Review : Samsung Galaxy S9 | S9+ เมื่อที่สุดของสมาร์ทโฟนอยู่ที่นี่แล้ว !!

เฮียแม็พ | 11 มี.ค. 2561 21:29:22

47987

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Samsung Galaxy S9 | S9+ เมื่อที่สุดของสมาร์ทโฟนอยู่ที่นี่แล้ว !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับ Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ Samsung ก่อนหน้านี้เราได้พรีวิวและให้สัญญาเอาไว้ว่าจะจัดรีวิวเต็มให้อีกครั้ง หลังจากที่ผมได้ลองใช้งานมาประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะมาเล่าประสบการณ์การใช้งานรวมถึงจุดที่ชอบและไม่ชอบของทั้ง 2 รุ่นนี้ให้อ่านกัน เอาเป็นว่าอย่ารอช้ามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ :D

แกะกล่อง

เริ่มดูกันที่กล่องกันก่อนเลย Galaxy S9 มาพร้อมกับกล่องทรงเดิมกับที่ใช้บน S8 หรือ Note 8 เป็นกล่อง 2 ชั้นที่ระบุชื่อรุ่นและความจุไว้ชัดเจน อย่างเครื่องที่เราได้มารีวิวจะเป็น Galaxy S9 รุ่น 64GB รายละเอียดบอกไว้ที่ด้านหน้านี้ทั้งหมดแล้ว

ส่วนด้านข้างกล่องจะมีระบุสีไว้ด้วย ก่อนแกะกล่องก็เช็คกันดีๆจะได้ไม่ผิดสีเนอะ ซึ่งแน่นอนสีที่เราได้มารีวิวก็เป็นสีใหม่ที่เปิดตัวมาบน S9 เป็นครั้งแรก "Lilac Purple" ครับ

พูดถึงตัวกล่องไปเยอะแล้ว มาสรุปอุปกรณ์ภายในกล่องกันเลยดีกว่า อุปกรณ์ทั้งหมดที่ให้มาต้องบอกว่าพร้อมใช้งานมากๆเลยล่ะ ประกอบด้วย 9 อย่างดังนี้

  • ตัวเครื่อง Galaxy S9
  • คู่มือการใช้งาน
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ Fast Charge
  • USB OTG (ตัวแปลง USB Type-A to Type-C)
  • ตัวแปลง Micro-USB to Type-C
  • หูฟัง AKG
  • เคสซิลิโคนใส

เรียกว่าเปิดกล่องมาก็ได้อุปกรณ์ครบพร้อมใช้กันเลยทีเดียว ทั้งอแดปเตอร์ Fast Charge, หูฟังคุณภาพ หรือเคสใสก็ด้วย แต่ถ้าอยากได้อุปกรณ์เสริมอื่นเพิ่มอย่างฟิล์มที่ใช้ปกป้องหน้าจอเราก็มีฟิล์ม 3D Full Stick ของทาง Focus มาแนะนำกันด้วย

ฟิล์มกระจกกันรอย 3D Full Stick เป็นกระจกซิลิโคนลงโค้งรูปแบบใหม่ที่ติดแล้วสวยงาม ปกป้องได้เต็มพื้นที่หน้าจอ ทัชลื่นใช้งานง่าย ไม่มี Dot Matrix มากวนสายตาเวลาใช้งาน และแน่นอนครับใช้งานคู่กับเคสได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆด้วย

รูปลักษณ์คุ้นตาแต่ลงตัวกว่าเดิม

อะ จบช่วงขายของ เอ้ย ! แกะกล่องก็มาดูที่ตัวเครื่องกันต่อเลย Galaxy S9 | S9+ ยังคงมาพร้อมกับดีไซน์ที่คุ้นตาจากเมื่อปีที่แล้วอยู่ โดยมาพร้อมหน้าจอโค้ง 3D สวยๆ ไร้วี่แววของรอยบากหรือติ่งบนหน้าจอแต่อย่างใด การใช้พื้นที่บนหน้าจอนั้นทำได้เต็มที่กว่า 83.6% (84.2% บน S9+) จนแทบจะเรียกว่าหน้าจอไร้ขอบได้ตามคอนเซ็ปต์เดิมเมื่อปีที่แล้ว

ทั้ง 2 รุ่นยังคงมีขนาดหน้าจอที่แตกต่างกันอยู่ชัดเจน โดยเริ่มที่ Galaxy S9 มาด้วยขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้ว ส่วนรุ่นใหญ่ S9+ จะมีขนาดที่ 6.2 นิ้ว ใช้ชนิดหน้าจอแบบ Super Amoled ความละเอียดให้มาสูงสุดที่ QHD+ (2960x1440 พิกเซล) การแสดงผลก็สวยงามตามเคย มิติและมุมมองทำได้ดีขึ้น ในเรื่องความสว่างสูงสุดทำได้ดีขึ้นกว่าตอน S8 Series ถึง 20% ทำให้ใช้งานเวลากลางแจ้งได้ดีขึ้นไปอีก

ที่บอกว่าความละเอียดสูงสุดเพราะว่าค่าเริ่มต้นของ Galaxy S9 | S9+ นั้นจะตั้งมาให้เราเป็นความละเอียดเพียง FHD+ ก่อน (จริงๆก็เริ่มตั้งแบบนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วละ) หลายคนที่ลองมองจอจริงๆอาจจะคิดว่าทำไมไม่คมเท่าไหร่ ยังไงก็ลองไปปรับตั้งค่าเป็นความละเอียดสูงสุดได้ที่ Settings > Display > Screen Resolution เลยครับ ปรับไปที่ WQHD+ เลยนะ รับรองคมแน่นอน

อัตราส่วนของหน้าจอยังคงแปลกกว่ารุ่นอื่นๆในท้องตลาดตอนนี้นิดหน่อยกับ อัตราส่วนแบบ 18.5:9 (ปกติจะเป็น 18:9 ซะมากกว่า) ทำให้หน้าจอมีความยาวเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย

กระจกหน้าจอด้านหน้ายังคงเป็นสีดำเหมือนเคย แต่รอบนี้ทาง Samsung เลือกเสริมฟิล์มสีดำเข้าไปอีกหนึ่งชั้น ทำให้สีดำบนหน้าจอนั้นดำสนิทและไม่โชว์พวกเซ็นเซอร์ต่างๆที่อยู่เหนือหน้าจอให้ชัดเท่ากับรุ่นก่อน จึงรู้สึกว่าตัวหน้าจอดูเป็นมิตรมากขึ้น ไม่มีเซ็นเซอร์อะไรๆมากวนใจเยอะเหมือนเดิม ทั้งๆที่จริงวางตำแหน่งเดิมหมดเลยนะ :P

เริ่มด้วยไฟ LED แจ้งเตือนอยู่ซ้ายสุด, ไฟ Infrared สำหรับใช้งานร่วมกับระบบสแกนม่านตา, เซ็นเซอร์วัดแสง, เซ็นเซอร์จับระยะ, ลำโพงสนทนา, กล้องหน้า และเซ็นเซอร์สแกนม่านตา เห็นไหมว่าทุกอย่างยังอยู่ครบหมด แต่ไม่โชว์ให้เราเห็นแบบยัดเยียดเท่าแต่ก่อนละ

ล่างหน้าจอตัวขอบหน้าจอแอบบางลงกว่าตอน S8 อีกนิดหน่อย (แต่เอาจริงๆก็แยกไม่ออกเท่าไหร่นะ) ตรงด้านล่างของหน้าจอยังมีฝังตัวปุ่มโฮมแบบเสมือนที่รองรับแรงกด (Force Touch) ลงไปเพื่อเข้าสู่หน้าหลักได้อยู่ด้วย

พลิกกลับมาดูด้านหลังของตัวเครื่องจะเห็นว่ายังคงใช้วัสดุเป็นกระจกโค้งรับรูปมือเหมือนเดิม มีการปรับตำแหน่งกันใหม่นิดหน่อย โดยเลื่อนตำแหน่งของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาไว้ที่ด้านล่างตัวกล้อง (เหมือนกับ A8 2018) เพื่อให้ง่ายต่อการเอื้อมนิ้วมาสแกนมากขึ้น และทิ้ง Hear Rate Monitor กับไฟแฟลชไว้ที่ด้านขวาแทนครับ

กล้องหลังของทั้ง 2 รุ่นรอบนี้มีจุดแตกต่างกันชัดเจนแล้ว ซึ่ง S9 ปกติจะได้กล้องหลังมาเพียงตัวเดียว ส่วน S9+ จะให้กล้องหลังคู่มา ซึ่งตรงนี้ส่งผลของการใช้งานบางอย่างที่รุ่นปกติทำไม่ได้และรุ่น + ทำได้ด้วย แต่ตัวกล้องหลักของทั้งคู่นั่นยังคงเป็นตัวเดียวกันอยู่นะ (ไว้อธิบายความต่างอีกทีในเรื่องกล้องละกันนะ)

กรอบเครื่องรอบนี้ใช้วัสดุอลูมิเนียมเกรด 7000 Series ผิวสัมผัสเป็นแบบด้านต่างจากตอน S8 ที่ตัวกรอบจะเป็นแบบมันๆวาวๆหน่อย ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวชอบแบบด้านมากกว่า เพราะกรอบแบบนี้ไม่ค่อยเก็บรอยนิ้วมือเท่าไหร่ แค่ข้างหลังเครื่องก็รอยนิ้วมือเต็มอยู่ละ :P

ปุ่มกดต่างๆเหมือนกับ S8 หมดเลยไม่ว่าจะเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงที่ด้านซ้ายของตัวเครื่อง และปุ่ม Bixby (ที่ไม่ค่อยจะมีคนกดเท่าไหร่) ก็ยังอยู่ที่มุมซ้ายนี้เหมือนเดิม ส่วนปุ่ม Power วางไว้ที่ด้านขวาของตัวเครื่อง ตำแหน่งของปุ่มกดวางไว้ได้ดีเอื้อมนิ้วไปกดได้สะดวกครับ

ด้านล่างของตัวเครื่องมีพอร์ตการเชื่อมต่อทั้งหมดอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.ที่หลายๆคนไม่อยากให้ตัดทิ้ง, พอร์ต USB Type-C, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา และลำโพงหลักของตัวเครื่องครับ

ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน และช่องใส่ซิม ถาดซิมยังคงเป็นแบบไฮบริดรองรับ 2 ซิม และ 1 ซิม 1 เม็มอยู่นะครับ ไม่ได้มี 3 Slot

ในเรื่องดีไซน์มองภายนอกบอกเลยว่าแทบไม่ต่างจากตอน S8 เท่าไหร่นัก ทั้งในเรื่องของหน้าจอที่โค้งสวยๆ, วัสดุหรูหราแบบกระจกและกรอบโลหะ ถือว่าเป็นเรื่องดีนะเพราะรุ่นก่อนทำมาตรฐานความงามได้ดีอยู่แล้ว แต่ก็มีจุดที่ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรอบเครื่องที่ผิวสัมผัสเป็นแบบด้านจับถือได้ดีขึ้น, การวางตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ที่ลงตัวกว่าเดิมไม่ไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งให้ชวนสับสน เอ้อ...ลืมไปเลย ยังมีเรื่องกล้องคู่อีกอย่างที่พอเห็นแล้วต้องรู้เลยว่านี่เป็น S9+ รุ่นใหม่แน่ๆ 555 รวมๆแล้วเรียกว่า Galaxy S9 | S9+ นี่เป็นการปรับปรุงจุดที่ผิดพลาดไปตอน S8 ได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆครับ

Galaxy S9 | S9+ ที่วางจำหน่ายในบ้านเรานั้นจะมีให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือ Midnight Black (ดำ), Coral Blue (ฟ้า) และสีใหม่ Lilac Purple (ม่วงดอกไลแลค) ซึ่งสีที่ว่านี้จะอยู่ที่กรอบเครื่องและฝาหลังเท่านั้น ตัวกระจกด้านหน้าจะเป็นสีดำทั้งหมดนะครับ

สเปค Samsung Galaxy S9 | S9+

  • รัน Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย Samsung Experience 9.0
  • หน้าจอ Super Amoled โค้ง 5.8 นิ้ว (S9) / 6.2 นิ้ว (S9+) ความละเอียด QHD+ 2960x1440 พิกเซล อัตราส่วน 18.5:9
  • ชิปเซ็ต Exynos 9810 Octa-core (Quad-core 2.9GHz + Quad-core 1.9GHz)
  • ชิปกราฟิก Mali-G72 MP18 GPU
  • แรม 4GB (S9) / 6GB (S9+)
  • รอม 64GB (S9) / 64GB/128GB/256GB (S9+)
  • แบตเตอรี่ 3,000mAh (S9) / 3,500mAh (S9+)
  • รองรับระบบ Fast Charge
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/1.7 รองรับ AF
  • กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.5, f/2.4 (S9)
  • กล้องหลังคู่ 12 + 12 ล้านพิกเซล f/1.5, f/2.4 + f/2.4 (S9+)
  • รองรับวิดีโอแบบ Super Slow Motion (480fps Full-HD)
  • รองรับ 2 ซิมผ่านถาดซิมไฮบริด
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
  • วางจำหน่าย 3 สี Midnight Black (ดำ), Coral Blue (ฟ้า), Lilac Purple (ม่วงดอกไลแลค)

ในเรื่องสเปคจะเห็นว่ารอบนี้มีจุดแตกต่างกันอยู่หลายจุดระหว่างรุ่นปกติและรุ่น + (พลัส) นอกจากเรื่องขนาดหน้าจอและแบตเตอรี่แบบรุ่นก่อนๆ โดยจุดหลักๆที่น่าสนใจก็คือแรมที่ต่างกันอยู่ 2GB (S9 = 4GB, S9+ = 6GB), รอมที่ S9 มีให้เลือกเพียงความจุเดียว 64GB ส่วน S9+ นั้นมีให้เลือก 3 ความจุ 64, 128, 256GB และกล้องหลังที่ให้กล้องตัวเดียวกับกล้องคู่ แต่เลนส์ตัวหลักที่มีความสามารถหลักก็ยังคงเป็นตัวเดียวกันอยู่นะ

ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ไฉไลกว่าเดิม

รุ่นใหม่ล่าสุดแบบนี้ ก็ต้องจัดระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดมาให้ด้วย Galaxy S9 ทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย Samsung Experience เวอร์ชั่น 9.0 ตัวใหม่ หน้าตา UI ก็มีการปรับรูปแบบไปจากเดิมนิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆ)

อย่างไอคอนต่างๆที่เคยเน้นไปเป็นสีๆตามหมวดหมู่ก็ยังคงใช้อยู่ แต่บางไอคอนมีการปรับให้มีสีสันมากขึ้นอย่าง Gallery หรือ Messages เป็นต้น พวกไอคอนทำให้มีความโค้งรับกับโครงสร้างของหน้าจอที่มีความโค้งตามมุมได้เป็นอย่างดีรวมถึง Widget บางตัวด้วย

รูปแบบการใช้งานหน้า Home Screen เราสามารถเลื่อนนิ้วขึ้นเพื่อเข้าสู่หน้า App Drawer ได้ง่ายๆโดยไม่ต้องหาปุ่มกดเรียกแล้ว ตัวไอคอนเมื่อมีการแตะค้างไว้ครู่หนึ่งจะมีทางลัดของแอปนั้นๆเพิ่มเติม เป็นฟีเจอร์ที่ติดมาจาก Android Oreo นี่แหละ ก็สะดวกไปอีกแบบ

Wallpaper ปรับเป็นชุดใหม่อีกครั้ง ใช้แนว Prism Design เล่นกับสีสันของตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี อย่างเครื่องสีดำก็จะตั้งค่าเริ่มต้นมากับชุด Wallpaper สีน้ำเงิน, เครื่องสีม่วงก็ใช้ชุดสีม่วงมาให้ แต่แอบเห็นสีส้มๆออกทองๆติดมาด้วย ไม่รู้ว่าจะมีเครื่องสีทองตามมาทีหลังด้วยรึเปล่าเนอะ ^^"

ดาวน์โหลด Wallpaper ชุดใหม่ของ Galaxy S9 ได้ที่นี่

หรือถ้าไม่ชอบค่าเริ่มต้นที่ตัวเครื่องให้มาก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดหรือเลือกเปลี่ยนได้ด้วย โดยการแตะค้างที่หน้าจอหลักแล้วเลือกที่ Themes ก็จะมีพวกธีมให้ดาวน์โหลดทั้งฟรีและเสียตังค์ให้เลือกเพียบ หรือถ้าจะเลือกเปลี่ยนแค่เฉพาะ Wallpaper, icons ไปจนถึง AOD (Always On Display) ก็ได้เช่นกันครับ

Always On Display ยังคงติดมาอยู่บน S9 Series นี้ มีรูปแบบของหน้า AOD แบบใหม่เพิ่มเข้ามานิดหน่อย พร้อมทั้งยังมีตัวโชว์ปุ่มโฮมสเหมือนอยู่เช่นเคยครับ

บนซอฟต์แวร์ตัวใหม่นี้เราสามารถตั้งหน้าจอ Home Screen เป็นแนวนอนได้ด้วย เพื่อให้ใช้งานได้อย่างไร้รอยต่อกว่าเดิม โดยเราสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าได้ที่ Settings > Display > Home Screen > เอาติ๊ก Portrait mode only ออก เท่านี้เราก็จะสามารถใช้งานแนวนอนในหน้าแรกได้แล้วครับ

ตัว Edge Screen ด้านข้างรอบนี้ก็ยังคงใส่ฟีเจอร์ทางลัดเข้าแอปมาเหมือนตอน S8 แต่มีเพิ่มลูกเล่น App Pair จากของ Note 8 เข้ามาด้วย ซึ่งตรงนี้เราสามารถเลือกแอปที่จะเปิดพร้อมกับแบบ 2 หน้าต่างในคลิกเดียว อาทิ เราใช้งาน Chrome กับ YouTube คู่กันอยู่บ่อยๆ ถ้าเป็น Multi Window ปกติก็จำเป็นต้องกดเปิด Chrome ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยมากด Recent App ค้างเพื่อเลือก YouTube ให้โผล่ที่ด้านล่างอีก เป็นการเลือกที่หลายขั้นตอนทีเดียว แต่ถ้าเราเลือกใน App Pair ตัวไอคอนก็จะเป็นคู่ๆกัน จิ้มครั้งเดียวก็จะเปิดทั้ง 2 หน้าต่างไปพร้อมๆกันเลยครับ สะดวกสำหรับคนที่ต้องการการใช้งานอะไรไปพร้อมๆกันดี การตั้งค่า App Pair ก็ง่ายๆกดเข้าไปที่ Settings ในหน้า Edge Screen > แล้วกด Edit ในหัวข้อ App Edge > เลือก Create App Pair ครับ

อย่างที่ทราบกันว่า Samsung ออกแบบหน้าจอ Infinity Display อัตราส่วนยาวๆแบบนี้มาเพื่อการเข้าถึงคอนเทนต์ที่มากกว่า (แสดงผลได้เยอะขึ้น) อีกจุดที่ทำให้เห็นผลชัดเจนจริงๆก็คงเป็น Multi Window นี้ด้วย เพราะด้วยความที่การแสดงผลทำได้มากขึ้น เวลาเราใช้งาน Multi Window ก็จะใช้งานได้มากกว่า เวลาจะพิมอะไรตัวคีย์บอร์ดก็จะไม่บังหน้าจอไปหมดแบบที่แล้วๆมาบนอัตราส่วนแบบ 16:9 แล้ว

ผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby

หลังจากเริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว Bixby ระบบของ Samsung ก็พร้อมใช้งานมากขึ้นตัว Bixby Home จะอยู่หน้าซ้ายสุดของ Home Screen แสดงพวกฟีดต่างๆที่ระบบจัดมาให้ อาทิ Weather , นาฬิกาปลุก , Step ก้าวเดิน , Gallery หรือฟีดข่าวจากแอปอื่นๆอาทิ Facebook , Twitter เป็นต้นครับ

ที่บอกว่าพร้อมใช้งานมากขึ้นก็คือระบบ Bixby Voice ที่เราสามารถพูดคุยกับตัวเครื่องได้แล้ว (แต่ตอนนี้ยังรองรับเพียง 3 ภาษา อังกฤษ, เกาหลี และจีน) เราสามารถสั่งเปิดแอปต่างๆได้ , สั่งให้เปิดเบราเซอร์แล้วค้นหาข้อมูล , เปิด Play Store แล้วดาวน์โหลดแอป , เปิด Gallery แล้วหารูปที่ถ่ายตามสถานที่ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเรามีการสั่งงานด้วย Bixby Voice บ่อยๆ จะมีแต้มให้เราได้สะสมด้วย เลยทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการคุยกับเจ้า Bixby ด้วย การเข้าถึง Bixy Voice ก็ง่ายๆครับกดปุ่ม Bixby ที่ด้านข้างค้างไว้หรือทักทายด้วยคำว่า Hi Bixby ก็ได้ครับ :D

การจับถือใช้งานต่างกันแค่ไหน ?

มาต่อในเรื่องของการใช้งานกันบ้าง แน่นอนว่าขนาดของทั้ง 2 รุ่นนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้การพกพาหรือการใช้งานในมือเดียวนั้นค่อนข้างแบ่งกลุ่มผู้ใช้ไว้แล้ว ในเรื่องของการใช้งานมือเดียวแน่นอนว่ารุ่น S9 ปกตินั้นทำได้ดีกว่าด้วยขนาดเครื่องที่เล็กพอดีมือ แต่ได้หน้าจอที่ยาวและเต็มตาใช้ได้ การใช้งานในแนวตั้งทั้งเล่นโซเชียล ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter หรือ IG ทำได้สะดวกบนมือเดียวทีเดียวล่ะ

แต่ถ้ามาเทียบกับ S9+ แน่นอนว่าขนาดที่ใหญ่กว่ามาก ถึงแม้ตัวเครื่องจะไซส์พอๆกับรุ่นจอ 5.5 -5.7 นิ้วก็เถอะ แต่ด้วยความยาวจอที่เพิ่มมากขึ้น การจะเอื้อมนิ้วไปแตะตามมุม (กดปุ่ม Back หรือแตะแถบแจ้งเตือน) ก็เป็นเรื่องยากพอสมควร ทำให้เรื่องความคล่องตัวในการใช้งานมือเดียวนั้น S9 ทำได้ดีกว่าพอสมควร แต่ถ้าเน้นใช้งานด้วย 2 มือกับหน้าจอใหญ่ๆ S9+ ก็ตอบโจทย์มากกว่าเช่นกันครับ

ส่วนในเรื่องของหน้าจอโค้งที่หลายคงแอบสงสัยว่าถ้าใช้งานแล้วมันจะไปลั่นโดนหน้าจอรึเปล่า จะไม่สะดวกรึเปล่า บอกเลยว่าปัญหาเหล่านั้นทาง Samsung แก้ได้ตั้งแต่ S8 แล้วล่ะครับ ด้วยความโค้งที่ไม่ได้เหมือนยุคแรก ความโค้งกำลังดีของทั้ง S9 และ S9+ ทำได้ดีขึ้นมาก ไม่มีอาการลั่นไปโดนนู่นโดนนี่เท่าไหร่แล้ว แถมด้วยความโค้งยังทำให้ตัวเครื่องดูหนาและจับถือได้กระชับมือมากขึ้นไปอีกด้วย

ตำแหน่งสแกนนิ้วใหม่ดีขึ้นจริงหรือ ?

อย่างที่ทราบกันดีว่าบนรุ่นก่อนอย่าง Galaxy S8 หรือ Note 8 นั้นมีปัญหาในเรื่องของการสแกนลายนิ้วอยู่ ด้วยการวางตำแหน่งที่อาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ ทำให้ยากต่อการเอื่อมนิ้วไปแตะ แต่บนรุ่น S9 นี้ได้มีการขยับตำแหน่งของปุ่มลงมาให้อยู่ตรงบริเวณกลางเครื่อง ใต้เลนส์กล้องเรียบร้อย ทำให้ง่ายต่อการแตะสแกนมากขึ้น

แต่ถามว่ายังคงแตะโดนเลนส์กล้องอยู่ไหม ? ก็ยังมีบ้างครับ เพราะด้วยตำแหน่งที่ชิดกันพอสมควร บวกกับตัวเครื่องที่ยาวการที่เราจับเครื่องแบบเต็มๆมือก็ยังแอบมีเอานิ้วไปแตะที่เลนส์กล้องตัวที่ 2 ของ S9+ อยู่ดี แต่ก็ยังดีกว่าตำแหน่งเดิมล่ะนะที่ไปไว้ซะมุมเลย

Intelligent Scan นี่สิปลอดภัยจริง

ถ้าระบบสแกนนิ้วยังไม่ฉลาดพอสำหรับเราลองระบบปลดล็อคแบบใหม่ที่เรียกว่า Intelligent Scan นี้ดูไหมล่ะ อย่างที่ทราบว่า Samsung เริ่มให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบนสมาร์ทโฟนมาสักพักแล้ว โดยพยายามใส่เซ็นเซอร์สแกนม่านตาเข้ามาตั้งแต่ Note 7 และเพิ่มระบบสแกนใบหน้ามาบน S8 อีก แต่การใช้งานจริงยังพบปัญหาอยู่นิดหน่อย เพราะเราจำเป็นต้องเลือกระบบใดระบบหนึ่ง ถ้าจะเลือกใช้ระบบสแกนม่านตาก็อาจจะไม่ได้เร็วปุบปับแต่สแกนในที่แสงน้อยได้ ส่วนถ้าเลือกสแกนหน้าก็ใช้งานได้รวดเร็วในที่แสงปกติแต่ความปลอดภัยต่ำกว่า แฝดกันนี่สแกนผ่านสบายๆ

แล้วไอ Intelligent Scan ที่ว่านี่คืออะไร ? ระบบใหม่ที่ทาง Samsung นำเสนอบน S9 นี้ก็คือการใช้การผสานระบบสแกนม่านตาเข้ากับสแกนใบหน้า ให้ใช้งานได้พร้อมกัน อย่างถ้าเราใช้งานในสภาพแสงปกติตัวเครื่องก็จะเลือกใช้การสแกนใบหน้าเพื่อความรวดเร็วในการปลดล็อค ส่วนถ้าแสงน้อยเมื่อไหร่ระบบจะเลือกใช้สแกนม่านตาขึ้นมาแทน ซึ่งเมื่อใช้งานจริงบอกเลยว่าทำงานได้รวดเร็วมาก แถมแฝดก็หลอกไม่ได้แล้วนะจ๊ะ

กันน้ำกันฝุ่นเหมือนเคย

เริ่มเพิ่มความสามารถนี้มาตั้งแต่สมัย Galaxy S7 จนมาถึงรุ่น Galaxy S9 แน่นอนว่าความสามารถนี้ยังอยู่ ตัวเครื่องสามารถกันน้ำได้ที่ระดับความลึก 1.5 เมตร นาน 30 นาที ยิ่งช่วงฝนตกไม่รู้อีโหน่อีเหน่แบบนี้ อยากน้อยๆเราก็จะได้ชื้นใจว่าสมาร์ทโฟนของเราจะไม่พังเพราะเปียกฝนเอาดื้อๆเนอะ

ความบันเทิงที่จัดเต็มกว่าที่เคย

เข้าสู่เรื่องการดูหนัง ฟังเพลงบน Galaxy S9 และ S9+ ที่รอบนี้ต้องบอกว่า Samsung ปรับปรุงในจุดนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ในเรื่องของหน้าจอก็อย่างที่บอกไปแสดงสีสันและมิติที่สวยงามมากๆตามฉบับของ Super Amoled หน้าจอมีความสว่างสูงสุดถึง 1,130 nits ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนถึง 20% คอนเทนต์ต่างๆก็เริ่มออกมารองรับอัตราส่วนแบบใหม่นี้มากขึ้นแล้วด้วย

ลำโพงคู่มาแล้ว มาสักที ในเรื่องเสียงหลังจากที่รอคอยกันมานานกับลำโพงคู่ บน S9 ทั้ง 2 รุ่นนี้ก็ใส่มาให้แล้ว โดยใช้งานร่วมกันระหว่างลำโพงสนทนากับลำโพงที่ด้านล่างของตัวเครื่องให้เป็นลำโพงสเตอริโอ เสียงที่ได้รู้สึกถึงความรอบทิศทางกว่าแบบลำโพงตัวเดียวมากทีเดียวครับ แถมยังมีระบบ Dolby Atmos ที่ใช้ได้กับลำโพงของตัวเครื่องเลยอีก เปิดแล้วเสียงที่ได้ดังขึ้นอย่างชัดเจนเลยล่ะ

เราสามารถเข้าไปตั้งค่าระบบ Dolby Atmos ได้ที่ Settings > Sounds and Vibration > Sound Quality and Effects จากนั้นติ๊กเปิด Dolby Atmos ได้เลยครับ ซึ่งในตัวเลือกจะมีแยกย่อยออกมาอีกเล็กน้อยว่าจะเลือกเป็นแบบ Movie, Music, Voice หรือ Auto ครับ

ช่องหูฟังก็ยังอยู่ น่าจะเป็นเรือธงไม่กี่รุ่นในปีนี้แล้วที่ยังมีพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.อยู่ ตำแหน่งก็อยู่ที่ด้านล่างเครื่องอย่างที่เห็นครับ ใช้คู่กับหูฟัง AKG ที่แถมมาในกล่องก็เรียกว่าลงตัวเลยทีเดียว แถมในเรื่องการฟังเพลง Samsung ยังมีระบบ UHQ Upscaler มาเพิ่มคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย

ทดสอบคะแนน Galaxy S9 ทั้ง 2 รุ่น

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องการเล่นเกม เราขอมาทดสอบคะแนนกันก่อน ในเรื่องสเปคอย่างที่บอกไปว่ารอบนี้จะมีความแตกต่างหลักๆเพิ่มเข้ามาอีกอย่างคือเรื่องแรมที่รุ่น S9 ให้มาที่ 4GB ส่วน รุ่น S9+ ให้มา 6GB การใช้งานในด้านทั่วๆไป เปิดโซเชี่ยล, ดูหนัง, ฟังเพลง ความลื่นไหลไม่ต่างกันเลย เร็วด้วยกันทั้งคู่ แอปที่เราจะใช้ทดสอบในรอบนี้ก็จะมี AnTuTu Benchmark กับ GeekBench 4 แอปยอดนิยมที่มักจะใช้ทดสอบคะแนนกัน

โดยคะแนนของ AnTuTu Benchmark นั้นทั้งคู่ทำออกมาได้สูงมากๆ Galaxy S9+ ทำคะแนนไปได้สูงถึง 247,289 คะแนน ส่วน Galaxy S9 นั้นตามมาติดๆที่ 247,176 คะแนน ต่างกันอยู่เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเท่าที่ทดสอบมาจุดที่น้อยกว่าดันไปอยู่ที่ GPU ซะด้วยไม่ใช่แรมอย่างที่คิดไว้

ส่วนคะแนนของ GeekBench 4 นั้น ก็ต่างกันเล็กน้อยเช่นกัน ซึ่ง Galaxy S9+ นั้นทำคะแนน Single-core ไปที่ 3763 เทียบกับ S9 ที่ 3711 และ Multi-core 8857 (S9+) เทียบกับ 8767 (S9) เรียกว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เพราะถือว่าเป็นคะแนนที่สูงมากๆเลยทีเดียวครับ สมกับสเปคเรือธงจริงๆ

เล่นเกมสะใจแค่ไหน

เห็นคะแนนแรงสะใจแบบนี้ ในเรื่องการเล่นเกมนี่คงไม่ต้องห่วงอะไรแล้วล่ะ จากเท่าที่ลองกับเกมยอดฮิตอย่าง ROV เฟรมเรตถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่าตอน S8 พอสมควร (ก็แหงล่ะ) จากเท่าที่ลองเปิดกราฟิกทุกอย่างไปที่สูงสดเปิดภาพ HD เปิดเฟรมเรตสูง ในการตั้งค่า Normal Performance เฟรมเรตจะอยู่ราวๆ 40 - 50fps เรียกว่าเล่นได้ลื่นๆเลย

หรือถ้าอยากได้แบบลื่นขึ้นสุดไม่ต่ำกว่า 50fps เลยเราสามารถปรับโหมดเป็น High Performance ตัวระบบจะจัดการให้ตัวเครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นทำให้เฟรมเรตวิ่งไปที่ราวๆ 54 - 60fps กันเลยทีเดียว

กล้องนี่แหละทีเด็ด !

มาเข้าสู่เรื่องไฮไลท์สุดของ Galaxy S9 Series ตามคอนเซ็ปต์ของรอบนี้ที่ใช้ว่า The Camera Reimagined หรือการปรับแนวคิดใหม่ของการถ่ายภาพ กล้องหลังของ S9 และ S9+ นั้นไม่ธรรมดาเพราะมาพร้อมกับค่ารูรับแสงให้ปรับได้ 2 ช่วงคือ f/1.5 และ f/2.4 ตรงนี้ทาง Samsung เรียกว่า Dual Aperture นั่นเองครับ

ปรับรูรับแสงได้มันคือยังไง ? อย่างที่ทราบกันดีกว่าสมาร์ทโฟนนั้นมักจะล็อคค่ารูรับแสงไว้ที่ค่ากว้างที่สุด จะ f/1.7, f/1.8 หรือ f/2.0 ก็ว่ากันไป แต่รอบนี้ตัวกล้องหลังสามารถปรับค่ารูรับแสงได้เป็น 2 ช่วงคือ f/1.5 และ f/2.4 แล้ว การทำงานถ้าเราใช้โหมด Auto ตัวกล้องจะคำนวนเอาเองว่าภาพไหนมืดควรจะปรับเป็น f/1.5 หรือถ้าแสงมีมากพอก็ปรับไปให้เป็น f/2.4 แทน เพื่อให้ภาพกลางวันได้แสงที่ไม่สว่างจ้าจนเกินไป และกลางคืนก็สว่างกว่าในรุ่นเดิมถึง 28% ด้วยครับ (เทียบกับ f/1.7 ของ S8)

นอกจากนี้ตัวกล้องยังมีระบบ Multi Frame Processor ที่จะถ่ายภาพรวมกันถึง 12 ภาพในเวลาเดียวกันแล้วทำการรวมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ภาพแสงน้อยที่ดีที่สุดอีกด้วยตรงนี้เราไม่ต้องเลือกโหมดใดๆทั้งสิ้น Auto แล้วกดๆอย่างเดียวพอ :P

หน้า UI กล้องของ S9 มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมนิดหน่อย โหมดการใช้งานจะเลื่อนไปไว้ที่ด้านบนใช้การเลื่อนเพื่อเปลี่ยนโหมด ต่างจากแบบก่อนที่ต้องมาเลือกเป็นไอคอนๆแล้ว โหมดที่มีมาให้ก็คล้ายเดิมครับเริ่มจากซ้ายสุดไล่มาก็จะมี Food, Panorama, Pro, Selective Focus (S9), Live Focus (S9+), Auto, Super Slow-mo, AR Emoji และ Hyperlapse ครับ

เรามาเริ่มกันไปที่ละโหมด Food ชื่อก็บอกชัดเจนครับเป็นโหมดสำหรับถ่ายอาหาร ในโหมดนี้จะมีรูปแบบอุณหภูมิสีให้เลือกจะร้อนจะเย็นเพิ่มความสดของภาพเข้าไปให้เหมาะกับการถ่ายภาพอาหาร นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Radial Blur ที่จะช่วยโฟกัสให้จุดๆนั้นชัดเด่นขึ้นมาอีกด้วย (จริงๆเป็นการเบลอรอบข้างออกไปมากกว่านะ)

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Food จะเห็นว่าถ้าเลือกมุมดีๆหน่อยหรือเน้นอาหารนั้นๆให้เด่นด้วย Radial Blur ก็จะช่วยให้ภาพดูเด่นและน่ากินขึ้นไปอีก อยากถ่ายอาหารสีสดๆภาพคมๆเลื่อนมาที่โหมดนี้ได้เลยครับ :D

Auto โหมดนี้ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่มากครับ ก็แน่นอนว่ามันคือ Auto เราแตะโฟกัส แตะถ่ายแค่นั้นพอนอกเหนือจากนั้นตัวกล้องจะคำนวณให้เราและเก็บภาพที่สวยที่สุดแค่นั้นเอง ไม่ยุ่งยาก ตัวเลือกก็มีให้เลือกปรับเล็กน้อย อย่างการสลับไปใช้ความละเอียดภาพ 7.9 ล้านพิกเซลเต็มจอในอัตราส่วนแบบ 18.5:9, เปิด-ปิดแฟลช หรือเลือกเอฟเฟกต์เป็นต้นครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ของกล้อง Galaxy S9+ ในเรื่องคุณภาพนั้นไม่ต้องพูดอะไรเยอะ เพราะ Samsung เขาเดินเกมเรื่องกล้องมาพักใหญ่แล้วแถมยังได้ Dual Aperture หรือค่ารูรับแสง 2 แบบที่สามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆได้เป็นอย่างดี ไฟล์ที่ได้คมชัดมาก สีสันก็สวยงาม แต่ส่วนตัวแอบคิดว่ามันสดไปกว่าที่เห็นด้วยตาเล็กน้อย ในเรื่องภาพถ่ายกลางคืนก็ยอดเยี่ยมครับ ด้วยอนิสงค์ของ Multi Frame Processor ที่ช่วยลบ Noise ได้เป็นอย่างดีบวกกับค่ารูรับแสง f/1.5 ที่สว่างขึ้นไม่จำเป็นต้องไปเร่ง ISO ขึ้นมาด้วย เรียกว่า Auto ของ S9 ยังคงหวังพึ่งได้เสมอ

Pro โหมดสำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆได้เอง บน S9 และ S9+ ไม่ว่าจะเป็น Shutter Speed, ISO, White Balance, EV, Filter, ระยะโฟกัส และที่เพิ่มเข้ามาใหม่คือค่ารูรับแสงที่เราสามารถสลับไปมาได้เลยที่โหมด Pro นี้ (ตรงค่า Shutter Speed) ซึ่งเราคงได้ใช้โหมดนี้มากขึ้นๆแน่ถ้าิยากได้ภาพที่ f/1.5 ตลอดทุกภาพน่ะนะ :P

โดยเมื่อเทียบกันชัดๆจากการปรับค่ารูรับแสงเองในโหมด Pro นี้จะเห็นได้ชัดเลยว่าการละลายฉากหลังด้วย f/1.5 นั้นทำได้ดีมากๆ ดูได้จากภาพด้านบนที่ผมลองถ่ายภาพฟิกเกอร์โกคู จะเห็นว่าฉากหลังนั้นละลายได้มากกว่าเมื่อเทียบกับ f/2.4 ในการตั้งค่า Auto ทุกสิ่งอย่าง ปรับแค่ค่ารูรับแสงเท่านั้น

Bixby Vision เป็นอีกโหมดที่ถูกซ่อนอยู่ในโหมด Auto ตรงนี้ไม่ได้เป็นฟีเจอร์ใหม่แต่เป็นการเพิ่มลูกเล่นเข้ามามากกว่า ตัวกล้องของ Bixby สามารถตรวจจับภาพเพื่อไปค้นหาเพิ่มเติมได้ หรือจะเลือกแปลภาษาแบบเรียลไทม์ก็ได้เช่นกัน

แต่เท่าที่ลองการแปลภาษาก็ยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ ยังมีแปลแบบห้วนๆไปบ้าง ถึงแม้จะใช้บริการของ Google Translate ก็เถอะ เอ๊ะ ! หรือเพราะใช้เลยออกมางงๆแบบนี้ :P คงต้องรอการเรียนรู้กันต่อไปล่ะครับ

AR emoji ฟีเจอร์ใหม่ของ Galaxy S9 ทั้ง 2 เราสามารถสแกนใบหน้าเข้าไปเป็นตัวอวาตาร์การ์ตูนได้ พร้อมทั้งยังใช้ร่วมกับระบบตรวจจับใบหน้าอย่างแนบเนียนเป็น 3D อีกต่างหาก

ขั้นตอนก็ไม่ยากเย็นเริ่มด้วยเปิดโหมด AR Emoji แล้วเลือก Create my Emoji จากนั้นถ่ายใบหน้าเราเข้าไปเลย แต่ถ้าใครที่ใส่แว่นหรือผมยาวปิดหน้าแนะนำว่าควรเอาแว่นและเปิดหน้าผากหน่อย ไม่งั้นหน้าการ์ตูนเราจะมีไรผมติดมาด้วย ซึ่งมันจะตลกมาก :P

เมื่อถ่ายเสร็จตัวระบบจะให้เราเลือกรูปแบบในการปรับแต่งอยู่ 4 หมวดหลักๆคือ

  • ใบหน้าสีผิว เลือกได้ว่าจะเอาโครงหน้าเหมือนหน่อยหรือเป็นการ์ตูนไปเลย สีผิวเข้มอ่อนก็เลื่อนแถบได้เลย
  • ทรงผม มีให้เลือกประมาณหนึ่ง จะผมยาว ผมสั้น หรือเลือกปรับสีผมก็ได้เช่นกันครับ
  • แว่นตา สำหรับใครที่ใส่แว่นก็ค่อยมาเลือกเอาตรงนี้ ตอนสร้างอวาตาร์ไม่ต้องใส่แว่นถ่ายด้วยล่ะ
  • เสื้อผ้า ปิดท้ายก็เสื้อผ้าครับ มีให้เลือกไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็พอเลือกให้เข้ากับเราได้บ้างครับ

เมื่อเลือกทุกอย่างเสร์จก็กด OK ที่มุมขวาบนได้เลย จากนั้นรอแป๊บหนึ่งเราก็จะได้ AR Emoji ที่เป็นตัวเรามาถ่ายเล่นๆกันได้แล้ว ซึ่งเมื่อตัวกล้องจับหน้าเราได้ก็จะแมปปิ้งหน้าเข้ากับตัวการ์ตูนพร้อมให้เราเล่นหน้าเล่นตาได้แล้ว

นอกจากการสร้าง AR Emoji เองแล้วในเครื่องยังมีตัวการ์ตูนมาให้เลือกเล่นอยู่ประมาณ 3 แบบด้วย แต่ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่า การเล่นหน้าเล่นตานั้นะใช้งานได้แค่ใบหน้ากับหัวเท่านั้น มือหรือตัวไม่ขยับตามนะจ๊ะ

ที่เด็ดกว่าการให้เรามาขยับหน้าขยับตาก็คือเมื่อเราสร้าง AR Emoji ของเราเองเสร็จตัวระบบจะสร้างไฟล์ GIF เป็นสติ๊กเกอร์ฮาๆ ให้เราอีก 18 แบบเอาไว้ส่งหาเพื่อนได้ด้วย ตัวอย่างก็แบบด้านบนนี่แหละครับ

Live Focus หน้าชัดหลังเบลอเกร๋ๆ (เฉพาะ S9+) อย่างที่ทราบกันว่า Galaxy S9+ นี้ถือว่าเป็นรุ่นแรกของซีรีส์ S ที่มาพร้อมกับกล้องหลังคู่ จึงสามารถใช้งานโหมด Live Focus แบบเดียวกับ Note 8 ได้ด้วย ซึ่งกล้องตัวที่ 2 ที่ใช้งานนั้นก็เป็นตัวเดียวกันเลย การทำงานเหมือนกันเป๊ะๆ ยังต้องรอให้กล้องล็อคช่วงแล้วขึ้นคำว่า Live Focus Available เหมือนเคย แต่รอบนี้แอบรู้สึกว่าทำงานเร็วขึ้นนะ

ยังคงใช้ความสามารถ Dual Capture ได้ด้วย คือการถ่ายภาพทั้ง 2 เลนส์พร้อมๆกันในจังหวะเดียว ทำให้เราสามารถมาเลือกทีหลังได้ว่าจะเอาภาพที่ถ่ายจากช่วงไหนทีหลัง (แน่นอนว่าไฟล์ขนาดใหญ่ใช้ได้เลยล่ะ)

ความเบลอของฉากหลังก็มาเลือกปรับได้ที่หลังเช่นเดิม แต่ที่พิเศษกว่าตอน Note 8 ก็คือรอบนี้ Samsung เพิ่มลูกเล่น Art Bokeh ให้เราปรับรูปแบบของ Bokeh ได้ด้วย แต่อันนี้ต้องบอกว่าระบบจะปรับให้เฉพาะ Bokeh เท่านั้นด้วยนะ ถ้าภาพไหนที่่ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอมาแต่ไม่มี Bokeh อยู่ข้างหลังก็ปรับไม่ได้ เอ้อ ฉลาดดี

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Live Focus คุณภาพโดยบอกตรงๆว่าไม่ต่างจากตอน Note 8 เลยล่ะ เนื่องด้วยเลนส์กล้องตัวที่ 2 เป็นตัวเดียวกันเลย ไฟล์ที่ได้ถ้าในที่แสงเพียงพอ ทำได้ดีมาก เบลอฉากหลังได้สวยเนียนทีเดียว แต่ถ้าเจอสภาพแสงน้อยนี่ยังคงเป็นปัญหาอยู่เนื่องจากตัวเลนส์ตัวที่ 2 ที่ใช้งานโหมดนี้มีค่า f/2.4 และคุณภาพไม่ได้สวยคมเท่ากับตัวหลัก ก็อาจจะมีเห็น Noise อยู่บ้าง แต่รวมๆด้วยความเร็วที่มากขึ้นบวกกับ Art Bokeh ที่เข้ามาทำให้ภาพดูมีลูกเล่นมากก็ยังคงทำให้โหมด Live Focus นี้น่าสนใจอยู่ดี

Super Slow Motion การบันทึกวิดีโอสโลว์โมชั่นที่ช้าได้กว่าเคย ปกติเราจะเห็นสโลว์โมชั่นแบบ 120fps บ้าง 240fps บ้าง แต่บน S9 นั้นจะสามารถยืดได้สูงถึง 960fps ในความละเอียด HD ยืดเวลาจาก 0.2 วินาทีให้กลายเป็น 6 วินาทีได้เลย คิดดูละกันว่าช้าได้ขนาดไหน :D

โหมดการถ่ายจะมีให้เลือก 2 แบบคือ Auto กับ Manual ซึ่งตัว Auto ก็คือกดถ่ายไปได้เลยแล้วถ้ามีวัตถุผ่านกรอบสีเหลืองที่ล็อคไว้กล้องจะจับจังหวะนั้นให้เป็น Super Slow เอง ตรงนี้ง่ายมากๆเพราะความฉลาดของระบบ Auto Detect เราไม่จำเป็นต้องมากะจังหวะเลยกดแช่รออย่างเดียว

หรือถ้าอยากได้จังหวะนั้นๆเองเลือก Manual แล้วกดที่ไอคอน Super Slow เอาก็จะได้จังหวะที่เราต้องการแทนครับ เราสามารถกดจังหวะแบบนี้ได้ถึง 20 ครั้งในคลิปคลิปหนึ่ง

นอกจากนี้เมื่อถ่ายเสร็จแล้วตัวเครื่องยังมีการใส่เพลงประกอบคลิปให้เราอัตโนมัติด้วย ไม่ต้องเสียเวลามาตัดต่อเองทีหลัง หรือจะเลือกตัดทอนบางส่วนก็ได้เช่นกันครับ

หรือถ้าอยากได้ไฟล์ GIF สนุกๆของ Super Slow Motion เรายังสามารถมาเลือกได้อีกด้วยการเลื่อนหน้าจอขึ้น (เพื่อดู Detail ของคลิป) จากไฟล์ Super Slow จะมีตัวเลือกให้เราเซฟไฟล์เป็น GIF สั้นๆของช็อตต่างๆได้ด้วยครับ

ตัวอย่างคลิป Super Slow Motion จาก Galaxy S9 จะเห็นว่าความช้าในคลิปนั้นทำได้เนียนตาดีมากๆ สโลว์ได้สุดๆ ในโหมด Auto ที่ให้ระบบคำนวณจังหวะ Super Slow เองทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่บางครั้งก็มีเอ๋อๆบ้างแบบสโลว์ไปก่อนหรือช้ากว่าที่ควรจะเป็น ส่วนถ้าเป็น Manual ก็โอเคครับเลือกกดเอาเอง แต่ก็เช่นกันมีจังหวะดีเลย์บ้าง แต่รวมๆถือว่าเป็นกิมมิกที่ใช้ถ่ายวิดีโอได้สนุกๆใช้ได้เลย

สำหรับการบันทึกวิดีโอแบบปกตินั้นเราสามารถบันทึกได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 4K UHD 60fps กันเลยทีเดียว แต่จะถ่ายได้ที่ความยาวเพียง 5 นาทีต่อครั้งเท่านั้น (ถ้า 4K 30fps ได้ 10 นาทีต่อครั้ง)

ตัวอย่างวิดีโอความละเอียด 4K 60fps จากเครื่อง Galaxy S9+

กล้องหน้าตัวเดิม เพิ่มเติมมีหน้าชัด-หลังเบลอ

หมดจากกล้องหลังไปก็มาดูกล้องหน้ากันต่อ เซ็นเซอร์กล้องยังเป็นตัวเดียวกับ S8 หรือ Note 8 เลยล่ะ ให้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/1.7 พร้อมระบบ Autofocus มา แต่ที่เด็ดกว่าเดิมคือมีการเพิ่มลูกเล่น Selfie Focus หรือโหมดหน้าชัด-หลังเบลอเข้ามาด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Galaxy S9 คุณภาพยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเคยครับ ระบบ Autofocus ทำให้ได้ภาพที่คมชัดและมีระยะชัดอยู่ ส่วนโหมด Selfie Focus ก็ทำงานได้ง่ายไม่ต้องเสียเวลาถ่ายหลายๆภาพแบบตอน Selective Focus แล้ว ใช้งานได้แบบ Realtime เลย

แบตเตอรี่เท่าเดิม ชาร์จไวเหมือนเคย

ปิดท้ายกันที่เรื่องของแบตเตอรี่ ทั้ง 2 รุ่นยังคงให้แบตเตอรี่มาเท่ากับรุ่น S8 เป๊ะๆคือ 3000 mAh (S9) กับ 3500 mAh (S9+) เท่าที่ลองใช้งานมาตลอด 2 สัปดาห์ ความรู้สึกก็ไม่ต่างจากตอนใช้ S8 และ S8+ เท่าไหร่ครับ สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวัน มีความอึดระดับหนึ่ง ยิ่งถ้าเทียบกับ Note 8 แล้ว S9+ จัดการเรื่องแบตฯได้ดีกว่าพอสมควรเลย

ส่วนเรื่องระบบชาร์จรอบนี้ยังคงรอบรับระบบ Fast Charge เหมือนเดิม และมาตรฐานก็ยังเป็นตัวเดิมครับ ใครที่มีอุปกรณ์เสริมตัวเก่าอย่างพวก Wireless Charger Fast Charge อยู่ก็ใช้งานได้เร็วเหมือนกันเป๊ะ

ราคาเท่าไหร่นะ ?

สรุปราคากันอีกสักหน่อย รอบนี้ Galaxy S9 จะมาพร้อมกับความจุเดียวคือ 64GB ส่วน Galaxy S9+ นั้นจะมาพร้อมกับ 3 ความจุคือ 64, 128 และ 256GB ราคาก็ตามด้านล่างนี้เลยครับ

Galaxy S9 [64GB] = 27,900 บาท

Galaxy S9+ [64GB] = 31,900 บาท

Galaxy S9+ [128GB] = 33,900 บาท

Galaxy S9+ [256GB] ขายเฉพาะกับโอเปอเรเตอร์ = 37,900 บาท

สรุปแล้วเป็นยังไง !?

อ่า ! มาถึงบทสรุปกันสักที ใครอ่านมาตั้งแต่ต้นจนจบก็ขอบคุณมากเลยครับ แต่สำหรับใครที่เลื่อนมาอ่านตรงสรุปนี้ก่อนก็ไม่ว่ากัน :P เอาเป็นว่าสรุปง่ายๆเลยละกัน Galaxy S9 | S9+ ก็ถือเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงต้นปีของ Samsung ที่ปรับทุกอย่างมาได้อย่างลงตัว ถึงแม้หน้าตาจะออกเดิมไปหน่อย ใครที่ใช้ S8 หรือ S8+ อยู่คงคิดว่าไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แต่อยากให้ไปลองจับตัวจริงลองใช้งานกล้องกันดูหน่อย เชื่อว่าคงมีเปลี่ยนใจกันบ้างไม่มากก็น้อย เพราะจัดเต็มขึ้นกว่าเดิมจริงๆ ทั้งในส่วนของกล้องหลัง Dual Aperture ที่อาจจะดูไกลตัวไปหน่อยแต่ใช้จริงผลลัพธ์ก็ค่อนข้างเห็นชัดอยู่ว่าดีขึ้นจริง, Super Slow-mo คงได้เห็นคนเริ่มใช้งานกันมากขึ้นเมื่อเครื่องวางจำหน่่ายอย่างเป็นทางการ, AR Emoji ที่อาจจะยังดูไม่มีลูกเล่นอะไรมากนักแต่เชื่อว่าอนาคตถ้ามีการเพิ่มลูกเล่นตัวการ์ตูนมากขึ้นคงสนุกได้กว่านี้แน่ (รอตัวการ์ตูน Disney อยู่นะ) เรื่องความบันเทิงที่จัดเต็มขึ้นอย่างลำโพงคู่ก็มาแล้ว ชอบมากเสียงดีสุดๆ หรือจะเป็นสเปคภายในรวมๆทำได้ดีขึ้นครับ สรุปแล้วใครที่รอการอัปเกรดเป็นเรือธงรุ่นใหม่ในช่วงต้นปีแบบนี้ Galaxy S9 | S9+ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์และฟีเจอร์การใช้งานจริงๆครับ ส่วนจะเลือก S9 ธรรมดาหรือ S9+ คงต้องลองไปจับตัวจริงและชั่งน้ำหนักในความต่างกันดูครับ แต่ส่วนตัวผมเชียร์ S9+ ไปเลย ถ้าอยากได้ครบทั้งสเปคและกล้องอะนะ ! :D

จุดเด่น

  • หน้าจอ Infinity Display แสดงผลได้ยอดเยี่ยม
  • สเปคเร็วและแรงมาก
  • ดีไซน์ปรับให้ลงตัวและใช้งานได้ง่ายขึ้น
  • กล้องหน้า-หลังคุณภาพเยี่ยมฟีเจอร์เพียบ
  • ระบบ Intelligent Scan ฉลาดและปลอดภัยขึ้น
  • ลำโพงคู่เสียงดังจัดเต็มมาก
  • หน่วยความจำภายในมีให้เลือก 3 ความจุ 64, 128, 256GB (S9+) รองรับ Micro-SD 400GB
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68

จุดสังเกต

  • ดีไซน์แอบเหมือนเดิมไปหน่อย
  • AR Emoji ยังมีตัวเลือกให้เลือกใช้ไม่เยอะ
  • กล้องหลังตัวที่ 2 ยังคงเป็นตัวเดียวกับ Note 8

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite