Review : Nokia 7 Plus สมาร์ทโฟน Android One ประสิทธิภาพเร็วแรง รองรับอัปเดตกันยาวๆ !!

เฮียแม็พ | 9 พ.ค. 2561 18:32:45

26449

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Nokia 7 Plus สมาร์ทโฟน Android One ประสิทธิภาพเร็วแรง
รองรับอัปเดตกันยาวๆ
!!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ Nokia อย่าง Nokia 7 Plus นั่นเอง รุ่นนี้ก็ถือว่ามีจุดเ่ดนในเรื่องของระบบปฏิบัติการเพราะมาพร้อมระบบ Android ตัวล่าสุดแถมยังอยู่ในโครงการ Android One อีกด้วย แต่นอกจากเรื่องระบบปฏิบัติการแล้วตัวดีไซน์ก็มีการปรับเปลี่ยนได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย เอาเป็นว่าเรามาอ่านรีวิวของรุ่นนี้กันเลยดีกว่าครับ :D

แกะกล่อง Nokia 7 Plus

เริ่มด้วยการแกะกล่องเช็คของที่ได้กันมาก่อนเลย ตัวกล่องมาในทรงมาตรฐานของทาง Nokia กล่องแบนๆกว้างๆ ด้านหน้ามีภาพประกอบพร้อมระบุชื่อรุ่นไว้ชัดเจน

อุปกรณ์ภายในกล่องให้มาแบบมาตรฐานประกอบด้วย

  • ตัวเครื่อง Nokia 7 Plus
  • หูฟังแบบ In Ear
  • จุกหูฟังสำรอง
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ
  • เข็มจิ้มถาดซิม

ดีไซน์ตัวเครื่อง

มาดูตัวเครื่องกันเลยดีกว่า ดีไซน์ในรอบนี้อย่างที่บอกว่ามีการปรับเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทั้งในเรื่องสีสันที่ดูสวยงามเตะตามและที่ต้องเป็นตามเทรนด์ของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆด้วยก็คืออัตราส่วนหน้าจอแบบใหม่ที่ยาวขึ้นกว่าเดิม บน Nokia 7 Plus มาพร้อมหน้าจออัตราส่วนแบบใหม่ 18:9 ที่มีขอบโค้งมนดูน่าสัมผัสขึ้นมากกว่าเคย

Nokia 7 Plus มาพร้อมหน้าจอขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2160 x 1080 พิกเซล) ตัวกระจกด้านหน้าใช้ Gorilla Glass 3 โค้ง 2.5D มีความโค้งนิดหน่อยให้พอสวยงามเข้ากับรูปขอบหน้าจอด้านในได้เป็นอย่างดี ตัวกรอบของหน้าจอก็จะมีการตัดขอบด้วยสีทองแดงสวยๆเข้าไปอีกด้วย

ตำแหน่งการวางต่างๆก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเท่าไหร่เริ่มด้วยด้านบนเหนือหน้าจอมีเซ็นเซอร์วัดแสงและจับระยะ (Proximity Sensor)อยู่ข้างๆลำโพงสนทนา, กล้องหน้าและโลโก้ Nokia อันเป็นเอกลักษณ์อยู่มุมขวาสุดของหน้าจอ

ตัวกรอบเครื่องผลิตจากบล็อกอลูมิเนียมซีรีส์ 6000 ให้ความรู้สึกถึงความหรูหราและโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มีการทำมุมตัดกับตัวเครื่องให้ได้สีสันที่เข้ากันได้อย่างทีเดียว ดูมีการแบ่งเลเยอร์ที่ชัดเจน

ช่องใส่ซิมจะอยู่ที่ด้านซ้ายมือของตัวเครื่องตัวถาดซิมเป็นแบบไฮบริดเลือกการใช้งานเอาระหว่างเป็นแบบ 2 ซิมหรือ 1 ซิม 1 Micro-SD ครับ

ปุ่มกดวางไว้ที่มุมขวาของตัวเครื่องแบ่งเป็นปุ่มยาวคือเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มสั้นเป็นปุ่ม Power ครับ

แจ็คหูฟัง 3.5 มม.ยังมีอยู่และวางตำแหน่งไว้ที่ด้านบนของตัวเครื่องครับ

ส่วนด้านล่างเป็นพื้นที่ของไมโครโฟน, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงหลักของตัวเครื่องครับ

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่องจะเห็นว่าใช้สีสันที่ตัดกันได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกันด้านหน้า เห็นสีทองแดงตัดกันดำด้านได้ลงตัว วัสดุของฝาหลังจะใช้เป็นอลูมิเนียมผิวด้านมีความโค้งตามมุมให้รับกับรูปมือมากขึ้น จับถือได้ไม่ลื่นมือเท่าไหร่

ตัวเลนส์กล้องก็วางตำแหน่งไว้ตรงกลางอย่างที่เห็นครับตัวกรอบยังคงตัดสีด้วยสีทองแดงเพิ่มความหรูหราเข้าไป เลนส์กล้องหลังให้มา 2 ตัวพร้อมตีตรา ZEISS เด่นๆให้รู้ว่ารุ่นนี้ใช้กล้องของแบรนด์นี้นะจ๊ะ ส่วนด้านข้างก็เป็นไฟแฟลช LED แบบ Dual-Tone ตัวเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือก็อยู่ถัดลงมาอีกหน่อย ถือว่าวางตำแหน่งไว้ได้ดีทีเดียวครับ เหมาะกับการจับถือแบบเต็มมือแล้วเลื่อนนิ้วไปแตะได้อย่างไม่ฝืน

ตรงด้านหลังนี้มีโลโก้ของ Android One สกรีนมาให้ด้วย เพื่อให้รู้ว่ารุ่นนี้จะได้รับการอัปเดตที่รวดเร็วและโดยตรงจากทาง Google เลยนะ

ขนาดตัวเครื่องเมื่อจับถือดูแล้วต้องบอกว่าไม่ใหญ่เท่าไหร่ถึงแม้จะได้หน้าจอที่ใหญ่มาถึง 6 นิ้ว แต่ก็ได้ในเรื่องหน้าจอแบบ 18:9 ช่วยเพิ่มการใช้พื้นที่บนหน้าจอได้อย่างลงตัวน้ำหนักทำได้ดีถึงแม้ตัวเลขจะระบุไว้ที่ 183 กรัมก็ตาม

ความบางของตัวเครื่องจับครั้งแรกต้องบอกว่าประทับใจทีเดียวเพราะไม่ได้หนาอย่างที่คิดแถมตัวกรอบที่แบ่งเลเยอร์ยังทำให้ดูมีมิติในการจับถืออีกด้วย ตัวเครื่องมาพร้อมขนาด 158.4 x 75.6 x 7.99 มม. ถือว่าไม่ใหญ่จนเกินไปสำหรับไซซ์หน้าจอนี้

รวมๆแล้วดีไซน์ของ Nokia 7 Plus ถือว่าทำได้แปลกตาและมีเสน่ห์ใช้ได้เลยด้วยสีดำที่ตัดกับสีทองแดงแบ่งเลเยอร์ได้อย่างดูดี มองแว้บเลยก็รู้สึกเลยว่ามันสวย แถมวัสดุยังดูหรูหราน่าสัมผัสอีกด้วย บวกกับหน้าจอยาวๆมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ดูครบมากๆสำหรับแบรนด์นี้

สเปค Nokia 7 Plus

  • รัน Android 8.1 Oreo
  • หน้าจอ IPS ขนาด 6 นิ้วความละเอียด FHD+ (2160 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 18:9
  • ชิปเซ็ต Snapdragon 660 Octa-core (Quad-core 2.2 GHz Kryo 260 + Quad-core 1.8 GHz Kryo 260)
  • ชิปกราฟิก Adreno 512 GPU
  • แรม 4GB (LPDDR4)
  • รอม 64GB (eMMC 5.1)
  • แบตเตอรี่ 3800 mAh
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง 12 + 13 ล้านพิกเซล f/1.8 + f/2.6
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับ 2 ซิมด้วยถาดซิมไฮบริด
  • ขนาดตัวเครื่อง 158.4 x 75.6 x 7.99 มม.
  • น้ำหนัก 183 กรัม

ในส่วนของสเปคถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกันเพราะมากับหน่วยประมวลผลซีรีส์กลางที่ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม Snapdragon 660, แรมให้มาพอเหมาะกับ 4GB (LPDDR4), หน่วยความจำภายใน 64GB แถมยังเพิ่ม Micro-SD ได้อีก ที่น่าสนใจจริงๆคงเป็นเรื่องของแบตเตอรี่ที่ให้มาเยอะมากถึง 3800mAh รวมๆแล้วถือว่าเป็นรุ่นระดับกลางที่ให้สเปคมาค่อนข้างครบเลยจริงๆครับรุ่นนี้

ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์เบื้องต้น

อย่างที่ได้เกริ่นกันไปว่ารุ่นนี้เป็นสมาร์ทโฟนในโครงการ Android One เพราะฉะนั้นในเรื่องของการอัปเดตจึงทำได้รวดเร็วและเสถียรมากๆ และแน่นอนว่า Nokia 7 Plus นี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ตัวล่าสุดมาเลยนั่นล่ะ

ด้วยความเป็น Android One ตัว UI ที่ให้มาก็จะเป็นแบบ Pure หรือ Stock Android มาเลย ไม่มีการปรับแต่งหน้าตาหรือเมนูอื่นๆไปจากของพื้นฐานที่มีอยู่บนระบบเลย ซึ่งทำให้การทำงานนั้นลื่นไหลและได้ประสบการณ์การใช้งานได้แบบเดียวกับที่ทาง Google ตั้งใจเลย

แอปหลักๆของตัวเครื่องที่ให้มาไม่ว่าจะเป็น อัลบั้มภาพ , ปฏิทิน หรือเครื่องคิดเลขก็จะเป็นของ Google แทบทั้งหมด อย่างการดูภาพถ่ายก็ใช้ตัว Google Photos เลย , ปฏิทินก็เป็น Google Calendar ไปครับ

หน้าจอ Glance ที่ Nokia เป็นผู้ริเริ่มก็ติดมาให้บน Nokia 7 Plus ด้วยเช่นกัน ตรงนี้ถ้าอธิบายในสมัยนี้ก็คงชินกันชื่อ Always On Display ไปแล้วล่ะเนอะ แต่หน้าจอตรงนี้จะไม่ได้ติดตลอดเวลาให้เปลืองแบตฯเพราะจะติดก็ต่อเมื่อเราหยิบเครื่องขึ้นมาเท่านั้น โชว์รายละเอียดหลักๆคือนาฬิกาและไอคอนการแจ้งเตือนต่างๆครับ

ซอฟต์แวร์โดยรวมไม่หวือหวาเท่าไหร่ เพราะว่าไม่มีการปรับแต่งเข้าไปจนล้น แต่ก็ถือว่าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลเอามากๆเลยล่ะครับบนรุ่นนี้ และที่สำคัญด้วยการที่อยู่ในโครงการ Android One แบบนี้ Nokia 7 Plus ก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่รองรับโครงการ Android P Beta ด้วยเช่นกัน เราสามารถโหลดมาติดตั้งได้ด้วย ได้ลองของใหม่ก่อนใครแบบนี้ก็คุ้มแล้ว ! :D

ระบบสแกนลายนิ้วมือ

ในเรื่องความปลอดภัยรุ่นนี้ให้ระบบสแกนลายนิ้วมือมาเหมือนกัน โดยตำแหน่งจะอยู่ที่ด้านหลังตัวเครื่องอย่างที่ได้เห็นกันไป การสแกนใช้งานทำได้รวดเร็วมากๆคือแตะปุ๊บก็ติดปั๊บเลยล่ะ แถมตำแหน่งก็ดูเป็นธรรมชาติในการเอื้อมนิ้วไปแตะอีกด้วยนะ

การทำงานด้านมัลติมีเดีย

ในเรื่องการดูหนัง ฟังเพลง รุ่นนี้ทำได้ไม่เลวเลยเพราะมาพร้อมกับหน้าจอ IPS ขนาด 6 นิ้วเรียกว่ากำลังพอเหมาะกับการดูหนังหรือวิดีโอผ่าน YouTube ซะจริง ใหญ่เต็มตา แถมการแสดงผลของจอก็ทำได้ยอดเยี่ยมถึงแม้จะเป็นจอแบบ IPS แต่การแสดงผลสีดำก็ทำได้คมเข้มใช้ได้เลย เอามาดูหนังนี่ก็ฟินใช้ได้นะ

ส่วนเรื่องเสียงรุ่นนี้ให้ลำโพงหลักมาตัวเดียว อยู่ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง เสียงที่ออกมาดังกำลังดี แต่ด้วยลำโพงเพียงตัวเดียวอาจจะไม่ได้มิติของเสียงมากเท่าไหร่ ตรงนี้ก็ต้องยอมรับเนอะ

ประสิทธิภาพ

ก่อนจะเข้าเรื่องการเล่นเกมมาดูเรื่องประสิทธิภาพของ Nokia 7 Plus กันก่อน รุ่นนี้มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลสุดแรงและสเปครวมๆโอเคเลยอย่างที่บอกไป การทดสอบประสิทธิภาพก็วัดกันคร่าวๆจากแอป AnTuTu Benchmark ได้ผลคะแนนสูงถึง 142331 เลยทีเดียวครับ

การเล่นเกม

ในเรื่องของการเล่นเกม ด้วยประสิทธิภาพที่สูงเอาเรื่องและคะแนนทดสอบก็ออกมาเยอะอยู่พอสมควร เชื่อว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงในการเล่นเกม เพราะด้วยตัวชิปเซ็ต Snapdragon ที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วด้วย และเกมที่เราจะมาทดสอบในรอบนี้ยังคงเป็น ROV และ PUBG เช่นเคย

เล่น ROV บน Nokia 7 Plus สำหรับ ROV นั้นเราสามารถปรับคุณภาพกราฟิกได้ที่ระดับสูงสุด และเปิดภาพ HD, เฟรมเรตสูงได้ทั้งหมดเช่นเดียวกับรุ่นเรือธง ซึ่งในการเล่นจริงก็ทำได้ดีมากๆ เฟรมเรตปกติคงที่ราวๆ 57-60fps เลยทีเดียว แต่ถ้ามีจังหวะตีกันหนักๆหน่อยก็มีลดลงมาที่ราวๆ 47 - 50fps บ้าง แต่ถือว่าทำได้ดีทีเดียวในรุ่นระดับกลางแบบนี้

เล่น PUBG บน Nokia 7 Plus ในค่าเริ่มต้นตัวเกมจะเลือกมาให้เป็นระดับกลางทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นกราฟิกหรือเฟรมเรต ซึ่งถ้าไม่ได้เน้นภาพสวยสุดๆ เล่นในระดับนี้ได้ลื่นไหลตลอดทั้แมทช์เลยล่ะครับ แต่ถ้าอยากได้ปรับภาพให้สวยแบบสุดๆเลย ก็สามารถเล่นได้นะครับ ไม่เจออาการกระตุกแบบหนักหน่วงเท่าไหร่

คือเรียกว่าในการเล่นเกมนี่หายห่วงครับจะปรับกราฟิกในเกมฮิตไปสูงสุดก็เล่นได้สบายๆ นี่แหละครับข้อดีของชิป Snapdragon

กล้องถ่ายภาพ ZEISS

เข้าสู่เรื่องหลักที่หลายๆคนมักมองเป็นอันดับต้นๆนั่นคือเรื่องของกล้อง Nokia 7 Plus มาพร้อมกับเลนส์ชื่อดังอย่าง ZEISS อีกเช่นเคย โดยกล้องหลังของรุ่นนี้จะเป็นกล้องคู่มาแล้ว แบ่งเป็นเลนส์ช่วงปกติความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 กับเลนส์ซูม 2X ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.6 เพื่อให้ใช้งานได้ 2 ช่วงระยะหรือจะใช้งานร่วมกันเพื่อประมวลผลภาพหน้าชัด-หลังเบลอก็ได้ครับ

ตัว UI บนรุ่นนี้ด้วยความเป็น Stock มาเลย ก็ดูไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ เลือกโหมดหรือปรับตั้งค่าได้ง่ายจากเมนูควบคุม

ในตัวการตั้งค่ามีให้เลือกเปิด-ปิดลายน้ำได้ด้วย ซึ่งลายน้ำของรุ่นนี้จะเขียนว่า Nokia | ZEISS นะครับ โดยเราสามารถเลื่อนตำแหน่งของลายน้ำไปวางตรงไหนของภาพก็ได้ (เฉพาะก่อนถ่ายเท่านั้นนะ)

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ของ Nokia 7 Plus ในโหมด Auto ทำได้ดีทีเดียวครับ การเก็บแสงหรือภาพรวมสวยงามและคมชัดทั้งในสภาพแสงปกติและแสงน้อย ระบบโฟกัสทำได้รวดเร็ว แต่จะมีข้อเสียอยู่บ้างคือไม่มี OIS หรือระบบกันสั่นการถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือการเคลื่อนไหวเยอะๆแล้วมือไม่นิ่งภาพจะออกมาค่อนข้างสั่น ตรงนี้ถ้าคนมือไม่นิ่งนี่อาจจะต้องทำใจนิดหนึ่งล่ะ

นอกจากโหมด Auto แล้ว โหมดที่น่าสนใจอีกอย่างคือโหมด Live Bokeh หน้าชัด-หลังเบลอที่เป็นที่นิยมมากๆในตอนนี้ซึ่งรุ่นนี้ด้วยความที่มีกล้องหลังคู่อยู่แล้ว จึงสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Live Bokeh ภาพที่ได้ถือว่าเนียนตาอยู่ด้วยความที่ตัวเลนส์กล้องหลังนั่นมี 2 ตัวช่วยในเรื่องการวัดระยะได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเรายังสามารถปรับระดับความเบลอได้ทีหลังด้วย แต่ข้อจำกัดของรุ่นนี้ก็มีอยู่ตรงที่ช่วงซูมที่ไกลออกไปเพราะจำเป็นต้องใช้กล้องซูมเพื่อใช้ถ่าย แต่สำหรับการถ่ายภาพ Portrait ระยะนี้ถือว่ากำลังดีแล้วครับ

กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล

ในส่วนกล้องหน้าก็มาพร้อมความละเอียด 16 ล้านพิกเซลเซลฟี่กันได้จุใจ มีโหมดหน้าเนียนและการละลายฉากหลังมาให้ด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Nokia 7 Plus

การใช้งานแบตเตอรี่

ในเรื่องของแบตเตอรี่รุ่นนี้บอกเลยว่าจุใจครับ เพราะให้ความจุมามากถึง 3800 mAh กันเลยล่ะ การใช้งานทั่วไปนี่อยู่ได้วันหนึ่งสบายๆ แต่ถ้าจะเล่นหนักหน่อยก็ไม่ต้องเป็นห่วงครับใช้งานได้ยาวๆเลย แด้วยสเปคที่ไม่ได้เน้นหนักมากบวกกับระบบ OS ภายในที่ไม่กินทรัพยากร ทำให้ Nokia 7 Plus นั้นเป็นมือถือที่แบตอึดเอามากๆเลยล่ะ

สรุป

Nokia 7 Plus ถือเป็นสมาร์ทโฟน Pure Android ที่น่าสนใจมากๆรุ่นหนึ่งในท้องตลาดตอนนี้เลย ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยเด่นแปลกตาและสเปคภายในที่ให้มาระดับ Super Mid-Range เร็ว แรงพอใช้งานในทุกสถานการณ์ กล้องหน้าหลังประสิทธิภาพดีใช้ได้ แต่ที่สำคัญจริงๆคงเป็นเรื่องของการอัปเดตที่เชื่อได้เลยว่าจะไม่มีแพมาให้แน่นอน สามารถอัปเดตไปอย่างต่ำๆได้อีก 2 เวอร์ชั่นและที่น่าสนใจคือตอนนี้สามารถเข้าร่วมโครงการทดสอบ Android P Beta ได้อีกด้วยนะ เป็น 1 ในไม่กี่รุ่นที่ทำแบบนี้ได้นะเออ

ราคาค่าตัวของ Nokia 7 Plus อยู่ที่ 13,900 บาท

จุดเด่น

  • รันด้วยระบบ Pure Android ทำงานลื่นไหล
  • อยู่ในโครงการ Android One รองรับการอัปเดตในอนาคต
  • สเปคเร็วแรงเพียงพอต่อการใช้งาน
  • แบตเตอรี่อึดสะใจ
  • ดีไซน์สวยเด่น แปลกตา

จุดสังเกต

  • ไม่มีไฟ LED แจ้งเตือน
  • กล้องหลังไม่มีระบบกันสั่น

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite