Review : Samsung Galaxy Note 9 เรือธงคู่ปากกาที่ครบเครื่องที่สุดเท่าที่ Samsung เคยทำมา !!

เฮียแม็พ | 29 ส.ค. 2561 01:04:53

13015

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Samsung Galaxy Note 9 เรือธงคู่ปากกาที่ครบเครื่องที่สุด
เท่าที่ Samsung เคยทำมา !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ Samsung แน่นอนว่าจะเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้นอกจาก Galaxy Note 9 นั่นเอง หลังจากที่ได้ลองใช้มาราวๆ 2 สัปดาห์ วันนี้ก็จะมารีวิวให้อ่านกันแบบละเอียดๆเลยว่ารุ่นนี้ที่หลายคนอาจจะดูไม่หวือหวา (รวมถึงผมด้วยตอนพรีวิว) แต่ถ้าได้ลองใช้จริงๆจังๆจะเป็นอย่างไร มีอะไรบ้างที่เปลี่ยนมาแล้วว้าว มีอะไรที่ยังคงต้องเพิ่มเข้ามาอีกบ้าง มาอ่านไปพร้อมๆกันเลยครับ :D

กล่องทรงเดิมเพิ่มเติมคือเน้นที่สีปากกา !

เริ่มต้นกันที่ตัวกล่องกันก่อนเลย รอบนี้ทาง Samsung เลือกใช้ตัวปากกา S Pen เป็นตัวสื่อสีสันของตัวเครื่องอย่างชัดเจน และแน่นอนว่าสีที่เราได้มาก็คือสีทองงง ! เอ้ยๆ ไม่ใช่สิ ตัวปากกาน่ะสีทองแต่ตัวเครื่องเป็นสีน้ำเงินนะจ๊ะ ซึ่งสีนี้ก็เป็นสีฮีโร่เลยเพราะว่าเป็นสีที่ทาง Samsung ใช้โปรโมทเป็นหลักนี่แหละ

ตัวกล่องยังคงเป็นแบบ 2 ชั้นเหมือนเดิมคือเมื่อเลื่อนปลอกที่มีรูปปากกาออกจะเจอกล่องชั้นในที่ใช้การเปิดจากด้านข้าง ส่วนตัวชอบกล่องแบบนี้มากกว่าแบบที่ต้องดึงกล่องขึ้นจากด้านบนเพราะเปิดได้ง่ายไม่ต้องมาเขย่าๆเอาเนอะ

ตัวอุปกรณ์ที่อยู่ด้านไหนจะวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่เราก็จะลื้อออกมาให้เป็นระเบียบเรียงกันไว้ให้ดูแบบนี้แหละ (แป่ว :P) ซึ่งอุปกรณ์ที่ให้มาทั้งหมดก็มีดังนี้ครับ

  • ตัวเครื่อง Galaxy Note 9
  • เคสซิลิโคนใส
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ Adaptive Fast Charge
  • หูฟัง AKG
  • USB OTG (USB Type-A to Type-C)
  • หัวปากกาสำรอง
  • คู่มือการใช้งาน
  • เข็มจิ้มถาดซิม

เช่นเดียวกับตอน S9 ครับ ทาง Samsung ให้อุปกรณ์มาตรฐานมาครบพร้อมใช้เลยทั้งหูฟังคุณภาพสูง, USB OTG หรือจะเป็นเคสซิลโคนใสที่มีติดมาให้ตั้งแต่ในกล่องด้วยเลย พร้อมใช้ตั้งแต่แกะกล่องเลยล่ะครับ

อะ...ขอเสริมตรงนี้เล็กน้อยกับการขายของแบบไม่ค่อยเนียน :P สำหรับเพื่อนๆที่กังวลว่าตัวหน้าจออันสวยหรูของ Galaxy Note 9 นี้จะเป็นรอยหรือเกิดอุบัตเหตุ ไม่ต้องห่วง ! เพราะทันทีที่ตัวเครื่องพร้อมขายทาง Focus ก็มีกระจกกันรอบแบบ 3D Full Stick ปกป้องหน้าจอเต็มๆพร้อมเนียนตาไปทั้งด้านหน้า ทัชใช้งานได้ลื่นๆหรือจะใช้คู่กับเคสต่างๆก็ทำได้ด้วยเช่นกัน เรียกว่าใครที่กังวลเรื่องฟิล์มหรือกระจกกันรอยอยู่หายห่วงได้จ้าา :D

ดีไซน์ทรงเดิม ที่คุณเคยคุ้นตา !

มาเข้าเรื่องดีไซน์กันเลยดีกว่า Galaxy Note 9 มาพร้อมดีไซน์ทรงเดียวกับรุ่นที่แล้ว มองเผินๆก็รู้สึกคุ้นตามากๆ ด้วยความที่ตัวเครื่องนั้นมาพร้อมกับหน้าจอเต็มๆแบบโค้งที่มุมตามที่ทาง Samsung ใช้ชื่อเรียกว่า Infinity Display คือมันก็ค่อนข้างเต็มพื้นที่ด้านหน้าไปหมดแล้วจนไม่เห็นถึงการดีไซน์ที่ฉีกไปจากเดิมสักเท่าไหร่เนาะ

แต่ถึงแม้จะบอกว่าหน้าจอนั้นมาในทรงเดิมแต่ถ้าเทียบกันตามสเปคแล้วตัวหน้าจอมีความใหญ่ขึ้นมาจากรุ่นก่อนอยู่ 0.1 นิ้วนะจ๊ะ (Note 8 จอ 6.3) ซึ่งทำให้ขอบหน้าจอบน-ล่างของ Note 9 นั้นแอบดูน้อยลงกว่าตอน Note 8 อยู่นิดหนึ่ง ส่วนเรื่องอัจตราส่วนยังเป็น 18.5:9 ยาวๆเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เช่นเคย

หน้าจอ Infinity Display ขนาด 6.4 นิ้วของ Galaxy Note 9 ยังคงมาพร้อมกับชนิดหน้าจอแบบ Super Amoled ความละเอียดสูงสุดที่ QHD+ หรือระดับ 2K นั่นเอง ในเรื่องการแสดงผลไม่ต้องสงสัยครับ ทำได้สวยสดและมีมิติอย่างมากเลยทีเดียว มุมมองและความคมชัดนี่ต้องยอมรับครับว่าทาง Samsung ทำเรื่องนี้ได้ดีจริงๆ ไม่ต้องสืบเลยว่ารุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่มีหน้าจอดีที่สุดในโลกไปอีกโดยปริยายครับ

ในส่วนของกระจกหน้าจอด้านหน้าไม่ว่าตัวเครื่องจะเป็นสีไหน ก็จะได้ตัวกระจกด้านหน้าเป็นสีดำเหมือนกันหมดครับ ในตัวแผงเซ็นเซอร์เหนือหน้าจอก็วางทุกสิ่งอย่างไว้ครบ แต่ไม่ได้ดูยัดเยียดจนเกินไปเพราะใช้สีดำกลบได้แบบเนียนๆ เริ่มด้วยตัวไฟ LED แจ้งเตือน, ไฟ Infrared, เซ็นเซอร์วัดแสงจับระยะ, ลำโพงสนทนา, กล้องหน้าและเซ็นเซอร์สแกนม่านตาครับ

ปุ่มโฮมแบบ Pressure Touch รองรับแรงกดยังคงมีให้บนรุ่นเรือธงแบบนี้อยู่ เราสามารถกดลงไปที่ปุ่มโฮมแรงๆเสมือนกดกับปุ่มโฮมจริงๆ ส่วนตัวผมชอบนะเพราะอย่างน้อยๆเราก็ไม่จำเป็นต้องกดปุ่ม Power ตลอด

พลิกเครื่องมาดูที่ด้านหลังกันหน่อย มาถึงตรงนี้เราก็จะได้เห็นสีสันของตัวเครื่องบ้างแล้ว หลังจากที่มองหน้าดำๆมาพักหนึ่ง :P โดยตัวเครื่องที่เราได้มารีวิวรอบนี้ก็เป็นสีไฮไลท์เลยกับสีน้ำเงิน Ocean Blue มีความเป็นน้ำเงินเข้มแบบมหาสมุทร ต่างไปจากตอน Coral Blue หรือ Deepsea Blue ของ Note FE และ Note 8 ประมาณหนึ่ง (เหมือนอยู่ตรงกลางของ 2 เฉดนั้น)

ตัวฝาหลังยังคงเป็นกระจกแบบ 3D เหมือนด้านหน้า มีความแวววาวของกระจกที่ใช้ ให้ความรู้สึกถึงความพรีเมี่ยมเวลาจับถือ แต่ปัญหาหลักของวัสดุหรูๆแบบนี้ก็คือคราบรอยนิ้วมือที่มักจะไปเกาะอยู่เสมอๆเวลาเราจับถือน่ะนะ

ตำแหน่งการวางของกล้องทำให้เรารู้สึกแตกต่างไปจากตอน Note 8 นิดหน่อย ตัวกล้องยังคงวางตำแหน่งแบบแนวนอนเหมือนเคย แต่มีการเขยิบตัวเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือลงมาในตำแหน่งที่เหมาะสมมากขึ้น ส่วนตัวแฮปปี้ขึ้นเยอะกับตำแหน่งที่มาตรฐานขึ้นมาแบบนี้ :P

กรอบตัวเครื่องใช้วัสดุโลหะเกรดสูงเหมือนเคยแต่เพิ่มความหรูหราด้วยการตัดขอบแบบ Diamond-Cut แทนที่จะเป็นกรอบโลหะด้านๆแบบปกติ ดูมีมิติมากขึ้นจริงๆในแบบนี้ และโชคดีที่ตัวกรอบเป็นยผิสสัมผัสแบบด้านไม่ทำให้เวลาเราจับแล้วรู้สึกมันมือไปหมดเพราะตัวเครื่องเป็นกระจกทั้งหน้าและหลังไปหมดเนาะ

การวางตำแหน่งปุ่มกดต่างๆก็เหมือนเดิมไปหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม Power ที่อยู่ที่ด้านขวาของตัวเครื่อง, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Bixby ที่ชอบเผลอไปกดโดนบ่อยๆก็วางไว้ถัดลงมาจากปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงเหมือนเดิม

พอร์ตการเชื่อมต่อของรุ่นนี้ให้มาครบไม่มีการตัดช่องอะไรออกไปทั้งนั้น เริ่มด้วยช่องใส่หูฟัง 3.5 มม. อยู่ที่มุมซ้าย, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง และช่องใส่ปากกา S Pen ที่เราสามารถกดเพื่อให้ตัวปากกาดีดออกมาได้ไม่ต้องไปแงะๆเนอะ

ตัวช่องใส่ซิมยังคงอยู่ที่ด้านบนของตัวเครื่องเหมือนเคย ถาดซิมเป็นแบบไฮบริดเลือกเอาระหว่างจะเป็น 2 ซิม หรือถ้าอยากใส่ Micro-SD ก็ได้ซิมเดียวนะจ๊ะ :D

ในเรื่องของดีไซน์โดยรวมต้องบอกว่ามีความใหม่หรือหวือหวานั้น ส่วนตัวคิดว่ายังไม่มีให้เห็นบน Note 9 นี้เท่าไหร่ ด้วยความที่ตัวเครื่องนั้นมาในทรงเดียวกับตอน Note 8 เลย มีการปรับตำแหน่งบางอย่างให้รู้สึกว่าจับถือใช้งานได้ลงตัวมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ไม่ดีเพราะทรงเหลี่ยมๆแบบเดิมๆของ Note 8 นั้นก็ถือว่าลงตัวดีใช้ได้แล้ว รอบนี้เลยมีการปรับหลักๆเพียงแค่ตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, กรอบเครื่องที่สวยขึ้นเท่านั้น จนอาจจะทำให้หลายคนที่คาดหวังความว้าวของหน้าจอที่ไร้ขอบไปเลยหรือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอต้องขอแสดงความเสียใจด้วย ยังไม่มาบนรุ่นนี้นะจ๊ะ

สำหรับ Galaxy Note 9 ที่วางจำหน่ายในบ้านเราจะเข้ามาด้วยกัน 3 สีคือ Ocean Blue สีน้ำเงินไฮไลท์นี้, Metallic Copper สีทองแดงมาใหม่ และ Midnight Black สีดำสุดคลาสสิคครับ โดยแต่ละรุ่นก็จะมีปากกา S Pen ที่แตกต่างกันไป อย่างสีดำกับสีทองแดงก็ได้ S Pen ตามเครื่อง ส่วนสีไฮไลท์อย่างน้ำเงินจะได้สีปากกาแสบสันตัดกันอย่างดีกับสีเหลืองทอง เรียกว่าเป็นสีที่โดดเด่นมากๆเลยล่ะ

สเปค Samsung Galaxy Note 9

  • รัน Android 8.1 Oreo ครอบด้วย Samsung Experience 9.5
  • หน้าจอ Super Amoled โค้ง 6.4 นิ้ว ความละเอียด QHD+ 2960x1440 พิกเซล อัตราส่วน 18.5:9
  • ซีพียู Exynos 9810 Octa-core 2.9GHz
  • จีพียู Mali-G72MP18
  • แรม 6/8GB
  • ความจุ 128/512GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 512GB
  • แบตเตอรี่ 4000 mAh
  • รองรับระบบ Fast Charge
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล รองรับ Auto-Focus f/1.7
  • กล้องหลังคู่ 12 ล้านพิกเซล + 12 ล้านพิกเซล f/1.5, f/2.4 + f/2.4
  • รองรับวิดีโอแบบ Super Slow Motion (960fps HD)
  • รองรับ 2 ซิมผ่านถาดซิมไฮบริด
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง
  • รองรับระบบสแกนม่านตา
  • รองรับปากกา S Pen
  • กันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP68

ในส่วนของสเปคต้องบอกเลยว่ามีความอัดแน่นมาในระดับสูงสุดของสมาร์ทโฟน Samsung ในตอนนี้แล้ว เพราะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลตัวแรงสุดอย่าง Exynos 9810, แรม 6GB (รุ่นท็อป 8GB) ความจุภายในมี 2 ความจุคือ 128GB และ 512GB ยังสามารถเพิ่ม Micro-SD ได้สูงสุดอีกถึง 512GB อะไรจะเยอะปานนั้น ส่วนแบตเตอรี่รอบนี้ก็จัดมาให้แบบใช้จุใจถึง 4000 mAh, กล้องคู่หลังก็อัปเกรดขึ้นมาให้เหมือนตอน S9+ ปรับรูรับแสงได้ในเลนส์หลัก รวมๆแล้วสเปคสำหรับแฟนๆโน้ตคงชอบการเพิ่มประสิทธิภาพนี้ขึ้นมาแน่นอนครับ

สเปคสุดคะแนนล่ะ !?

ก่อนจะไปเรื่องการใช้งาน เรามาดูในเรื่องของการทดสอบประสิทธิภาพผ่านแอปทดสอบกันก่อนเลย ซึ่งถ้าเทียบตามสเปคจริงๆคะแนนก็คงไม่หนีจากตอน S9+ มากนักเพราะภายในให้มาแบบเท่ากันเลย ในส่วนของรุ่นที่เราได้มานี่คือรุ่นความจุ 6GB/128GB นะครับ ซึ่งผลคะแนนจาก AnTuTu Benchmark นั้นเราทดสอบออกมาได้ที่ 242,629 คะแนนครับ อาจจะดูไม่สูงที่สุดในตอนนี้แล้ว แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เรือธงปีนี้ล่ะเนอะ

ส่วนแอป GeekBench 4 ทำคะแนนได้ดีมากๆเช่นกัน โดยคะแนน Single-Core ได้ 3592 คะแนน และ Multi-Core พุ่งไปที่ 8837 คะแนนได้เลยครับ

หน้าตา UI ปรับเล็กน้อย แต่ใช้แล้วยังคุ้นชิน !

เข้าสู่เรื่องของซอฟต์แวร์และการใช้งานทั่วๆไปของตัว Note 9 กันต่อ บนรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ครอบด้วย Samsung Experience 9.5 ตัวล่าสุด

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นเวอร์ชั่นใหม่ยังไง แต่หน้าตาโดยรวมต้องบอกว่าไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอน S9 เท่าไหร่นัก ไอคอนต่างๆใช้ตัวเดียวกันหมด จะมีที่เปลี่ยนไปก็คงเป็นตัว Wallpaper ที่อันนี้ก็เปลี่ยนไปตามรุ่นอยู่แล้ว ซึ่งตัว Wallpaper ก็มีมาให้ครบตามสีตัวเครื่องเช่นเคย ไม่ต้องกลัวว่าใช้เครื่องฟ้าจะไม่มีชุดภาพสีเหลืองๆมาตัดกัน หรือเครื่องสีทองแดงจะต้องทนใช้ชุดภาพเป็นสีน้ำเงินอีกต่อไปครับ :P

แต่ถ้าไม่ชอบค่าเริ่มต้นที่เลือกมาให้เราเลย เราก็สามารถเข้าไปเลือกเปลี่ยน Wallpaper, Theme, Icons หรือกระทั่งพวก AOD ได้เองที่หน้า Theme Store เหมือนเคย จะเข้าโดยการจีบนิ้วเข้าหากันในหน้าแรกหรือจากแอป Samsung Themes ก็ลองดูครับ

ตัว Edge Screen ด้านข้างรอบนี้ก็ยังคงใส่ฟีเจอร์ทางลัดเข้าแอปมาเหมือนตอน Note 8 ลูกเล่นต่างๆยังคงเหมือนเดิมครับ ไม่ได้มีจุดที่เพิ่มมาเป็นพิเศษเท่าไหร่ มาทางลัดเข้าหน้าแอปต่างๆอย่าง Apps Edge, Tasks Edge หรือ People Edge ให้เราได้เข้าถึงแอปต่างๆง่ายขึ้นจากที่มุมจอนี้

แบ่ง 2 หน้าจอก็ได้ เต็มๆเท่าๆกัน !

อย่างที่ทราบกันว่า Samsung ออกแบบหน้าจอ Infinity Display อัตราส่วนยาวๆแบบนี้มาเพื่อการเข้าถึงคอนเทนต์ที่มากกว่า (แสดงผลได้เยอะขึ้น) อีกจุดที่ทำให้เห็นผลชัดเจนจริงๆก็คงเป็น Multi Window นี้ด้วย เพราะด้วยความที่การแสดงผลทำได้มากขึ้น เวลาเราใช้งาน Multi Window ก็จะใช้งานได้มากกว่า เวลาจะพิมอะไรตัวคีย์บอร์ดก็จะไม่บังหน้าจอไปหมดแบบที่แล้วๆมาบนอัตราส่วนแบบ 16:9 แล้ว การใช้งานก็จะกดจากหน้า Recent App แล้วเลือกที่ปุ่ม 2 หน้าต่างก็ได้ หรือถ้าอยากได้แบบเก่าคือกดปุ่ม Recent App ค้างไว้แล้วเลือกเอาเองก็ไปตั้งค่าเพิ่มเติมได้ที่ Settings > Advanced Features > Multi Window ครับ

Bixby ใหม่คุยกันดีขึ้น แต่ยังไม่มีภาษาไทย !

Bixby ถือว่าเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทาง Samsung พยายามผลักดันมาตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว จนตอนนี้ก็ผ่านมากว่า 3 รุ่นแล้ว รอบนี้บน Note 9 ก็มีการอัปเดตหน้าตา Interface ให้ดูทันสมัยและน่าใช้งานมากขึ้น เราสามารถกดปุ่ม Bixby เพื่อเข้าหน้าทางลัดของ Bixby ได้เลย หรือไปตั้งค่าเรียกด้วยเสียงก็ทำได้เช่นกัน

ตัว UI ดูน่าใช้มากขึ้น ฉลาดมากขึ้นในการตอบคำถามที่เราถามเข้าไป แต่ปิดท้ายในบ้านเราคงไม่ได้ใช้กันจริงจังมากเท่าไหร่ เพราะตัวภาษาที่รองรับตอนนี้ยังคงมีแค่ อังกฤษ, จีน, เกาหลีเหมือนเดิมครับ

สแกนนิ้วได้ง่ายเลยตำแหน่งแบบนี้ !

สำหรับเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย รุ่นนี้ยังคงให้เซ็นเซอร์ต่างๆมาเหมือนตอน S9+ อย่างที่บอกครับ มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาในตำแหน่งตรงกลางเหมือนกันแล้ว ตรงนี้ผมชอบมากทีเดียว สำหรับความเคยชินในตำแหน่งมาตรฐานแบบนี้ การเอื้อมนิ้วไปแตะสแกนทำได้ง่ายขึ้น (เทียบกับ Note 8) ความเร็วก็ทำได้ดีครับ แตะปุ๊บก็ติดปั๊บ

Intelligent Scan เร็วขึ้นนะ !

ในส่วนของระบบสแกนใบหน้าหรือสแกนม่านตาที่ถูกผนวกเข้าด้วยกันหรือที่ทาง Samsungh เรียกว่า Intelligent Scan ก็ใช้รูปแบบเดียวกับตอน S9 เลยคือ เปิดการใช้งานทั้ง 2 อย่างสลับกันสแกน ช่วยในเรื่องความเร็วได้ดี อย่างในสภาพแสงปกติใช้ตัว Face Recognition จะเร็วกว่า หรืออย่างในที่แสงน้อยก็ใช้ Iris Scan ที่ไม่มีปัญหาในตอนกลางคืนเพราะมีไฟ Infrared ช่วยอยู่แล้ว แถมตรงนี้เรายังได้ความปลอดภัยที่มากขึ้นด้วยเพราะมีการใช้สแกนม่านตาเข้ามาร่วมด้วย ส่วนความเร็วก็รู้สึกว่าทำได้ดีกว่าตอน S9 นิดหน่อย เนื่องด้วยรอบนี้ทาง Samsung เลือกตัดอนิเมชั่นวูบๆตอนปลดล็อคออกไปทำให้ (รู้สึกว่า) สามารถปลดล็อคได้แบบทันทีทันใดกว่าเดิมนั่นเองครับ

S Pen รุ่นใหม่เป็นรีโมทได้ด้วย !?

เข้าสู่เรื่องไฮไลท์หลักของซีรีส์ Galaxy Note อย่างเรื่องของปากกา S Pen กันเลย รอบนี้ Note 9 มีการเพิ่มฟังค์ชั่นของปากกาเข้ามานอกจากการขีดเขียนๆแบบเดิมๆ ยังสามารถใช้งานเป็นรีโมทควบคุมในหลายๆแอปได้ด้วยผ่านการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth กับตัวเครื่อง

ตั้งแต่เปิดกล่องมาตัวปากกาจะมีการซิงค์กับเครื่องแต่แรกแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าเวลามีการเชื่อมต่อแบบนี้แล้วจะยุ่งยากเนอะ ทรงของปากกาเอาตรงๆไม่ได้ต่างจากตอน Note 8 มากนัก ยังมีปุ่มกดเพียงปุ่มเดียวและตรงปลายด้ามสามารถกดเล่นได้เหมือนเคย

แล้วเวลาใช้งานนี่ทำยังไง ก่อนอื่นเมื่อเราดึงปากกาออกจากตัวเครื่อง การทำงานทุกอย่างยังเหมือนเดิมครับมี Air Command เหมือนเดิม เรายังสามารถกดปุ่มที่ปากกาใกล้ๆเพื่อเรียกหน้านี้ขึ้นมาได้เหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไป

แต่เมื่อเรามีการเข้าแอปที่รองรับอาทิ แอปกล้อง ตัวไอคอนปากกาที่มุมจอจะมีสีฟ้ารอบๆแสดงว่านี่แหละใช้งานปุ่มรีโมทนี้ได้นะจ๊ะ ถ้าอยากรู้ว่าใช้งานยังไง เอาปากกาไปจ่อแบบ Air View ก็จะมีคำแนะนำขึ้่นมา ยกตัวอย่างในแอปกล้องจะบอกเลยว่ากด 1 ครั้งเพื่อถ่ายภาพ กด 2 ครั้งเพื่อสลับกล้องหน้า-หลัง ซึ่งรูปแบบการกดก็มีแค่ 2 แบบเท่านี้ไม่ต้องงงคือกด 1 ครั้งหรือ 2 ครั้งแค่นั้นครับ

ตัวแอปที่รองรับในช่วงแรกนี้หลักๆก็เป็นแอปหลักในเครื่องนี่แหละครับ จะเป็นกล้อง (กดเพื่อถ่ายรูปสลับกล้อง), Gallery (กดเพื่อเลื่อนรูป), บันทึกเสียง (กดเพื่อบันทึกเสียง-หยุดบันทึก), เครื่องเล่นเพลง (กดเพื่อเลื่อนเพลง), Powerpoint (กดเพื่อเลื่อนสไลด์) หรือกระทั่ง YouTube (กดเพื่อเล่น-หยุดเล่น) เป็นต้นครับ

แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือเราสามารถตั้งค่าให้กดที่ปุ่มค้างไว้เพื่อเข้าสู่หน้าแอปได้ทันที 1 แอป อย่างในค่าเริ่มต้นเป็นแอปกล้อง แค่เราดึงปากกาออกมากดค้างไว้ครู่หนึ่งก็จะเข้าสู่หน้าแอปกล้อง กดต่ออีกครั้งเพื่อถ่ายรูปได้ทันที หรือตั้งค่าไว้เป็นแอปบันทึกเสียงแอบอยากเป็นสายลับเอาเครื่องไปวางไว้แล้วกดค้างเพื่อเข้าหน้าแอปบันทึกเสียง กดต่ออีกครั้งเพื่อกดบันทึกเสียงก็ได้อีก :P

แน่นอนว่าการเชื่อมต่อแบบนี้จำเป็นต้องใช้ตัวแบตเตอรี่ด้วย ซึ่งตัวปากกา S Pen นั้นจะมีตัว Capacitor คอยเก็บความจุแบตไว้อยู่ ตัวปุ่มกดสามารถใช้งานได้ราว 30 นาทีต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หรือนับเป็นการกดปุ่มราวๆ 200 ครั้งนั่นเอง แล้วถ้าเกิดใช้หมดจริงๆจะทำยังไงล่ะ ? ง่ายๆครับก็แค่เสียบปากกากลับเข้าไปที่ตัวเครื่องแล้วรอชาร์จเพียง 40 วินาที เท่านี้ก็เต็มกลับมากดๆได้อีกแล้ว

แบตฯปากกาหมดแล้ววาดต่อได้ไหม !?

เห็นบอกว่าใช้ได้ครั้งละ 30 นาทีแบบนี้ถ้าวาดรูปเป็นชม.ๆล่ะทำไง !? ตรงนี้ต้องบอกว่าในเรื่องของแบตฯบน S Pen นั้นจะใช้งานเฉพาะกับการกดปุ่มหรือฟีเจอร์รีโมทเท่านั้น ส่วนฟีเจอร์การขีดๆเขียนๆแบบที่เคยใช้กันมาบน Note รุ่นก่อนๆยังคงใช้งานได้ปกติ อย่างถ้าเราจะวาดรูปเพลินๆก็วาดไปได้เลยไม่ต้องกลัวแบตฯจะหมดเพราะหัวปากกากับหน้าจอใช้แม่เหล็กในการเชื่อมต่อกัน ไม่จำเป็นต้องพึ่งแบตเตอรี่ครับ หายห่วงเนอะ

ปากกาสีใหม่นี่ มีอะไรใหม่ด้วยไหม ?

พูดถึงเรื่องฟีเจอร์รีโมทไปแล้ว มาดูตัวปากกาสีใหม่นี่กันต่ออีกหน่อยดีกว่า Galaxy Note 9 มาพร้อมกับปากกา S Pen สีใหม่ๆทั้งนั้น อย่างเครื่องสีน้ำเงินนี้ก็จะได้สีเหลืองเด่นมากๆมาก ซึ่งมองภายนอกอาจจะคิดว่าก็แค่สีแหละ แต่เมื่อเอามาเขียนที่หน้า Screen off memo ก็จะได้เป็นสีเหลืองด้วยนะ

แล้วแบบนี้สีอื่นล่ะ ใช่แล้วครับถ้าเรามี S Pen สีอื่นมาซิงค์เข้ากับเครื่องนี้ ตัวสีปากกาในหน้า Screen off memo ก็จะเปลี่ยนไปตามสีปากกาด้วย โดยถ้าเราใช้ปากกาสี Copper ก็จะออกมาเป็นสีน้ำตาล, สีชมพูก็ออกมาเป็นชมพูหรืออย่างสีดำก็เป็นสีขาวปกติ เรียกว่าทำออกมาล่อนักสะสมที่ต้องการปากกาหลายๆสีทีเดียวล่ะ

ปากกายังดีเหมือนเดิมนะ

ในส่วนของตัวปากกา S Pen เองยังคงมาพร้อมสเปคภายในสำหรับการขีดเขียนที่ยอดเยี่ยมเหมือนเคย ทั้งการรองรับแรงกดมากถึง 4096 ระดับ ใช้ควบคู่กับ Samsung Notes จดๆเขียนๆได้อย่างดี หรือจะวาดรูปสเก็ตช์ภาพก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

ฟีเจอร์อื่นๆที่เคยมีบน Note 8 ทั้งหลายก็ติดมาครบ ไม่ว่าจะเป็นพวก Smart Select, Screen Write, Translate, Magnify, Live Message มาครบหมด อยากได้ตัวไหนก็กดเอาได้จาก Air Command เลยครับ

วาดรูปจัดเต็มไปเลย ทุกครั้งที่ได้รีวิว Galaxy Note มักจะอยากลองวาดรูปสวยๆฝากไว้ให้หน่อย ซึ่งบน Note 9 นี้ก็มีความสามารถในการวาดที่ดีไม่แพ้กับรุ่นก่อนๆ แถมตอนนี้แอปที่ใช้ประจำอย่าง Sketchbook ก็ปล่อยให้โหลดฟรีพร้อมฟีเจอร์ปากกาครบบน Playstore เรียบร้อย ทีนี้ยังสบายไปใหญ่ วาดภาพสวยๆด้วย S Pen ได้เลย

เท่าที่ลองมาจริงความรู้สึกเวลาวาดไม่ได้ต่างไปจากตอน Note 8 เท่าไหร่ คือให้ความรู้สึกที่ดีมากๆอยู่แล้ว ทั้งการเขียนที่เหมือนเราเขียนบนกระดาษจริงๆด้วยหัวปากกาแหลมๆของ S Pen ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เวลาเราขีดเขียนนั้นรู้สึกดีมากๆครับ ใครที่ชอบการวาดรูปหรือขีดเขียนๆบน Note รุ่นก่อน มาบนรุ่นนี้ก็คงชอบเหมือนเคยไม่ทำให้ผิดหวังครับ

รวมๆแล้วตัว S Pen นี้ถ้ามองในมุมของความใหม่ก็ถือว่าใหม่ขึ้นด้วยตัวความสามารถ Bluetooth ให้เราใช้งานเป็นรีโมทตามแอปต่างๆได้ มีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาได้อย่างน่าสนใจ แต่ถ้ามองในมุมขีดๆเขียนๆแล้ว ก็ไม่ถือว่ามีอะไรเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่นัก ฟีเจอร์จากปากกาก็ไม่เพิ่มเข้ามาเท่าไหร่ ตัวสเปคปากกาก็เหมือนเดิมครับ ตรงนี้ถ้าใครที่เกิดคำถามเรื่องปากกาเทียบกับ Note 8 บอกเลยว่าถ้าไม่ได้ใช้ตัวรีโมทอยู่แล้ว เหมือนกันเป๊ะๆครับ

กันน้ำกันฝุ่นเหมือนเคย ทั้งเครื่องและปากกา

ความสามารถกันน้ำที่ถูกเพิ่มเข้ามาก็ยังคงอยู่เหมือนเคย ทั้งตัวเครื่องและปากกาตามมาตรฐาน IP68 เช่นเคย สามารถกันน้ำได้ที่ความลึกระดับ 1.5 เมตรนาน 30 นาที ถ้าเผลอทำตกน้ำหรือลุยฝนก็ไม่ต้องกลัว Note 9 ของเราจะพังไปซะดื้อๆนะครับ แต่ก็ไม่แนะนำให้เอาลงไปเล่นในน้ำเหมือนกันเอาไว้ใช้เผื่อเหตุฉุกเฉินพอเนอะ :D

บันเทิงจัดเต็มระดับ YouTube Signature Device !

เข้าสู่เรื่องการดูหนัง ฟังเพลงบน Galaxy Note 9 กันเลย ในเรื่องของการแสดงผลหน้าจอต้องบอกว่า Samsung นั้นเด่นเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะทุกรุ่นก็มักจะได้รับคำชมมาตลอดๆ สำหรับ Note 9 ก็มาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 6.4 นิ้ว QHD+ ใหญ่เต็มตาสำหรับการดูหนังดูวิดีโออยู่แล้ว แต่เท่านี้ยังไม่พอเพราะทาง YouTube ยกให้รุ่นนี้เป็น YouTube Signature Device หรือสมาร์ทโฟนที่มอบประสบการณ์การดู YouTube ได้ยอดเยี่ยมที่สุดรุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้ แหม่ ไม่ธรรมดาจริงๆ

ลำโพงคู่ครั้งแรกบนซีรีส์ Note

ในเรื่องเสียงหลังจากที่รอคอยกันมานานกับลำโพงคู่ บน Note 9 นี้ก็ใส่มาให้แล้ว โดยใช้งานร่วมกันระหว่างลำโพงสนทนากับลำโพงที่ด้านล่างของตัวเครื่องให้เป็นลำโพงสเตอริโอ เสียงที่ได้รู้สึกถึงความรอบทิศทางกว่าแบบลำโพงตัวเดียวมากทีเดียวครับ แถมยังมีระบบ Dolby Atmos ที่ใช้ได้กับลำโพงของตัวเครื่องเลยอีก เปิดแล้วเสียงที่ได้ดังขึ้นอย่างชัดเจนเลยล่ะ

เราสามารถเข้าไปตั้งค่าระบบ Dolby Atmos ได้ที่ Settings > Sounds and Vibration > Sound Quality and Effects จากนั้นติ๊กเปิด Dolby Atmos ได้เลยครับ ซึ่งในตัวเลือกจะมีแยกย่อยออกมาอีกเล็กน้อยว่าจะเลือกเป็นแบบ Movie, Music, Voice หรือ Auto ครับ

เล่นเกมล่ะ แรงขึ้นได้แค่ไหน !?

ดูหนัง ฟังเพลงไปแล้ว มาเข้าสู่เรื่องการเล่นเกมที่หลายๆคนคาดหวังไว้มากเหมือนกันบนรุ่นนี้ จากสเปคและผลทดสอบคะแนนที่ได้มาก็ถือว่า Galaxy Note 9 นั้นเป็นสมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่อัดสเปคมาแรงมากๆ เพราะฉะนั้นเกมที่เราจะทดสอบก็จัดแบบหนักๆมาเลยเช่นกันกับ ROV, PUBG, Asphalt 9 และ Fornite ที่เป็น Time-Exclusive บนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เฉพาะ Samsung Galaxy ก่อนด้วย

เล่น ROV บน Note 9 สำหรับเกม Moba สุดฮิตอย่าง ROV เราสามารถปรับการตั้งค่าต่างๆได้ที่ระดับสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย เฟรมเรตในเกมเมื่อทดสอบเล่นจริง ถือว่าทำได้ดีมากครับ อยู่นิ่งๆที่ 59 - 60fps ตลอดๆ สมกับเป็นเรือธงจริงๆ

เล่น PUBG บน Note 9 ต่อมากับ PUBG ในการตั้งค่าก็เช่นกันครับ สเปคระดับนี้เราปรับคุณภาพกราฟิกไปได้สูงสุดที่ HDR เลย ส่วนตัวเฟรมเรตก็เลือกได้ถึง Ultra อีกต่างหาก เมื่อเล่นจริงก็พบว่าทำได้ลื่นไหลมากๆครับ ตัวเกมได้เฟรมเรตที่นิ่งมากๆเลย

เล่น Asphalt 9 บน Note 9 ส่วนเกมแข่งรถสุดฮิตอย่าง Asphalt 9 มีตัวเลือกในการปรับกราฟิกไม่เยอะมาก แต่แน่นอนว่าบน Note 9 ก็ปรับคุณภาพกราฟิกได้สูงสุดเช่นกัน และสามารถเล่นได้ลื่นๆตามที่เกมควรจะเป็นด้วย ซิ่งกันสะใจไม่มีจังหวะกระตุกเลยล่ะ

เล่น Fornite บน Note 9 สำหรับ Fornite ก็มีการเปิดตัวร่วมกับ Samsung บนเวทีในงาน Launch เลย ในเรื่องของการ Optimise คงไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมากครับ คู่กันมาอย่างดี ในการตั้งค่ากราฟิกเราสามารถปรับได้ที่ระดับ High และล็อคเฟรมเรตไว้สูงสุดที่ 30fps ทำได้ลื่นๆล่ะครับ

สำหรับในเรื่องการเล่นเกมต้องบอกว่า ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ ประสิทธิภาพโดยรวมไม่ต่างจาก Galaxy S9+ มากนัก (ซึ่งดีมากๆอยู่แล้ว) แต่จุดที่น่าสนใจก็คือบน Note 9 นี้มีการเพิ่ม Water Carbon Cooling System หรือระบบระบายความร้อนเข้ามาช่วยให้การใช้งานต่อเนื่องนั้นดียิ่งขึ้น ตัวเครื่องไม่ร้อนสะสมจนทำให้การเล่นเกมหรือการทำงานหนักๆนั้นเป็นปัญหา แต่ถามว่าเครื่องยังร้อนอยู่มั้ย ก็ตอบว่ายังมีร้อนๆอุ่นๆอยู่บ้าง แต่ทำงานได้ราบรื่นกว่าเดิมนั่นเองครับ

กล้องหลังคู่ใหม่เพิ่มประสิทธิภาพเหนือชั้น !

มาเข้าสู่เรื่องไฮไลท์ของสมาร์ทโฟนหลายๆรุ่นนั้นก็คือกล้องนั่นเอง ซึ่งบน Note 9 นี้ก็ชูเรื่องกล้องเป็นไฮไลท์ไม่แพ้รุ่นอื่นๆเช่นกัน สำหรับกล้องหลังของรุ่นนี้มาพร้อมกับเลนส์ 2 ตัวแบบที่เคยมีมาบน Note 8 แต่ก็อัปเกรดตัวเลนส์หลักเข้าไปอีก ด้วยการใช้กล้อง Dual Aperture ที่สามารถปรับรูรับแสงจาก f/1.5 หรือ f/2.4 ได้แบบเดียวกับที่เราเห็นบน S9 นั่นเอง ส่วนกล้องตัวที่ 2 ยังคงเป็นเลนส์ซูม 2X ค่ารูรับแสง f/2.4 ตัวเดิมกับบน Note 8 นะจ๊ะ

ปรับรูรับแสงได้มันคือยังไง ? อย่างที่ทราบกันดีกว่าสมาร์ทโฟนนั้นมักจะล็อคค่ารูรับแสงไว้ที่ค่ากว้างที่สุด จะ f/1.7, f/1.8 หรือ f/2.0 ก็ว่ากันไป แต่รอบนี้ตัวกล้องหลังสามารถปรับค่ารูรับแสงได้เป็น 2 ช่วงคือ f/1.5 และ f/2.4 แล้ว การทำงานถ้าเราใช้โหมด Auto ตัวกล้องจะคำนวนเอาเองว่าภาพไหนมืดควรจะปรับเป็น f/1.5 หรือถ้าแสงมีมากพอก็ปรับไปให้เป็น f/2.4 แทน เพื่อให้ภาพกลางวันได้แสงที่ไม่สว่างจ้าจนเกินไป และกลางคืนก็สว่างกว่าในรุ่นเดิมถึง 28% ด้วยครับ (เทียบกับ f/1.7 ของ Note 8)

ซอฟต์แวร์ปรับใหม่มี AI มาช่วยแล้วน้าาา

เป็นจุดที่หลายคนรอให้ทาง Samsung ใส่เข้ามาอยู่หลายรุ่นแล้วกับความสามารถด้าน AI ซึ่งรอบนี้บน Note 9 ทาง Samsung ก็ได้ยัดฟีเจอร์การจัดแจงซีนด้วย AI มาให้เสียที โดยจะใช้ชื่อเรียกว่า Real-Time Intelligent โดยสามารถแยกแยะได้กว่า 20 หมวดหมู่ด้วยกัน จะเล็งดอกไม้ก็ปรับโทนสีให้สวยสด จะถ่ายอาหารก็จัดจ้านน่ากิน ถ่ายคนก็สวยเนียน เป็นต้นครับ

นอกจากนี้ตัว AI ใหม่นี้ยังมีระบบ Smart Detection ที่ช่วยเตือนเราเมื่อเราภาพที่เราถ่ายมามีปัญหา หลังถ่าย อาทิ ภาพที่กดชัตเตอร์ไปเมื่อกี้มีคนหลับตา, ภาพเบลอเกิดอาการสั่น, เลนส์มัว หรือภาพย้อนแสงจนออกมามืดเกินไป ประมาณนี้ ตรงนี้ก็ดูใส่ใจดีครับเพราะบางครั้งเราก็กดๆมาไม่ได้เช็คมาดูอีกทีไม่ได้ภาพที่สมบูรณ์เสียดายแย่

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto (เปิด Real-Time Intelligent) ของ Note 9 จะเห็นว่าคุณภาพกล้องของ Samsung นั้นยังคงทำให้ประทับใจเสมอ ตัวฮาร์ดแวร์ที่ดีมีค่ารูรับแสงกว้างสุดถึง f/1.5 ทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยนั้นไม่เป็นปัญหาเลยจริงๆ ไฟล์ภาพดีมาก สีสันการเก็บรายละเอียดทำได้ค่อนข้างครบ บวกกับความง่ายในการถ่ายที่แค่เล็งๆแล้วกดถ่ายได้เลย ไม่ต้องปรับค่าให้ยุ่งยาก แถมบนรุ่นนี้ยังมีระบบ AI มาช่วยจัดการในเรื่องซีนที่เรากดถ่ายออกมาก็พร้อมใช้ได้เลย ไม่ต้องไปแต่งต่อแล้วด้วย

Live Focus หน้าชัด-หลังเบลอเหมือนเคย

ในส่วนโหมดหน้าชัด-หลังเบลอบน Note 9 ยังคงใช้ชื่อเรียกว่า Live Focus เหมือนเคย การทำงานก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมสักเท่าไหร่ ใช้ตัวเลนส์ที่ 2 ในการเก็บภาพจากระยะ 2X ให้เหมาะกับการถ่ายภาพ Portrait มากขึ้น พร้อมระบบ Art Bokeh ปรับรูปแบบของ Bokeh ได้เหมือนตอน S9+ ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Live Focus

AR Emoji เพิ่มแบบปรับแต่งได้มากขึ้น

สำหรับฟีเจอร์ AR Emoji เดิมของ Samsung ก็ถือว่าเพิ่งเพิ่มเข้ามาตอน S9 บน Note 9 จะไม่มีก็คงไม่ได้เนอะ เราสามารถถ่ายภาพสแกนใบหน้าพร้อมสร้างคาแร็กเตอร์น่ารักๆในแบบของเราได้เหมือนเคย แถมรอบนี้ยังดูเหมือนจริงมากขึ้น รูปแบบการปรับแต่งก็มีตัวเลือกมากขึ้นด้วย

และตัวไฟล์ GIF ที่หลังจากสร้างคาแร็กเตอร์เสร็จก็เพิ่มขึ้นมาเยอะกว่าเดิม มากถึง 52 แบบให้เราส่งเป็นสติกเกอร์หาเพื่อนๆได้หลายอารมณ์มากขึ้นไปอีก

วิดีโอได้ 4K 60fps สโลโมก็ HD 960fps นาจา

ในเรื่องของการบันทึกวิดีโอรุ่นนี้สามารถบันทึกได้ที่ความละเอียดสูงสุด 4K UHD 60fps กันเลยทีเดียว (จำกัดครั้งละ 5 นาที) ส่วนวิดีโอแบบ Super Slow motion ที่สร้างความว้าวตอน S9 บนรุ่นนี้ก็ทำได้เช่นกัน ที่ความละเอียด HD 960fps ครับผม

กล้องหน้าตัวเดิม ลูกเล่นมาครบ

หมดจากกล้องหลังไปก็มาดูกล้องหน้ากันต่อ เซ็นเซอร์กล้องยังเป็นตัวเดียวกับ Note 8 นั่นล่ะ ให้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/1.7 พร้อมระบบ Autofocus มา ฟีเจอร์ต่างๆอยู่ครบไม่ว่าจะเป็น Selfie Focus หน้าชัด-หลังเบลอ หรือ AR Emoji

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Note 9

แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น ใช้งานได้นานกว่าที่เคย

ปิดท้ายในเรื่องของการใช้งานแบตเตอรี่ Galaxy Note 9 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 4000mAh เรียกว่าเยอะจุใจแบบที่ควรจะเป็น และทาง Samsung เองก็โปรโมทว่าแบตฯของ Note 9 นี้สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน และจากเท่าที่ทดสอบมาจริงๆก็ถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่าตอน Note 8 พอควรเลย (แบตฯเพิ่มขึ้นกว่า 21%) ทำให้เราสามารถใช้งานได้อย่างสบายใจกว่าเดิม ส่วนถ้าใช้หนักจริงๆอยู่ได้ตลอดวันไหม ก็พอใช้ได้ครับ แต่ไม่ถึงกับอึดจนไม่ต้องชาร์จระหว่างวันที่ใช้หนักๆน่ะนะ

ชาร์จไวมาตรฐานเดิม รองรับชาร์จไร้สายเหมือนเคย

ในเรื่องของมาตรฐานการชาร์จ Samsung ยังคงใช้เป็น Adative Fast Charge ของตัวเองเหมือนเคย ซึ่งความเร็วก็พอกับรุ่นก่อนๆไม่ได้เร็วมากขึ้นจากเดิมนัก ส่วนเรื่องชาร์จไร้สายก็ยังคงใช้ได้เหมือนเคยครับ เคยมีอุปกรณ์ตัวไหนของ Samsung อยู่ ตั้งแต่สมัย Note 5 ก็ยังใช้งานควบคู่ไปได้เนาะ

สรุปเลยแล้วกัน !

มาถึงบทสรุปสักที ยืดยาวมาพอสมควรเลย >< สำหรับ Galaxy Note 9 นี้ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงปลายปีของ Samsung ที่งัดไม้เด็ดของปีนี้ออกมาหมดแล้ว ถ้ามองในมุมของเรื่องนวัตกรรมภายนอก หลายคนอาจจะคิดว่าไม่มีความหวือหวาเท่าไหร่เลย ไม่มีหน้าจอไร้ขอบ ไม่มีสแกนลายนิ้วมือใต้จอ หรือสีสันไล่ Gradient ต่างๆที่หลายแบรนด์กำลังนำเข้ามา แต่ด้วยความลงตัวในแบบที่เป็นตัวของตัวเองของ Samsung เองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสร้างเอกลักษณ์ได้ดีเหมือนกัน ไม่ตามเทรนด์หน้าจอติ่งแต่ใช้ขอบหน้าจอน้อยๆแทน ไม่ใช้กล้องหลังความละเอียดสูงแต่เลือกที่ปรับรูรับแสงได้แทน ในเรื่องความใหม่คงไม่มากแต่ก็ลงตัวในแบบที่ควรจะเป็น ส่วนเรื่องฟีเจอร์จุดขายของ Note Series หนีไม่พ้น S Pen รอบนี้เพิ่มความสามารถด้านปากการีโมทเข้ามา อาจจะดูไม่จำเป็นเท่าไหร่แต่ก็เป็นการเปิดทางที่ดีในอนาคต และเหนือสิ่งอื่นใดตอนนี้ยังไม่มีใครทำสมาร์ทโฟนคู่ปากกาได้ดีเท่า Samsung เลย ใครที่อยากได้ความเป็นคู่กันของสมาร์ทโฟนและปากกา ยังไงตัวเลือกก็ต้องเป็น Galaxy Note นี่แหละเนอะ รวมๆแล้วอย่าพยายามมองเปรียบเทียบ Galaxy Note 9 กับเรือธงรุ่นอื่นๆที่เน้นในจุดอื่นๆเพราะ Note ยังไงก็คือ Note ครับ มีกลุ่มที่ชัดเจนมากๆอยู่แล้ว เนาะ !

Galaxy Note 9 สนนราคาค่าตัวอยู่ที่ 33,900 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ Infinity Display แสดงผลได้ยอดเยี่ยมเช่นเคย
  • สเปคเร็วและแรงตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
  • หน่วยความจำภายในเริ่มต้นที่ 128GB รองรับ Micro-SD 512GB
  • แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น
  • กล้องหน้า-หลังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย
  • ปากกา S Pen ยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเคย
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68

จุดสังเกต

  • รูปลักษณ์ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก
  • ตัวเครื่องมีน้ำหนักค่อนข้างเยอะ 201 กรัม

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite