Review : Sony Xperia XZ2 ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงจาก Sony !!

เฮียแม็พ | 18 เม.ย. 2561 19:25:26 (อัพเดต 19 เม.ย. 2561 12:09:27)

27088

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Sony Xperia XZ2 ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงจาก Sony !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ Sony อย่าง Xperia XZ2 นั่นเอง รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นเรือธงต้นปีรุ่นแรกของปีนี้จาก Sony ซึ่งมาพร้อมกับรูปลักษณ์แบบใหม่หมดจดอย่างหลังจากที่นึดดีไซน์เหลี่ยมๆแบบเดิมมานาน นอกจาเรื่องดีไซน์แล้วในเรื่องของความบันเทิงก็จัดเต็มมาไม่น้อยเพราะมาพร้อมคำนิยามว่า Entertainment to the Extreme กันเลยทีเดียว เกริ่นมาขนาดนี้แล้วคงจะอยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะว่า Xperia XZ2 นี้จะเจ๋งสักแค่ไหน เรามาอ่านรีวิวไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าครับ :D

Xperia XZ2 "Made in Thailand" !

ก่อนจะเริ่มไปที่ตัวเครื่องมาเริ่มที่ตัวกล่องกันก่อนเลย รอบนี้ใช้กล่องสีเทาสวยๆพร้อมระบุชื่อรุ่นชัดเจนที่หน้ากล่องว่า Xperia XZ2 และสัญลักษณ์ X ที่เริ่มใช้กันมาตั้งแต่สมัย Xperia X เลย จริงๆอยากเช็คอุปกรณ์ภายในกล่องให้ดูว่าให้อะไรมาบ้างนะ แต่เครื่องที่เราได้มามีแค่กล่องกับตัวเครื่องแค่นั้น ไม่มีสายหรืออุปกรณ์อะไรมาเลย งั้นข้ามไปก็ได้ :P

แต่ เอ๊ะ ! ก่อนจะข้ามไปแอบเห็นตรงกล่องระบุไว้ด้วยว่า "Made in Thailand" แหละ ใช่แล้วครับ XZ2 ทุกเครื่องนั้นจะผลิตที่ประเทศไทยของเรานี่แหละ ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่ผลิตในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบหลังจากที่เคยมีแล้วบน Xperia XZs หรือ XZ1 ครับ

จับเครื่องจริง XZ2

มาเข้าเรื่องกันที่ตัวเครื่องกันเลยดีกว่า Xperia XZ2 มาพร้อมดีไซน์แบบใหม่หมดจดอย่างที่บอกไปครับ โดยจะเน้นความโค้งของตัวเครื่องที่มากกว่าเคย ตรงนี้ทาง Sony เรียกว่า Ambient Flow ซึ่งอารมณ์จะคล้ายกับตอน Xperia X ที่ไม่ได้แข็งกระด้างสักเท่าไหร่ ให้ความรู้สึกเวลาจับถือที่ดูเข้ามือน่าสัมผัสมากๆ

Xperia XZ2 มาพร้อมหน้าจอ TriluminosDisplay ที่ทาง Sony ภาคภูมิใจ แถมรองรับมาตรฐาน HDR10 เพิ่มความสวยงามและคมชัดให้กับหน้าจอเป็นอย่างมาก แต่ชนิดหน้าจอจริงๆก็ยังคงเป็น IPS LCD อยู่นะครับ อัตราส่วนของหน้าจอปรับเปลี่ยนใหม่แล้วให้เป็นแบบสมัยนิยมอย่าง 18:9 แต่ไม่มีติ่งบนหน้าจอนะจ๊ะ :P

ขนาดหน้าจอจะอยู่ที่ 5.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ซึ่งถ้าดูตามขนาดก็ถือว่าใหญ่ที่สุดในบรรดาเรือธงของ Xperia เลยก็ว่าได้ แต่ด้วยอัตราส่วนแบบใหม่นี้ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดที่ยาวขึ้นเป็นหลัก เทียบความกว้างจริงๆแล้วจะเทียบเท่ากับรุ่นเดิมที่ราวๆ 5.2 นิ้วประมาณนั้นครับ

ด้วยความที่ขนาดหน้าจอมีความยาวขึ้นมาแต่ตัวเครื่องไม่ได้สูงขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่ ทำให้ขอบหน้าจอนั้นถูกบีบให้เล็กลงไปโดยปริยาย หลายคนที่เคยบ่นว่า Sony ชอบให้ขอบหน้าจอหนาๆมา บนรุ่นนี้ก็บางลงแล้วนะจ๊ะ

ตำแหน่งการวางเหนือหน้าจอจะแบ่งเป็นไฟ LED แจ้งเตือน, เซ็นเซอร์วัดแสงจับระยะ, ลำโพงสนทนา และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลอยู่ด้านขวานี้ ตัวเซ็นเซอร์กับกล้องเป็นกลมๆเหมือนกันชวนสับสนเหมือนกันตอนแรก :P

ส่วนล่างหน้าจอได้เขยิบเอาโลโก้ Sony มาไว้ด้านล่างนี้แล้ว พร้อมกับวางลำโพงอีกตัวไว้ที่ด้านล่างนี้ด้วย ก็ดูตำแหน่งสวยและลงตัวดีนะ

กรอบตัวเครื่องใช้เป็นอลูมิเนียมผิวด้าน ดูแข็งแรงและหรูหราดีทีเดียว แถมช่วยให้จับถือได้สะดวกด้วยการเพิ่มความโค้งเล็กให้จับได้โดยไม่บาดมือเท่าไหร่

ปุ่มกดต่างๆจะอยู่ด้านขวาทั้งหมดเช่นเคยครับ แต่ส่วนตัวแอบเสียดายที่ปุ่มกดรอบนี้กลายเป็นปุ่มแบบธรรมด๊า ธรรมดา ไม่มีทั้งลูกเล่นสแกนนิ้วมือหรือทรงกลมๆรูป Power ของ Sony อีกต่อไปแล้ว แถมตำแหน่งก็แอบจะห่างกันมากทีเดียวในแต่ละปุ่ม

ช่องใส่ซิมเลื่อนมาอยู่ที่ด้านบนแทนแล้ว ซึ่งถาดก็ยังสามารถดึงออกมาได้เองโดยไม่ต้องพึ่งเข็มจิ้มถาดซิม ตรงนี้ก็ดูจะเป็นข้อดีของ Sony เพราะถ้าไม่ได้พกเข็มไปก็เปลี่ยนซิมหรือใส่ Micro-SD ได้เนอะ แต่ก็อย่างไปแงะเล่นบ่อยๆเพราะทุกครั้งที่มีการดึงถาดซิมออกตัวเครื่องจะรีสตาร์ทเสมอนะ

ตัวถาดซิมจะเป็นแบบ Hybrid Slot คือต้องเลือกแบ่งเอาว่าจะใช้เป็น 1 ซิมควบคู่กับ Micro-SD หรือว่าใส่ 2 ซิมไปเลย ซึ่งถ้าใช้งานแบบ 2 ซิมก็จะ Standby 4G ได้ทั้ง 2 ซิมด้วยนะรุ่นนี้

ด้านล่างมีพอร์ตการเชื่อมต่อ USB Type-C และไมโครโฟนสนทนาเท่านั้น ใช่แล้วแจ็คหูฟัง 3.5 มม. ถูกตัดออกไปเรียบร้อย น่าจะผลักดันในเรื่องของหูฟังไร้สายแบบจริงจังขึ้นในปีนี้แล้วล่ะ

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่องจะเห็นว่าตัวฝาหลังที่เป็นกระจกนั้นดูโค้งเอามากๆเลย เรียกว่าเป็นหลังเต่าของจริงเลยล่ะ เห็นโค้งๆแบบนี้ก็มาพร้อมความหนาถึง 11.1 มม.เลยทีเดียวล่ะ

และแน่นอนด้วยความที่เป็นกระจกแบบนี้ฝาหลังก็เก็บรอยนิ้วมือเต็มที่เหมือนเดิม แต่โชคดีที่เครื่องสีเงินที่เราได้มารีวิวนั้น ดูจะไม่เตะตาเท่าไหร่สำหรับรอยนิ้วมือที่เปื้อนอยู่ด้านหลัง และเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายอยู่

ตำแหน่งการวางที่ด้านหลังก็ปรับใหม่หมดจากที่เคยวางไว้ที่มุมซ้ายบนก็ย้ายลงมาตรงกลางทั้งหมดครับ ไล่ลงมาตั้งแต่ RGBC-IR เซ็นเซอร์, ไฟแฟลช LED, Laser Autofocus, PDAF, เลนส์กล้อง Motion Eye 19 ล้านพิกเซล และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ตรงกล๊าง ตรงกลางเครื่องซะจริง

XZ2 มาพร้อมขนาดตัวเครื่องที่ค่อนข้างใหญ่และหนาถ้าดูจากตัวเลข (153 x 72 x 11.1 มม.) แต่ด้วยความโค้งที่ด้านหลังของตัวเครื่องบวกกับกรอบเครื่องที่เป็นอลูมิเนียมด้านเวลาจับถือกลับไม่รู้สึกหนาเท่าไหร่ครับ แถมยังจับได้สะดวกดีมากๆกับฝาหลังหลังเต่าแบบนี้ ส่วนน้ำหนักที่ 198 กรัมตรงนี้ก็ออกจะหนักไปนิดหน่อย แต่ก็ดูแน่นหนาและแข็งแรงดีครับแบบนี้

ในส่วนของรูปลักษณ์อาจจะดูไม่ได้หวือหวามากเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ทำขอบหน้าจอได้บางกว่านี้ สีสันที่แปลกตา แต่สำหรับสาวก Sony เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือว่าไปในทิศทางที่ดี ขอบหน้าจอที่เคยหนามากๆก็ลดลงมาแล้ว, ดีไซน์ที่เหลี่ยมจัดก็ดูมนขึ้นและจับถือได้พอดีกว่าเดิมนะ แต่ก็ไม่วายเจอปัญหาเรื่องตำแหน่งสแกนนิ้วมือที่ย้ายมาอยู่ที่ด้านหลังกับตำแหน่งที่ดูไม่ธรรมชาติในการจับถือสักเท่าไหร่ หลายคนบอกว่าแบบเดิมที่สแกนบนปุ่ม Power ดีกว่าด้วยซ้ำ ><

Xperia XZ2 ที่วางจำหน่ายในบ้านเราก็มาครบทุกสีที่เปิดตัวเลยครับ ประกอบด้วย Liquid White (สีที่รีวิว),Liquid Black, Deep Green และ Ash Pink ครับ ไม่เสียแรงที่ผลิตที่ประเทศไทย จัดมาให้ครบทุกสีเลย :P

สเปค Xperia XZ2

  • รัน Android 8.0 Oreo
  • หน้าจอ IPSHDR ขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (1080 x 2160 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 845 Octa-core 2.7GHz
  • ชิปกราฟิก Adreno 630 GPU
  • แรม 4GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 400GB
  • แบตเตอรี่ 3180mAh
  • รองรับ QC 3.0
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล f/2.2
  • กล้องหลัง 19 ล้านพิกเซล f/2.0 Motion Eye
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K HDR
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ Super Slow - 960fps ได้ที่ Full-HD
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP65/68
  • รองรับ 2 ซิม
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • วางจำหน่าย 4 สี Liquid Black, Liquid White, Deep Green และ Ash Pink
  • ราคา 25,990 บาท

จะเห็นว่าในเรื่องของสเปคนั้น Sony เลือกใช้หน่วยหน่วยประมวลผลตัวแรงสุดๆจาก Qualcomm อย่าง Snapdragon 845 มาเลย, แรม 4GB เพียงพอต่อการใช้งาน, หน่วยความจำภายใน 64GB แบบ UFS, แบตเตอรี่ 3180 mAh และกล้องหลัง 19 ล้านพิกเซล Motion Eye ถือว่าเหมาะสมสำหรับเรือธงในยุคนี้แล้ว ส่วนประสิทธิภาพจะแรงแค่ไหนนั้น ไปดูในหัวข้อต่อไปดีกว่าครับ

Snap ตัวท็อปเร็วแรงสะใจไปเลย !

ในเรื่องการวัดประสิทธิภาพก็ใช้แอปทดสอบชื่อดังอย่าง AnTuTu Benchmark และ GeekBench 4.0 เช่นเคย เอาจริงแอปพวกนี้ก็ทำให้เห็นภาพคร่าวๆของประสิทธิภาพโดยรวมเท่านั้น การใช้งานจริงอาจจะแตกต่างไปกับการใช้งานด้วยเนาะ

สำหรับคะแนนจาก AnTuTu Benchmark ก็ได้คะแนนได้สูงมากๆ ทะลุไปถึง 267,210 คะแนนกันเลยทีเดียว

ส่วนแอป GeekBench 4.0 นั้น คะแนน Single-core 2430 คะแนน ส่วน Multi-core วิ่งไปถึง 8427 คะแนนเลยทีเดียวครับ

ถือว่าถ้าเน้นแค่คะแนนทดสอบอย่างเดียว XZ2 นี่ก็อยู่อันับต้นๆของตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้แล้วครับ ก็ดูคะแนนซี๊ ! *0*

ระบบปฏิบัติการ Android O และ UI โฉมใหม่

ในเรื่องของซอฟต์แวร์ Sony ก็ขึ้นชื่อในเรื่องของความไวในการอัปเดตและความลื่นไหลที่ลื่นมากๆอยู่แล้ว บนรุ่นนี้ก็าพร้อมกับ Android 8.0 Oreo พร้อมครอบทับมาด้วย Xperia UI เวอร์ชั่นล่าสุดอีกที

หน้าตา UI ก็มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมอีกหน่อย อย่างเช่นพวก Wallpaper ที่ใช้เป็นเซ็ตใหม่หยดน้ำสวยๆ พร้อมกับสีสันที่เข้ากับตัวเครื่องสุดๆอย่างเครื่อง Liquid Silver ที่เราได้มารีวิว ก็จะเป็นพื้นหลังสีฟ้า-เงิน งามๆมีอนิเมชั่นเวลาปลดล็อคแบบน้ำเคลื่อนไหวด้วย

Xperia Theme ยังคงมีให้เลือกปรับเปลี่ยนใช้งานได้อยู่ ค่าเริ่มต้นที่ให้มาจะมีอยู่ 4 แบบตามสีหลักของเครื่องนั่นแหละ แต่ถ้าไม่ชอบก็สามารถไปดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้จาก Playstore หรือตัวเลือกใน Themes เลยก็ได้ครับ

ในส่วนของหน้าการแจ้งเตือนขณะล็อกหรือที่เรารู้จักเป็น Always On Display บน XZ2 ก็มีเหมือนกัน แต่จะบอกว่าเป็น AOD ก็ไม่ถูกนักเพราะหน้าจอไม่ได้ติดตลอดเวลาแต่ใช้รูปแบบเป็น Glance แทน คือหน้าจอการแจ้งเตือนจะติดขึ้นมาเมื่อเรายกเครื่องขึ้นมาแทน ตรงนี้ก็ช่วยประหยัดแบตฯได้อยู่เหมือนกัน เพราะจอไม่ต้องติดตลอดเวลา ถ้าอยากดูเวลาหรือเช็คการแจ้งเตือนก็หยิบขึ้นมาแค่นั้นก็โชว์แล้วครับ

ตำแหน่งสแกนลายนิ้วมือใหม่ใช้งานง่ายไหม ?

มาเข้าสู่เรื่องตัวสแกนลายนิ้วมือใหม่ที่หลายคนหวั่นใจว่าจะใช้งานยากไหม ตอนแรกที่เห็นภาพเรนเดอร์ตัวเครื่องออกมาบอกเลยว่าตกใจการวางเซ็นเซอร์มาก เพราะวางได้กลางเครื่องเอามากๆ พอได้ใช้จริงก็รู้สึกเลยว่าตำแหน่งมันผิดพลาดจริงๆครับ ถ้าเราจับเครื่องแบบเต็มมือแล้วจะแตะนิ้วสแกนก็มักจะไปโดนที่เลนส์กล้องซะส่วนใหญ่เพราะตำแหน่งที่ดีควรไปวางไว้ตรงกล้องนั่นแหละ พอดีมาก

แต่พอเลื่อนถัดลงมาอีกพอสมควร การสแกนนิ้วเวลาจับเครื่องเต็มๆมือก็จำเป็นต้องงอนิ้วประมาณหนึ่งเพื่อให้ตำแหน่งของนิ้วไปพอดีกับเซ็นเซอร์ ซึ่งถ้าใครที่เคยชินกับเซ็นเซอร์สูงๆ (อย่างบน XA2 Ultra) นี่ต้องปรับตัวกันยกใหญ่เลยล่ะ

กลับกันถ้าเกิดคนที่ชอบจับเครื่องในตำแหน่งล่างเครื่องหน่อยตำแหน่งนี้ก็ดูจะเป็นจุดที่รองรับการสแกนหรือกดปุ่มต่างๆได้เป็นอย่างดี เพราะอย่างที่บอกครับปุ่มกดก็ดูห่างกันตัวปุ่ม Power แอบหล่นลงมาแบบกลางเครื่องมากๆ ใกล้เคียงกับตัวเซ็นเซอร์สแกนนิ้วเหมือนกันนะ

กันน้ำกันฝุ่นเหมือนเดิม

สมาร์ทโฟนเรือธงตระกูล Xperia นี่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถกันน้ำกันฝุ่นมาแต่ไหนแต่ไร เพราะใส่มาตั้งแต่สมัย Xperia Z นู่น แล้วบนเรือธงรุ่นล่าสุดแบบนี้จะตัดออก็กระไรอยู่ XZ2 มาพร้อมกับมาตรฐานการกันน้ำแบบ IP65/68 คือสามารถลงน้ำได้ 1.5 เมตรนาน 30 นาที ใช้กันอุบัติเหตุเวลาโดยฝนสาดหรือเครื่องตกน้ำได้ แต่ไม่แนะนำให้เอาไปเล่นในน้ำนานๆนะครับเอาไว้เผื่ออุบัติเหตุดีกว่า

บันเทิงจัดเต็มของจริงบน XZ2

มาเข้าสู่เรื่องไฮไลท์ของรุ่นนี้กันอย่างการดูหนัง ฟังเพลง และเล่นเกมกันเลย อย่างที่บอกไปว่ารุ่นนี้มาพร้อมคำนิยามว่า Entertainment to the Extreme หรือความบันเทิงจัดเต็ม เพราะฉะนั้นการทำงานด้านมัลติมีเดียนี่ไม่ธรรมดาแน่นอน เริ่มกันด้วยเรื่องของการดูหนังหรือวิดีโอผ่านหน้าจอเทพๆนี้กันก่อนเลย Xperia XZ2 มาพร้อมหน้าจอ 5.7 นิ้วความละเอียด FHD+ รองรับ HDR อีก ด้วยหน้าจอแบบนี้ไม่บอกก็รู้ว่าถ้าเอามาดูหนังนี่คงฟินมากๆแน่

แถมตัวระบบยังมีความสามารถ Video Image Enhancement ที่จะมาช่วยเพิ่มความสดและความคมชัดเวลาดูไฟล์ภาพและวิดีโอด้วย X-Reality เข้ามาอีกด้วย ใครที่ชอบดูหนังไฟล์สีสดๆแบบฉบับทีวี Bravia ก็ไปเปิดฟีงก์ชั่นนี้กันได้ครับ หรือถ้าไม่ชอบจัดจนเกินไปก็เลือกปิดได้เช่นกันเข้าไปเลือกตั้งค่าได้ที่ Settings > Display > Quality > Video Image Enhancement ครับ

ในเรื่องอัตราส่วนหน้าจอแบบ 18:9 ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ปัจจุบันคอนเทนต์ก็เริ่มหันมาทำให้รองรับหน้าจอยาวๆแบบนี้ขึ้นเรื่อยๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบน YouTube หรือแอป Video ของเครื่องเองเราก็สามารถขยายให้เต็มหน้าจอได้เลยด้วย

ส่วนเรื่องเสียงรุ่นนี้ยังคงได้ลำโพงคู่ด้านหน้ามาเหมือนเคย พร้อมระบบเสียง S-Force Surround แถมยังมีเทคโนโลยีเอฟเฟกต์เสียงมาให้เลือกมากมายเหมือนเคยทั้ง DSEE HX, Clear Audio+, Dynamic normalizer อีกทั้งยังรองรับระบบเสียงแบบ Hi-Res อีกด้วย

ในการเชื่อมต่อผ่านหูฟังรุ่นนี้ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.มาแล้ว ใครที่ต้องการใช้หูฟังแจ็คเดิมอยู่ ก็เหมือนว่าในกล่องจะแถมตัว Dongle มาให้ด้วย หรือถ้ามีหูฟังไร้สายอยู่แล้วก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เอามาเชื่อมต่อกับ XZ2 ได้เลย

ระบบสั่นใหม่ Dynamic Vibration System

นอกจากจะมีเสียงที่ยอดเยี่ยมแล่ว คราวนี้ Sony เลือกที่จะใส่ระบบสั่นแบใหม่เข้ามาเพื่อเติมเต็มอรรถรสความบันเทิงไปอีกขั้นกับระบบสั่นแบบใหม่ Dynamic Vibration System ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากระบบสั่นของจอย Dualshock ของ Playstation นั่นเอง มิติของการสั่นเรียกว่าแตกต่างจากการสั่นบนสมาร์ทโฟนทั่วๆไปเลยครับ มีความนุ่มและสั่นได้เร้าใจกว่า

แล้วมันใช้ได้กับอะไรบ้างระบบสั่นนี้ ? หลายคนคงอยากจะถามแบบนี้อยู่ใช่ไหมล่ะ ต้องบอกว่าจริง Sony หวังว่าจะใช้ได้ควบคู่กับทุกระบบที่เป็นการทำงานด้านความบันเทิง หลักๆเลยก็ ดูหนังได้, ฟังเพลงได้ และเล่นเกมก็ได้ ในการดูหนังและฟังเพลงนั้นรองรับในแอปเด่นๆทั้งหมดแล้ว อาทิ ดู Video, YouTube, Facebook หรือกระทั่งวิดีโอบนเว็บไซต์ (ผ่าน Chrome)ก็เลือกเปิดระบบนี้ได้, ฟังเพลงก็ใช้ทั้งจะทั้งบนแอป Music บนเครื่องเองหรือจะเป็น Joox ใช้ได้หมด ซึ่งตัวเลือกจะโผล่ออกมาในการปรับระดับเสียงเลย เลือกได้ 3 ระดับคือ เบา, ปกติ และแรง ซึ่งระบบจะสั่นก็ต่อเมื่อมีเสียงเบสที่ดังระดับหนึ่ง

เท่าที่ลองมาก็ดูจะจับจังหวะของเสียงเบสและการสั่นได้เป็นอย่างดีทีเดียว ให้เวลาเราดูคลิปหรือฟังเพลงนั้นได้อารมณ์มากขึ้นไปอีก แต่สำหรับการเล่นเกมน่าเสียดายที่ไม่สามารถทำได้ทุกเกมแบบเดียวกับแอปฟังเพลงหรือวิดีโอ เพราะจำเป็นต้องเขียนโค้ดขึ้นมาให้รองรับก่อน เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ยังมีแอปไม่มากนักที่รองรับระบบสั่นแบบนี้ อย่างที่ทาง Sony แนะนำมาจริงก็เป็นพวก Angry Bird หรือ Clash of Clan เป็นต้น จากที่ลองระบบสั่นใหม่นี้ถือว่าทำได้ดีทีเดียวเวลาเล่นเกม จังหวะการสั่นและมิติเหมือนเล่นกับจอย Dualshock จริงๆครับ ก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตถ้าเราได้สัมผัสระบบนี้บนเกมฮิตๆอย่าง PUBG หรือ ROV คงจะสะใจไม่น้อย เนาะ !

เล่นเกมลื่นหัวแตก Snapdragon มันดีตรงนี้ !

ไหนๆก็พูดเรื่องเกมแล้ว มาต่อเรื่องประสิทธิภาพการเล่นกันเลยละกัน ด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 845 ตัวแรงสุดๆแบบนี้ แน่นอนว่าการเล่นเกมหายห่วงเลย เพราะด้วยชิปกราฟิก Adreno 630 GPU ตัวใหม่ที่ทำงานได้ดีกว่ารุ่นเก่าถึง 20% แต่ถ้าจะให้บอกว่าดีอย่างนู้นอย่างนี้ก็คงไม่เห็นภาพ เราก็เลยต้องจับมาทดสอบกับเกมสุดฮิตอย่าง PUBG และ ROV กันสักหน่อยว่าจะแน่สักแค่ไหน

เล่น PUBG บน XZ2 สำหรับเกม PUBG แน่นอนว่าปรับกราฟิกทุกอย่างได้สูงสุดเท่าที่ระบบจะเลือกได้แล้ว ทั้งเฟรมเรตสูงสุด, ระดับกราฟิกเป็น HD (ก็สูงสุดตอนนี้แล้ว) ในการเล่นจริงต้องบอกว่าทำได้ยอดเยี่ยมสมชื่อจริงๆครับ สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลดีจริงๆ เฟรมเรตนิ่งแบบสุดๆ เท่าที่เล่นมายังไม่เจออาการกระจุกมากวนใจเลย สุดยอดมากครับ

เล่น ROVบน XZ2 สำหรับเกม ROV เกมสุดฮิตที่ใครๆก็เล่นแบบนี้ เท่าที่เคยลองสมาร์ทโฟนของ Android มา บอกตรงๆว่ายังไม่เคยเจอรุ่นไหนที่เฟรมเรตวิ่งแตะ 60fps ได้นานเท่าบน XZ2 เลย ในจังหวะทั่วๆไปเดินไปตีป้อมจะรันได้ถึง 60fps ตลอดไม่มีแกว่งหล่นลงไปเลย หรือถ้ามีจังหวะตีกันหนักๆจริงๆก็ยังอยู่ที่ราวๆ 55-60fps นะ ไม่มีต่ำกว่า 50fps ให้เห็นเลยล่ะ ส่วนการปรับตั้งค่ากราฟิกมาขนาดนี้แล้วเนอะ ปรับได้สุดทุกเมนูแหละ :P

หรือจะเป็นเกมกราฟิกเทพๆอื่นๆบน Playstore ตอนนี้ก็บอกเลยว่าไม่ใช่ปัญหาเลยเมื่อเล่นบน XZ2 เพราะเท่าที่ลองมาหลายเกมเล่นได้ลื่นแบบ 60fps ทั้งหมดครับ เรียกว่าด้วยพลังของ Snapdragon 845 และซอฟต์แวร์ของ Sony ผมขอยกให้ XZ2 เป็นสมาร์ทโฟน Android ที่เล่นเกมได้ลื่นที่สุดตอนนี้เลยก็ว่าได้ คอเกมไม่ผิดหวังแน่นอน

แต่ ! อ๊ะๆ ชมมาซะเยอะเดี๋ยวจะหาว่าอวยเกินเหตุ บนรุ่นนี้ยังแอบมีจุดเล็กๆที่ผมไม่ชอบอยู่นั่นก็คือตำแหน่งของเซ็นเซอร์วัดแสงที่วางได้ชิดขอบหน้าจอไปหน่อย ทำให้เวลาเราเล่นเกมหรือจับถือดูวิดีโอในแนวนอน เงาของมือเรามักจะไปบังตรงเซ็นเซอร์ทุกที เล่นเกมกำลังเพลินๆ จอมืดไปเฉ๊ย ถ้าขยันเข้ามาใกล้ลำโพงสนทนาได้จะเพอร์เฟ็กเลยล่ะ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไปปิดระบบประบแสงอัตโนมัติเอาละกันครับ แป่ว

สร้างภาพ 3D ในแบบของเราได้ทั้งกล้องหน้าและหลังแล้ว !

จบจากเรื่องมัลติมีเดีย เรามาดูลูกเล่นสนุกๆอย่าง 3D Creator กันต่อ ฟีเจอร์นี้จริงๆเริ่มมีให้ใชครั้งแรกบน XZ1 คือการสแกนใบหน้าของเราให้เป็น 3D เพื่อเอาไปใช้ในงาน 3D Printing หรือจะใช้เป็นอวตาร์ของเกมหรือ AR Effect ก็ได้แล้วแต่ความครีเอทอะเนอะ แต่ข้อจำกัดบนรุ่นก่อนก็คือเราสามารถใช้ได้แค่กล้องหลังเท่านั้น ทีนี้คนที่อยากสแกนหน้าตัวเองก็ทำไม่ได้ไปโดยปริยาย ถ้าไม่ไหว้วานให้เพื่อนถ่ายให้ก็หมดสิทธิ์ แต่บนรุ่นนี้ Sony เพิ่มความสามารถใหม่ที่เรียกว่า Selfie 3D Scan เข้ามาแล้ว ทีนี้เราก็สามารถสแกนได้จากกล้องหน้าเองเลย

โดย Selfie Scan นี้จะสแกนได้แบบ 180 องศาหรือแค่ใบหน้าเป็นหลักจะคลุมไปทั้งหัวไม่ได้นะ ซึ่งการทำงานก็คล้ายเดิมครับ ให้เราอยู่นิ่งๆหาห้องที่ไม่รกจนเกินไป แล้วใช้กล้องหน้าแพนเก็บใบหน้าของเรารอบๆจนครบ ก็จะได้หน้า 3D ของเราออกมาแล้ว

แต่เท่าที่ลองใช้จริงก็ยังเจอข้อจำกัดเรื่องการใช้อยู่ดี เพราะเราจำเป็นต้องสแกนใบหน้าให้ครบ แต่ตาห้ามลอกแลกจะมองไปที่จอว่าได้รึยังก็กลัวหน้าที่ออกมาจะเด๋อ แต่ถ้าไม่มองก็สแกนไม่ผ่านสักที แถมการสแกนยังต้องใช้ความเคยชินในการแพนกล้องด้วย ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ภาพที่สมบูรณ์ ตรงนี้แนะนำว่าหาเพื่อนมาช่วยถ่ายให้ด้วยกล้องหลังน่าจะไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ ><

ส่วนบนกล้องหลังเท่าที่ลองมาจริงๆก็ยังไม่ได้ทำให้ใช้งานง่ายขึ้นเท่าไหร่ ในการสแกนต้องใช้ความอดทนระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องการตรวจจับที่ใช้เวลาและการเกลี่ยภาพให้ดูสมบูรณ์ ขั้นตอนการทำงานจะมี 4 ขั้นตอนหลักๆคือ สแกน , Calibrate , ประมวลผล และเกลี่ยให้เนียนอีกที เมื่อถึงขั้นตอนการประมวลผลตัวแอปจะโชว์สิ่งที่สแกนมาได้และโชว์เป็นไฟล์ 3สีเขียว ตรงนี้เราสามารถใช้กล้องขยับไปมาเพื่อเกลี่ยให้ตัววัตถุ 3เนียนขึ้นไปอีกได้ ถ้าคิดว่าโอเคแล้วก็กด Done ตัวระบบจะโชว์ผลลัพธ์ขึ้นมาพร้อมให้เรามุมดูได้แบบ 3 มิติ

เมื่อเราได้ไฟล์ 3D มาแล้วก็สามารถนำไปเล่นบน AR Effect หรือแอปแยกที่ทาง Sony จัดไว้ให้ได้ แต่รอบนี้พิเศษกว่าเดิมคือเราสามารถสร้าง 3D Sticker เป็นไฟล์ GIF แล้วแชร์ต่อให้เพื่อนๆได้ด้วย น่ารักไปอีกแบบ :P

กล้องหลัง Motion Eye ตัวเดิมแต่มีอะไรใหม่ !

Xperia XZ2 ยังคงมาพร้อมกับกล้องหลัง Motion Eye ความละเอียด 19 ล้านพิกเซลเช่นเคย พร้อมเซ็นเซอร์ที่ด้านหลังครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น RGBC-IR เซ็นเซอร์ที่เอาไว้คำนวณค่าสีของภาพให้แม่นยำ, PDAF ช่วยในเรื่องการจับโฟกัสที่รวดเร็ว, Laser Autofocus ช่วยให้การจับโฟกัสทำได้แม่นยำ และไฟแฟลช LED นอกจากนี้ภายในยังมี Stack Memory ที่ช่วยคำนวณการเคลื่อนไหวในการจับภาพที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย แต่ที่น่าสนใจจริงๆคงเป็นเรื่องของซอฟต์แวร์แหละโหมดที่เพิ่มเข้ามาใหม่มากกว่าครับ

ในการถ่ายภาพนิ่งไม่ได้มีอะไรเพิ่มมาเป็นพิเศษ แต่ตัวฟีเจอร์เดิมอย่าง Superior Auto+ ก็มี หรือจะเป็นโหมดเสริมต่างๆอย่าง AR Effect, Creative Effect, Sound Photo, Panorama และ Bokeh (Background Defocus เดิม) ครับ

Superior Auto+ ออโต้ง่ายๆแค่เล็งแล้วถ่าย

ในโหมด Superior Auto+ ก็จะบวกการทำงานของ AI ที่คอยตรวจจับภาพนั้นๆและเลือกซีนให้เหมาะสม อาทิ เล็งไปที่วิวสวยๆก็จะเลือกปรับเป็นซีน Landscape, เล็งไปที่คนก็จะเลือกเป็น Soft Skin หรือเล็งไปที่อาหารก็จะปรับไป Gourmet เป็นต้นครับ จริงๆรูปแบบนี้ Sony มีมาให้นานแล้วก่อนที่จะมาบูมเรียกว่า AI ซะอีก :P

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Superior Auto+ ยังคงทำได้ประทับใจและมีกลิ่นอายของ Sony จริงๆ ภาพถ่ายออกนวลๆมีเอกลักษณ์มาก ในสภาพแสงปกติกลางแจ้งทำได้ยอดเยี่ยมมาก การเก็บแสงหรือความคมชัดจัดว่าสุดๆ ส่วนในสภาพแสงน้อยก็แอบมี Noise ให้เห็นถึงความหยาบในภาพบ้างแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรครับ มุมมองของภาพทำได้กว้างดีทีเดียวด้วยช่วงเลนส์ 25 มม. แถม Sony เป็นไม่กี่แบรนด์ตอนนี้ที่ให้ค่าเริ่มต้นของกล้องมาเป็นอัตราส่วนแบบ 16:9 มันก็เลยจะดูกว้างๆหน่อย :P

โหมด Manual ปรับนิดปรับหน่อยก็ได้ภาพสวย !

โหมด Manual หรือ Pro ของ Sony ก็เริ่มให้เราปรับค่าต่างๆได้มากขึ้นเหมือนค่ายอื่น ทั้งในเรื่องของ Shutter Speed, ISO, White Balance, EV หรือระยะโฟกัส แต่ก็ยังมีข้อจัดกัดเล็กๆอยู่ อย่าง Shutter Speed เราสามารถถ่ายภาพที่เคลื่อนไหวเร็วๆได้จริงด้วยค่าสูงสุดถึง 1/4000 แต่ถ้าจะถ่ายช้าสุดๆแบบลากไฟนี่ได้แค่ 1 วินาทีเองอะ -.-" แอบน้อยไปหน่อยเนอะ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Manual แต่ถึงจะบอกว่าน้อยไปหน่อย แต่การเก็บภาพแบบลากไฟบน XZ2 ก็ทำได้ไม่เลวเลยครับ สีสันของภาพนั้นสวยงามและคมชัดดีทีเดียว แต่ด้วยชัตเตอร์ที่ดึงได้นานสุดแค่ 1 วินาทีอาจจะไม่ได้ภาพเส้นไฟสวยเท่าไหร่นัก แต่ก็ถือว่าพอจะสร้างสรรค์ภาพแนวๆนี้ได้อยู่ อ๊ะ ! ลืมบอกไปภาพแบบนี้ควรใช้ขาตั้งกล้องด้วยนะจ๊ะ :D

Bokeh เบลอได้ก็เบลอเอา

โหมด(ชื่อ)ใหม่ที่ทาง Sony พรีโหลดมาให้แต่แรกในรอบนี้จะเพิ่ม Bokeh เข้ามาด้วย ซึ่งแน่นอนว่ายุคนี้ถ้าถ่ายหน้าชัด-หลังเบลอไม่ได้ก็คงจะแปลกแล้ว แต่อันที่จริงโหมดนี้ก็ไม่ได้ใหม่อะไรเลย เพราะมันคือ Background Defocus เดิมที่มีให้ใช้ตั้งแต่สมัย Xperia Z นู้นแหนะ โดยการทำงานของโหมดนี้จะใช้การถ่ายภาพ 2 ภาพแล้วนำมารวมวัดระยะของภาพ จากนั้นเราก็จะเลือกระดับความเบลอหรือรูปแบบหลังถ่ายได้อีกนิดหน่อย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Bokeh ก็อย่างที่บอกครับโหมดนี้เป็นการปรับปรุงเอา Background Defocus มาเปลี่ยนชื่อใหม่ เพราะฉะนั้นความสามารถก็อาจะไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่ จะเห็นว่าการตัดขอบยังแอบมาไม่เนียนบ้าง สำหรับวัตถุชิ้นเล็กก็พอตัดฉากหลังได้เนียนอยู่ แต่สำหรับคนนี่ไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ เพราะถ้าฉากหลังเยอะหน่อยนี่ตัดได้ไม่เนียนเลยล่ะ

วิดีโอสิของใหม่ !

อย่างที่ทราบว่า Sony เริ่มหันมาเน้นหนักในเรื่องของวิดีโอมากขึ้นในรุ่นหลังๆ เพราะด้วยระบบกันสั่นที่ยอดเยี่ยมมากๆ (EIS 5 แกน) ทำให้ได้ภาพวิดีโอที่นุ่มและนิ่งมากๆ พอมาบน XZ2 นั้นก็มีการเพิ่มระบบใหม่อย่างการอัดวิดีโอแบบ HDR เข้ามาอีก ซึ่งเราสามารถเลือกได้ทั้งความละเอียด 4K หรือ Full-HD (30fps)เลยล่ะ

ซึ่งจะมีตัวเลือก HDR ให้เลือกเปิด-ปิดในหน้า UI หลักเลย โดย Sony เน้นย้ำว่าการวิดีโอแบบนี้จะทำให้ได้ภาพที่เ็บรายละเอียดของแสงได้ดียิ่งขึ้น ภาพดูมีมิติแม้ถ่ายย้อนแสง แต่ ! ก็ควรจะตั้งถ่ายนิ่งๆเป็นหลัก ไม่ควรขยับกล้องไป-มาเท่าไหร่ครับ

ตัวอย่างวิดีโอแบบ HDR จะเห็นว่าภาพที่ได้จากการเปิด HDR ทำให้ภาพดูมีมิติและเร่งแสงได้มากกว่าในโหมดปกติ (เทียบกับแบบไม่เปิด) รายละเอียดดูครบถ้วนใช้ได้ แต่ก็จะได้ภาพที่ครอปเข้าไปอีกนิดหน่อยจากโหมดปกติ และแน่นอนว่าการเคลื่อนไหวก็แอบมีอาการกระตุกกว่าด้วย แนะนำว่าให้ถือนิ่งๆค่อยแพนจะดีที่สุดครับ

Super Slow Motion ที่ Full-HD ไปเลย

มาถึงอีกจุดที่เป็นความสามารถที่ Sony ทำได้ก่อนใครอย่างวิดีโอ Super Slow Motion 960fps เริ่มใช้รุ่นแรกตอน XZs เมื่อปีที่แล้ว จนมาถึงรุ่นนี้ก็มีการอัปเกรดใหม่ให้ถ่ายได้ที่ความละเอียด Full-HD แล้ว (จากเดิม HD)แน่นอนว่าคุณภาพความคมชัดดีขึ้นเยอะเลย

รูปแบบการถ่ายยังคงเหมือนเดิมคือเราต้องกด Record ก่อนจากนั้นมากดจังหวะ Slow เอาอีกที และไม่สามารถมากดเลือกจังหวะ Slow ได้ใหม่ทีหลังครับ ต้องอาศัยจังหวะในการกดที่เป๊ะนิดหนึ่งครับตรงนี้

ตัวอย่างวิดีโอ Super Slow Motion 960fps จะเห็นว่าคุณภาพดีขึ้นกว่าตอนเป็น HD พอสมควรเลย แถมการครอปภาพยังน้อยกว่าด้วย แต่การที่อัปเกรดมาเป็นความละเอียด Full-HD จะทำให้เราสูญเสียเวลาในการ Slow ลงด้วยจากปกติบน HD ได้ราวๆ 6 วินาทีสำหรับ 1 ครั้งที่กด Slow แต่ถ้าบน Full-HD จะลดเหลือราวๆ 3 วินาทีครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับคิดว่าการ Slow ราวๆ 3 วินาทีนี่แหละพอดีกับ 960fps แล้ว เพราะภาพก็แทบจะหยุดนิ่งอยู่แล้วถ้านานไปจะกลายเป็นภาพนิ่งซะเปล่าเนาะ :P

กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลแล้วล่ะ !?

ก็ไม่รู้ว่าทำไมรอบนี้ Sony ตัดสินใจลดความละเอียดกล้องหน้าลงมาเหลือเพียง 5 ล้านพิกเซลซะงั้น ทั้งๆที่รุ่นเรือธงก่อนๆจัดให้ตั้ง 13 ล้านพิกเซล แต่ไอ้ 5 ล้านพิกเซลนี้ก็ยังเก็บแสงและรายละเอียดที่ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ XZ2

แบตเตอรี่เป็นยังไง ชาร์จไวแล้วรึยัง ?

ปิดท้ายกันที่เรื่องของแบตเตอรี่ XZ2 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 3180 mAh ดูจากตัวเลขแล้วแอบน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่องที่ค่อนข้างหนา แต่สำหรับการใช้งานจริงต้องบอกว่าทำได้ประทับใจครับ แบตฯอึดใช้ได้เลย สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวัน จะถ่ายรูปเพลินๆ, เล่นโซเชียลเป็นหลัก หรือเล่นเกมบ้างนิดหน่อยก็เอาอยู่ หรือถ้าไม่พอจริงๆก็ยังมี Stamina Mode มาคอยจัดการระบบให้เครื่อง Standby อยู่รอดได้อยู่ครับ

ส่วนเรื่องระบบการชาร์จ XZ2 รองรับการชาร์จไวแบบ Quick Charge 3.0 แล้ว ไวสะใจไม่มีปัญหา หรือถ้าปกติเราต้องชาร์จก่อนนอนอยู่แล้ว ยังมีระบบ Battery Care ที่คอยเช็คกิจวัตรของเราในการชาร์จแบตและคำนวณเวลาการชาร์จให้ว่า จะค่อยๆชาร์จไปเรื่อยๆจนเต็มในเวลาที่เหมาะสมช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่โไม่ได้เร่งแบบทีเดียวจนเต็มแบบนั้นอาจจะทำให้เครื่องร้อนได้

สรุปน่าลองรึเปล่า !?

ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรือธงของ Sony ที่เน้นในเรื่องของความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบและทำได้ดีด้วย ทั้งในเรื่องของหน้าจอที่ปรับอัตราส่วนให้เข้ากับยุคใหม่แบบนี้ แถมรองรับมาตรฐานความคมชัดที่มากมาย (HDR, X-Reality), ระบบเสียงจากลำโพงคู่ด้านหน้าทรงพลังและมีมิติ, ระบบสั่นแบบใหม่ที่น่าจะใช้งานควบคู่กับเกมได้เป็นอย่างดีในอนาคต หรือจะเป็นเรื่องสเปคที่จัดเต็มมาพร้อมใช้งานด้านความบันเทิงแบบครบสูตร เล่นเกมนี่ฟินมาก ลื่นหัวแตก แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือเรื่องกล้องภาพนิ่งทำได้น่าประทับใจดี วิดีโอก็ลูกเล่นเยอะทั้ง 4K HDR, Super Slow 960fps แบบ Full-HD อีก เรียกว่าเป็นมือถือที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความบันเทิงแบบจัดเต็มบนที่สุดของสมาร์ทโฟนจาก Sony จริงๆครับ

ราคาค่าตัวของ Xperia XZ2 อยู่ที่ 25,990 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ FHD+ HDR แสดงผลยอดเยี่ยม
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 845 เร็วแรง สะใจ
  • กล้องหลัง Motion Eye ใช้งานภาพนิ่งและวิดีโอได้ดี
  • บอดี้แข็งแรงและหรูหรา (ถึงแม้จะแอบหนา)
  • รองรับ 2 ซิม
  • กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP65/68

จุดสังเกต

  • ตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไม่ธรรมชาติ ใช้งานยาก
  • ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite