Review : Olympus OM-D EM-10 กล้อง Mirrorless ตัวจิ๋วประสิทธิภาพแจ๋ว

น้าป๋วย | 25 มี.ค. 2557 07:44:11 (อัพเดต 2 เม.ย. 2557 10:06:06)

216573

VIEWS น้าป๋วย

Review : Olympus OM-D EM-10 กล้อง Mirrorless ตัวจิ๋วประสิทธิภาพแจ๋ว

เป็นกล้องอีกตัวที่น่าใช้สำหรับผู้ที่ต้องการกล้องขนาดล็กแต่ประสิทธิภาพสูง สำหรับในครั้งนี้ทาง TechXcite ได้มีโอกาสสัมผัสและทดสอบการใช้งานกล้อง Olympus OM-D EM-10 กล้อง Mirrorless ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยกล้องรุ่นนี้ถือเป็นกล้องที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการกล้องสำหรับการใช้งานทั่วไปได้ในทุกๆวัน เน้นความสะดวกในการพกพาอย่างแท้จริง

สำหรับกล้อง Olympus OM-D EM-10 ตัวนี้ ทาง Olympus เองระบุว่ากล้องรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นเล็กที่ถือเป็นทายาทรุ่นล่าสุดในตระกูล OM-D ไม่ใช่เป็นกล้องที่ออกมาทดแทนกล้องรุ่นเก่าแต่อย่างใด โดยกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งานกล้องรุ่นนี้จะเป็นกลุ่มช่างภาพสมัครเล่น รวมถึงมืออาชีพที่ต้องการกล้องขนาดเล็ก พกพาง่าย แต่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ครบครัน

กล้อง Olympus OM-D EM-10 ยังคงดีไซน์ในสไตล์ย้อนยุคเช่นเดียวกับกล้องในตระกูล OM-D ตัวอื่นๆ ซึ่งดีไซน์แบบนี้ถือว่าคลาสสิคและสวยงาม แต่สิ่งที่ถูกตัดทอนออกจาก Olympus OM-D EM-10 ตัวนี้ในส่วนของบอดี้ก็คือประสิทธิภาพของการป้องกันละอองน้ำและฝุ่น ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะลุยไม่ได้เท่ารุ่นพี่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากเป็นการใช้งานทั่วไปแล้ว กล้อง Olympus OM-D EM-10 ถือว่าเป็นกล้องที่ใช้งานสนุก พกพาง่าย เน้นพกติดตัวเอาไว้ท่องเที่ยวมากกว่าพาไปผจญภัย

สำหรับกล้อง Olympus OM-D EM-10 มาพร้อมกับเลนส์คิตรุ่นใหม่ที่ใช้งานสะดวกมากๆ โดยเลนส์คิตรุ่นใหม่นี้ก็คือ M.ZUIKO DIGITAL 14-42mm f/3.5-5.6 EZ pancake เป็นเลนส์ที่มีขนาดเล็กแบบแพนเค้ก เวลาปิดสวิตซ์กล้องก็จะหุบเลนส์ลง เมื่อใช้งานจึงจะยืดออกมาซึ่งทาง Olympus ยังได้ออกแบบฝาปิดเลนส์ที่สามารถเปิด-ปิดเองได้ ให้มาใช้งานด้วย สะดวกมากๆไม่ต้องคอยระแวงว่าฝาเลนส์จะหาย โดยตัวเลนส์เป็นระบบซูมไฟฟ้าครับ ดังนั้นควรปิดกล้องให้เรียบร้อยก่อนถอดเลนส์ไม่งั้นเลนส์จะยืดออกค้างเติ่งอยู่

การออกแบบของ Olympus OM-D EM-10 ได้มีการจัดวางเลย์เอาท์ของแป้นหมุนด้านบนกล้องให้มีสองวง ซึ่งสะดวกต่อการควบคุมกล้องมากๆ โดยเราก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนการทำงานได้อีกด้วยว่าต้องการให้แต่ละแป้นใช้ควบคุมอะไร หรือเมื่อดูภาพแล้วต้องการขยายภาพดูก็ใช้วงแหวนหลักด้านหลังควบคุมได้เลย

นอกจากนี้บริเวณแป้นหมุนด้านบนกล้องแล้ว ยังมีปุ่มต่างๆที่ช่วยเข้าถึงเมนูการทำงานต่างๆ โดยมีปุ่มฟังก์ชั่นถึง 2 ปุ่ม ซึ่งเราเองก็สามารถกำหนดได้อีกว่าจะให้แต่ละปุ่มทำงานอะไร ซึ่งโดยหลักๆแล้วผมเองจะใช้ปุ่ม Fn1 สำหรับล็อคค่าแสงและโฟกัส ส่วนปุ่ม Fn2 ส่วนใหญ่เอาไว้ตั้งค่า ISO และ White Balance (จริงๆแล้วทั้งสองปุ่มฟังก์ชันนี้สามารถใช้งานได้หลายอย่าง หากเราตั้งค่าไว้ให้ทำงานได้หลากหลาย โดยใช้งานร่วมกับแป้นหมุุนเลือกการทำงานอีกที)

 

ในส่วนของอีกฝั่งด้านบนตัวล้องนั้นจะเป็นแป้นหมุนควบคุมโหมดการถ่ายภาพ ซึ่งแป้นหมุนเลือกโหมดแบบนี้ใช้งานได้รวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก โดยกล้อง Olympus OM-D EM-10 มีโหมดการถ่ายภาพครบครัน แถมมีโหมดเสริมอย่างเช่น โหมด Scene และโหมด Art มาเพิ่มลูกเล่นและความสะดวกในการถ่ายภาพอีกด้วย ส่วนปุ่มอื่นๆก็มีปุ่มเปิแฟลชป๊อปอัพและแป้นปรับค่าสายตาสำหรับวิวไฟน์เดอร์

ในส่วนของแฟลชป๊อบอัพนั้นเป็นระบบล็อคด้วยกลไกไม่ใช่ไฟฟ้า ส่วนวิวไฟน์เดอร์เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ความละเอียด 1.44 ล้านพิกเซล สามารถมองเห็นโทนสีของภาพได้ก่อนถ่ายจริงเช่นเดียวกับที่เห็นในจอ LCD ซึ่งคนที่ชอบถ่ายภาพมักจะถนัดในการใช้วิวไฟน์เดอร์มากกว่า ดังนั้นการที่ Olympus OM-D EM-10 ใส่วิวไฟน์เดอร์อิเล็กทรอนิกส์มาให้ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบของกล้องในระดับนี้เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดที่ีมักจะตัดเอาวิวไฟน์เดอร์ออกไป 

พลิกไปดูด้านหลังกล้องมีปุ่มควบคุมกล้องหลักๆในการเข้าถึงเมนูต่างๆ และมีก้านสวิตซ์เปิด-ปิดกล้องอยู่บริเวณนี้ด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ตอนแรกก็คลำหาอยู่ตั้งนาน ว่าจะเปิดกล้องตรงไหนเพราะอยู่ในตำแหน่งที่แปลกกว่าปกติ แต่พอใช้งานไปสักพักก็คุ้นชินและจำได้

หน้าจอ LCD ของ Olympus OM-D EM-10 เป็นแบบพับบิดได้ ขนาดหน้าจอ 3 นิ้ว ใช้งานได้ง่าย แถมมีระบบทัชสกรีนซึ่งเราสามารถเลือกจุดโฟกัสได้ผ่านการจิ้มหน้าจอและสามารถลั่นชัตเตอร์ผ่านการสัมผัสหน้าจอได้เช่นเดียวกัน ใครที่ถนัดถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนมาก่อนน่าจะชอบครับ

ในส่วนของเมนูต่างๆของกล้องนั้น หาง่ายแยกเป็นหมวดหมู่ชัดเจน และแน่นอนว่ามีภาษาไทยให้ใช้ด้วย พร้อมมีคำอธิบายหารใช้งานในแต่ละเมนูช่วยให้ผู้ใช้งานจะได้เข้าใจง่ายขึ้นว่าแต่ละเมนูนั้นเอาไว้ทำอะไรบ้าง

สำหรับเมาท์เลนส์ของ Olympus OM-D EM-10 ยังคงเป็นเมาท์ M4/3 อยู่ ดังนั้นเอาเลนส์ที่เป็นระบบเดียวกันมาใช้งานได้ไม่มีปัญหา เซ็นเซอร์ที่ใช้มีความละเอียด 16.1 ล้านพิกเซล และใช้ระบบกันสั่นในตัวกล้องแบบ 3 แกน 

ด้านล่างของตัวกล้องเป็นช่องใส่แบตเตอรี่และเม็มโมรี่การ์ด พร้อมมีรูสำหรับใส่ขาตั้งกล้องตามปกติครับ แต่ตินิดนึงตรงที่ใส่ขาตั้งกล้องแล้วมันไปติดกับเพลทขาตั้งกล้องทำให้ไม่สามารถเปิดฝาได้

ยังไม่หมดแค่นี้เพราะทาง Olympus เค้ามีอุปกรณ์เสริมเป็นกริปที่ช่วยเพิ่มความถนัดในการจับถือด้วยครับ เวลาใช้งานก็แค่ประกบติดเข้าไปด้านล่างตัวกล้องแล้วหมุนเกลียวเข้ากับรูสำหรับขาตั้งกล้อง (ตัวกริปไม่สามารถใช้งานถ่ายภาพแนวตั้งได้ ส่วนถ้าจะเปลี่ยนเม็มโมรี่การ์ดหรือแบตเตอรี่ก็สามารถปลดตัวฐานด้านล่างออกมาได้ง่ายๆด้วยก้านปลดล็อคครับ)

ลองใส่ประกบกับกริปดูหล่อขึ้นเยอะเลย แถมจับถนัดมากขึ้นจริงๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นรายละเอียดคร่าวๆของกล้อง Olympus OM-D EM-10 ตัวนี้ครับ ส่วนสเป็คทั้งหมดสามารถคลิกไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Olympus

มาดูเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของ Olympus OM-D EM-10 ตัวนี้กันบ้าง สำหรับการถ่ายภาพทั่วๆไป กล้องตัวนี้ด้วยความที่บอดี้เล็ก ทำให้เวลายกกล้องขึ้นมาถ่ายนั้นไม่เป็นที่สะดุดตา แถมการคอนโทรลกล้องก็สามารถทำได้รวดเร็ว เนื่องจากแป้นหมุนด้านบนกล้องที่บอกไว้แต่แรกว่ามีสองวงนั้น ทำให้การควบคุมการทำงานกล้องสะดวกมากขึ้น ปรับปุ๊บถ่ายปั๊บได้ภาพตามที่ต้องการ

เวลาจะเล่นหน้าชัดหลังเบลอก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แม้ว่าขนาดกล้องจะเล็กแต่ด้วยเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ ทำให้คุณภาพของภาพถ่ายออกมาได้ประทับใจ ส่วนเรื่องสีสันนั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากครับ ได้โทนสีที่สดใสเลยทีเดียว

การใช้งานด้วยระบบหน้าจอสัมผัสก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าประทับใจเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการมุมภาพที่ไม่สพดวกต่อการยกกล้องขึ้นเล็งถ่ายภาพ เจ้า Olympus OM-D EM-10 สามารถเลือกจุดโฟกัสด้วยการแตะหน้าจอแล้วลั่นชัตเตอร์ได้เลยทันที แถมระบบโฟกัสก็รวดเร็วมาอีกด้วย แม้ว่าจะเป็นระบบ Contrast detection แต่ด้วยจุดโฟกัสที่มากถึง 81 จุด ครอบคลุมเกือบทั่วทั้งภาพ ใช้งานจริงแล้วยกนิ้วให้กับความแม่นยำและความรวดเร็วครับ

สำหรับการถ่ายภาพในที่แสงน้อยก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับกล้อง Olympus OM-D EM-10 ตัวนี้ จากตัวอย่างภาพถ่ายด้านบน ผมได้ทดลองใช้งานระบบถ่ายภาพในโหมด Scene ซึ่งได้เลือกเป็นโหมด Hand-Held Starlight กล้องจะรัวภาพก่อนประมวลผลเป็นภาพที่ดีที่สุดให้ โดยจะได้ภาพแสงไฟยามค่ำคืนที่สวยงามโดยภาพไม่สั่นไหว

นอกจากจะมีโหมดถ่ายภาพปกติแล้ว ยังมีโหมดถ่ายภาพที่เป็นลูกเล่นของ Olympus ในการสร้างโทนสีสวยๆได้ในกล้องอีกด้วย โดยโหมดที่ว่านี้ก็คือ โหมด ART ซึ่งสามารถเลือกฟิลเตอร์สร้างสรรค์ภาพได้ถึง 13 ฟิลเตอร์หลักเลยทีเดียว ส่วนเรื่อง Noise ก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียวและพัฒนาจากรุ่นเก่าๆดีขึ้นมาก และด้วยระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้องก็ยิ่งช่วยลดโอกาสที่ภาพจะเบลอได้มากขึ้น

การใช้งานด้วยวิวไฟน์เดอร์ก็เป็นการใช้งานที่สนุกอยู่เหมือนกัน เพราะเราสามารถมองเห็นโทนสีของภาพก่อนถ่ายได้ ดังนั้นเวลาจะเล่นพวก White Balnce เพื่อย้อมสีแปลกๆก็จะเห็นภาพก่อนถ่ายได้ทันที สะดวกดีครับ

ถ้าเป็นมือใหม่หัดใช้งานกล้อง ต้องบอกว่าน่าจะเหมาะกับกล้อง Olympus OM-D EM-10 ตัวนี้มากๆ เพราะระบบการทำงานและควบคุมกล้องใช้งานง่ายจริงๆ ส่วนถ้าเป็นมืออาชีพแล้วอยากจะใช้โหมด M แต่ใส่ฟิลเตอร์เท่ๆก็ทำได้เช่นเดียวกันไม่มีปัญหา แถมยังมี Wi-Fi สำหรับแชร์ภาพลงสมาร์ทโฟนของเราได้ง่ายๆอีกด้วยครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ Olympus OM-D EM-10 ตอบโจทย์การถ่ายภาพได้หลากหลายแบบมากๆ สรุปสั้นๆง่ายๆก็คือ ตัวเล็กแต่ถ่ายสนุกสุดๆ เอาเป็นว่ายังไงลองไปดูภาพตัวอย่างที่เหลือกันดีกว่า

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ Olympus OM-D EM-10 ตัวนี้ จิ๋วแจ๋วไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ใครที่มองหากล้องเล็กๆทำงานได้ง่ายๆ สะดวกในการพกพา ก็อาจจะเป็นตัวเลือกทีดีตัวหนึ่งได้นะครับ

สรุป

จุดเด่น

  • ขนาดบอดี้เล็กกะทัดรัด พกพาสะดวก
  • ระบบกันสั่นทำงานได้ดีไม่แพ้รุ่นใหญ่ในตระกูล OM-D
  • หน้าจอที่บิดพับได้พร้อมระบบสัมผัส
  • คุณภาพไฟล์ที่ยอดเยี่ยมและฟิลเตอร์แต่งภาพที่ใช้สนุก
  • วิวไฟน์เดอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่เห็นภาพคมชัดแสดงผลได้สวยงาม
  • ระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็ว

จุดสังเกต

  • สวิตซ์เปิด-ปิดกล้องอยู่ในตำแหน่งที่แปลกกว่ากล้องอื่นๆ
  • เมื่อใส่ขาตั้งกล้องแล้ว ตัวกล้องจะติดกับเพลทขาตั้งกล้อง ไม่สะดวกต่อการถอดเปลี่ยนเม็มโมรี่การ์ดและแบตเตอรี่
  • ระบบบซูมไฟฟ้าของเลนส์คิตรุ่นใหม่ทำงานช้าไม่สะดวก
  • บอดี้ไม่มีซีลกันฝุ่นละอองและน้ำ