Review : Huawei P20 ยกระดับการถ่ายภาพบนมือถือด้วยกล้องคู่ LEICA พร้อมความฉลาดที่มากกว่าเดิมกับ Master AI !!

เฮียแม็พ | 16 เม.ย. 2561 11:28:01

69249

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Huawei P20 ยกระดับการถ่ายภาพบนมือถือด้วยกล้องคู่ LEICA
พร้อมความฉลาดที่มากกว่าเดิมกับ Master AI !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย หลังจากที่เราได้ รีวิว Huawei P20 Pro ไปก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทีเดียว แต่อันที่จริงซีรีส์นี้ก็ยังมีตัว P20 เฉยๆที่ไม่ Pro อยู่ด้วยนะ เชื่อว่าก็ยังคงมีคนอยากทราบความสามารถของรุ่นปกตินี้ด้วยใช่ไหมล่ะ วันนี้ก็ได้คิวรีวิว P20 รุ่นปกติให้อ่านกันบ้างแล้ว รุ่นนี้ก็ได้ใช้เวลาลองเล่นและเก็บภาพต่างๆมาราวๆสัปดาห์กว่า ก็เจอทั้งจุดที่ชอบและไม่ชอบอยู่พอสมควร เอาเป็นว่าอย่ารอช้ามาอ่านรีวิวของรุ่นนี้กันเลยดีกว่าครับ :D

แกะกล่อง P20

อะ ก่อนะไปรีวิวเต็มๆ มาดูอุปกรณ์ให้พอเป็นพิธีกันก่อน เครื่องที่เราได้มาเป็นยูนิตรีวิวเพราะฉะนั้นอุปกรณ์อาจจะได้มาไม่ครบนะครับอันนี้ต้องบอกไว้ก่อน (หลักๆที่ไม่ได้ติดมาให้คือเคสใสและคู่มือครับ) ส่วนอุปกรณ์ภายในทั้งหมดที่เราได้มาก็ตามนี้เลยครับ

  • ตัวเครื่อง Huawei P20
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ (รองรับ Super Charge)
  • หูฟัง USB Type-C
  • ตัวแปลงพอร์ต 3.5 เป็น Type-C

เหมือนกับ P20 Pro ที่เราได้มารีวิวเป๊ะๆเลย เพราะฉะนั้นข้ามตรงแกะกล่องไปเลยละกันเนอะ :P

จับตัวเครื่องกันเลยเถอะ !

มาเข้าเรื่องกันเลย Huawei P20 ต้องบอกเลยว่ามาพร้อมหน้าตาแบบเดียวกับรุ่น Pro แทบจะเป็นฝาแฝดกันเลย ด้านหน้ามาพร้อมกับหน้าจอแบบ FullView ที่แสดงผลได้เต็มที่หน้าจอไปหมด และแน่นอนว่าถึงจะไม่ Pro ก็มีติ่งบนหน้าจอเหมือนกันนะจ๊ะ

ขนาดหน้าจอถูกลดหย่อนลงมาเล็กน้อยเหลือเพียง 5.8 นิ้ว (Pro 6.1 นิ้ว) ส่วนเรื่องชนิดหน้าจอก็แตกต่างกันโดยรุ่นนี้ะใช้เป็นหน้าจอ RGBW IPS แทน (Pro เป็น OLED)ในเรื่องการแสดงผลถ้าให้เทียบกันจริงๆต้องบอกว่ารุ่นนี้ความคมชัดน้อยกว่าจริงๆ ในเรื่องคอนทราสท์ดูดรอปลงนิดหน่อย แต่ถ้าพูดถึงมาตรฐานของจอ IPS ก็ทำได้ดีตามมาตรฐานครับ

อัตราส่วนหน้าจอยังเป็น 18.7:9 เหมือนกัน แน่นอนว่าเพิ่มเศษเข้ามาเพื่อไปทดแทนตรงแถบติ่งบนหน้าจอนั่นเองครับ ตรงติ่งด้านบนนี้เป็นตำแหน่งของเซ็นเซอร์วัดแสง, ลำโพงสนทนา, ไฟ LED แจ้งเตือนและกล้องหน้า จะเห็นว่าตัวเครื่องมีติดฟิล์มกันรอยมาให้ด้วย สำหรับใครที่เป็นห่วงเรื่องหน้าจอแบบนี้จะหาฟิล์มติดยากก็หายห่วงได้ เพราะติดมาให้ตั้งแต่ในกล่องเลย

ติ่งบนหน้าจอเราสามารถเลือกปิดได้เช่นกัน โดยเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Display > Notch ครับ แต่ด้วยความที่หน้าจอเป็นแบบ IPS การแสดงผลสีดำในความสว่างที่ไม่มากนักหรือบางมุมมองก็จะทำให้เห็นว่าการปิดติ่งนั้นไม่เนียนเท่าไหร่ (เห็นได้ชัดว่ามีการเพิ่มแถบดำเข้ามา) ซี่งเอาจริงๆผมว่าในการใช้งานจริงตัวติ่งไม่ได้รำคสญสายตาเท่าไหร่ ปล่อยๆไว้ก็ไม่ได้น่าเกลียดเท่าไหร่นะ ^^"

ล่างหน้าจอยังคงเป็นตำแหน่งของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเหมือนเคย เราสามารถสลับปุ่มแบบ Navigation Bar ไปใช้งานที่ปุ่มโฮมนี้เป็นหลักได้ด้วย (การใช้งานเหมือนตอน P10)แต่ถ้าไม่ได้ตั้งไว้แต่แรกก็ใช้เป็นปุ่มโฮมในการเข้าสู่หน้าหลักได้ครับ

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังตัวเครื่องกันบ้าง สีที่เราได้มารีวิวก็คือสี Pink Gold เป็นสีที่ 3 ที่จะแตกต่างกันไปตามรุ่น (บน P20 Pro เป็น Twilight)เป็นอีกสีที่เด่นและแปลกตาดี สาวๆน่าจะชอบสีหวานๆแบบนี้นะครับ มีการไล่สีจากทองไปจนถึงชมพูได้อย่างดี ยิ่งสะท้อนแสงยิ่งเปลี่ยนไปด้วยนะ

ตัวฝาหลังดูภายนอกอาจจะดูคล้ายกับตัว Pro อยู่ แต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าตัวฝาหลังนั้นจะไม่โค้งเท่า บน P20 จะเป็นกระจกโค้งแบบ 2.5D เท่านั้น ทำให้เวลาจับถือจริงๆนี่ให้ความรู้สึกถึงความแบนกว่าตอน P20 Pro พอสมควร ตัวเครื่องไม่ได้รับอุ้งมือเท่ากับรุ่นใหญ่นั้น แต่ก็ไม่ถือกับแบนราบจนไม่มีมิติไปเลย

ตัวเลนส์กล้องที่ดูนูนๆก็ยังนูนอยู่จริงๆ ตัวเลนส์กล้องหลังของ P20 ให้มาทั้งสิ้น 2 เลนส์ แบ่งเป็นตัวเลนส์สี RGB + เลนส์ขาว-ดำ Monochrome เช่นเดียวกับตอน P20 หรือ Mate 10 ไม่มีเลนส์เทเล (ซูม) เข้ามาเพิ่มนะจ๊ะ

ทุกอย่างยังคงวางตำแหน่งแบบแนวนอนอย่างเคย ถัดจากเลนส์กล้องที่นูนๆนั่นก็จะมีตัวเซ็นเซอร์ PDAF, Laser Autofocus และไฟแฟลชที่มีซ่อน Color Temperature Sensor หรือเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิสีอยู่ด้วยครับ

ตัวกรอบเครื่องก็จะเป็นสีตามสีเครื่องไปเลยครับอย่างรุ่นนี้สี Pink Gold ก็ได้กรอบเครื่องเป็นสีทองมาด้วยเลย สวยใช้ได้เลย ตัวกรอบมีความโค้งอยู่นิดหน่อยเพิ่มให้เวลาจับนั้นไม่แข็งกระด้างจนเกินไปครับ

พอร์ตการเชื่อมต่อจะอยู่ที่ล่างของตัวเครื่อง ซึ่งมีเพียงแค่พอร์ต USB Type-C เท่านั้น ตัดช่องหูฟัง 3.5 มม.ออกไปเหมือน P20 Pro นั่นล่ะครับ ข้างๆที่เห็นเป็นรูๆนั่นคือไมโครโฟนอยู่ที่ทางฝั่งซ้าย ส่วนด้านขวาเป็นลำโพงหลักของตัวเครื่องครับผม

ด้านบนจะเห็นว่าบน P20 จะเหลือเพียงไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวนเท่านั้น ตัว Infrared นั้นไม่ได้มีมาให้ใช้งานด้วยครับ

ปุ่มกดต่างๆยังคงอยู่ที่มุมขวาของตัวเครื่องแบ่งเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงแถบยาวๆและปุ่ม Power ที่มีขลิปสีแดงขาดอยู่ด้วย

ส่วนช่องใส่ซิมจะอยู่ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องพอจิ้มออกมาจะเจอถาดซิมแบบ NANO-SIM 2 ช่องอยู่ และแน่นอนครับรุ่นนี้ไม่รองรับการเพิ่ม Micro-SD แล้วนะจ๊ะ

รวมๆแล้วในเรื่องของดีไซน์นอกจากขนาดที่จะเล็กลงน้ำหนักเบาลง ก็ยังมีในเรื่องของความโค้งมนที่ลดลงจากรุ่น Pro ด้วยเช่นกัน แลกมากับการพกพาที่ง่ายขึ้นด้วยน้ำหนักที่เบาลงมาอีกหน่อย ขนาดตัวเครื่องที่สามารถใช้งานมือเดียวได้อย่างไม่ฝืน ส่วนเรื่องรอยนิ้วมือที่เคยบ่นไว้ตอน P20 Pro พอมาเป็นสี Pink Gold แบบนี้ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่ เพราะสีนี้รอยนิ้วมือเวลาเปลื้อนที่ด้านหลังเครื่องไม่เด่นเท่าไหร่น่ะนะ :P

สำหรับ Huawei P20 ที่วางจำหน่ายในบ้านเรานั้นจะมาด้วยกัน 3 สีคือ Graphite Black, Midnight Blue และ Pink Gold ที่เรารีวิวอยู่นี่แหละครับ ก็ถือว่าออกมาตอบโจทย์ทุกกลุ่มเลย อยากได้คมเข้มก็ไปทอง, อยากได้งามๆแวววาวก็ไปน้ำเงิน หรืออยากได้ซอฟต์ๆหวานหน่อยก็มาชมพูเนอะ ^^"

สเปค Huawei P20

  • รัน Android 8.1 Oreo ครอบด้วย EMUI8.1
  • หน้าจอ IPS 5.8 นิ้ว FHD+ (1080 x 2240 พิกเซล) อัตราส่วน 18.7:9
  • ชิปเซ็ต Kirin 970 Octa-core 2.36GHz
  • ชิปกราฟิก Mali-G72MP12 GPU
  • แรม 4GB
  • รอม 128GB
  • แบตเตอรี่ 3,400 mAh
  • รองรับระบบ Super Charge
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลังคู่ Leica SUMMILUX-H 12+ 20 ล้านพิกเซล f/1.8 + f/1.6
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับสแกนใบหน้า
  • รองรับ 2 ซิม (4G ได้ทั้ง 2 ซิม)
  • กันน้ำสาดตามมาตรฐาน IP54
  • ขนาดตัวเครื่อง 149.1 x 70.8 x 7.7 มม.
  • น้ำหนัก 165 กรัม

ในเรื่องของสเปค P20 เรียกว่าลดหย่อนลงมาจาก P20 Pro อยู่หลายจุด ทั้งในเรื่องของหน้าจอใช้ IPS อย่างที่บอกไว้ (Pro เป็น OLED), แรมภายในให้มาที่ 4GB (Pro = 6GB), แบตเตอรี่ความจุ 3400mAh (Pro = 4000mAh), กล้องหลังที่ให้มาเป็นกล้องคู่ความละเอียด 12 + 20 ล้านพิกเซล (Pro กล้อง 3 ตัว) แต่ก็มีจุดที่ใช้แบบเดียวกับรุ่น Pro ด้วยอย่างหน่วยประมวลผลใช้ Kirin 970, หน่วยความจำภายใน (รอม) 128GB, เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หรือกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล เป็นตัวเดียวกันทั้งหมดครับ

ประสิทธิภาพล่ะ แรงไหม ?

อย่างที่บอกครับว่าสเปคภายในนั้นไม่ต่างจาก P20 Pro เท่าไหร่นัก จะมีก็แค่แรมที่ให้มา 4GB เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพโดยรวม ในการใช้งานทั่วๆไปไม่ต่างกันเลยครับ แต่ถ้าจะวัดคะแนนให้เห็นกันไปเลยว่าต่างกันมากน้อยแค่ไหน หลายคนคงสบายใจกว่าเนอะ

ซึ่งคะแนนจากแอป AnTuTu Benchmark นั้นออกมาที่ 189,006 คะแนน เรียกว่าห่างกับ P20 Pro อยู่นิดหน่อย

ส่วน GeekBench 4.0 นั้นทำคะแนน Single-core ไปได้ที่ 1887 คะแนน และ Multi-core 6706 คะแนน ก็ตามคาดครับ ห่างจาก P20 Pro เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

รันบนระบบ Android เวอร์ชั่นล่าสุด

สำหรับระบบปฏิบัติการของ P20 นั้นก็มาพร้อมกับ Android 8.1 เวอร์ชั่นล่าสุดจากทาง Google เลย ซึ่งแน่นอนว่าครอบทับด้วย EMUI 8.1 มาด้วยเช่นเดียวกับ P20 Pro ครับ

ตัว UI ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อยครับ ไอคอนมีการปรับเปลี่ยนให้ดูสดใสมากขึ้น แต่หลักๆการใช้งานไม่ต่างกัน เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้งานหน้าจอแบบมี App Drawer หรือไม่มีเป็นหน้า Home Screen หลัก (ค่าเริ่มต้นไม่มี App Drawer)โดยเข้าไปตั้งค่าได้จาก Settings > Display > Home Screen Style ครับ

หยิบ ยก คว่ำ เป็นสั่งการได้หมด

ลูกเล่นพวก Motion Control ต่างๆก็ยังคงมีติดเครื่องมาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า คว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงการปลุก, ลดเสียงเมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเวลามีสายเข้าหรือจะเป็นการยกเครื่องขึ้นมาเพื่อปลุกหน้าจอ เป็นต้น ตรงนี้เราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control > Flip , Pick Up และ Raise to Ear ครับ

ระบบ Knuckle Geatures ฟีเจอร์อย่างการใช้ข้อนิ้วมาใช้ในการจับภาพหน้าจอถึงรุ่นนี้ก็ยังมีให้ใช้อยู่มีทั้งรูปแบบการเคาะ 2 ครั้งเพื่อจับภาพหน้าจอ , วาดเป็นตัวอักษณเพื่อเข้าแอปต่าง และยังมีการแบ่งจอทำ 2 แอปในหน้าจอเดียวได้อีกด้วย โดยเข้่าไปเปิดการตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control> Knuckle Geatures

สแกนนิ้วก็เร็ว สแกนหน้าก็ได้

ในเรื่องของระบบการปลดล็อคต่างๆ P20 ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้ P20 Pro เลยครับ เพราะได้ฟีเจอร์มาเหมือนกันเป๊ะ ทั้งการสแกนนิ้วมือที่ปุ่มโฮม ซึ่งความเร็วทำได้ดีมาก แถมตำแหน่งที่วางไว้ตรงด้านหน้าเครื่อง (ที่ปุ่มโฮม) ก็ยังสะดวกต่อการใช้งานขณะที่วางเครื่องอยู่ด้วย

หรือถ้าไม่ชอบแตะที่ปุ่มโฮมก็ยังมีระบบสแกนใบหน้า Face Unlock มาให้ด้วย ความเร็วนี่ก็เร็วมากๆเช่นกัน หลังจากที่เราตั้งค่าทุกอย่างเรียบร้อยตัวระบบจะถามเราว่าให้เลือกใช้งานร่วมกับ Gesture Wake up Device หรือปลุกหน้าจอด้วยการยกเครื่องขึ้นมาด้วยไหม ถ้าเลือกรูปนี้การสแกนก็จะง่ายขึ้นไปใหญ่เราแค่หยิบมือถือขึ้นมา > หน้าจอก็จะติด > มองไปที่หน้าจอ > ปลดล็อคเรียบร้อย ทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาทีเลยครับ รวดเร็วมาก

รองรับ VoLTE กับ VoWIFI ด้วย

ในรีวิว P20 Pro เราไม่ได้บอกเรื่องนี้ไป แต่เห็นหลายคนสงสัยว่าเจ้า P20 Series นี้รองรับการใช้งาน VoLTE กับ VoWIFI รึเปล่า คำตอบก็คือรองรับนะครับอย่างที่เห็นในภาพเลย ขึ้นโชว์ทันทีที่ใส่ซิมครับ :D

GPS แม่นขึ้นรึยัง ?

เป็นคำถามที่ถูกถามเข้ามาเยอะพอสมควรเลยตอนรีวิว P20 Pro ว่าเรื่อง GPS ของ Huawei นั้นทำได้ดีขึ้นรึยัง ซึ่งเท่าที่ลองใช้งานมาจริงก็ต้องบอกว่าถ้าการใช้งานในเมืองกรุงแบบปกติ (ระบุพิกัดหรือนำทางในสถานที่หลักๆ) ทำได้ยอดเยี่ยมครับ การจับสัญญาณคอยข้างแม่นทีเดียว แต่เท่าที่ลองนำทางไปต่างจังหวัดไกลๆหน่อยที่มีการเคลื่อนตัวของรถที่ค่อนข้างเร็ว ก็มีแกว่งๆบ้างครับ มีบ้างที่ตัว GPS วาร์ปไปมาและระบุตำแหน่งเพี้ยนไปบ้าง แต่โดยรวมก็ใช้งานด้านเดินทางได้อยู่ครับ

กันน้ำไหมน่ะรุ่นนี้ !?

บน P20 นี้จะแตกต่างจาก P20 Pro นิดหน่อยในเรื่องของมาตรฐานการกันน้ำเพราะรุ่นนี้สามารถกันน้ำได้ที่มาตรฐาน IP54 หรือระดับน้ำสาดเท่านั้น ไม่สามารถกันน้ำระดับลลงน้ำหรือจุ่มน้ำได้นะครับ เพราะฉะนั้นอย่าเผลอเอา P20 ไปลงไปล้างน้ำเล่นซะล่ะ ใช้ปกติกันน้ำสาดเล็กๆหรือละอองน้ำได้แค่นั้นนะ :D

ดูหนัง ฟังเพลง ฟินไหมรุ่นนี้ ?

ด้วยหน้าจอที่เล็กลงมาหน่อย แต่ก็ยังใหญ่ถึง 5.8 นิ้ว การเอาดูวิดีโอความละเอียดสูงหรือ YouTube ก็ทำได้อย่างเต็มที่ดีครับ ในเรื่องการแสดงผลตัวติ่งบนหน้าจอก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในการแสดงเนื้อหาเพราะเมื่อเวลาเราสลับการทำงานมาเป็นแนวนอนตัวขอบจอด้านบนจะถูกถมดำไปทำให้หน้าจอโชว์ออกมาเหมือนมือถือจอ 18:9 ทั่วๆไปทันที หมดปัญหาติ่งมากวนเนื้อหาไปได้เลย ส่วนเรื่องหน้าจอ IPS ถึงจะดูไม่สดเท่า OLED แต่ก็ยังสวยงามอยู่ไม่น้อยครับ

ส่วนเรื่องเสียงแอบเสียงดายที่ร่นนี้ไม่สามารถใช้งานลำโพงคู่ได้ ทำให้เสียงที่ออกจากลำโพงเวลาดูหนังหรือฟังเพลง (รวมทั้งเล่นเกม) ก็จะออกที่ท้ายเครื่องแค่มุมเดียวเท่านั้น มิติของเสียงก็อาจจะดรอปๆลงไปบ้างครับ

ในการฟังเพลงผ่านหูฟัง แน่นอนว่าไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.ติดมาแล้ว ก็ใช้หูฟังที่แถมมาในกล่องได้ถ้าใครที่ไม่มีหูฟังไร้สาย หรือว่าจะเชื่อมต่อผ่าน Dongle ที่แถมมาในกล่องก็ได้ครับ แต่จะดูพะรุงพะรังไปนิด :P

เรื่องการเล่นเกม ด้วยสเปคที่แตกต่างกันอยู่นิดหน่อย (แรม 4GB)เมื่อเทียบกับตัว Pro เราเลยจำเป็นต้องทนสอบในเรื่องของการเล่นเกมใหม่ไปด้วยเลยเนอะ ซึ่งแน่นอนว่าเกมที่จะใช้ทดสอบเป็น 2 เกมสุดฮิตอย่าง PUBG และ ROV อีกนั่นแหละ

สำหรับ PUBG เราสามารถปรับระดับกราฟิกได้ที่ HD (สูงสุดที่สุดตอนนี้) และเฟรมเรตได้ที่ High (สูงสุด) และปรับ Style โทนสีของภาพได้ด้วย เท่าที่ลองเล่นจริงๆการเล่นทำได้ลื่นไหลดีครับ มีจังหวะกระตุกนิดๆตามฉากที่มีองค์ประกอบเยอะๆอย่างทุ่งหญ้าหรือขับรถเร็วๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เวลาเล่นครับ

สำหรับ ROV เช่นกันครับ ปรับระดับกราฟิกได้สูงสุด, เปิดภาพ HD ได้ ปรับเฟรมเรตสูงได้ เรียกว่าปรับสุดได้หมดตามที่ตัวระบบมีให้เลือก เฟรมเรตในเกมเมื่อเล่นจริงจะอยู่ราวๆ 25-59fps ขึ้นอยู่กับจังหวะตีจังหวะที่สาดเอฟเกต์เยอะๆด้วยครับ ตรงนี้ไม่ต่างจากตอน P20 Pro เท่าไหร่นัก เรียกว่ายังเล่นได้ไม่นิ่งสุดจริงๆ แต่ก็เล่นได้เพลินๆในเฟรมเรตกลางๆครับ

รวมๆประสิทธิภาพของทั้ง 2 เกมนี้เทียบกับ P20 Pro ไม่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือลื่นพอๆกันครับ จะมีก็แต่เรื่องของลำโพงที่อาจจะไม่ได้อรรถรสเท่านี่แหละ :P

กล้องคู่พร้อมระบบ Master AI สุดเทพ !

มาเข้าเรื่องไฮไลท์อย่างเรื่องกล้องกันเลยดีกว่า อย่างที่เห็นครับรุ่นนี้ให้กล้องหลังคู่ 12 + 20 ล้านพิกเซล เช่นเดียวกับตอน P10 Plus เลย (แต่เซ็นเซอร์ใหญ่ขึ้น) ตัวเลนส์แบ่งเป็นเลนส์สี RGB 12 ล้านพิกเซล f/1.8 กับเลนส์ขาว-ดำ Monochrome 20 ล้านพิกเซล f/1.6 เป็นเลนส์ LEICA SUMMILUX-H ทั้งคู่นะครับ ทั้ง 2 ตัวนี้จะสามารถทำงานร่วมกันและแยกกันได้ อยู่ที่โหมดในการใช้งานครับ

UI การใช้งานเครื่องที่เราได้มารีวิวได้อัปเดตเป็นตัวล่าสุดแบบเดียวกับที่ขายจริงเรียบร้อย เพิ่มลวดลายหนังเข้าทั้งบริเวณแถบเลือกโหมดและด้านบน นอกจากนี้การเลือกโหมดยังทำให้คล้ายกับวงแหวนของกล้องและเลื่อนสลับโหมดได้เร็วกว่าแบบตัวแรกที่เราเคยรีวิว P20 Pro อีกด้วย

แต่โหมดหลักๆก็ต้องเลือกโดยการเลื่อนซ้าย-ขวาอยู่ดีถึงจะเร็วขึ้นแต่ก็แอบไม่ถนัดเท่าเดิม ส่วนโหมดอื่นๆหรือตัวเลือก More คราวนี้ปรับเป็นแบบเก่าเรียบร้อยแล้วที่เป็นไอคอนให้เราเลือกจิ้มได้เลย เลื่อนมาที่มุมขวาสุดเอานะ

ความละเอียดได้เท่าไหร่กันรือ ? มาพูดถึงเรื่องคามละเอียดกันก่อนเลย อย่างที่ทราบว่ารุ่นนี้ไม่ได้ความละเอียดที่สูงสุดถึง 40 ล้านพิกเซล ตัวเลนส์สี RGB นั้นให้ความละเอียดมาที่ 12 ล้านพิกเซลเท่านั้นเพราะฉะนั้นค่าเริ่มต้นขึงให้มาที่ 12 ล้านพิกเซล แอบมากกว่า P20 Pro ที่ค่าเริ่มต้นให้มา 10 ล้านพิกเซล แต่ด้วยความที่เลนส์ Monochrome นั้นมีความละเอียดถึง 20 ล้านพิกเซล Huawei จึงให้ความละเอียดสูงสุดที่ปรับได้มาเป็น 20 ล้านพิกเซล ตรงนี้ใช้การรวมภาพของทั้ง 2 เลนส์เข้าด้วยกันให้ได้ความละเอียดสูงสุด

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเพราะ Huawei เลือกใช้รูปแบบนี้มาตั้งแต่สมัย P10 แล้ว แต่แน่นอนว่าฟีเจอร์อย่าง Hybrid Zoom จะถูกตัดออกไปในความละเอียดนี้ด้วยนะ

Auto เทพๆไม่ต้องเลือกอะไรเลยแค่ Auto ก็สวย !

เริ่มกันที่โหมด Auto with Master AI ทาง Huawei เริ่มผลักดันความสามารถเรื่อง AI มาสักระยะแล้ว โดยบน P20 นี้ในการใช้งานกล้องก็เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เพราะตัวเครื่องจะมีระบบคำนวณภาพที่เราเล็งถ่ายและจัดแจงเลือกโหมดเลือกซีนให้เราแบบอัตโนมัติ อาทิ เล็งภาพท้องฟ้าก็จะปรับเป็นซีน Blue Sky, เล็งอาหารสลับไปซีน Food, เล็งหมาก็สลับไปซีน Dog หรือเล็งต้นไม้ก็เป็น Greenery เป็นต้นครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto จะเห็นว่าภาพที่ได้ออกมาสวยงามและลงตัวมากๆ เพราะ AI เลือกซีนต่างๆได้อย่างลงตัวสุดๆแบบที่เราแทบไม่ต้องเลือกสลับโหมดใดๆเลย ง่ายสำหรับคนที่อยากถ่ายรูปสวยๆแต่ไม่ได้มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพมากนัก ก็แค่เล็งให้ตัวเครื่องเลือกซีนเลือกโหมดมาให้ เท่านั้นกดชัตเตอร์ แชะ ! ออกมาได้ภาพสวยครบทุกสภาพแสง AI นี่เก่งจริงๆ

Hybrid Zoom ได้ 2X นะจ๊ะ

ในเรื่องการซูมถึงแม้ว่ารุ่นนี้จะไม่ได้มีเลนส์เทเลมาให้ด้วย แต่การซูม 2X ดั้งเดิมของ Huawei อย่าง Hybrid Zoom ยังคงติดมาให้นะจ๊ะ โดยจะใช้การรวมภาพของทั้ง 2 เลนส์ที่มีความละเอียดสูงมาประมวลผลของภาพเวลาซูมให้ยังคมชัดแม้จะไม่ได้มีเลนส์ Optical มาให้จริงๆก็เถอะ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากการซูมแบบ Hybrid Zoom 2X ในเรื่องของการเก็บรายละเอียดกับช่วงซูมก็ทำได้ดีทีเดียว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้เลนส์เทเลจริงๆก็ตาม ทำให้เราได้ระยะที่ใกล้ขึ้นไปอีก ในความคมชัดที่ยังอยู่เกือบครบถ้วน

Aperture หน้าชัดหลังเบลอได้ตามสะดวก

มาต่อกันที่โหมด Aperture เหมือนเดิมครับ โหมดนี้การใช้งานหน้าชัดหลังเบลออันเป็นเอกลักษณ์ของ Huawei ยังทำได้ง่ายดายครับ เราสามารถเลือกแตะโฟกัสพร้อมทั้งเลือกระดับความเบลอหลังได้เลยจาก f/16 ไปถึง f/0.95 อยากเบลอหลังแค่ไหนก็เลือกเอาครับในหน้า UI กล้องก็จะพรีวิวความเบลอไว้ให้ดูเลยด้วยสะดวกดี หรือถ้าไม่ถูกใจก็ไปเลือกจุดโฟกัสหรือค่า f/stop เพิ่มเติมได้ใน Gallery อีกทีครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Aperture คุณภาพโดยรวมทำได้ดีครับ การเบลอฉากหลังทำได้เนียนตาดี ด้วยความที่เลนส์นั้นมีค่ารูรับแสงกว้างถึง f/1.8 จริงๆ การละลายด้วยซอฟต์แวร์เพิ่มเข้าไปก็ดูเนียนขึ้น

Portrait หน้าคนก็เนียนแถมหลังก็เบลอให้ด้วย

ในโหมด Portrait จะเน้นไปที่การถ่ายภาพคนเป็นหลัก โดยจะมีให้เลือกระดับความ Beauty ของใบหน้าอยู่ 10 ระดับ อยากได้หน้าเนียนเท่าไหนก็ปรับเอาเลย หรือจะเลือกเปิดละลายฉากหลังก็ทำได้ แต่ที่พิเศษกว่านั้นก็คือมีความสามารถ 3D Lighting Effect มาเพิ่มลูกเล่นในการถ่ายภาพคนให้สวยยิ่งขึ้นไปอีก

ซึ่งฟีเจอร์นี้ให้เราเล็งที่หน้าของแบบใกล้ๆหน่อยจนคำว่า 3D ขึ้นสีเหลืองจากนั้นเราก็สามารถเลือกเอฟเฟกต์ของแสงที่จะมากระทบบนหน้าเราได้ถึง 5 แบบแล้วล่ะ ประกอบด้วย Soft Lighting, Butterfly Lighting, Split Lighting, Stage Lighting และ Classic Lighting ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait รวมๆแล้วโหมดนี้ก็ใช้งานได้ง่ายดีครับ ตัวแอปจับใบหน้าได้ค่อนข้างดี และปรับโทนต่างๆได้เนียนระดับนึง ในเรื่องของการละลายฉากหลังก็สวยงามเพิ่มพวก Bokeh เข้ามาให้ด้วย ส่วน 3D Portrait Lighting ก็ทำได้น่าสนใจปรับทิศทางของแสงภายหลังได้ แต่ก็มีข้อจำกัดคือเราต้องเล็งไปที่หน้าแบบค่อยข้างใกล้ถึงจะติดในโหมดนี้ได้น่ะนะ

Night Shot ถ่ายกลางคืนนิ่งๆไม่ต้องพึ่งขาตั้งกล้อง

ในการถ่ายภาพกลางคืน โหมดนี้ก็ดูจะเป็นที่ฮือฮามากๆบน P20 Series เพราะตัวเครื่องใส่ระบบกันสั่นด้วย AI หรือ AI Image Stabilization (Huawei A.I.S.)เข้ามาช่วยให้เราสามารถถือด้วยมือเปล่าถ่ายภาพกลางคืนได้โดยที่ภาพออกมาไม่สั่นแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเลยล่ะ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Night Shot อย่างที่เห็นว่าการลาก Shutter Speed นานๆนั้นช่วยให้ได้ภาพที่สวยและดีงามในเวลากลางคืนจริงๆ ใน Night Shot นี้จะเพิ่มสภาพแสงหลายๆอย่างรวมกันให้ภาพที่ได้ไม่ Over หรือ Under จนเกินไป เท่าที่ลองจริงๆเราสามารถถือนิ่งได้ที่ราว 6 วินาทียังได้ภาพที่ไม่สั่นอยู่ด้วย Huawei A.I.S. ช่วยไว้จริงๆ

โหมด Pro ปรับทุกอย่างเอาเองเลยถ้าไม่พอใจ

โหมด Pro ของ P20 ก็ยังคงมีให้เลือกปรับเหมือนเดิมครับ โดยจะมีค่าให้เลือกปรับอยู่ 6 ตัวเลือกหลักๆคือ การวัดแสง, ISO (ปรับได้ตั้งแต่ 50 - 3200), Shutter Speed (ตั้งแต่ 1/4000 - 30 วินาที), EV (-4 ถึง +4), ระบบโฟกัส (AF หรือ MF)และ White Balance (เลือกปรับ Kevin เองได้ด้วย) ครับ นอกจากนี้ยังสามารถบัทึกภาพเป็นไฟล์ RAW ได้ด้วยในโหมด Pro นี้ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Pro ตรงนี้เราสามารถปรับการตั้งค่าๆได้เอง ก็ทำให้ถ่ายภาพแนวๆลากไฟได้ด้วย แต่ตรงนี้แนะนำว่าใช้ขาตั้งกล้องอย่างเดียวนะครับ เพราะ Huawei A.I.S. ไม่ได้ใช้ที่โหมดนี้ได้ด้วย :P

โหมด Light Painting ลากไฟยาวๆไปเลยก็ได้

ในโหมดโปรเราสามารถปรับค่าอะไรต่างๆได้เองก็จริง แต่สำหรับใครที่อยากถ่ายลากไฟแบบง่ายๆไม่ต้องมาเลือกปรับค่า Shutter Speed, ISO เอง เลื่อนมาเลือกโหมด Light Painting แทนก็ได้ครับ เพราะตัวระบบค่อนข้าง Auto ดี ไม่ต้องปรับอะไรให้ยุ่งยาก มีให้เลือกทั้งแบบ Traffic trails (เส้นไฟบนท้องถนน), Light Graffiti (เขียนไฟ), Star trails (ดาวหมุน) และ Silky Water (น้ำตก)

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Light Paiting จะเห็นว่าในภาพเส้นไฟนั้นออกมาเยอะมากๆเมื่อเทียบกับการตั้งค่าจริงๆของโหมด Pro ที่ติดข้อจำกัดเรื่องการลาก Shutter Speed นานๆแล้วภาพสว่างเกินไป (ลดทุกค่าต่ำสุดแล้วก็ยังจ้าอยู่ดี) แต่บนโหมด Light Painting นี้ตัวระบบจะไม่เก็บแสงจากทั้งภาพแต่เน้นไปที่วัตถุที่เคลื่อนไหวเท่านั้น ทำให้เราสามารถลากชัตเตอร์ยาวเป็น 10 - 20 วินาทีก็ได้ โดยที่แสงหลักๆนั้นยังเท่าเดิม แต่ ! ข้อจำกัดของโหมดนี้ก็คือถ้าตอนเราแตะโฟกัสหรือเล็งภาพไว้แต่แรกมืดภาพที่ออกมาก็จะมืดไปด้วยเช่นกันครับ อ๊ะ ! ลืมบอกโหมดนี้ก็ยังคงต้องใช้ขาตั้งเหมือนกันเน้อ

ขาว-ดำชั้นเลิศกับเลนส์ Leica

กล้องขาว-ดำก็เป็นจุดเด่นอีกจุดของสมาร์ทโฟน Huawei เพราะใส่มาหลายรุ่นแล้ว รุ่นนี้ก็ยังติดมาให้เหมือนเดิม ความละเอียดที่ 20 ล้านพิกเซล f/1.6 เหมือนเดิมครับ ในโหมด Monochrome ยังมีแยกย่อยออกไปอีก 4 ตัวเลือกคือ Normal (ปกติ), Aperture (หน้าชัด-หลังเบลอ), Portrait (ภาพบุคคล) และ Pro ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Monochrome ในเรื่องของโทนขาว-ดำยังคงไม่ทำให้ผิดหวัง แสงเงาและคอนทราสต์ทำได้ยอดเยี่ยมดีทีเดียว แถมในภาพบุคคลก็มีให้เลือกโหมด Portrait แล้ว หรือจะเป็นหน้าชัดหลังเบลอก็ทำได้เช่นกัน

Super Slow Motion ก็ได้อีกแหนะ

เป็นฟีเจอร์ที่เราเริ่มจะเห็นในงานวิดีโอบนสมาร์ทโฟนมากขึ้นสำหรับ Super Slow Motion ซึ่งบน P20 ก็สามารถบันทึกได้ที่ 960fps ความละเอียด HD การทำงานจะเป็นแบบ One Shot คือเราไม่สามารถเลือกจุดที่สโลว์หลังถ่ายได้ กดถ่ายปุ๊บตัวกล้องจะถ่ายพร้อมประมวลผลออกมาเป็นคลิป Super Slow Motion ให้เองแบบนั้นครับ

ตัวอย่างคลิปวิดีโอ 960fps คุณภาพโดยรวมทำได้ดีเลย เก็บแสงได้สว่างพอสมควร แต่การกะจังหวะต้องใช้ความเคยชินนิดหน่อยเพราะเราไม่สามารถกดแช่รอแล้วค่อยมาเลือกจังหวะสโลว์ได้ พอเป็นแบบ One Shot ก็จำเป็นต้องกดแล้ววัดดวงเอาเลย

ในส่วนของวิดีโอแบบปกติรุ่นนี้ก็มาพร้อมระบบกันสั่นที่ยอดเยี่ยมดีทีเดียว อย่างในคลิปตัวอย่างที่ถ่ายมาถึงแม้จะวิ่งก็ยังได้คลิปที่นิ่งมากๆเลยล่ะ แต่ตรงนี้ต้องบอกว่าความสามารถกันสั่นนี้จะใช้ได้ที่ความละเอียด Full-HD 30fps เท่านั้น ถ้าปรับไปเป็น Full-HD 60fps หรือ 4K กันสั่นไม่เนียนเท่านี้นะ

กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซลเลยนะเออ

ในส่วนของกล้องหน้ารุ่นนี้ให้ความละเอียดมาสูงถึง 24 ล้านพิกเซลเลยทีเดียว มีโหมด Portrait มาให้จะเลือกหน้าชัดหลังเบลอหรือระดับความเนียนใสของใบหน้าก็ตามสะดวกเลยครับ นอกจากนี้ตัว 3D Lighting ก็ใช้ได้บนกล้องหน้าด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ P20 จะเห็นว่าความสวยเนียนของกล้องหน้าตัวนี้นั้นทำได้ดีทีเดียว ด้วยเอฟเฟกต์ความเนียนที่ใส่ไปได้พอดี บวกกับความละเอียดที่คมชัดมากๆ สีสันก็สวยและสดกำลังดีเลยและการละลายฉากหลังด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งถึงจะไม่ได้เนียนมากเท่ากับของกล้องหลังที่เหมือนใช้เลนส์กล้องจริงๆ แต่ก็พอให้ได้รายละเอียดความเบลอหลังแบบที่กล้องหน้าควรจะมีล่ะครับ

แบตเตอรี่อยู่ได้นานไหมชาร์จไวรึเปล่า ?

ปิดท้ายในเรื่องของการใช้งานแบตเตอรี่ ด้วยความจุแบตฯที่ให้มา 3400 mAh เมื่อเทียบกับขาดหน้าจอและสเปคต้องถือว่าเยอะพอสมควรเลย และจากที่ใช้งานจริงมาก็พบว่าทำได้ดีทีเดียวครับ ใช้งานได้ตลอดทั้งวันในการทำงานทั่วๆไป ส่วนถ้าจะเล่นหนักๆหน่อยก็ยังไหวอยู่พ้นวัน แต่ถ้าถามว่าอึดเท่ากับ P20 Pro ไหม ? รุ่นนี้แอบอึดน้อยกว่านิดหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่อึดมากๆเลยล่ะสำหรับ P20 เนี่ย

ส่วนเรื่องการชาร์จยังได้ระบบ SuperCharge มาประหยัดเวลาในการชาร์จเหมือนเคย ทาง Huawei เคลทไว้ด้วยเลยว่าถ้าใช้สายชาร์จและอแดปเตอร์ที่แถมมาในกล่องนั้นนอกจากเร็วแล้วยังปลอดภัยหายห่วงได้เลยครับ

สรุปแล้วน่าสนใจแค่ไหน P20 !?

Huawei P20 ก็ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพเรื่องกล้องน่าสนใจมากๆในกลุ่มเรือธงราคาต่ำ 20,000 บาท เพราะด้วยฟีเจอร์กล้องที่ให้มาไม่แพ้รุ่น Pro เลยทั้งในเรื่องของ Master AI ที่จะมาช่วยให้การถ่ายภาพของเราๆง่ายและสวยขึ้นเพียงกดปุ่มชัตเตอร์, Night Shot ภาพกลางคืนสวยง่ายโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง, Portrait หลังละลายหน้าเนียนได้ หรือ Super Slow Motion ระดับ 960fps ก็ทำได้เหมือนกันหมด ส่วนในเรื่ิองรูปลักษณ์และสเปคภายในก็ใกล้เคียงในขนาดที่พกพาได้ง่ายกว่าอีกนิด รวมๆแล้วใครที่อยากได้กล้องเทพๆดีไซน์เครื่องสวยๆแต่งบไปไม่ถึงรุ่น Pro ตัว P20 นี้ก็ยังตอบโจทย์และมอบประสบการณ์ของ P20 Series ได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันครับ :D

ราคาค่าตัวของ Huawei P20 อยู่ที่ 19,990 บาทครับ

จุดเด่น

  • กล้องหลังคู่พร้อม Master AI ฉลาดและง่ายต่อการถ่าย
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซลสวยเนียน
  • ดีไซน์สวยเด่น (โดยเฉพาะสี Pink Gold)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 ทำงานได้อย่างลื่นไหล
  • รัน Android 8.1 Oreo ตัวล่าสุด
  • รองรับ 2 ซิม

จุดสังเกต

  • ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.แล้ว
  • ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD ได้ (แต่ในเครื่องให้มามากถึง 128GB แล้ว)
  • เลนส์กล้องหลังนูนออกจากตัวเครื่องเสี่ยงต่อการเป็นรอย

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite