Review : Huawei P20 Pro สมาร์ทโฟนที่จะมาสร้างนิยามใหม่ของการถ่ายภาพบนมือถือด้วยกล้องหลัง 3 ตัว !!

เฮียแม็พ | 3 เม.ย. 2561 19:48:34

94132

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Huawei P20 Pro สมาร์ทโฟนที่จะมาสร้างนิยามใหม่ของการถ่ายภาพ
บนมือถือด้วยกล้องหลัง 3 ตัว
!!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย น่าจะเป็นรีวิวที่หลายคนรอคอยมากที่สุดในช่วงนี้เลยก็ว่าได้สำหรับ Huawei P20 Pro เรือธงรุ่นล่าสุดของ Huawei ที่สร้างความฮือฮาให้เราๆได้อย่างเหลือเชื่อ ด้วยดีไซน์ที่สวยหรูชวนหลงใหลและกล้องหลังที่ให้มามากถึง 3 ตัวอีก เอาเป็นว่าอย่ารอช้ามาอ่านรีวิวของสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นนี้กันเลยดีกว่าครับ :D

แกะกล่อง P20 Pro

เริ่มกันด้วยตัวกล่องกันก่อนเลย รอบนี้แอบเสียดายที่กล่องไม่มีลูกเล่นหรือความหวือหวาในแบบรุ่นก่อน เป็นทรงปกติที่เปิดขึ้นจากด้านบนเฉยๆ ต่างจากรุ่นก่อนๆที่มักจะมีลูกเล่น P10 เปิดจากตรงกลางหรือ P8 ที่ดึงออกจากด้านข้าง เป็นต้น อะ เรื่องกิมมิคช่างมันก่อน มาดูรายละเอียดที่หน้ากล่องกันหน่อย หน้ากล่องระบุชื่อรุ่นชัดๆครับว่า Huawei P20 Pro ไม่ต้องกลัวซื้อสลับกับ P20 นะ และเอกลักษณ์จุดแดง Leica รอบนี้เพิ่มเป็น Triple Camera แล้วนะจ๊ะ

ดูหน้ากล่องเสร็จแล้วมาเช็คอุปกรณ์ภายในกล่องกันก่อนเลย แต่อันนี้ต้องบอกก่อนว่าตัวเครื่องที่เราได้มาเป็นเครื่องรีวิวเพราะฉะนั้นของภายในอาจจะได้มาไม่ครบซะทีเดียวครับ ซึ่งของที่ให้มาในชุดนี้ก็จะประกอบด้วยกัน 6 อย่างดังนี้

  • ตัวเครื่อง P20 Pro
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ (รองรับ Super Charge)
  • หูฟัง USB Type-C
  • ตัวแปลงพอร์ต 3.5 เป็น Type-C

ในกล่องไม่มีแถมเคสมาให้แต่เชือว่าตัวเครื่องเวอร์ชั่นขายจริงคงมีติดมาเหมือนเดิมล่ะครับ แต่คงต้องมาลุ้นกันว่าจะเป็นแบบไหนเนอะ

ยลโฉมกันเลยดีกว่า

เอ้า เสียเวลากับตรงแกะกล่องไปตั้งหลายบรรทัด มาเข้าเรื่องตัวเครื่องแบบชัดๆกันเลยดีกว่าเนาะ Huawei P20 Pro มาพร้อมดีไซน์แบบปรับใหม่หมดจดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆของ Huawei (แต่ก็แอบคล้ายกับบางรุ่นของแบรนด์อื่นเหมือนกัน :P)มาพร้อมหน้าจอแบบ FullView แบบใหม่ที่เต็มพื้นที่มากขึ้นและมาพร้อมกับติ่งบนหน้าจอด้วย

ในเรื่องการแสดงผลต้องยอมรับเลยว่าสวยงามซะจริงด้วยหน้าจอแบบ OLED ขนาด 6.1 นิ้วแทบจะเต็มไปทั้งพื้นที่ด้านหน้าแบบนี้พร้อมขอบที่โค้งมนหน่อยๆ ให้ความรู้สึกที่แปลกไปจากตอน Mate 10 Pro ที่ยังมีความเหลี่ยมๆและไม่เว้าเท่าไหร่ อัตราส่วนด้วยความที่หน้าจอมีรอยบากหรือติ่งเพิ่มเข้ามาหน้าจอจึงต้องยาวขึ้นไปกว่าเดิมหน่อย เป็น 18.7:9 ในความละเอียด 2244 x 1080 พิกเซล เป็น FHD+ นะครับ

เหนือหน้าจอเห็นชัดว่ามีติ่งโผล่ออกมาแต่ก็ไม่ถึงกับใหญ่กินพื้นที่เท่าไหร่ เป็นติ่งเล็กๆเท่านั้น ซึ่งข้างในนี้จะมีไฟ LED แจ้งเตือน, ลำโพงสนทนาและกล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซลอยู่ครับ

ถึงแม้จะบอกว่าติ่งบนหน้าจอไม่มากเท่าไหร่ แต่ถ้าคนไม่ชอบก็คงไม่ชอบจริงๆแหละเนอะ ตรงนี้ทาง Huawei เขาก็มีวิธีแก้ด้วยการเพิ่มแถบดำเข้ามาให้ปิดให้แถบด้านบนกลืนกันไปหมดได้ด้วย เราสามารถไปตั้งค่าเพิ่มเติมได้ที่ Settings > Display > Notch ครับ

ส่วนด้านล่างหน้าจอแอบมีขอบหนาขึ้นมาหน่อย (เมื่อเทียบกับด้านบน) เพราะมีการใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้ามาไว้ที่ด้านหน้านี้ด้วย ซึ่งตัวปุ่มนี้จะไม่สามารถกดลงไปได้จริงๆ ใช้งานเป็นปุ่มควบคุมได้ด้วยแบบเดียวกับตอน P10

กรอบตัวเครื่องเป็นโลหะเคลือบให้มันวาวนิดหน่อยจับถือได้ถนัดดีเพราะขอบโค้งรับกับตัวกระจกได้เป็นอย่างดีไม่เหลี่ยมบาดมือเท่าไหร่

ช่องใส่ซิมจะอยู่ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่อง โดยรุ่นนี้จะใส่ได้ 2 ซิม (NANO-SIM)และไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD ได้แล้วนะจ๊ะ

ปุ่มกดอยู่ทางด้านขวาเหมือนเดิม แบ่งเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงและปุ่ม Power ตรงปุ่ม Power มีการไฮไลท์แถบสรแดงเข้ามาด้วย สวยดีครับ

ด้านล่างเครื่องมีไมโครโฟนสนทนาอยู่ฝั่งซ้าย ตรงกลางเป็นพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงหลักของตัวเครื่องอยู่ที่ฝั่งขวาครับ ไม่ต้องถามหาพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.นะครับ เอาออกไปเรียบร้อยแล้ว

ด้านบนมีตัว Infrared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทควบคุม และไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวนครับ

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังเครื่องนี่แหละที่เป็นไฮไลท์เลย รอบนี้ใช้วัสดุกระจกเคลือบสีที่สวยงามมากๆ อย่างเครื่องที่เราได้มาเป็นสี Midnight Blue มีความแวววาวและสะท้อนแสงได้อย่างงดงาม น้ำเงินโทนนี้ก็ดูหรูหรามากๆด้วยเช่นกัน

ฝาหลังเป็นกระจกทำมุมโค้งแบบ 4 มุมสวยๆ จับได้กระชับมือมีความหนืดของตัวเครื่องอยู่นิดหน่อยไม่ลื่นมือจนเกินไปครับ แต่ด้วยความที่เป็นกระจกปัญหาใหญ่อย่างรอยนิ้วมือก็ยังคงตามมาหลอกหลอนเหมือนเคย ความสวยก็ต้องมาคู่กับเลอะแบบนี้ล่ะเนอะ :P

เลนส์กล้องสลับตำแหน่งมาไว้ที่มุมซ้ายบนวางไว้ด้วยกัน 3 ตัวเรียงลงมาแบบนี้เลย ซึ่งจะแบ่งเป็นเลนส์ซูม 3X 8 ล้านพิกเซล, เลนส์ตัวหลัก 40 ล้านพิกเซล,เลนส์ Monochrome 20 ล้านพิกเซล และไฟแฟลช Dual Tone อย่างที่เห็นเลย

เลนส์กล้องทั้ง 3 ตัวมีความนูนออกมาจากตัวเครื่องพอสมควรเลย (โดยเฉพาะเลนส์คู่บน) เวลาวางเครื่องแบบไม่ใส่เคสนี่เสี่ยงเป็นรอยขีดข่วนพอสมควรนะแบบนี้

ด้านหลังสังเกตดีๆว่าจะวางทุกอย่างเป็นแนวนอนทั้งหมด เพื่อให้การจับถือแล้วเหมือนการใช้กล้องมากขึ้นนั่นเองครับ ตัวโลโก้ Huawei ก็ปรับเปลี่ยนฟอนต์ไปเล็กน้อยด้วยนะเนี่ย

ขนาดตัวเครื่องถ้าเทียบกับหน้าจอ 6.1 นิ้วแล้วเรียกว่าไม่ใหญ่เลย ด้วยขนาดตัวเครื่องที่ 155 x 73.9 x 7.8 มม. น้ำหนักก็อยู่ราวๆ 180 กรัมเท่านั้น จับถือใช้งานได้อย่างสะดวกครับ

รวมๆแล้วในเรื่องดีไซน์ต้องบอกว่าการปรับเปลี่ยนดีไซน์ไปใหม่แบบนี้ดูสวยงามแหละเหมาะกับสมัยนิยมแบบนี้มาก ถึงแม้ตัวติ่งหน้าจอจะทำให้หลายคนไม่ชอบใจเท่าไหร่ แต่เท่าที่ลองจับใช้งานมาจริงๆก็ไม่ได้รำคาญสายตาเท่าไหร่ บอดี้สีสวยๆพร้อมความเงางามแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกถึงความพรีเมี่ยมและน่าจับถือยิ่งนัก ถึงแม้พอจับแล้วรอยนิ้วมือจะมากันเพียบก็เถอะ แต่สวยขนาดนี้ก็ยอมล่ะครับ *0*

Huawei P20 Pro มาพร้อมสีสันเด็ดๆทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น Midnight Blue (สีที่เรารีวิว), Black, Pink Gold และสีใหม่ Twilight ไล่สีกันอย่างงดงามเลยทีเดียว ส่วนสีไหนจะวางจำหน่ายในบ้านเราบ้างรอคอนเฟิร์มอีกทีครับ

สเปค Huawei P20 Pro

  • รัน Android 8.1 Oreo ครอบด้วย EMUI8.1
  • หน้าจอ OLED 6.1 นิ้ว FHD+ (1080 x 2244 พิกเซล) อัตราส่วน 18.7:9
  • ชิปเซ็ต Kirin 970 Octa-core 2.36GHz
  • ชิปกราฟิก Mali-G72MP12 GPU
  • แรม 6GB
  • รอม 128GB
  • แบตเตอรี่ 4000 mAh
  • รองรับระบบ Super Charge
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง 3 ตัว Leica SUMMILUX-H 40 + 20 + 8 ล้านพิกเซล f/1.8 + f/1.6 + f/2.4
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับสแกนใบหน้า
  • รองรับ 2 ซิม (4G ได้ทั้ง 2 ซิม)
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67

ในส่วนของสเปคภายในดูดีๆแล้วแทบจะเหมือนยกสเปคของ Huawei Mate 10 Pro มาอัปเกรดกล้องเข้าไปเลย เพราะหลักๆแล้วใช้ชุดเดิมแทบทั้งหมดทั้ง หน่วยประมวลผล Kirin 970 ตัวเดียวกัน, แรม 6GB รอม 128GB เท่ากัน, แบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh เหมือนกัน จุดที่แตกต่างกันจริงๆคือเรื่องของหน้าจอที่ P20 Pro ใหญ่กว่า 0.1 นิ้ว และกล้องที่อัปเกรดขึ้นมาอย่างล้นเหลือจากกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซลมาเป็น 24 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 2 ตัวเป็น 3 ตัวความละเอียด 40 + 20 + 8 ล้านพิกเซล กันเลยทีเดียวตัวเลนส์ยังคงเป็น Leica SUMMILUX เหมือนเดิมครับ

สเปคนี้เร็วแรงขนาดไหน

ในเรื่องสเปคเท่าที่เห็นก็ยังคงเร็วแรงเหมือนเคย แต่จะให้เห็นภาพคร่าวๆก็มาทดสอบประสิทธิภาพผ่านแอปทดสอบยอดนิยมให้เห็นตัวเลขกันสักหน่อยละกันครับ แอปที่ใช้ก็จะมี AnTuTu Benchmark และ GeekBench เหมือนเคยครับ

คะแนนทดสอบของ AnTuTu Benchmark ออกมาสูงถึง 201074 คะแนนเลยทีเดียว

คะแนนทดสอบจากแอป GeekBench 4.0 ออกมาที่ 1919 คะแนนสำหรับ Single-Core และ 6774 คะแนนสำหรับ Multi-Core

อ๊ะๆ...ยังไม่หมด แถมให้อีกอย่างละกันเพราะเห็นถามเข้ามาเยอะว่า P20 Pro ใช้หน่วยความจำแบบไหนกันแน่ เราก็เลยโหลดแอป AndroBench มาทดสอบความเร็วคร่าวๆ โดยความเร็วการอ่านจะอยู่ที่ราวๆ 831MB/s ส่วนเขียนอยู่ที่ 195MB/s ก็เร็วตามมาตรฐานสูงสุดตอนนี้แหละเนอะ

OS เวอร์ชั่นใหม่

ในเรื่องของระบบปฏิบัติการ P20 Pro นั้นมาพร้อมกับ Android 8.1 เวอร์ชั่นล่าสุดจาก Google เลยพร้อมครอบ EMUI8.1 เวอร์ชั่นใหม่เข้ามาอีกด้วย

แต่หน้าตาโดยรวมก็ไม่ต่างจากเดิมมากเท่าไหร่ มีการปรับเปลี่ยนไอคอนให้สดใสมากขึ้น ชุด Wallpaper แบบใหม่ให้เข้ากับหน้าจอยาวๆและติ่งบนหน้าจอ เราสามารถแบ่งปรับรูปแบบของหน้าหลักให้มีหรือไม่มี App Drawer ก็ได้ (ค่าเริ่มต้นไม่มี) โดยเข้าไปตั้งค่าได้จาก Settings > Display > Home Screen Style ครับ

Gesture และ Motion Control

ลูกเล่นพวก Motion Control ต่างๆก็ยังคงมีติดเครื่องมาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า คว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงการปลุก, ลดเสียงเมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเวลามีสายเข้าหรือจะเป็นการยกเครื่องขึ้นมาเพื่อปลุกหน้าจอ เป็นต้น ตรงนี้เราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control > Flip , Pick Up และ Raise to Ear ครับ

ระบบ Knuckle Geatures ฟีเจอร์อย่างการใช้ข้อนิ้วมาใช้ในการจับภาพหน้าจอที่ใส่มาตั้งแต่ Huawei P8 ส่งต่อมาเรื่อยๆจนถึงรุ่นนี้ก็ยังมีให้ใช้อยู่มีทั้งรูปแบบการเคาะ 2 ครั้งเพื่อจับภาพหน้าจอ , วาดเป็นตัวอักษณเพื่อเข้าแอปต่าง และยังมีการแบ่งจอทำ 2 แอปในหน้าจอเดียวได้อีกด้วย โดยเข้่าไปเปิดการตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control> Knuckle Geatures

รูปแบบ Multi-Window หรือการแบ่ง 2 หน้าจอทำได้เช่นเดียวกัน เพราะรอบนี้ซีรีส์ P มีหน้าจอใหญ่(กว่า) Mate ซะแล้ว แล้วยิ่งได้หน้าจอยาวๆแบบนี้ การแบ่ง 2 หน้าจอเราก็จะได้พื้นที่หน้าจอที่เต็มตาและใช้งานได้จริงด้วยนะ การใช้งานะใช้ข้อนิ้วขีดกลางหน้าจอก็ได้หรือ กดที่ Recent App ค้างไว้ ก็ได้ครับ

ระบบสแกนลายนิ้วมือด้วยตำแหน่งที่คุ้นเคย

อย่างที่บอกไปว่า Huawei P20 Pro นั้นมาพร้อมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหน้าตัวเครื่อง (ล่างหน้าจอ) กลับมาแล้ว แบบเดียวกับ Mate 10 (เฉยๆ) ซึ่งหลายคนคงเคยชินกับการสแกนที่ด้านหน้านี้มากกว่าเพราะเวลาวางเครื่องอยู่ก็สามารถปลดล็อคได้ ซึ่งการใช้งานบน P20 Pro นี้ก็ทำได้รวดเร็วทีเดียว แตะปุ๊บติดปั๊บ แบบเดียวกับตอน P10 เลยล่ะ

นอกจากนี้ก็ยังให้ระบบ Face Unlock มาให้ด้วย การทำงานต้องบอกเลยว่ารวดเร็วมาก หลังจากที่เราตั้งค่าต่างๆเรียบร้อย การสแกนก็ทำแค่กดปุ่ม Power แล้วมองที่หน้าจอตัวเครื่องก็จะปลดล็อคได้ทันที ซึ่งเท่าที่ลองมาเร็วจริงๆเร็วกระทั่งไม่ทันได้เห็นหน้า Lock Screen เลยกดปุ่ม Power แล้วก็เหมือนปลดล็อคได้เลยยังไงยังงั้น หรือถ้าตั้งระบบ Raise to Wake มาด้วยนี่ยิ่งแล้วใหญ่ หยิบมือถือขึ้นมา มองจอ ปลดล็อคแล้ว *0*

ในเรื่องความปลอดภัยกับฝาแฝดเท่าที่ลองตอนนี้ยังคงปลดล็อคได้อยู่ แต่ตรงนี้ทุกรุ่นที่ลองทดสอบมาก็โดนหลอกกันหมดไม่ว่าจะเป็น Galaxy S9, iPhone X ก็ไม่เว้นครับ คนมีแฝดก็คงต้องระวังเขาแอบเอาไปใช้หน่อยล่ะ :P

กันน้ำกันฝุ่นด้วย

กลายเป็นคุณสมบัติของเรือธงทุกรุ่นแล้วที่จำเป็นต้องกันน้ำกันฝุ่นได้แทบทั้งหมดแล้ว ซึ่ง P20 Pro นั้นสามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP67 คือลงน้ำระดับ 1 เมตรได้นาน 30 นาที เผื่อฉุกเฉินทำเครื่องตกน้ำหรือต้องลุยฝนหนักๆเราก็จะมั่นใจได้ว่า P20 Pro ของเราจะไม่พังไปง่ายๆแน่นอนครับ

ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมล่ะมีปัญหารึเปล่า ?

น่าจะเป็นจุดที่หลายคนสงสัยเหมือนกันเพราะด้วยหน้าจอที่มีติ่งของ P20 Pro นี้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องการแสดงผลเวลาดูหนังหรือเล่นเกมแบบ iPhone X ที่โดนติ่งบังอยู่รึเปล่า ตรงนี้ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ครับ เพราะ P20 Pro นั้นจะใช้ตัวแถบ Noti สีดำเข้ามาช่วยปิดตัวติ่งเวลาทำงานในแนวนอนได้อย่างเนียนทีเดียว อย่างการดูหนังหรือดู YouTube นี่เวลาเรากดขยายให้เต็มจอ ตัวขอบจอจะไปสุดที่มุมแล้วมีการสร้างขอบสีดำเข้ามาทดแทนให้แสดงผลได้เต็มหน้าจอแบบ 18:9 ปกติ

เพราะฉะนั้นในเรื่องการดูไฟล์วิดีโอก็จะกลายเป็นหน้าจอแบบสมาร์ทโฟนจอ FullView ปกติ ไม่มีติ่งมากินเนื้อหาแบบ iPhone X ไป ส่วนการแสดงผลต้องยอมรับว่าทำได้ดีจริงๆถึงแม้ว่าความละเอียดจะอยู่ที่ FHD+ แต่ด้วยหน้าจอแบบ OLED ทำให้สีสันสวยสดมากๆ สีขาวออกนวล ไม่อมเหลือง มองด้วยตาเปล่าความละเอียดแบบนี้ก็เรียกว่าสวยคมพอแล้วครับ

เรื่องเสียงรุ่นนี้ให้ลำโพงคู่มาเช่นเคย ใช้งานร่วมกันระหว่างลำโพงสนทนากับลำโพงหลักของตัวเครื่อง พร้อมระบบ Dolby Atmos เพิ่มความ Surround ของลำโพงได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของเสียงผ่านหูฟังก็แน่นมากๆ มีระบบเสียง HiSense ใหม่ที่ Huawei พัฒนาขึ้นมาด้วย แต่น่าเสียดายที่ตัดเอาแจ็คหูฟัง 3.5 มม.ออกไป แต่ยุคนี้ถ้าใช้หูฟังไร้สายอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหาเท่าไหร่เนอะ หรือถ้ายังใช้แบบมีสายอยู่ก็ยังใช้ตัว Dongle ที่แถมมาในเครื่องใช้ควบคู่กันไปได้อยู่

มาพูดถึงเรื่องการเล่นเกม เรื่องหน้าจออย่างที่บอกว่าไม่มีปัญหาเท่าไหร่ เพราะมีการถมดำตรงแถบ Noti มาให้แล้ว เวลาเล่นเกมก็จะทำให้ได้เต็มหน้าจอเหมือนกัน ส่วนเกมที่เราจะทดสอบก็แน่นอนว่าเป็นเกมสุดฮิตในตอนนี้อย่าง ROV และ PUBG Mobile นั่นเอง

สำหรับ ROV สามารถปรับระดับกราฟิกได้สูงสุด, เปิดภาพ HD ได้ ปรับเฟรมเรตสูงได้ เรียกว่าปรับสุดได้หมดตามที่ตัวระบบมีให้เลือก เฟรมเรตในเกมเมื่อเล่นจริงจะอยู่ราวๆ 40-59fps แต่ถ้ามีจังหวะที่ตีกันหนักๆจริงๆจะหล่นไปอยู่ที่ราวๆ 25-40fps ประมาณนั้นเลย ตรงนี้ไม่ต่างจากตอน Mate 10 Pro เท่าไหร่นัก เรียกว่ายังเล่นได้ไม่นิ่งสุด แต่ก็เล่นได้เพลินๆในเฟรมเรตกลางๆครับ

สำหรับ PUBG เราสามารถปรับเฟรมเรตได้ที่ระดับสูง ส่วนกราฟิกได้ที่ HD สูงสุด เรียกว่าปรับได้สุดของสมาร์ทโฟน Android ตอนนี้แล้ว จากเท่าที่ลองเล่นจริงๆก็ถือว่าลื่นอยู่ในระดับดีมากเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ถึงกับลื่นแบบไร้อาการกระตุกซะทีเดียว จังหวะที่มีองค์ประกอบฉากเยอะอย่างหญ้าหรือฉากขับรถก็แอบมีหน่วงๆบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ รวมๆคือเล่นได้ลื่นเลยแหละ

กล้องหลัง 3 ตัวใช้งานยังไง ทำไมดูเว่อวัง !?

ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย กับเรื่องกล้องที่เป็นจุดเด่นสุดๆของรุ่นนี้เพราะถือเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นแรกเลยก็ว่าได้ที่ใกล้กล้องหลังมามากถึง 3 ตัว หลายคนอาจจะสงสัยว่าให้กล้องมาเยอะขนาดนี้ มันใช้งานยังไงกันแน่ เรามาทำความเข้าใจกันทีละอย่างเลยละกันครับ

1.กล้องหลักสี RGB - อันนี้ก็คือกล้องหลักที่เราจะได้ใช้งานกันมีความละเอียดสูงสุอยู่ที่ 40 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงกว้าง f/1.8

2.กล้อง Monochrome (ขาว-ดำ) - กล้องขาว-ดำที่เป็นเอกลักษณ์ของ Leica ยังคงติดมาด้วยบนรุ่นนี้โดยมีความละเอียดอยู่ที่ 20 ล้านพิกเซล f/1.6 ครับ

3.กล้อง Tele - ส่วนอันนี้เป็นเลนส์ที่ 3 ที่เพิ่มเข้ามาใหม่บนสมาร์ทโฟนของ Huawei คือกล้องเทเลหรือซูม 3X มีค่ารูรับแสง f/2.4

ทั้ง 3 ตัวนี้สามารถใช้งานร่วมกันได้ใช้ประมวลระยะตื้นลึกของภาพในโหมด Aperture หรือ Portrait และแยกกันก็ได้ โดยในโหมดใช้งานปกติ Auto ก็แน่นอนว่าใช้กล้องตัวหลัก 40 ล้านพิกเซลนี่แหละช่วงเลนส์กว้าง 27 มม. ถ้าเราสลับไปโหมด Monochrome จะสลับไปกล้องขาว-ดำแทน หรือถ้ามีการซูม 3X ก็จะสลับมาใช้กล้องเทเลแทนครับ

หน้า UI กล้องใหม่ เลื่อนเลือกโหมดแต่ปรับยากกว่าเดิม ! UI กล้องของ P20 Pro มีการปรับให้ต่างไปจากที่เราคุ้นเคยพอสมควร โดยใช้การเลื่อนที่แถบด้านล่างเพื่อเลือกโหมดแทนที่จะเป็นเมนูเลือกโหมดแบบไอคอน ซึ่งตรงนี้ผมว่าไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ เพราะการสลับโหมดต้องคอยมาเลื่อนๆเอาไม่ใช่ปัดขวาแล้วจิ้มเลือกเอาได้เลยแบบรุ่นก่อนๆ

ตำแหน่งของโหมดเรียงมาเริ่มต้นดังนี้ครับ Aperture, Portrait, Photo (Auto), Video, Pro และ More จะเห็นว่าการเรียงโหมดต่างออกไป โหมด Wide Aperture หรือหน้าชัดหลังเบลอเราไม่สามารถเลือกได้เลยจากหน้าหลักแล้วต้องเลือกโหมดเอานะจ๊ะ

Aperture หน้าชัดหลังเบลอควบคุมได้

Aperture การใช้งานยังเหมือนเดิมคือเราสามารถเลือกจุดโฟกัสแล้วละลายฉากหลังได้หลายระดับตั้งแต่ค่า f/16 - f/0.95 นอกจากนี้ยังสามารถเลือกปรับจุดโฟกัสและความละลายได้หลังถ่ายไปแล้วด้วย ถือว่าเป็นจุดเด่นที่หลายๆแบรนด์ทำไม่ได้เลยนะการเลือกจุดโฟกัสทีหลังเนี่ย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Aperture จะเห็นว่าความเบลอที่ได้จากกล้องของ P20 Pro นี้ทำออกมาได้เนียนตาและดูเป็นธรรมชาติมากๆ ด้วยค่ารูรับแสงที่กว้างขึ้นจริงๆ บวกกับซอฟต์แวร์ที่มีความฉลาดมากขึ้น การละลายฉากหลังจึงมีความเนียนที่สมจริงยิ่งขึ้น แต่ก็ยังพอมีเอ๋อๆบ้างในสภาวะที่มี Object เยอะๆจริงๆหรือตามมุมที่มีความหยักเยอะๆ

Portrait ถ่ายคนเนียนๆ เบลอหลังงามๆ

Portrait หรือโหมดการถ่ายภาพบุคคล โหมดนี้ถูกเพิ่มเข้ามาตั้งแต่ตอน P10 Series บนรุ่นนี้ก็มีมาให้ใช้งานเหมือนเคย รอบนี้ Huawei ปรับมาให้เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลมากขึ้น ตัวกล้องจะคำนวนใบหน้าของแบบเป็น 3เพื่อประมวลผลว่าควรจะใส่รายละเอียดของสีสันใบหน้ายังไงให้ดูสวยขึ้นมา เลือกเปิด-ปิดการละลายฉากหลังได้ เลือกระดับความเนียนของใบหน้าได้ 10 ระดับ

และมีการเพิ่มลูกเล่น 3D Lighting เข้ามาเสริมการปรับทิศทางของแสงและโทนได้ถึง 5 แบบ มีทั้ง Soft Lighting, Butterfly Lighting, Split Lighting, Stage Lighting และ Classic Lighting ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait รวมๆแล้วโหมดนี้ก็ใช้งานได้ง่ายดีครับ ตัวแอปจับใบหน้าได้ค่อนข้างดี และปรับโทนต่างๆได้เนียนระดับนึง หลายคนที่สงสัยว่าหน้าที่ได้มาออกจะเนียนเกินจริงเหมือนภาพวาดไปรึเปล่า ถ้าไม่ชอบความเนียนมากนักแนะนำว่าเลือกระดับของ Beauty เป็น 0 เลยก็จะได้ใบหน้าที่คมชัดปกติพร้อมการละลายฉากหลังสวยๆด้วยแล้ว ข้อดีของ Portrait โหมดบนสมาร์ทโฟน Huawei ก็คือตัวเครื่องจะใช้เลนส์หลักที่ดีที่สุดในการเก็บภาพ ทำให้ค่ารูรับแสงมีกว้างมากเหมาะกับการถ่ายในที่แสงน้อย ภาพ Portrait จาก P20 Pro จึงได้รายละเอียดในที่แสงน้อยดีมากๆ แถมยังสามารถเลือกซูมเข้าเพื่อให้ระดับของภาพออกมาเหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลได้ด้วย หรือถ้าอยากได้ภาพระยะ 80 มม.ก็กดซูมไปที่ 3X ได้ แต่ไฟล์ที่ได้อาจจะดรอปลงมาหน่อยเนื่องด้วยเลนส์เทเลนั้นคุณภาพไม่ได้ดีเท่าตัวหลักอะเนอะ

Master AI ฉลาดล้ำจบในโหมดเดียว

สำหรับความอัจฉริยะของ AI ที่ Huawei พยายามผลักดันก็เริ่มเห็นผลกันบนรุ่นนี้นี่แหละ ตอน Mate 10 Pro เรายังคงเห็นการโชว์ว่าในภาพนี้เป็นซีนอะไรแต่ถ่ายออกมาก็ไม่ได้เห็นความต่างชัดเจนเท่าไหร่ แต่พอมาบน P20 Pro ใช้คำว่า Master AI กันเลย คือระบบจะตรวจจับและคำนวณได้มากถึง 500 แบบ ใน 19 ประเภท และเลือกโหมดและซีนให้เข้ากับภาพนั้นๆโดยอัตโนมัติ อย่างเล็งอาหารก็สลับมาซีน Food เร่งสีให้สดปรับการละลายฉากหลังให้อาหารดูน่ากิน, เล็งวิวที่มีท้องฟ้าสลับไปซีน Blue Sky, เล็งน้องหมาสลับไปซีน Dog หรือเล็งคนก็สลับไปโหมด Portrait ให้เองอัตโนมัติเรียกว่าฉลาดมากเลยล่ะรอบนี้

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆเลยทีเดียวอย่างที่บอกว่าระบบ Master AI นั้นจะเลือกซีนและความเหมาะสมให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆได้เป็นอย่างดี สลับไปโหมดต่างๆได้อย่างอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องกดไปไหนเลย เพียงแค่รอการวิเคราะห์จาก AI สักครู่ที่เล็งถ่ายเท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมายอดเยี่ยมตรงใจเลยแหละภาพไหนอยากได้สดๆก็ปรับให้เลย ภาพไหนอยากได้ละลายหลังก็ปรับให้เช่นกัน เรียกว่ารอบนี้ทาง Huawei ทำการบ้านมาดีจริงๆในส่วนของ AI กับกล้องเพราะไม่ใช่แค่โชว์ซีนเฉยๆแล้ว แต่ปรับโหมดให้ใช้ได้จริงคนที่ไม่ถนัดเรื่องการถ่ายภาพแค่เลือก Auto แล้วรอกดอย่างเดียวได้เลยครับ สะดวกสุดๆ

ซูมได้ซูมดีเพราะมีเลนส์ Optical 3X

อีกจุกที่ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นครั้งแรกบนสมาร์ทโฟน Huawei คราวนี้คือเลนส์ซูมแบบ Optical ถ่ายได้ชัดๆโดยไม่เสียรายละเอียด ซึ่งก่อนหน้านี้ Huawei เลือกใช้การซูมแบบ Hybrid ใช้การรวมภาพระหว่างเลนส์ขาว-ดำและเลนส์สีเข้าด้วยกันเพื่อประมวลผลให้ภาพที่ได้ไม่เสียรายละเอียด (2X)ตรงนี้ก็ดีอยู่แล้วแต่เมื่อบน P20 Pro เพิ่มเลนส์ Optical 3X เข้ามาแทนที่เลยทำให้เราสามารถซูมได้ถึง 3 เท่าจริงๆจากเลนส์จริงๆแล้ว

นอกจาก 3X แบบ Optical แล้วยังสามารถซูมเข้าไปได้อีกเป็น 5X แบบ Hybrid Zoom (แบบเดียวกับที่เคยใช้บน 2X ของรุ่นก่อน) คือการรวมเอาภาพจากกล้องหลัก 40 ล้านพิกเซลและ 8 ล้านพิกเซลเข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้ได้ไฟล์ภาพแบบไม่เสียรายละเอียดแม้จะซูมไปได้ไกลสุดๆ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากการซูม จะเห็นว่า 3X นั้นทำได้ยอดเยี่ยมทั้งในสภาพแสงปกติและแสงน้อยเลยทีเดียว เพราะด้วยตัวเลนส์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ใช้ความสามารถได้จริงๆซูมได้ไกลกว่าคู่แข่งที่ได้ราวๆ 2X เท่านั้น หรือจะซูมไปให้สุดกับระดับ 5X กันไปเลยก็ยังได้คุณภาพที่ยอดเยี่ยมอยู่ เพราะด้วยกล้องหลักที่มีขนาดใหญ่ถึง 40 ล้านพิกเซลแบบนี้จะรวมภาพออกมาก็ยังให้ความละเอียดที่คมชัดอยู่นั่นเองครับ

Night Shot ถ่ายกลางคืนได้ไม่สั่นแม้ไม่มีขาตั้ง

ในการถ่ายภาพกลางคืน ถ้ามืดมากๆจริงๆก็ยังมีโหมด Night Shot มาให้เลือกด้วย โดยโหมดนี้จริงๆก็มีมาให้ใช้งานตั้งแต่สมัย P8 นู่นแล้ว แต่ด้วยความที่การตั้ง Shutter Speed นานๆจำเป็นต้องใช้ขาตั้งเพื่อความนิ่งด้วย โหมดนี้จึงไม่นิยมใช้ในการทำงานทั่วๆไปเท่าไหร่ แต่บน P20 Pro นั้นจะมีระบบกันสั่นแบบใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ AI ใช้ชื่อว่า Huawei AIS ตรงนี้จะช่วยให้เราสามารถถ่ายโหมด Night Shot ได้โดยไม่ต้องพึ่งขาตั้งเลยล่ะ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Night Shot อย่างที่เห็นว่าการลาก Shutter Speed นานๆนั้นช่วยให้ได้ภาพที่สวยและดีงามในเวลากลางคืนจริงๆ ใน Night Shot นี้จะเพิ่มสภาพแสงหลายๆอย่างรวมกันให้ภาพที่ได้ไม่ Over หรือ Under จนเกินไปแถมได้ตัว หลายคนถามว่ากันสั่นนี่เราสามารถถือด้วยมือได้นานแค่ไหน เท่าที่ลองจริงๆเราสามารถถือนิ่งได้ที่ราว 6 วินาทียังได้ภาพที่ไม่สั่นอยู่ด้วย Huawei AIS ช่วยไว้ แต่ถ้าเลยจากนั้นไปแนะนำว่าต้องใช้ขาตั้งกล้องแล้วล่ะครับ

โหมด Pro ปรับทุกอย่างเอาเองเลยถ้าไม่พอใจ

โหมด Pro ของ P20 Pro ก็ยังคงมีให้เลือกปรับเหมือนเดิมครับ โดยจะมีค่าให้เลือกปรับอยู่ 6 ตัวเลือกหลักๆคือ การวัดแสง, ISO (ปรับได้ตั้งแต่ 50 - 3200), Shutter Speed (ตั้งแต่ 1/4000 - 30 วินาที), EV (-4 ถึง +4), ระบบโฟกัส (AF หรือ MF)และ White Balance (เลือกปรับ Kevin เองได้ด้วย) ครับ นอกจากนี้ยังสามารถบัทึกภาพเป็นไฟล์ RAW ได้ด้วยในโหมด Pro นี้ครับ

ISO 102400 เป็นยังไง ?

เป็นอีกคำถามที่หลายคนสงสัยในงานเปิดตัวเพราะ Huawei ชูว่า P20 Pro นั้นสามารถดัน ISO ได้สูงสุดถึง 102400 กันเลยทีเดียว แล้วภาพที่ได้ออกมาจะเป็นอย่างไรกันถ้าดันได้สูงขนาดนั้น อันนี้ต้องบอกก่อนว่าเราไม่สามารถเลือกปรับ ISO สูงขนาดนั้นได้ในโหมด Pro เอง คือจริงๆจำเป็นต้องใช้โหมด Auto ให้ระบบมันเลือกให้เองมากกว่า

แต่ ! ในขณะที่เรารีวิวอยู่นี้ ISO สูงสุด (102400)นั้นยังไม่ถูกปลดล็อคมาให้ตอนนี้เพราะในหน้าเว็บไซต์มีการให้รายละเอียดว่าต้องรออัปเดตกันในอนาคตนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นในที่แสงน้อยมากๆตัวกล้องจะสามารถดัน ISO ไปได้สูงสุดที่ 51200 ก่อน (เท่านี้ก็มากแล้วจ้ะ)

ความละเอียดของภาพเป็นเท่าไหร่ ?

น่าจะมีหลายคนที่สงสัยว่าภาพจากโหมดต่างๆที่ว่ามานี้จะเป็นไฟล์ขนาด 40 ล้านพิกเซลมาเลยรึเปล่า เพราะเห็นมีความสามารถเยอะแยะไปหมด และขนาดไฟล์จะใหญ่มากไหม อันนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนเลยว่าเซ็นเซอร์กล้องหลักจริงๆจะมีความละเอียดอยู่ที่ 40 ล้านพิกเซลจริง แต่ในค่าเริ่มต้นจะถูกตั้งมาที่ 10 ล้านพิกเซลเท่านั้นและโหมดความสามารถพิเศษต่างๆ (Aperture, Portrait หรือ Night Shot)ก็จะถูกล็อคความละเอียดไว้ที่ 10 ล้านพิกเซลด้วยเช่นกัน

อ่าว แล้วอย่างนี้ 40 ล้านพิกเซลใช้ตอนไหนล่ะ ? หลักๆเลยเราจะเปิดตัวความละเอียดสูงสุดของกล้องได้ที่โหมด Auto (Photo)และ Pro เท่านั้น และเมื่อเปิดมาที่ความละเอียดนี้ก็จะมีข้อจำกัดอย่างเช่นเราไม่สามารถซูมเพิ่มเติมได้อีก (ไม่ว่าจะเป็น 3X หรือ 5X) หรือการเร่งภาพตกแต่งภาพเพิ่มเติมจาก AI แบบที่เห็นกันในความละเอียด 10 ล้านพิกเซล (แต่ยังมีแนะนำซีนให้อยู่) บอกแบบนี้คงไม่เห็นภาพเท่าไหร่ เอาเป็นว่าลองมาชมตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ของความละเอียด 10 ล้านพิกเซลและ 40 ล้านพิกเซลเปรียบเทียบกันดูเลยดีกว่า

ตัวอย่างภาพถ่ายเปรียบเทียบระหว่าง 10 ล้านพิกเซลกับ 40 ล้านพิกเซล จะเห็นว่าในภาพแสงปกติ(หน้าตึก)สีสันและ Dynamic Range ของภาพ 10 ล้านพิกเซลมีความฟ้าและเร่งสีได้มากกว่าภาพ 40 ล้านพิกเซลเนื่องจากมีการใช้ AI เข้าช่วยในการดึงแสงให้ลงตัวกว่า หรืออย่างภาพกลางคืนที่อนุสาวรีย์จะเห็นชัดเลยว่าภาพของ 10 ล้านพิกเซลเร่งได้สว่างกว่าแบบ HDR ส่วนภาพจาก 40 ล้านพิกเซลจะจริงกว่าแต่ก็ได้ภาพที่มืดกว่าเช่นกัน

แต่ทั้งนี้ในความละเอียดสูงสุดนั้นเราก็จะได้ความคมชัดที่มากกว่าเวลาซูมหรือใช้กับงานสิ่งพิมพ์ขนาดใหญ่ๆล่ะเนอะ แต่ถ้าปกติอย่างเราๆใช้งานอัปโซเชี่ยลหรืออัดภาพที่ไม่ใหญ่มากนักก็แนะนำว่าปรับมาเป็น 10 ล้านพิกเซลเพื่อที่จะได้ฟีเจอร์ที่ครบกว่าเนอะ

ขาว-ดำชั้นเลิศกับเลนส์ Leica

กล้องขาว-ดำก็เป็นจุดเด่นอีกจุดของสมาร์ทโฟน Huawei เพราะใส่มาหลายรุ่นแล้ว รุ่นนี้ก็ยังติดมาให้เหมือนเดิม ความละเอียดที่ 20 ล้านพิกเซล f/1.6 เหมือนเดิมครับ ในโหมด Monochrome ยังมีแยกย่อยออกไปอีก 4 ตัวเลือกคือ Normal (ปกติ), Aperture (หน้าชัด-หลังเบลอ), Portrait (ภาพบุคคล) และ Pro ครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Monochrome ในเรื่องของโทนขาว-ดำยังคงไม่ทำให้ผิดหวัง แสงเงาและคอนทราสต์ทำได้ยอดเยี่ยมดีทีเดียว แถมในภาพบุคคลก็มีให้เลือกโหมด Portrait แล้ว หรือจะเป็นหน้าชัดหลังเบลอก็ทำได้เช่นกัน

วิดีโอ Super Slow Motion ได้ด้วย

Super Slow Motion แบบ 960fps (HD) เป็นอีกฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาบน Huawei P20 series ถือว่าเป็นแบรนด์ที่ 3 หลังในตลาดที่ให้มา (1 คือ Sony 2 Samsung) การใช้งานจะโหมดนี้ของ P20 Pro จะแตกต่างจาก 2 แบรนด์ก่อนนิดหน่อยคือเราไม่สามารถกดถ่ายแบบลากยาวแล้วเลือกจังหวะสโลว์ได้ ถ่ายได้เป็น One Shot อย่างเดียว ได้ไฟล์ความยาวประมาณ 9 - 10 วินาที

แบ่งจังหวะแรก 30fps (ราว 1 วินาที) ก่อนที่จะดึงสโลว์สุดๆ 960fps (ยาว 6 วินาที) และกลับมา 30fps (2 วินาที) จบไปแบบนั้นใน 1 คลิปครับ

ตัวอย่างคลิปวิดีโอ 960fps คุณภาพโดยรวมทำได้ดีเลย เก็บแสงได้สว่างพอสมควร แต่การกะจังหวะต้องใช้ความเคยชินนิดหน่อยเพราะเราไม่สามารถกดแช่รอแล้วค่อยมาเลือกจังหวะสโลว์ได้ พอเป็นแบบ One Shot ก็จำเป็นต้องกดแล้ววัดดวงเอาเลย

กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล

ในส่วนของกล้องหน้าก็ต้องบอกว่าเป็นเรือธงที่ให้กล้องหน้าความละเอียดสูงที่สุดในบรรดาเรือธงเลยก็ว่าได้ เพราะตั้ง 24 ล้านพิกเซลเลยทีเดียวล่ะ มีโหมด Portrait มาให้เลือกปรับความเนียน 3D Lighting และหน้าชัด-หลังเบลอเช่นเคยครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ จะเห็นว่าความสวยเนียนของกล้องหน้าตัวนี้นั้นทำได้ดีทีเดียว ด้วยเอฟเฟกต์ความเนียนที่ใส่ไปได้พอดี บวกกับความละเอียดที่คมชัดมากๆ สีสันก็สวยและสดกำลังดีเลยและการละลายฉากหลังด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งถึงจะไม่ได้เนียนมากเท่ากับของกล้องหลังที่เหมือนใช้เลนส์กล้องจริงๆ แต่ก็พอให้ได้รายละเอียดความเบลอหลังแบบที่กล้องหน้าควรจะมีล่ะครับ

แบตเตอรี่จุใจและชาร์จไวสุดๆ

เขยิบเข้ามาเท่ากับซีรีส์ Mate ซะเลยสำหรับแบตเตอรี่ของ P20 Pro ที่ให้มามากถึง 4000 mAh การใช้งานจริงต้องบอกเลยว่าเหลือๆครับ เล่นหนักๆก็ยังใช้ได้ตลอดวัน เท่าที่ลองมาสามารถใช้งานได้ผ่านหนึ่งวันได้สบายๆในการใช้งานทั่วๆไปแตะวันครึ่ง - 2 วันได้เลยล่ะ เรียกว่าใครที่ชอบมือถือแบตฯอึดไม่อยากพกพาวเวอร์แบงค์ไปด้วยตลอด P20 Pro หายห่วงครับ

ส่วนเรื่องการชาร์จเห็นแบตฯเยอะแบบนี้อาจจะคิดว่าเวลาชร์จนี่คงนานน่าดู ไม่ต้องห่วงครับเพราะ P20 Pro มาพร้อมระบบ SuperCharge ช่วยให้ชาร์จแบตได้เร็วและปลอดภัยมากๆ (แต่ต้องใช้คู่กับสายและอแดปเตอร์ที่แถมมานะ)

สรุปน่าโดนแค่ไหน !?

สรุปเลยละกัน Huawei P20 Pro ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นเรื่องการถ่ายภาพ (นิ่ง) ที่น่าใช้ที่สุดในช่วงต้นปีแบบนี้แล้ว เพราะทั้งฮาร์ดแวร์ที่ยอดเยี่ยม บวกกับซอฟต์แวร์ที่เก่งและใช้งานง่ายกว่าที่เคย ใครที่ต้องการสมาร์ทโฟนมาถ่ายรูปสวยๆ ใช้งานไม่ยากมาก เหมาะมากๆพร้อมด้วยกล้องหลัง 3 ตัวมากที่สุดในท้องตลาดตอนนี้ คุณภาพยอดเยี่ยมแม้จะใช้แค่ Auto ไฟล์ที่ได้น่าประทับใจ บวกกับเรื่องดีไซน์ที่สวยและหรูหรามากๆไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เรื่องติ่งหน้าจอใช้งานจริงไม่ได้น่ารำคาญอย่างที่คิด นอกจากนี้ในเรื่องของสเปคและความสามารถอื่นๆก็ไม่แพ้เรือธงคู่แข่งทั้งหน่วยประมวลผลตัวแรงที่ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างลงตัว, ความจุ 128GB มีรุ่นเดียวไม่ต้องกลัวน้อยเกินไป, แบตเตอรี่อึดสะใจ 4000mAh ลากยาวได้ทั้งวัน, กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 อีกต่างหาก รวมๆแล้วครบครันมากๆ ใครที่เป็นแฟน Huawei P Series อยู่แล้วถ้าได้ลองสัมผัสรุ่นนี้บอกได้เลยว่าจะหลงรักอย่างแน่นอนครับ !

ราคาเปิดตัว Huawei P20 Pro ที่ 27,990 บาท

จุดเด่น

  • กล้องหลัง 3 ตัวเทพจริง
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซลสวยเนียน
  • บอดี้งานประกอบงามสวยหรู
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 ทำงานร่วมกับ AI ได้เป็นอย่างดี
  • รัน Android 8.1 Oreo ตัวล่าสุด
  • แบตเตอรี่อึดจุใจ

จุดสังเกต

  • ตัวเครื่องเก็บรอยนิ้วมือค่อนข้างเยอะ
  • ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.
  • เลนส์กล้องนูนออกจากตัวเครื่องค่อนข้างเยอะ

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite