Review : Sony A7III กล้อง Mirrorless Full-Frame กับการถ่ายภาพในแบบเริ่มต้นทั่วไป

น้าป๋วย | 3 เม.ย. 2561 14:40:08

41572

VIEWS น้าป๋วย

Review : Sony A7III กล้อง Mirrorless Full-Frame กับการถ่ายภาพในแบบเริ่มต้นทั่วไป

มาแล้วจ้า Sony A7III กับการรีวิวในแบบการใช้งานทั่วไป เกริ่นก่อนว่ากล้องรุ่นนี้เป็นกล้อง Mirrorless รุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้เซ็นเซอร์ Full Frame จากทาง Sony ซึ่งน้าป๋วยมีโอกาสได้ไปลองทดสอบการใช้งานจริงจากการจัดกิจกรรม Test Drive ของทาง Sony ที่จังหวัดภูเก็ต เห็นของหลายๆสำนักรีวิวไปแล้วต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือกล้องที่สเปคโหดมาก แต่คำโฆษณาที่ออกมาก่อนหน้านี้คือ The Basic Model ซึ่งดูแล้วยังไงๆก็ไม่ Basic เพราะ Sony จัดเต็มมากกับ A7III ตัวนี้ เดี๋ยวลองไล่เรียงจากรีวิวเพื่อนบ้านกันก่อนว่าเขาบอกว่าอะไรกันบ้างคร่าวๆละกัน

"เซ็นเซอร์ตัวนี้เป็น BSI (แผงวงจรด้านหลังตัวรับแสง) เช่นเดียวกับ A7RIII และ A9 จึงให้ภาพที่สุดยอดมากๆ โดยเฉพาะในแสงน้อย และเนื่องจากมีจำนวนพิกเซลไม่เยอะ จึงทำให้ได้ภาพในที่แสงน้อยดีกว่า A7RIII ด้วยซ้ำไป" - นายตากล้อง Taklong.com

"ความสามารถในด้านต่างๆของ A7III ตัวนี้ ก็รวบรวมเอาข้อดีของแต่ละตัว มาผสมรวมกันอย่างกลมกล่อม เหลือกินเหลือใช้" - Tamrong@pantip.com

"โดยรวมนั้น Sony A7III เป็นกล้อง Basic Model ที่โหดมากๆ" - Thepeakfoto

จากตัวอย่างรีวิวของหลายๆสื่อที่นำเสนอออกมาก่อนหน้านี้ หลายคนคงจะเห็นแล้วว่ากล้อง Sony A7III นั้นเป็นกล้องที่มีความสามารถยอดเยี่ยม จนได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม หลายคนที่ใช้ค่ายอื่นอยู่ก็มาเล็งๆว่าจะเป็นอีกสักบอดี้ดีไหมเพราะมันสามารถดูดเอาเลนส์ค่ายอื่นมาใช้งานได้ผ่านอแดปเตอร์จากผู้ผลิตอิสระ รวมไปถึงผู้ที่ต้องการอัพเกรดมาจากรุ่นก่อนหน้านี้ด้วย

สำหรับสิ่งที่ปรับปรุงเข้ามาใน Sony A7III ตัวนี้ ลองไล่เรียงแล้วพบว่าเยอะต่างจากตัว A7II อยู่เหมือนกัน เริ่มตั้งแต่เซ็นเซอร์ ระบบโฟกัส การจัดการ Noise ไปจนถึงเรื่องแบตเตอรี่ เอาเป็นว่าลองไล่ลิสต์รายการที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจาก A7II ได้คร่าวๆตามนี้

  1. เซ็นเซอร์รุ่นใหม่ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล กับเทคโนโลยี BSI (Back Side illuminated) ที่มีจุดเด่นเรื่องของการลด Noise ลงจากรุ่นเดิมอย่าง A7II ถึง 1.5 สตอปและ Dynamic range กว้างขึ้นถึง 15 สตอป นั่นหมายความว่าคุณได้กล้องที่ให้ไฟล์ที่ดีขึ้นนั่นเอง
  2. ระบบออโต้โฟกัสแบบใหม่ที่มาพร้อมจุดโฟกัสแบบ Phase Detection 693 จุด ครอบคลุมพื้นที่ภาพ 93% เร็วกว่าเดิม 2 เท่า และทำงานได้แม้ในสภาพแสงน้อย -3EV พร้อมเทคโนโลยี Eye AF ที่สามารถโฟกัสดวงตาของตัวแบบในการถ่ายภาพ Portrait ได้อย่างแม่นยำ
  3. รองรับการถ่ายวีดีโอ 4K แบบเต็มพื้นที่เซ็นเซอร์ไม่มีการครอปภาพ ด้วยความละเอียดที่ 6K ก่อนจะลดขนาด Output ออกมาเป็น 4K ซึ่งมีระบบ HDR ด้วยและยังสามารถใช้งาน Slow Motion ที่ 120fps ในความละเอียดแบบ Full HD
  4. ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วถึง 10 ภาพต่อวินาที
  5. แบตเตอรี่รุ่นใหม่ NP-FZ100 ที่อึดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตามสเปคระบุว่าใช้งานได้ประมาณ 710 ภาพต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง แต่หลายๆคนที่ซื้อกล้องไปใช้แล้วบอกว่ามันกดได้มากกว่าพันรูป!!!
  6. ช่องใส่การ์ด 2 ช่อง แถมรองรับการ์ด UHS II ที่สามารถอ่านไฟล์ได้เร็วถึง 300MB/s
  7. กันสั่นในตัวกล้อง A7III พัฒนาขึ้น สามารถลดการสั่นไหวได้ถึง 5 สตอป
  8. ช่องมองภาพรุ่นใหม่ที่มีเคลือบชิ้นเลนส์ช่องมองภาพแบบ T* จาก Zeiss พร้อมหน้าจอแบบ Touch Screen เอาไว้เลือกจุดโฟกัส
  9. จอยสติ๊กหลังกล้องมีมาให้แล้ว และมีประโยชน์มากมามายมหาศาล โดยเฉพาะการเลื่อนจุดโฟกัส
  10. โครงสร้างเป็น Magnesium Alloy แล้ว
  11. รองรับ USB-C 3.0
  12. Buffer มหาศาล สามารถรัวภาพได้ 177 ภาพในแบบ JPEG และ 89 ภาพ สำหรับไฟล์ RAW แบบ Compressed
  13. มี Silent Shutter ให้ใช้

เป็นอย่างไรบ้างกับการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมอย่าง A7II หลายคนบอกว่านี่คือการรวมร่างของ Sony A9 และ A7RIII ให้ออกมาในระดับกลางๆ คือไม่ได้เร็วที่สุดแบบ A9 และไม่ได้ต้องดึงความละเอียดที่สุดจาก A7RIII แต่ไปหยิบเอาข้อดีของทั้งสองรุ่นมาผสมกัน เช่น เรื่องโฟกัสที่แม่นยำขึ้น การจัดการ Noise ที่ดีขึ้นรวมถึงเรื่องแบตเตอรี่ที่อึดขึ้นจากเดิม ซึ่งจุดนี้ทำให้กล้องตัวนี้ถูกขนานว่า The Basic Model เพราะไม่ได้เด่นอะไรเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับอีกสองรุ่น แต่กับสเปคการใช้งานแบบนี้กลับเป็นจุดเด่นของผู้ใช้งานเพราะหลายคนบอกว่าไม่ได้ต้องการไฟล์ใหญ่ 42 ล้านพิกเซล เพราะถ่ายรูปทั่วไป อาจมีรับงานบ้างแต่ก็ไม่ได้ใช้ไฟล์มหึมาแบบนั้น แถมไม่ได้ต้องการรัว 20 ภาพต่อวินาทีเพราะไม่ได้มีอาชีพเป็นช่างภาพกีฬา ขอสเปคแบบนี้แหละพอใจแล้ว จึงเป็นที่มาของกระแสความแรงที่ทำให้กล้องตัวนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมันเข้าถึง Mass มากกว่านั่นเอง

และใน Generation Mark III ที่ตอนนี้มีแล้วทั้ง A7 และ A7R เหลือเพียง A7S ที่ยังไม่เปิดตัวเท่านั้น โดยกล้องใน Generetion นี้ต้องยอมรับว่ามาดีแบบเกินคาดจริงๆ จากการใช้งานทดสอบเบื้องต้นด้วยกล้องที่น้าป๋วยมีอย่าง A7RIII และ A7III ตัวที่รีวิวนี้พบว่าสิ่งแรกเลยที่ประทับใจและชื่นชอบมากที่สุดก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ที่ Sony ปรับปรุงมาได้อย่างดี แถมการจัดการพลังงานในตัวกล้องนั้นทำได้ดีเกินคาดหมาย แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้สามารถลากยาวได้ทั้วัน ชนิดที่เรียกว่าไม่แพ้กล้อง DSLR แล้ว รองลงมาก็คือเรื่องของระบบโฟกัสโดยเฉพะเทคโนโลยี Eye AF ที่แม่นยำและเกาะติดหนึบเมื่อใช้งานร่วมกับระบบ AF-C ช่วยให้ได้ภาพในจังหวะดีๆ ไม่หลุดโฟกัสเมื่อต้องจัดองค์ประกอบภาพใหม่อีกต่อไป

ตัวบอดี้ของ A7III เองไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนักจากรุ่นเดิม แต่การเพิ่มจอยสติ๊กด้านหลังกล้องมาคือดีงามกว่าเดิม รวมถึงการใส่หน้าจอระบบสัมผัสมาให้ก็สะดวกต่อการเลือกจุดโฟกัสเวลาใช้งาน Live View รวมไปถึงเรื่องของหน้าจอที่ทำงานร่วมกับวิวไฟน์เดอร์ได้ดีขึ้น คือรุ่นก่อนจะมีปัญหามากๆเรื่องพุงบังเซ็นเซอร์วิวไฟน์เดอร์ตอนใช้งานจอ Live View ทำให้จอตัดการทำงาน แต่สำหรับ A7II ปรับปรุงใหม่ เวลาบิดจอออกมาเล็กน้อยแล้ว วิวไฟน์เดอร์ก็จะใช้งานไม่ได้เลยแม้จะเอาพุงบังตัวกล้องใกล้แค่ไหนก็ตาม เลิกเป็นคนสายตายาวที่ต้องถือกล้องห่างตัวเวลาใช้งาน Live View ไปเลย

และจากการได้หยิบยืมกล้องไปทดสอบในกิจกรรม Test Drive กลางแดดเปรี้ยง ที่อุณหภูมิสูงถึง 34 องศาเซลเซียส ต้องบอกว่ากล้อง Sony A7III ไม่มีอาการความร้อนขึ้นให้เห็น ตลอดเวลาใช้งานจริง จุดที่ควรระวังเพียงอย่างเดียวคือเรื่องของระบบป้องกันละอองน้ำและฝุ่นที่ Sony A7III ไม่ได้มีซีลแน่นหนาเหมือนพวก A9 แต่ถามว่าใช้งานปกติ เจอคลื่นลม เจอละอองน้ำทะเลก็ไม่เป็นไร เพราะตัวกล้องมีซีลระดับนึงแบบมั่นใจได้ว่าละอองน้ำกระเด็นมาโดนก็เอาอยู่

จากการทดลองใช้กล้อง A7III ถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆก็ถือว่าถูกใจมาก โดยเฉพาะเซ็นเซอร์รุ่นใหม่ที่ให้ Dynamic Range 15 สตอปเป็นอะไรที่แจ่ม เนื้อไฟล์สวยงาม ขนาดก็กำลังดี 24 ล้านพิกเซลไม่หนักเครื่องเปลื่องเม็มโมรี่เหมือน A7RIII เหมาะสำหรับเป็นกล้องท่องเที่ยวอย่างยิ่ง ใช้กับเลนส์ Wide ก็กว้างสะใจไม่โดนครอปเพราะเป็น Full Frame

ส่วนเรื่องการจับถือ การวบคุมกล้องก็ยังคงให้ความรู้สึกเดิม คือด้วยกล้องที่มีขนาดเล็ก ไม่ใหญ่โต (แต่เลนส์หลายๆตัวใหญ่เหลือเกิน) ทำให้สะดวกต่อการพกพา ตัวกริปจับได้ถนัดมือแต่บอดี้สั้นทำให้นิ้วก้อยขวาที่จับกล้องมีหลุดออกจากกริป ถือนานๆอาจเมื่อยมือ แนะนำว่าแก้ปัญหาด้วยการติดกริปหรือ L-plate ที่ตอนนี้มีหลายยี่ห้อวางขายเป็นอุปกรณ์เสริมให้ใช้ ส่วนหน้าจอแบบบิดพับทำได้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือจิ้มจอเลือกจุดโฟกัสได้ ใช้จริงบางครั้งก็สะดวก บางครั้งก็ไม่ชอบเพราะบางทีมือไปโดนเอง แล้วมันเปลี่ยนจุดไปจากเดิม แล้วหาจุดโฟกัสไม่เจอตอนยกกล้องมาเล็งจะถ่ายอีกครั้ง 555+

ลองดูประสิทธิภาพการจัดการ Noise กันดีกว่าสำหรับ A7III โดยถ่ายภาพที่ ISO 12800 พบว่าภาพที่ได้ถือว่าดีเลยล่ะ ที่ ISO สูงขนาดนี้ยังให้ภาพที่สวยงาม ถ้าย่อลงเว็บไซต์ โพสต์ Facebook รับรองว่าสวยงามไม่มีปัญหาให้เห็น แต่ไหนๆทดสอบแล้ว มันต้องขยาย 100% ให้ดูกันว่าส่วนที่ครอปออกมาเป็นอย่างไร จะเห็นว่ารายละเอียดหายไป แต่ Noise น้อยมาก เห็นแล้วประทับใจปลื้มปริ่มว่ากล้องตัวนี้มันทำได้ขนาดนี้เลยหรือเนี่ย ในขณะที่มองไปที่ A7RIII ในมือ แล้วลองเทียบๆกันดู ปรากฏว่า A7III มันทำได้ดีกว่าเสียด้วย แต่ A7RIII ถ้าลองย่อไฟล์ลงก็ได้ใกล้เคียงกัน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ A7III ขายดีก็เป็นได้

ไหนๆทดสอบช่วงแสงน้อยไปแล้ว ขอทดสอบเรื่องระบบกันสั่น 5 แกนที่เขาโม้ว่าเทพนักเทพหนาด้วยละกัน เพราะ A7III สามารถกันสั่นได้ 5.0 สตอป ภาพตัวอย่างที่เห็นด้านบนก็เลยใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/4 วินาทีกับเลนส์ทางยาวโฟกัส 34mm ของ FE 16-35mm F4 ที่ ISO 12800 ถือกล้องนิ่งๆด้วยมือเปล่านี่แหละ แล้วกดชัตเตอร์ไป เห็นภาพแล้วต้องร้องว้าว นี่มันทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ ความเร็วชัตเตอร์ช้าขนาดนี้แต่ภาพที่ได้นิ่งมาก ไม่เบลอเลย โอย เหลือเชื่อ รักเลยกล้องตัวนี้ เอ้า เอาภาพครอป 100% ไปดู Noise กับดูพลังแห่งระบบกันสั่น 5 แกนกัน

เป็นไงมั่งล่ะ เรื่อง Noise นี่แทบจะสบายๆเลยนะสำหรับ ISO ขนาดนี้ แถมระบบกันสั่นที่ช่วยชีวิตได้เยอะเลยเวลาต้องเจอสถานการณ์แสงน้อยแบบนี้ แล้วอยากได้ภาพโดยไม่ต้องพึ่งขาตั้งกล้อง เหมาะมากกับการเป็นกล้องท่องเที่ยวก็ดี ถ่ายทั่วไปก็พอไหว อยากให้ได้รายละเอียดดีกว่านี้ ใช้ขาตั้งกล้องพร้อมๆกับลด ISO เถอะครับ เพราะนี่ไม่ได้เตรียมอะไรไปเลย

ลองดูเรื่องสีสันและเรื่อง White Balance กันบ้าง มีหลายคนเคยบอกน้าป๋วยว่ากล้อง Sony ให้ภาพที่มีโทนอมเหลือง ซึ่งมันก็จริงครับ และน่าเบื่อมากเวลาที่ต้องไปถ่ายอะไรที่อยู่ภายใต้แสงไฟทังสเตน ซึ่งมันก็เหลืองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่สำหรับ A7III ยังดีขึ้นมาหน่อยนึงตรงที่เราสามารถปรับเลือกค่า White Balance ได้ 3 แบบคือแบบ Standard เหมือนเดิมถ่ายออกมาอมเหลืองยังไงก็อมเหลืองแบบนั้นตามสไตล์เดิม กับแบบที่สอง Ambience ที่กล้องจะเลือกโทนสีทั้งหมดของภาพเอามาประมวลผล ผลคืออมเหลืองพอกัน 555+ มีอันสุดท้ายนี่แหละที่เรียกว่า White โดยโหมดนี้กล้องจะเลือกให้ออกมาโทนขาวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เออ ดีขึ้น.... เลือกตามการใช้งานได้เลย หรือใครจะไปปรับ White Balance เองก็ทำได้เหมือนเดิม

ที่กล้องมีให้เลือกใช้มากขึ้นก็ดี ช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขอนอกประเด็นนิดนึง เพราะน้าป๋วยได้มีโอกาสทดลองใช้งานร่วมกับแฟลชรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Sony HVL-F60RM ด้วย ซึ่งแฟลชรุ่นใหม่นี้มีดีตรงที่สามารถรับ-ส่งสัญญาณแฟลชแบบไร้สายได้เลยในตัว บวกกับกำลังไฟที่ GN60 รวมถึงขนาดเล็กลงด้วย ทำให้ได้ภาพที่มีการใช้งานร่วมกับแฟลชเอามาฝากกันด้วยตามภาพด้านล่าง ทั้งลองแยกแฟลช ทั้งลองใช้ระบบ Slow Sync ทำงานได้เต็มระบบอยู่แล้ว แนะนำว่าหาซื้อมาใช้งานด้วยเลยอีกตัวก็ดีนะ

และด้วยความที่ได้ลองแฟลชรุ่นใหม่ หลายๆภาพถ่ายกลางแจ้งที่เป็นงาน Portrait ริมทะเล ก็มีการใช้แฟลชแยกร่วมด้วยเลยจ้า แต่ขอพูดถึงเรื่องกล้องเป็นหลักก่อนนะ ไม่ได้มารีวิวแฟลชนี่หน่า สำหรับ A7III กับการถ่ายภาพ Portrait นั้นถือว่านี่คือกล้องที่ตอบสนองการทำงานได้ดีที่สุดตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยระบบ Eye AF ที่โฟกัสได้แม่นติดหนึบ ขนาดที่ว่านางแบบใส่แว่น กล้องมันยังรู้เลยว่าตรงจุดที่เป็นแว่นตาเป็นส่วนที่ต้องโฟกัส มันยังทำงาน Eye AF ได้ (แต่บางครั้งก็ไม่ได้นะ ไม่ใช่ได้ทุกรุปทุกใบ) นอกเหนือจากระบบ Face Detection ที่ทำงานได้แม่นยำอยู่แล้ว

และด้วยประสิทธิภาพเรื่องการถ่ายภาพต่อเนื่อง 10 ภาพต่อวินาทีก็ช่วยมห้การสะบัดผ้าทำได้ง่ายขึ้น โอกาสที่จะจับจังหวะสวยๆแล้วได้ภาพมาโชว์ก็เป็นเรื่องไม่เกินความสามารถของ A7III ตัวนี้ แถมได้แฟลชมาช่วยยิงลบเงาแถมรัวแฟลชได้ตามกล้อง เรียกว่าของมันต้องมีกันเลยทีเดียว ดูตัวอย่างจังหวะสวยๆในภาพล่างได้เลย

ถามว่าระบบโฟกัสที่ใช้งานนั้นใช้ระบบไหนบ้าง น้าป๋วยเองก็ใช้งานอยู่หลากหลายอยู่เหมือนกันทั้งแบบ AF-S , AF-C , AF-A พบว่าเมื่อถ่ายภาพบุคคลแล้วใช้งานร่วมกับ AF-C แล้ว กล้องจะทำการโฟกัสติตตามใบหน้าและสามารถใช้งาน Eye AF ได้อย่างสะดวก สามารถจับจังหวะได้ง่าย และที่สำคัญคือมันยังโฟกัสได้แบบไม่หลุดเลย ถ้าตัวแบบไม่หลุดเฟรมหรือหันหลังให้ไปก่อน แม้ว่าจะหันข้างกล้องก็ยังฉลาดพอที่จะจับโฟกัสใบหน้าได้!!! ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าจะซื้อกล้องตัวนี้ไปถ่ายรูปลูก รูปหลาน เด็กๆที่วิ่งเล่นแล้ว เหมาะมาก และแนะนำว่า AF-C คือโหมดโฟกัสที่ยอดเยี่ยมเลยล่ะ

ส่วนเรื่องสกินโทนมีการปรับปรุงมาให้ดีขึ้นนะ ดูจาดภาพที่ได้แล้วดูเนียนใสขึ้น ไม่อมเหลืองมากเกินไป ถูกใจสาวๆผิวขาวบ้านเราแน่นอน เพราะรุ่นก่อนหน้านี้ของ Sony มีหลายคนบ่นว่าสกินโทนไม่สวย มันดูอมเหลืองจนน่าเกลียด แต่สำหรับ A7III ดูดีมีอนาคตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนนางแบบผิวแทนก็ขับสีผิวได้ชัดเจน โทนนผิวน้ำตาล ผิวดำแดงนี่มาเต็มจริงๆ

ด้วยการใช้งานกลางแจ้งถ่ายภาพด้วย A7III มีจุดหนึ่งซึ่งน้าป๋วยสังเกตได้คือเรื่องของ Dynamic range ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในจุดที่มีแสงแตกต่างกันมากแต่กล้องตัวนี้สามารถเก็บรายละเอียดมาได้อย่างน่าประทับใจ เสียดายว่าตอนนี้ Adobe ที่บ้านยังเปิดไฟล์ RAW ไม่ได้ ไม่งั้นจะลองเอามาขุดไฟล์ดูว่าจะเจ๋งแค่ไหน แต่เห็นภาพ JPG แล้วถือว่าชอบมากมายจริงๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจไม่แพ้กันคือเรื่อง Buffer ของกล้องที่เยอะมาก เวลากดถ่ายภาพต่อเนื่องแล้วยิ่งใช้เม็มโมรี่การ์ดรุ่นใหม่ของ Sony ที่เป็น UHS II แล้วต้องอ้อนวอนว่าหยุดลั่นชัตเตอร์เถอะ เพราะลั่นชัตเตอร์รัวไปนานมาก กล้องยังไม่หยุดรัว แต่พอ Buffer เต็ม อันนี้รอกล้องเคลียร์ไปยาวๆครับ 555+ ทำอะไรกับกล้องไม่ได้เลย ขนาดปิดกล้องแล้วหน้าจอยังไม่ยอมดับ ต้องรอให้กล้องเคลียร์ Buffer บันทึกภาพลงเม็มโมรี่ให้เสร็จก่อน กล้องถึงดับ ตรงนี้ระวังกันด้วยนะครับ อย่าถอดเม็มโมรี่การ์ดหรือแบตเตอรี่ออกขณะที่กล้องยังกำลังทำงานถ่ายโอนไฟล์อยู่ ไม่งั้นภาพอาจจะเสียหายได้ 

บอกเล่าเรื่องไฟล์ภาพไปแล้ว White balance ไปแล้ว สกินโทนกับโฟกัสก้ไปแล้ว เหลืออะไรอีกล่ะ... เอาเรื่องนี้แล้วกัน ในส่วนของแบตเตอรี่ที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่าอึดมากจริงๆ การทดสอบครั้งนี้ แบตเตอรี่ 1 ก้อนที่ใช้ไปนั้นกดไปร่วมพันรูป ไม่นับรวมที่ลบๆทิ้งไปบ้างนะครับ ถือว่าอึดมาก ผู้ร่วมทริปหลายท่านบางคนยังเหลือแบตเตอรี่กลับห้องอีกต่างหาก บางคนกดไปจนเม็มโมรี่ 32 GB เต็ม ใช้งานได้สองวันยังเหลือแบตเตอรี่อีกราวๆ 20% อยากจะถามว่าถ่ายแบบไม่ดูภาพหลังกล้องเลยเหรอ ถึงเหลือแบตเตอรี่ได้เยอะขนาดนั้น แต่ต้องยอมรับจริงๆว่าแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้อึดมากจริงๆ

มีคำถามมาก่อนหน้านี้เหมือนกันถามว่า ควรไป A7III เลยไหม หรือว่าจะใช้ A7II ที่ราคาตอนนี้กำลังดีเลยสำหรับกล้อง Full Frame คงต้องตอบว่าถ้างบประมาณไม่ใช่ปัญหาหลักแล้ว แนะนำว่าไปเล่น A7III เลยดีกว่า เพราะได้ประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่าทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่การอัพเกรดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กล้อง A7III มันเป็น Generation ใหม่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรุ่น II เลยทีเดียว ทั้งเซ็นเซอร์ก็ดีกว่า ระบบโฟกัสที่แม่นยำกว่า สกินโทนก็สวย จอยสติ๊กก็ดีงาม จอก็มีระบบสัมผัสด้วย แถมแบตเตอรี่อึดไม่ต้องพกกันเยอะแยะ เพราะถ้าใครเคยใช้ A7II มาก่อนจะเข้าใจว่าแบตเตอรี่มันหมดเร็วจนบางคนที่รับงานต้องมีแบตเตอรี่พกไว้ย่างน้อย 4-6 ก้อนเลยทีเดียว

แต่ถ้างบประมาณคือเรื่องที่จำเป็นจริงๆ แบบว่าไม่สามารถขยับหรือเบ่งงบได้อีกต่อไป นั่นเป็นเรื่องของความจำเป็นที่คุณถูกบังคับแบบไม่มีตัวเลือกใดๆ ก็เลือก A7II รุ่นเดิมไปก็ได้ มันก็ใช่ว่าห่วยไปเสียทีเดียวเพราะยังไงคุณก็ได้เซ็นเซอร์ Full Frame ในราคาถูกสุดๆแล้ว แถมเหลือเงินซื้อเลนส์ได้อีก 555+ แต่เอาเป็นว่านี่คือรีวิว A7III ก็ขอแนะนำจุดเด่นที่กล้องตัวนี้มีเอาไว้แล้วกัน

พูดถึงแต่เรื่องข้อดี แล้วข้อเสียไม่มีเลยเหรอ ก็ต้องบอกว่าไม่มีครับ 555+ จริงๆแล้วก็มีบ้างแหละ เพราะกล้องตัวนี้เป็นกล้องที่ไม่เน้นกลุ่มเฉพาะไปในทางใดทางหนึ่ง บางฟีเจอร์ก็ถูกตัดทอนออกไปเช่น ระบบป้องกันละอองน้ำและฝุ่นที่ไม่แน่นหนาเหมือนรุ่นใหญ่เขา หรือเซ็นเซอร์ที่ยังมี AA Filter อยู่ ฉะนั้นถ้าจะเอาไฟล์ดีๆก็ไป A7RIII ดีกว่าอะไรประมาณนั้น เพราะแค่ลำพังสเปคที่มีอยู่ในตอนนี้ของ A7III ก็แทบจะทำให้คนใช้ A7RIII และ A9 หันมาค้อนกันขวับๆแล้ว

จุดที่อยากแอบเมาท์จริงๆ น่าจะเป็นตรงช่องใส่การ์ดสองช่องที่ให้มาเป็นแบบช่องแรกใส่ UHS II ได้ แต่อีกช่องรองรับแค่ UHS I นั่นแหละ หรือว่ากั๊กเอาไว้รุ่นหน้าจะใส่มาให้ครบๆก็ไม่รู้ กับเรื่องแอพพลิเคชั่นที่ถูกตัดออกไป แล้วมีหลายคนแอบเสียดายที่ไม่มีมาให้เหมือนเดิม ส่วนราคาหลายคนบอกว่าไม่ใช่ Basic Model แต่อย่าลืมว่านี่คือกล้อง Full Frame ส่วนนั่นคือคำโฆษณาเฉยๆ เพราะบอดี้ราคาตั้งอยู่ที่ 68,990 บาท ส่วนราคาพร้อมเลนส์ FE 28-70 mm f/3.5-5.6 OSS อยู่ที่ 74,990 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับกล้อง Full Frame ตัวหนึ่งเลย ณ เวลานี้

สรุปเลยละกันสำหรับ Sony A7III ตัวนี้ หลังจากที่ได้ลองใช้งานแล้ว พบว่านี่คือกล้องที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง ณ เวลานี้ ข้อดีก็ได้กล่าวไปแล้ว ประทับใจตรงไหนก็พูดไปหมด จุดเด่นมีอะไรก็ไล่เรียงให้ดู ยังไงแล้วถือว่าคุ้มครับสำหรับกล้องตัวนี้ ส่วนข้อเสียก็ที่บอกไปนั่นแหละ ยังหาจุดด้อยแบบที่น่าตำหนิจริงๆไม่ได้ อย่างว่าแหละครับ "ของมันต้องมี!!!"