามาก็จะมาโผล่บนตัว Watch ด้วยเลย แต่ละแอปก็จะมีการแสดงผลที่แตกต่างกันไป Galaxy Watch ทั้ง 2 รุ่นรองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบจะเป็นข้อความเข้าหรือแชทต่างๆก็โชว์ได้อย่างครบถ้วนครับ

หรือจะเป็นอย่างสติกเกอร์ของ LINE ก็มีโชว์พรีวิวเล็กๆนี้ได้เลย ไม่ใช่ขึ้นว่าเป็นการส่งสติกเกอร์แบบปกติ แบบนี้เราก็พอจะแอบดูได้ก่อนว่ามีการส่งข้อความหรือสติกเกอร์ประมาณไหนก่อนเตรียมไปคุยต่อได้เนอะ

เราสามารถตอบกลับข้อความแบบด่วยได้ด้วยข้อความที่มีมาให้เช่น Yes, No, OK หรือจะเป็น Emoji ง่ายๆก็ทำได้เช่นกัน แต่ตรงนี้เราจะใช้งานได้เฉพาะภาษาอังกฤษเนาะ

เช่นเดียวกับการพิมพ์โต้ตอบจริงๆเราก็สามารถทำได้โดยจะใช้คีย์บอร์ดแบบ T9 ให้เราได้พิมพ์แบบสมัยมือถือปุ่มกดได้ด้วย แต่แน่นอนว่าตรงนี้ก็ยังคงรองรับภาษาเฉพาะอยู่ อาทิ อังกฤษ, เยอรมัน, จีน, เกาหลี แต่ยังไม่มีภาษาไทยนะจ๊ะ

โทรเข้าก็รับสายได้

ถึงแม้ว่ารุ่นที่วางจำหน่ายในไทยจะยังมีแค่รุ่น Bluetooth แต่เราก็สามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนและใช้งานร่วมกันในการคุยโทรศัพท์ได้ด้วย อย่างเช่นเมื่อมีสายเข้ามาทั้งมือถือและ Watch จะแจ้งเตือนพร้อมกัน เราเลือกได้ว่าจะรับสายจากที่ไหน ถ้าบนมือถือก็ปกติรับไปเลย แต่ถ้าไม่สะดวกจะหยิบขึ้นมาก็เลื่อนรับสายได้ที่ตัวนาฬิกาเลยเช่นกันตัว Watch เองมีลำโพงและไมโครโฟนในตัวสามารถคุยได้เวลาฉุกเฉินที่ไม่พร้อมหยิบมือถือขึ้นมาจริงๆน่ะนะ

หามือถือไม่เจอเรียกได้ !

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มักจะมีติดมากับอุปกรณ์สวยใส่พวกนี้ก็คือการค้นหาอุปกรณ์ซึ่งเจ้า Galaxy Watch นี้ก็สามารถกดเรียกหาสมาร์ทโฟนที่เราซิงค์ไว้ได้ด้วย อย่างบางครั้งเวลาเราหามือถือไม่เจอก็กดเรียกให้มือถือแจ้งเตือนได้ด้วยกดไปที่แอป Find My Phone บน Watch ได้เลยครับ หรือถ้าหานาฬิกาไม่เจอก็กด Find My Watch จากตัวมือถือได้เช่นกัน

ออกกำลังกายล่ะช่วยอะไรได้บ้าง !?

แน่นอนว่าการที่เป็นสมาร์ทวอร์ชแบบนี้จะให้ใส่เก๋ๆรับแจ้งเตือนอย่างเดียวคงไม่ได้ สำหรับ Galaxy Watch นี้ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับการออกกำลังกายหลายแบบทั้งการนับก้าวเดิน, ตรวจวัดการเต้นของหัวใจ, ตรวจจับการนอนของเรา, วัดแคลลอรี่ ก็มีเช่นกัน

หลักๆแล้วตัวแอปที่จะใช้ควบคู่กับ Galaxy Watch นี้ก็คือตัว Samsung Health ที่ถูกผูกติดมากับสมาร์ทโฟนของ Samsung อยู่แล้ว ในนี้ก็จะมีการจัดการเกี่ยวกับการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่การวิ่งเดินเท่านั้น ในเรื่องของการเล่นเวท, ปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำก็เลือกตรงนี้ได้เลยครับ

ตอนนอนเราถ้าเราใส่เจ้า Galaxy Watch ไว้ด้วย ก็จะมีการแทร็กการนอนของเราไว้เป็นข้อมูลว่าหลับลึกแค่ไหน หลับปกติเท่าใด เก็บเป็นค่ามาให้ด้วยครับ

ในส่วนของการวัดอัตราการเต้นของหัวใจตัวเครื่องจะมีการตรวจจับเป็นระยะๆอยู่แล้ว หรือถ้าอยากจะวัดเดี๋ยวนั้นก็สามารถเข้ามาเลือกได้ในตัว Samsung Health นี้ครับ

กันน้ำกันฝุ่นลุยหนักแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัว

แน่นอนว่าเป็นสมาร์ทวอร์ชทั้งที การเอามาใช้งานคู่กับการออกกำลังกายในสภาพต่างๆก็ควรที่จะลุยได้เยอะหน่อย บน Galaxy Watch ทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมมาตรฐานการกันน้ำแบบ 5ATM + IP68 ในส่วนของ IP68 เราก็ทราบกันอยู่แล้วเหมือนบนสมาร์ทโฟนเรือธงของ Samsung นั่นแหละ กันน้ำได้ที่ระดับความลึก 1.5 เมตรนาน 30 นาที แต่ที่เพิ่มเข้ามากว่านั้นก็คือมาตรฐาน 5 ATM ทีนี้สามารถใส่ลงน้ำว่ายน้ำได้เลยเพราะสามารถลงน้ำลึกได้ถึง 50 เมตรแถมยังกันแรงดันน้ำต่างๆได้เป็นอย่างดี เผื่อใครอยากจะออกกำลังกายทางน้ำเนอะ

แบตเตอรี่ใช้ได้นานหายห่วง

แบตเตอรี่น่าจะเป็นจุดที่หลายคนเป็นห่วง เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากชาร์จนาฬิกาบ่อยๆแน่ Galaxy Watch ทั้ง 2 รุ่นก็มีการอัปเกรดในเรื่องของแบตเตอรี่ขึ้นมาให้ใช้ได้ยาวนานยิ่งขึ้น เท่าที่ลองมาตัว 46 มม. นั้นถ้าใช้งานปกติ (ไม่เปิด GPS)มีการรับการแจ้งเตือน, นับก้าวเดิน, วัด Heart Rate ก็อยู่ได้นานราวๆ 4- 5 วันเลยทีเดียว ถือว่าช่วยในเรื่องของการชาร์จบ่อยๆได้ดี ส่วนรุ่น 42 มม.อาจจะได้น้อยกว่าหน่อยเป็นราวๆ 2 - 3 วันครับ

เรียกว่าสำหรับคนที่ใช้งานทั่วๆไป ไม่ได้ออกกำลังกายแบบต่อเนื่องติดๆกัน เรื่องแบตเตอรี่ของ Galaxy Watch นั้นทำได้ดีมาก ไม่จำเป็นต้องมาคอยชาร์จบ่อยๆทุกวัน อยู่ได้นานในฟังค์ชั่นที่ครบอีกต่างหาก

ส่วนเรื่องการชาร์จก็ใช้ตัวแท่นชาร์จที่ให้มาในกล่องเหมือนเคยครับ เป็นแบบแม่เหล็กประกบเข้าไปอย่างที่เห็นนี่แหละครับ

สรุปแล้ววว !

มาเข้าถึงช่วงสรุปกันเสียที สำหรับ Galaxy Watch รุ่นใหม่ของ Samsung นี้ก็ถือว่าออกมาต่อยอดความสำเร็จของ Gear S Series ได้เป็นอย่างดี ความสามารถต่างๆที่เคยมีมาก็อยู่ครบ แถมได้อัปเกรดในเรื่องของมาตรฐานการกันน้ำและความอึดที่มากขึ้นไปอีก ในส่วนของรูปลักษณ์ก็มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเป็นแฟชั่นมากขึ้น สวมใส่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ไม่รู้สึกถึงความเป็นเทคโนโลยีจ๋าจนเกินไป จุดที่ชอบจริงๆก็คงเป็นเรื่องของแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานหลายวันในการชาร์จ 1 ครั้งนี่แหละ นอกนั้นก็ทำได้ครบตามที่สมาร์ทวอร์ชยุคนี้ควรเป็น แจ้งเตือน, ตรวจจับการเคลื่อนไหว, วัดอัตราการเต้นของหัวใจ รวมๆแล้วใครที่กำลังมองหาสมาร์ทวอร์ชหน้าตาดูดีฟีเจอร์ครบอยู่เจ้า Galaxy Watch นี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ :D

ราคา

สำหรับ Galaxy Watch จะมาด้วยกัน 2 ขนาดคือ 46 มม. และ 42 มม. สำหรับข้อมือที่แตกต่างกันแต่สเปคและความสามารถภายในนั้นเหมือนกันทั้งหมดครับ โดยจะมีให้เลือก 3 สีคือ Silver สำหรับรุ่น 46 มม. และสี Midnight Black และ Rose Gold สำหรับรุ่น 42 มม.ครับ ราคาค่าตัวก็จะต่างกัน 1,000 บาท เคาะราคาดังนี้

Galaxy Watch 46 มม. (สี Silver) = 12,900 บาท

Galaxy Watch 42 มม. (สี Midnight Black, สี Rose Gold) = 11,900 บาท

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite