Review : Huawei Mate 10 Pro เรือธงสุดพรีเมี่ยมที่ผสานเทคโนโลยีของ A.I.และกล้องคู่ Leica SUMMILUX f/1.6 ได้อย่างลงตัว !!

เฮียแม็พ | 25 พ.ย. 2560 23:59:27

55414

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Huawei Mate 10 Pro เรือธงสุดพรีเมี่ยมที่ผสานเทคโนโลยีของ A.I.และกล้องคู่ Leica SUMMILUX f/1.6 ได้อย่างลงตัว !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ Huawei อย่าง Huawei Mate 10 Pro นั่นเอง หลังจากที่พรีวิวคร่าวๆไปก่อนหน้านี้แล้ว รอบนี้ก็จะเป็นรีวิวฉบับเต็มของรุ่นนี้กันแล้ว หลังจากได้ลองสัมผัสตัวเครื่องมากว่า 2 สัปดาห์ก็รู้สึกประทับใจหลายๆอย่างของรุ่นนี้เลยล่ะ มาดูกันดีกว่าเรือธงปลายปีของ Huawei รุ่นนี้มีอะไรถูกใตเราบ้าง :D

แกะกล่อง

ก่อนอื่นมาดูตัวกล่องและอุปกรณ์ภายในที่ให้มาก่อนเลย แต่ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าเครื่องที่เราได้มานั้นเป็นชุดรีวิวอาจจะแตกต่างจากเครื่องขายจริงเล็กน้อยเนาะ ตัวหน้ากล่องบอกชื่อรุ่นชัดเจนตามสไตล์ของ Mate Series ตัวกล่องจะใหญ่ๆหน่อย ด้านหน้าจะมีแถบคาดอยู่หลังชื่อคล้ายๆ Signature Stripe ของตัวเครื่องด้วย และแน่นอนโลโก้จุดแดง Leica พร้อม Dual Camera แปะอยู่สวยๆที่หน้ากล่อง

อุปกรณ์ภายในกล่องจัดเรียงไว้อย่างเรียบร้อยแบ่งเป็นชั้นๆเหมือนเคย โดยของที่เราได้มาทั้งหมดจะมี 6 อย่างด้วยกัน ประกอบด้วย

  • ตัวเครื่อง Mate 10 Pro
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ (รองรับ Super Charge)
  • หูฟัง
  • เคสซิลิโคน

โดยเคสที่แถมมาในกล่องรอบนี้จะเป็นแบบซิลิโคนแล้ว ต่างจากรอบที่แล้วที่เป็นแบบเคสแข็งใสๆ รูปแบบจะเป็นแบบขุ่นๆหน่อย แต่จะมีเว้นสีใสๆไว้ตรงบริเวณกล้องหลังและแถบ Signature Stripe ไว้ด้วย

ส่วนหูฟังแน่นอนว่าเมื่อตัดช่องหูฟังแบบ 3.5 มม.ออกไปแล้ว ตัวที่แถมมาก็เป็นแบบ USB Type-C ไปโดยปริยาย ในกล่องที่เราได้มานั้นไม่มีตัว Dongle แปลง USB Type-C เป็นแจ็ค 3.5 มม.ติดมาด้วย ตรงนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าชุดขายจริงจะติดมาด้วยรึเปล่า

การดีไซน์

มาเข้าเรื่องรูปลักษณ์การดีไซน์ของ Huawei Mate 10 Pro กันได้แล้ว หน้าตาของรุ่นนี้ยังคงเอกลักษณ์ของซีรีส์ Mate ไว้ได้เป็นอย่างดี ด้วยดีไซน์ที่เหลือขอบหน้าจอน้อยๆ ใช้พื้นที่หน้าจอได้อย่างเต็มที่ แถมรุ่นนี้ยังเปลี่ยนอัตราส่วนหน้าจอใหม่เป็น 18:9 แล้วด้วยยิ่งทำให้ตัวหน้ายาวเต็มพื้นที่หน้าจอเข้าไปอีก ตัวกระจกหน้าจอเป็นแบบ 2.5D มีมุมโค้งเล็กๆให้พอสวยงาม มีฟิล์มกันรอยติดมาให้ตั้งแต่ในกล่องเลยด้วยนะ

Huawei Mate 10 Pro มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6 นิ้ว ความละเอียดอยู่ที่ FHD+ (1080 x 2160 พิกเซล) ในอัตราส่วนแบบ 18:9 อย่างที่บอกครับ ในเรื่องการแสดงผลก็รองรับมาตรฐาน HDR10 ด้วย ในเรื่องความละเอียดอาจจะดูดรอปลงมาจากรุ่นก่อน (Mate 9 Pro)ที่เป็น 2K แต่เอาเข้าจริงการแสดงผลก็ยังคงสวยงามและคมชัดมากๆ แถมด้วยหน้าจอแบบ OLED จึงทำให้ได้สีสันที่จัดจ้านและคอนทราสที่คมเข้มกว่าจอ IPS ทั่วๆไปอีกด้วย

เหนือหน้าจอมีไฟ LED แจ้งเตือนอยู่ซ้ายสุด ไล่มาที่เซ็นเซอร์วัดแสงเซ็นเซอร์จับระยะ, ลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซลครับ

ด้านล่างก็มีเพียงโลโก้ Huawei เท่านั้นครับ ตัวกรอบหน้าจอด้านหน้านี้จะแบ่งสีสันไปตามตัวเครื่อง ซึ่งสีที่เราได้มารีวิวนั้นเป็นสี Mocha Brown ตัวกระจกด้านหน้าก็จะออกสีทองเข้มๆครับ

อย่างที่ทราบกันว่าซีรีส์ Mate นั้นมักจะเน้นไปที่ขนาดตัวเครื่องพอีมือในขณะที่ตัวหน้าจอมีขนาดใหญ่สะใจมากๆ ซึ่งรุ่นนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์ไว้ได้ดี เพราะถึงขนาดหน้าจอจะใหญ่ถึง 6 นิ้ว แต่ตัวเครื่องมีขนาดอยู่ที่ 154.2x 74.5 x 7.9 มม. เท่านั้น เทียบเท่ากับสมาร์ทโฟนทั่วๆไปในขนาด 5.5 นิ้วเท่านั้นเอง ส่วนน้ำหนักก็กำลังดีครับอยู่ที่ 179 กรัม จับถือได้สะดวก

วัสดุงานประกอบยังคงสวยหรูอย่างตามสไตล์ กรอบด้านข้างเป็นโลหะตัดขอบแบบ Diamond-Cut พร้อมทำลวดลาย Brush Finish มาให้ด้วยสวยๆ ตัวปุ่มกดก็จะอยู่ที่ด้านขวาของตัสเครื่องทั้งหมด มี Texture เส้นๆพอจับแล้วสากๆหน่อยในปุ่ม Power ด้วย

เช่นเดียวกับตอน Mate 9 Pro รุ่นนี้ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD เพิ่มเติมได้ ตัวถาดซิมจึงเป็นถาดซิมแบบ 2 ซิมไปเลย ไม่ใช่แบบไฮบริดแล้ว ซึ่งรุ่นนี้ก็พิเศษกว่าเดิมตรงที่ 2 ซิมของเค้าสามารถใช้งาน 4G ได้ทั้งคู่เลยด้วยนะเออ

ด้านบนมีตัว Infrared และไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงรบกวนครับพร้อมทั้งแถบเสาอากาศคาดอยู่ซ้ายขวาที่ด้านบนด้วย

ด้านล่างเครื่องมีไมโครโฟน 2 ตัวอยู่ซ้ายขวาระหว่างพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ Usb Type-C และขวาสุดก็เป็นลำโพงหลักของตัวเครื่องครับ พอร์ตหูฟัง 3.5 มม.ถูกตัดออกไปเรียบร้อยแล้วนะครับรุ่นนี้

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังตรงนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนๆพอสมควรแล้ว เพราะมาพร้อมวัสดุกระจก 3D สวยๆรับกับมือได้อย่างดี พร้อมทั้งยังมาด้วยดีไซน์แบบ Symmetric ซึ่งก็คือความสมมาตรของด้านหลังที่ทำได้อย่างลงตัวทีเดียว สีของฝาหลังจะต่างกับกระจกด้านหน้านิดหน่อยจะออกน้ำตาลเข้มกว่าด้านหน้าที่จะออกทองๆ เมื่อมีการสะท้อนกับแสงก็จะเปลี่ยนออกทองเข้มๆได้ด้วย ตรงนี้ผมว่าสวยใช้ได้เลยล่ะ

บริเวณตำแหน่งกล้องจะมีแถบคาดที่ทาง Huawei เรียกว่า Signature Stripe คาดไปทั้งบริเวณด้านบนนี้มีลายเส้นๆตัดอยู่ข้างในด้วย ส่วนตัวเลนส์กล้องแยกออกมาเป็น 2 ตัวชัดเจนมีความนูนออกมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย มีไฟแฟลช Dual-Tone และเซ็นเซอร์ Laser Autofocus อยู่ข้างๆกัน ถัดลงมาก็จะมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือรูปทรงกลมอยู่ด้วยครับ

ในส่วนของรูปลักษณ์ถือว่า Mate 10 Pro ยังทำได้น่าประทับใจเช่นเคย วัสดุงานประกอบดูดีมาก กระจกหน้า-หลังช่วยเพิ่มความหรูหราได้เป็นอย่างดี การออกแบบทำได้ลงตัวขึ้นด้วยหน้าจอ FullView 18:9 ยาวกำลังดี  แถมไซส์และน้ำหนักไม่ทำให้เป็นปัญหาในการใช้งานสักเท่าไหร่ด้วย โดย Mate 10 Pro ที่วางจำหน่ายในบ้านเราจะมีด้วยกัน 2 สีคือ Midnight Blue กับ Mocha Brown ครับ

สเปค Huawei Mate 10 Pro

  • รัน Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย EMUI 8.0
  • หน้าจอ OLED HDR 6 นิ้ว FHD+ (1080 x 2160พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 Octa-core 2.36GHz
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72 MP12 GPU
  • แรม 6GB
  • รอม 128GB
  • แบตเตอรี่ 4000mAh
  • รองรับระบบชาร์จไว Super Charge
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลังคู่Leica SUMMILUX+H 12+20 ล้านพิกเซล f/1.6
  • รองรับ 2 ซิม (4G ได้ทั้ง 2 ซิม)
  • รองรับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67
  • วางจำหน่าย 2 สี คือ Midnight Blue , Mocha Brown
  • ราคาเปิดตัว 27,900 บาท

ในส่วนของสเปคจะเห็นว่าปรับใหม่ยกชุดแรงสะใจเลยล่ะ ทั้งหน่วยประมวลผล Kirin 970 ตัวท็อปตัวใหม่ที่มาพร้อมกับ NPU และระบบ AI ด้วย แรมอัดมาให้เต็ม 6GB และรอม 128GB เป็นต้น ส่วนกล้องก็อย่างที่เห็นในสเปคครับให้ตัวแรงสุด LEICA SUMMILUX-H f/1.6 เลย

ทดสอบประสิทธิภาพ

ก่อนจะไปเข้าเรื่องการใช้งาน มาทดสอบประสิทธิภาพกันก่อนเลยดีกว่า เห็นว่าสเปคแรงจัดเต็มมากๆแบบนี้ ทั้งหน่วยประมวลผลใหม่ Kirin 970, แรม 6GB อีก และเมื่อนำมาทดสอบผ่านแอป AnTuTu Benchmark ก็ได้คะแนนสูงถึง 176,617 คะแนนเลยทีเดียว อันดับต้นๆบนตารางแล้วล่ะ

ส่วนผลคะแนนจากแอบ GeekBench 4.0 ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ได้คะแนนในส่วนของ Single-Core ไปที่ 1909 คะแนน และ Multi-core ที 6701 คะแนน ยังแรงเหลือๆเลยล่ะ

ระบบปฏิบัติการ

ในเรื่องของระบบปฏิบัติการ Huawei Mate 10 Pro รุ่นใหม่แบบนี้ก็มาพร้อมกับ OS ตัวล่าสุดอย่าง Android 8.0 Oreo มาเลยด้วย ไม่ต้องรออัปเดตกันแล้ว เรียกว่าแกะกล่องมาก็ล่าสุดไปเลย

ส่วนตัว UI ครอบทับก็ปรับเล็กเวอร์ชั่นมาให้เทียบเท่ากับตัว Android เป็น EMUI 8.0 เลยเพื่อกันความสับสนระหว่างเวอร์ชั่นล่ะเนอะ ซึ่งบนรุ่นนี้ทาง Huawei ก็ยังเคลมว่าสามารถใช้งานได้ลื่นไหลถึงแม้ว่าจะผ่านระยะเวลาไปนานถึง 18 เดือนเหมือนเดิม ตรงนี้ใครที่เคยใช้ Mate 9 คอนเฟิร์มหน่อยว่ายังลื่นอยู่ไหมตอนนี้ :P

แต่หน้าตาของ UI เอาจริงๆก็ไม่ต่างจากเวอร์ชั่นก่อนมากนัก ไอคอนต่างๆมีความเข้ากันดี เราสามารถแบ่งปรับรูปแบบของหน้าหลักให้มีหรือไม่มี App Drawer ก็ได้ (ค่าเริ่มต้นไม่มี) โดยเข้าไปตั้งค่าได้จาก Settings > Display > Home Screen Style ครับ

ตัวความละเอียดหน้าจอก็สามารถปรับลดความละเอียดลงไปได้ ถ้าไม่อยากได้ชัดสุดๆแบบ FHD+ ก็ปรับเป็น HD+ ได้เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ไปได้อีกครับ ตั้งค่าได้ใน Settings > Display > Screen Resolution

ด้วยความที่เป็น Android Oreo มาเลย จึงได้ความสามารถอย่าง Notification Dot มาด้วย เมื่อมีการแจ้งเตือนที่แถบด้านบน ก็จะมีจุดเล็กๆโผล่บนไอคอนด้วย (แต่ไม่มีตัวเลข) ซึ่งก็เป็นรูปแบบ Badge ใหม่ที่ทาง Huawei ใช้แทนแบบเก่าที่เป็นตัวเลขแทน ถึงแม้จะไม่มีตัวเลขแต่ก็รองรับทุกแอปที่มีการแจ้งเตือนเลย ซึ่งตรงนี้ผมว่าดีกว่านะ

ตัวไอคอนก็สามารถแตะค้างๆเพื่อเข้าทางลัดในแต่ละแอปได้ อย่าง Gallery สามารถแตะค้างเพื่อค้นหาภาพ ดูภาพล่าสุด หรือ Twitter แตะค้างเพื่อทวีตข้อความใหม่ได้ทันที เป็นต้นครับ

ระบบ Theme Center ยังมีให้เลือกปรับตามสไตล์ของเราเช่นเคย นอกจากรูปแบบสีที่ให้มาตามสไตล์สีเครื่องแล้ว รูปแบบตามเทศกาลหรือตามหมวดหมู่อื่นๆก็มีให้เลือกอีกเพียบ และที่สำคัญฟรีทั้งนั้นเลยล่ะ

จัดการเครื่องได้ง่ายๆด้วยแอป Phone Manager ตรงนี้ยังคล้ายๆกับตอน P9 ที่เราสามารถจัดการเคลียร์ไฟล์ที่ไม่จำเป็นหรือเพิ่มความเร็วให้กับตัวเครื่องได้ด้วยคลิกเดียว (กดปุ่ม Optimize) จัดการเรื่องการใช้พลังงานเปิด-ปิด Power Saving , Virus Scan , Permission เป็นต้น

Gesture และ Motion Control

ลูกเล่นพวก Motion Control ต่างๆก็ยังคงมีติดเครื่องมาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า ว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงการปลุก , ลดเสียงเมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเวลามีสายเข้าหรือจะเป็นการยกเป็นต้นตรงนี้เราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control > Flip , Pick Up และ Raise to Ear ครับ

ระบบ Knuckle Geatures ฟีเจอร์อย่างการใช้ข้อนิ้วมาใช้ในการจับภาพหน้าจอที่ใส่มาตั้งแต่ Huawei P8 ส่งต่อมาเรื่อยๆจนถึงรุ่นนี้ก็ยังมีให้ใช้อยู่มีทั้งรูปแบบการเคาะ 2 ครั้งเพื่อจับภาพหน้าจอ , วาดเป็นตัวอักษณเพื่อเข้าแอปต่าง และยังมีการแบ่งจอทำ 2 แอปในหน้าจอเดียวได้อีกด้วย โดยเข้่าไปเปิดการตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control> Knuckle Geatures

รูปแบบ Multi-Window หรือการแบ่ง 2 หน้าจอจริงๆซีรีส์ Mate ที่มีหน้าจอใหญ่ก็ติดฟีเจอร์แบบนี้มาให้อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่อัตราส่วนหน้าเป็นแบบใหม่ 18:9 การแบ่งหน้าจอเป็นบน-ล่างจึงทำได้ดีขึ้น เพราะแบ่งได้แบบเท่าๆกันเลย (18:9 = 2:1)การใช้งานะใช้ข้อนิ้วขีดกลางหน้าจอก็ได้หรือ กดที่ Recent App ค้างไว้ ก็ได้ครับ

หน้าจอใหญ่ๆแบบนี้บางครั้งการใช้งานมือเดียวก็อาจจะไม่ถนัดเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องห่วงไปเพราะเค้ายังมีระบบ One-Hand UI ช่วยย่อขนาดหน้าจอลงมาให้ใช้งานมือเดียวได้ถนัดด้วย โดยการใช้งานก็เพียงเลื่อน Navigation Bar (แถบ 3 ปุ่มด้านล่าง) ไปซ้ายหรือขวาเท่านี้น่าจนก็จะย่อเล็กลงไปแล้ว ตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > One-Hand UI

แปลภาษาก็ได้ด้วย

อีกหนึ่งแอปที่เพิ่มเข้ามาใช้งานร่วมกับ A.I. ก็คือแอปแปลภาษาที่ทาง Huawei ร่วมกับ Microsoft ซึ่งระบบการแปลภาษาที่แปลได้มากถึง 50 ภาษาโดยใช้เทคโนโลยี A.I. เข้ามาช่วยให้สามารถแปลภาษาแบบออฟไลน์ได้ทั้งจากตัวอักษร เสียง และข้อความจากรูปภาพ แปลภาษาออฟไลน์ได้กว่า 50 ภาษาเลยด้วย

ระบบสแกนลายนิ้วมือรวดเร็วเช่นเคย

ตัวเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือของรุ่นนี้วางไว้ที่ด้านหลังเครื่องแบบที่คุ้นเคยของสมาร์ทโฟน Huawei ตำแหน่งพอดีเหมาะกับารสแกนอย่างดี ส่วนเรื่องความเร็วก็ทำได้ดีครับ รวดเร็วเอามากๆ แตะปุ๊บติดปั๊บเลยล่ะ

กันน้ำกันฝุ่นด้วย

กลายเป็นคุณสมบัติของเรือธงในปีนี้ที่จำเป็นต้องกันน้ำกันฝุ่นได้แทยทั้งหมดแล้ว ซึ่ง Huawei Mate 10 Pro นั้นสามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP67 คือลงน้ำระดับ 1 เมตรได้นาน 30 นาที เผื่อฉุกเฉินทำเครื่องตกน้ำหรือต้องลุยฝนหนักๆเราก็จะมั่นใจได้ว่า Mate 10 Pro ของเราจะไม่พังไปง่ายๆแน่นอนครับ

ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม

มาเข้าเรื่องจุดเด่นของมือถือจอใหญ่อย่างเรื่องควมบันเทิงกันหน่อย ในส่วนของหน้าจอมีขนาดใหญ่ถึง 6 นิ้วบนรุ่นนี้ เหมาะกับการแสดงผลหรือดูหนังความละเอียดสูงๆอย่างแน่นอน แต่ด้วยความที่หน้าจอเป็นอัตราส่วนแบบ 18:9 จึงทำให้ 6 นิ้วของรุ่นนี้เอาจริงๆจะเทียบความกว้างอยู่ระดับ 5.5 นิ้วเท่านั้น จึงทำให้เอาเข้าจริงรุ่นนี้มีความกว้างไม่เท่ากับ Mate 9 หรือ Mate 10 ปกติด้วย แต่ในความกว้างระดับ 5.5 นิ้วก็ยังไม่ได้น่าเกลียดเท่าไหร่ใหญ่พอที่จะเอามาดูวิดีโอได้กำลังดีแล้ว (จริงๆ Mate 9 Pro ก็จอ 5.5 นิ้ว)

ในเรื่องการแสดงผลอย่างที่บอกไปจอ OLED ที่รองรับ HDR10 นี่แสดงผลได้ยอดเยี่ยมเอามากๆ ในเรื่องของสีสันจะออกอมเหลืองนิดๆตามสไตล์จอชนิดนี้ คอนทราสคมเข้มมีมิติดีมาก ดำเป็นดำจริงๆ ในเรื่องความละเอียดที่หลายคนแอบเสียดายที่ไม่ให้ระดับ QHD+ มาเลย แต่เอาเข้าจริงดูด้วยตาเปล่าต้องบอกว่าสวยระดับใกล้เคียงกับ QHD อยู่นะ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรือธงที่ให้หน้าจอสวยงามมากๆเลย

การดูวิดีโอผ่าน YouTube ตอนนี้ก็รอบรับตัวหน้าจอแบบ 18:9 มากขึ้นแล้วด้วย เราสามารถใช้นิ้วถ่างขยายได้แบบดูรูปเพื่อให้วิดีโอบน YouTube ขยายได้เต็มจอด้วย แต่ตรงนี้ก็จะเป็นการ Crop to Fit เท่านั้นนะครับ รายละเอียดบางอย่างจะหายไปด้วย

ส่วนลำโพงรุ่นนี้ยังใช้งานลำโพงสนทนาและลำโพงหลักควบคู่กันไปเป็นแบบ Stereo ส่วนตัวชอบการทำงานแบบนี้มาก เพราะเสียงที่ได้จะออก 2 ทิศทางให้ความรู้สึกที่รอบด้านกว่า และมิติของเสียงบน Mate 10 Pro ก็ยอดเยี่ยมเช่นเคยครับ ในส่วนของเสียงผ่านหูฟังก็แน่นมากๆ มีระบบเสียง HiSense ใหม่ที่ Huawei พัฒนาขึ้นมาด้วย แต่น่าเสียดายที่ตัดเอาแจ็คหูฟัง 3.5 มม.อยู่นิดหน่อย ><

การเล่นเกมด้วยสเปคที่จัดมาให้สูงสุดขนาดนี้แล้ว เล่นได้ลื่นไหลเอามากๆแล้วแหละ อย่างเกมยอดฮิต ROV ก็สามารถปรัระดับกราฟิกได้สูงสุด ปรับภาพ HD ได้ ปรับเฟรมเรตสูงได้ เวลาเล่นจริงๆตัวเฟรมเรตจะอยู่ที่ราวๆ 40 - 50 ปลายๆครับ อาจจะไม่ได้นิ่งถึง 60fps ตลอด แต่ก็เล่นได้เพลินๆครับ

กล้องหลังคู่ Leica New Dual Camera

ได้เวลาถึงไฮไลท์สุดของรุ่นนี้อย่างเรื่องกล้องถ่ายภาพ Huawei Mate 10 Pro มีการปรับเปลี่ยนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์กล้องหลังคู่อีกครั้ง ด้วยเลนส์ Leica SUMMILUX-H ถึงแม้ความละเอียดจะยังเท่าเดิมคือ 12 + 20 ล้านพิกเซล แบ่งเป็นเลนส์สี RGB + เลนส์ขาว-ดำ Monochrome แต่ค่ารูรับแสงรุ่นนี้เพิ่มความกว้างเป็น f/1.6 ทั้ง 2 ตัว เรียกว่าให้มากว้างที่สุดบนตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้แล้วแหละ

ในเรื่องซอฟต์แวร์รอบนี้ฉลาดขึ้นมากด้วยชิป NPU และระบบ A.I.ที่จะคำนวณและวิเคราะห์ภาพที่เราจะถ่ายได้กว่า 13 ซีน อย่างเช่นเมื่อเรายกกล้องขึ้นมาเล็งในที่แสงน้อย ก็จะโชว์ซีน Night Mode ขึ้นมา, เล็งไปที่คนก็จะขึ้นเป็นซีน Portrait, เล็งที่ต้นไม้ใบไม้ก็จะขึ้นซีนใบไม้ เป็นต้น ตรงนี้ช่วยอะไร ? แน่นอนว่าการที่มีซีนที่เหมาะสมกับภาพถ่ายที่เราจะถ่ายไฟล์รูปที่เราต้องการก็จะสวยไปด้วย อย่างการถ่ายภาพอาหารเราก็อยากได้ภาพที่สดมากขึ้นจนดูน่ากิน, ถ่ายภาพคนก็จำเป็นต้องได้ภาพใบหน้าที่สวยกว่าในซีนอื่นๆ ซึ่งด้วยการวิเคราะห์ของ A.I.นี้การถ่ายภาพของเราจะง่ายขึ้นกว่าเดิมนั่นเองครับ แค่ยกเล็งถ่ายพอ :P

Film Mode เอกลักษณ์ของกล้อง Leica บน Huawei ยังมีให้เลือกปรับเหมือนเคย ถึงแม้ว่าจะมี Auto Scene ให้เลือกแล้วก็ตามแต่ การปรับรูปแบบสีฟิล์มก็ทำให้ภาพที่ได้แตกต่างกันไปอีกเนาะ

ด้านบนปุ่มชัตเตอร์มีแถบขีดๆสามารถเลื่อนขึ้นเพื่อเปิดเข้าสู่โหมด Pro ได้ทันทีจากตรงนี้เลยครับ

บน Huawei Mate 10 Pro จะมีฟีเจอร์ Hybrid Zoom ที่ใช้การทำงานของเลนส์กล้องทั้ง 2 ตัวรวมภาพให้การซูมไม่เสียรายละเอียดได้ด้วยถึง 2X ซึ่งในรอบนี้ก็มีปุ่ม 2X มาให้กดเลย ไม่ำเป็นต้องถ่างนิ้วซูมเอาเองแบบตอน Mate 9 แล้ว แต่แอบตินิดหน่อยตรงไอคอนซูมนี้จะวางตำแหน่งเดิมตลอดของตัวเครื่องเท่านั้น ไม่ว่าเราจะถ่ายแนวตั้งหรือแนวนอน ทำให้บางครั้งเวลาพลิกมาแนวนอนแล้วมันขัดกับตำแหน่งในการใช้นิดหน่อยน่ะนะ

ปัดหน้าจอด้านขวามาจะเจอโหมดต่างๆให้เลือกเพียบทั้ง โหมด Auto , โหมด Monochrome , Video, Beauty , 3D Panorama, HDR , Light Painting , Slow-mo , Panorama เป็นต้นส่วนถ้าปัดหน้าจอมาทางซ้ายก็จะเจอกับการตั้งค่าต่างๆ ทั้งเลือกความละเอียด เปิด-ปิด Grid , เปิด-ปิดการตั้งเวลาถ่ายภาพ และที่ขาดไม่ได้คือการใส่ลายน้ำ ซึ่งบน Mate 10 Pro นี้ลายน้ำจะใช้คำว่า Huawei Mate 10 Pro New Leica Dual Camera แทนนะ (ดูใหม่ล่าสุดดีเนาะ :P)

เอาล่ะ ! อย่าเสียเวลาไปชมภาพตัวอย่างจากกล้องของ Huawei Mate 10 Pro กันเลยดีกว่า

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ทั่วไปจากกล้องหลังของ Huawei Mate 10 Pro จะเห็นว่ารายละเอียดต่างๆยังคงทำได้ดีตามมาตรฐานของ Huawei รายละเอียดของภาพทำได้ครบถ้วนและคมชัดสวยงาม ตัว A.I.ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของ Scene ต่างๆได้อย่างลงตัว Auto ฉลาดขึ้ยนมาแค่เล็งถ่ายๆก็ได้ภาพทีสวยอย่างที่ึิดแล้ว ตัว Hybrid Zoom ของกล้องที่ช่วยให้เราได้ซูมภาพ 2X โดยที่ไม่เสียรายละเอียดไปก็ทำให้ได้ภาพที่มีมิติต่างจากทั่วๆไปไปอีก ส่วนในเรื่องแสงน้อยพอมาได้ SUMMILUX f/1.6เข้าให้เลยรู้สึกว่าทำได้ดีขึ้นจากเดิมพอสมควร Noise ไม่เยอะเกินไปอย่างที่เคยเป็นแล้วด้วย ถ่ายง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะครับสำหรับ Auto ในรอบนี้

Wide Aperture โหมดหน้าชัด-หลังเบลอง่ายๆที่หลายคนหลงใหล ! อีกหนึ่งความสามารถจากกล้องคู่ของมือถือ Huawei ก็คือเรื่องของการทำหน้าชัด-หลังเบลอเนียนๆ (ผ่านซอฟต์แวร์) ที่เราสามารถปรับค่ารูรับแสงแบบจำลองผ่านซอฟต์แวร์ได้กว้างสุดที่ f/0.95 กันไปเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Wide Aperture จะเห็นว่าความเบลอที่ได้จากกล้องของ Mate 10 Pro นี้ทำออกมาได้เนียนตาและดูเป็นธรรมชาติมากๆ ด้วยค่ารูรับแสงที่กว้างขึ้นจริงๆ บวกกับซอฟต์แวร์ที่มีความฉลาดมากขึ้น การละลายฉากหลังจึงมีความเนียนที่สมจริงยิ่งขึ้น ไม่ค่อยเจออาการเบลอมั่วๆแบบแปลกๆแล้วในสภาพแสงปละบรรยากาศที่ลงตัว แต่ก็ยังพอมีเอ๋อๆบ้างในสภาวะที่มี Object เยอะๆจริงๆหรือตามมุมที่มีความหยักเยอะๆ

Portrait Mode หรือโหมดการถ่ายภาพบุคคล ที่ถูกเพิ่มเข้ามาตั้งแต่ตอน P10 Series บนรุ่นนี้ก็มีมาให้ใช้งานเหมือนเคย ตรงนี้จริงๆก็จะคล้ายกับ Wide Aperture แต่ง่ายกว่าตรงที่เราไม่จำเป็นต้องมาเลือกเบลอฉากหลังเอง ปรับ Film Mode เองให้สวยสดในบางจังหวะ เพราะตัวกล้องจะคำนวนใบหน้าของแบบเป็น 3เพื่อประมวลผลว่าควรจะใส่รายละเอียดของสีสันใบหน้ายังไงให้ดูสวยขึ้นมานั่นเอง

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait รวมๆแล้วโหมดนี้ก็ใช้งานได้ง่ายดีครับ ตัวแอปจับใบหน้าได้ค่อนข้างดี และปรับโทนต่างๆได้เนียนระดับนึง แต่ในบางภาพก็มักเจอปัญหาเร่งสีสันจนสดเกินจริง ใบหน้าที่ดูสว่างๆปกติกลายเป็นสีจัดไปซะอย่างงั้น แถมข้อเสียของโหมดนี้ก็คือเราไม่สามารถมาปรับค่ารูรับแสงได้ทีหลังว่าจะให้ฉากหลังเบลอแค่ไหนด้วยนั่นเอง แต่ถ้าเอาความง่ายจะถ่ายคนอยู่แล้วเปิดไว้โหมดเดียวเล็งถ่ายก็สะดวกดีครับ

ขาว-ดำก็สวย !

เห็นภาพสีกันไปค่อนข้างเต็มอิ่มแล้ว มาเข้าอีกจุดเด่นอย่างเลนส์ Monochrome จาก Leica อีกตัวกันดีกว่า รอบนี้ก็ถือว่าให้ความสามารถใหม่มาในกล้องขาว-ดำ เพราะว่าเราสามารถใช้งานโหมด Wide Aperture หรือหน้าชัด-หลังเบลอผ่านโหมดนี้ได้แล้ว อีกทั้งยังเพิ่ม Portrait Mode เข้ามาด้วยอีกแหนะ ทำให้การถ่ายภาพขาว-ดำน่าจะสนุกขึ้นไปอีกขั้นเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Monochrome จะเห็นว่าการเก็บรายละเอียดทั้ง Contrast และความคมชัดยังคงทำได้ยอดเยี่ยมเช่นเคยบนกล้องของ HuaweiMate 10 Pro มิติดูอิ่มและแน่นมากๆ ยิ่งเพิ่มลูกเล่น Wide Aperture และ Portrait เข้ามาแบบนี้ยิ่งสุดเข้าไปใหญ่ แต่แอบมีทริคนิดหน่อยเวลาจะถ่ายภาพขาว-ดำ แนะนำให้ปรับ EV หรือค่าแสงลดลงมาสัก -0.2-0.3 ระดับเพื่อให้ได้โทนที่เข้มขึ้นมาอีก เพราะปกติเวลากล้องวัดแสงจะออกแนวสว่างไปนิดน่ะนะ

กล้องหน้าก็แจ่ม

กล้องหน้าของ Mate 10 Pro ให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงกว้าง f/1.8 ตัวกล้องมีโหมด Beauty มาให้ปรับระดับและมีฟีเจอร์หน้าชัดหลังเบลอ (แบบซอฟต์แวร์) มาให้เราเลือกใช้กันด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า Mate 10 Pro จะเห็นว่าความสวยเนียนของกล้องหน้าตัวนี้นั้นทำได้ดีทีเดียว ด้วยเอฟเฟกต์ความเนียนที่ใส่ไปได้พอดี สีสันก็สวยและสดกำลังดีเลยและการละลายฉากหลังด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งถึงจะไม่ได้เนียนมากเท่ากับของกล้องหลังที่เหมือนใช้เลนส์กล้องจริงๆ แต่ก็พอให้ได้รายละเอียดความเบลอหลังแบบที่กล้องหน้า #มือถือ2017 นี้ควรจะมีล่ะเนาะ :P

แบตเตอรี่อึดและปลอดภัยกว่าเคย

ในเรื่องของแบตเตอรี่เห็นบางๆแบบนี้รุ่นนี้ให้ความจุมาถึง แบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh พร้อมระบบการจัดการแบตเตอรี่ที่ควบคุมด้วย A.I. ซึ่งเท่าที่ลองใช้มาตลอด 2 สัปดาห์พบว่าแบตฯของ Mate 10 Pro นั้นอึดมาก มากจริงๆ คือเราสามารถใช้งานได้ผ่านหนึ่งวันได้สบายๆในการใช้งานทั่วๆไปแตะ วันครึ่ง - 2 วันได้สบายๆ หรือถ้าเล่นหนักๆหน่อยก็ยังใช้ได้เต็มๆวันเลยล่ะ ตรงนี้ก็เป็นจุดเด่นของ Mate จริงๆประสิทธิภาพสูงขนาดนี้และยิ่งได้แบตฯอึดๆนี่ฟินสุดๆ *0*

แต่ถึงแม้จะแบตอึดแค่ไหนยังไงก็จำเป็นต้องชาร์จอยู่ดี เรื่องการชาร์จแบตฯก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะ Mate 10 Pro นั้นมีระบบ Super Charge มาให้ด้วย ตรงนี้เค้าบอกว่าเราสามารถชาร์จในเวลาเพียง 20-30 นาทีแล้วใช้งานต่อเนื่องได้ 1 วันกันเลย เรียกว่านอกจากแบตฯจะอึดแล้วการชาร์จก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเร็วเอามากๆเช่นกันแถมรถ่นนี้ยังเป็นรุ่นแรกที่ได้รับรองด้านความปลอดภัยในเรื่องของแบตเตอรี่จาก TÜV Rheinland ประเทศเยอรมนีอีกด้วยนะเออ

ราคาและโปรโมชั่น

ปิดท้ายในเรื่องของราคาค่าตัวสำหรับ Huawei Mate 10 Pro นั้นรอบนี้เปิดมาเท่ากับตอน Mate 9 Pro เลยคือ 27,900 บาท วางจำหน่าย 2 สีก่อนคือ Mocha Brown และ Midnight Blue โดยจะเริ่มเปิดให้จองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 18 - 26 พ.ย.นี้ โดยลูกค้าที่จองในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้รับของสมนาคุณพิเศษ คือ HUAWEI Brand 2 Pro สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพรุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่า 3,990 บาท และ HUAWEI Mate Dock 2 อุปกรณ์เชื่อมต่อจออิเล็คทรอนิกส์ มูลค่า 2,490 บาท ใครที่สนใจก็เตรียมไปจัดกันได้เลยครับ :D

สรุป !!

เป็นอีกหนึ่งเรือธงส่งท้ายปีที่ยอดเยี่ยมอีกหนึ่งรุ่นสำหรับ Huawei Mate 10 Pro ที่รอบนี้จัดมาได้ครบถ้วนดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ที่สวยและหรูหราสมราคา ความสามารถที่จัดเต็มชิปเซ็ต Kirin 970 เร็วแรงสะใจ ทำงานได้ลื่นไหล, ระบบ A.I.ช่วยจัดการทั้งในเรื่องแบตเตอรี่และการใช้งานโดยรวมได้อย่างราบลื่น กล้องที่เป็นจุดเด่นของ Huawei ในยุคหลังก็ยังคงได้ Leica มาร่วมพัฒนาให้ อัปเกรดทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใช้งานง่ายและได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง มีลูกเล่นในคนชอบถ่ายภาพสนุกได้เพียบ แต่จุดที่น่าติอยู่ก็มีอย่างเรื่องของการตัดแจ็คหูฟัง 3.5 มม.ออกไป ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD เพิ่มเติมได้ ตรงนี้สำหรับสายฮาร์ดคอร์มีหูฟังสาย 3.5 มม.เทพๆหรือคนที่ต้องการหน่วยความจำภายนอกที่มากกว่านี้คงติดขัดอยู่ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหาใหญ่ซะทีเดียวในยุคที่อะไรๆก็ไร้สายและระบบ Cloud ครอบคลุมไปหมดแบบนี้แล้วเนาะ สรุปแล้ว Huawei Mate 10 Pro นี้ก็ออกมาตอบโจทย์คนที่ต้องการสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่อัตราส่วนใหม่ในสเปคที่จัดเต็มทำงานลื่นไหลและกล้องสุดเทพจบในเครื่องเดียวจริงๆ ยิ่งถ้าเป็นสาวก Huawei ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ !!

จุดเด่น

  • บอดี้สวยงามประกอบกระจกหรูหรามาก
  • ขนาดตัวเครื่องไม่ใหญ่และน้ำหนักไม่มากเกินไป
  • หน้าจอ OLED 18:9 ขนาด 6 นิ้วแสดงผลได้สวยงาม เต็มตา
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 เร็ว แรง
  • ระบบ EMUI 8.0 และ A.I.ช่วยในเรื่องการทำงานที่ลื่นไหล
  • กล้องหลังคู่ Leica ยังประทับใจเช่นเคย
  • แบตเตอรี่อึดมากกกก

จุดสังเกต

  • ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.
  • ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD ได้(แต่ในเครื่องให้มา 128GB แล้ว)

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite