Review: iPad Air ตอบโจทย์คนอยากได้แท็บเล็ตบางเบาแต่ไม่ทิ้งความแรงระดับ 64 Bit!

ป๋าเอก | 4 พ.ย. 2556 10:33:33 (อัพเดต 4 พ.ย. 2556 15:45:00)

31108

VIEWS ป๋าเอก

:: Review: iPad Air ตอบโจทย์คนอยากได้แท็บเล็ตบางเบาแต่ไม่ทิ้งความแรงระดับ 64 Bit! ::

สวัสดีครับชาว TechXcite กลับมาพบกับ ป๋าเอก อีกครั้งหลังจากที่ในพาร์ทแรกผมได้มีโอกาสแกะกล่องแรกสัมผัสกับ iPad Air แท็บเล็ตฟุลไซส์รุ่นล่าสุดจาก Apple กันไปแล้ว มาคราวนี้ผมก็ขอมา Review ความประทับใจจากการได้ใช้งาน iPad Air ร่วมๆ 2-3 วันกันตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้เช่นเคย มาดูกันครับว่า iPad Air นั้นจะดีเด่นขนาดไหนและจะเหมาะกับใครบ้างกันเลยดีกว่าจ้า :)

แน่นอนว่าต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ผู้ใหญ่ใจดีของเรากับร้าน Happy Phone MBK (เว็บไซต์ http://www.happyphonembk.com/) ที่ให้เครื่อง iPad Air นี้มาให้ทีมงาน TechXcite ได้ทดสอบกันครับ :)

คลิปแกะกล่อง iPad Air

Design: iPad Air

- ด้วยตัวเครื่อง iPad Air ที่ใช้งานหน้าจอขนาด 9.7 นิ้ว Retina Display (2048*1536 พิกเซล) ขนาดเท่ากับ iPad 4 รุ่นก่อนแต่มีการตัดขอบหน้าจอให้มีขนาดเล็กลงทั้งสองด้านทำให้ผู้ใช้งานเกิดความรู้สึกว่าตัวเครื่องมีขนาดเล็กลงกว่าปกติ ซึ่งด้วยมือของผู้ชายขนาดทั่วไปอย่างผมสามารถถือ iPad Air ได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ความรู้สึกของผมคือขนาดของ iPad Air ใกล้เคียงกับแม็กกาซีนเล่มไซส์กลางๆสักเล่มครับเรียกได้ว่ากะทัดรัดขึ้นกว่าเดิมเยอะฮะ

- ส่วนเรื่องของน้ำหนักแล้วก็ต้องบอกว่า iPad Air มีน้ำหนักที่ลดลงจาก iPad หน้าจอฟุลไซส์รุ่นก่อนๆหน้านี้แบบคนละเรื่องเดียวกัน เรียกได้ว่าถ้าคุณใข้ iPad 4 อยู่และฝันอยากจะให้ Apple ลดน้ำหนักลงมาก็คงจะสมหวังกันไปใน iPad Air นี่แหละ การหยิบจับถือว่าสะดวกมากขึ้นและเกิดอาการเมื่อยล้าของกมือและแขนน้อยลงพอสมควร เอาเป็นว่าใครที่ชอบหยิบ iPad Air ไปนอนเล่นบนเตียงแล้วเผลอทำตกใส่หน้าก็จะเกิดอาการบาดเจ็บน้อยลงกว่าเดิม 555+ เพียงแต่ส่วนตัวผมยังชอบความกะทัดรัดกว่าของ iPad Mini with Retina Display

- นอกจากนี้แม้ว่าความละเอียดหน้าจอของ iPad Air จะเท่ากับ iPad Mini with Retina Display คือ 2048*1536 พิกเซลแต่ข้อด้อยกว่าของ iPad Air ก็คือความหนาแน่นของจำนวนพิกเซลบนหน้าจอที่ iPad Air ทำได้เพียง 264 ppi ในขณะที่ iPad Mini with Retina Display ทำได้ 326 ppi ซึ่งนั่นจะหมายความว่าหน้าจอของ iPad Mini with Retina Display จะแสดงรายละเอียดภาพได้ละเอียดกว่าเพียงแต่จะอยู่ในระดับที่สายตามนุษย์แทบจะแยกไม่ออกแล้วครับ ก็เอาเป็นว่าเป็นความแตกต่างของผู้ที่เสพย์ตัวเลขเป็นอาจิณละกันฮะ

- ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างชอบ iPad Air สี Space Gray มากๆครับเพราะสีมันดูแมนๆดีและผมว่าเป็นสีใหม่ที่หลายคนน่าจะสนใจด้วย ในขณะที่ iPad Air สีขาวจะยังคงเป็นสีแบบเดิมที่ไม่ค่อยมีอะไรใหม่สักเท่าไหร่ อันนี้ก็คงแล้วแต่รสนิยมของทุกท่านนะครับ

Performance: iPad Air

- สำหรับประสิทธิภาพภายในเครื่อง iPad Air ต้องบอกได้เลยว่าลื่นดีไม่มีปัญหากระตุกแต่อย่างใด ซึ่งจากที่ผมได้ลองติดตั้งเกมส์ใหญ่ๆบน iPad Air และเล่นดูเพราะคิดว่าน่าจะเป็นส่วนที่คนให้ความสนใจในตัวเครื่องรุ่นนี้ก็ปรากฏว่าตัวเกมส์สามารถประมวลผลกราฟฟิคได้ดีถึงดีมากเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น Asphalt 8 ที่สามารถเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในฉากข้างทางได้เยอะเช่นเดียวกับรายละเอียดของตัวรถยนต์, Gangstar IV Vegas ให้ความรู้สึกที่ลื่นไหลในการเล่นและแอคชั่นของตัวละครต่างๆ หรือจะเป็น XCOM Enemy Unknown ที่เป็นเกมส์แนววางแผนและน่าจะเหมาะกับการเล่นบน iPad จอใหญ่ที่สุด (ผมเล่นบน iPhone แล้วควบคุมยากเพราะจอมันเล็กเกิ๊น) ก็สามารถแสดงผลกราฟฟิคการต่อสู้ภายในเกมส์ได้สวยงามบน Retina Display สุดๆไปเลยละ

- อย่างไรก็ตามตราบใดที่แอปฯใน App Store ยังไม่รองรับการทำงานร่วมกับชิปเซ็ต 64-Bit ซักจำนวนหนึ่งก่อนผมก็คงยังไม่อาจบอกได้ว่า iPad Air ได้ใช้งานประสิทธิภาพของตัวมันเองอย่างเต็มที่ ก็คงต้องบอกว่าเหมือนกับในเคสของ iPhone 5s ซึ่งเป็นการซื้ออนาคตเสียมากกว่าเพราะโลกของสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตเองก็กำลังจะก้าวไปสู่ความเป็น 64-Bit อย่างเต็มรูปแบบแล้ว (ฝั่ง Android น่าจะคึกคักแบบสุดๆในปีหน้าเช่นกันครับเริ่มต้นกันที่ Samsung นั่นแล)

- เช่นเดียวกับ RAM เพียง 1GB ภายใน iPad Air ที่สร้างความผิดหวังให้กับใครหลายคนตอนเปิดตัวเพราะคิดว่า Apple น่าจะใส่มาให้มากกว่านี้ แต่เอาเข้าจริงแล้วสำหรับการใช้งาน iOS นั้นใช้ RAM แค่ 1GB ก็สามารถทำงานได้สบายๆแบบไม่ต้องมานั่งปิด Multitasking บ่อยๆครับ ในขณะที่การเปิดแอปฯการใช้งานต่างๆของ iPad Air ก็สามารถทำได้เร็วขึ้นจาก iPad 4 ประมาณ 2.5 เท่าซึ่งหากคุณได้ลองทดสอบแล้วจะรู้เลยครับว่ามันเป็นไปตามที่ Apple เขาว่าไว้จริงๆฮะ

- ที่แน่ๆคือประสิทธิภาพเรื่องแบตเตอรี่ของ iPad Air นั้นกินขาดหลายๆเจ้าอย่างแน่นอนเพราะจากที่ผมใช้งานมาพบว่าตัวเครื่องสามารถอยู่ได้สบายๆราว 10-12 ชั่วโมงต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเหมือนกันเพราะตัวเครื่องเองก็บางลงกว่ารุ่นเก่าอยู่เยอะจนชวนให้สงสัยว่า Apple ต้องลดปริมาณแบตเตอรี่ลงหรือเปล่าซึ่งก็เปล่าเลยครับเพราะตัวเครื่องสามารถใช้งานได้นานดีทีเดียวไม่แพ้ iPad รุ่นเก่าๆเลยแหละ

- ปิดท้ายกันที่คะแนน Benchmark ของ iPad Air โดยแอปฯ Geekbench 3 สำหรับผู้ที่เชื่อมั่นว่าตัวเลขคือทุกสิ่งครับ (ซึ่งผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่แบบนั้นแน่นอนฮะ) โดยตัวเลขที่ออกมานั้นเหนือกว่า iPhone 5s อยู่เล็กน้อยเพราะความเร็ว overclock ของ iPad Air จะแรงกว่าอยู่ประมาณ 0.1 GHz ครับ

- อ้อ! ลืมบอกไปว่า iPad Air รุ่นที่เป็น Cellular นั้นใช้งานซิมการ์ดแบบ Nano-SIM เหมือนกับ iPhone 5s นะครับจะได้เตรียมมาใส่ถูก อิอิอิ

Special Features: iPad Air

- ในส่วนของคุณสมบัติพิเศษใน iPad Air ก็คงต้องบอกว่าไม่มีนะครับ 555+ ต้องถือว่าปกติแล้ว Apple ก็ไม่ได้ใส่ฟีเจอร์อะไรที่มันเกินจำเป็นเข้ามานักในอุปกรณ์ของตัวเองสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับความ "พิเศษ" ที่สุดใน iPad Air ก็คงจะเป็นเรื่องที่ว่าผู้ใช้งานที่ซื้อ iPad Air เครื่องใหม่มาใช้จะสามารถติดตั้งแอปฯตระกูล iWork และ iLife ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น iMovie, iPhoto, GarageBand, Pages, Numbers หรือ Keynote ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งเพราะนั่นหมายความว่าต่อให้คุณไม่มีเงินที่ซื้อแอปฯเลยก็ตามแต่ตัวเครื่องก็จะสามารถติดตั้งแอปฯที่มีประโยชน์กับการทำงานเหล่านี้ได้ฟรีๆแถมโปรแกรมเหล่านี้ก็น่าจะเหมาะกับการทำงานบนแท็บเล็ตที่มีขนาดใหญ่กว่าอีกต่างหาก (พิมพ์เอกสารหรือแก้ไขไฟล์ภาพ) 

- ที่น่าเสียดายอย่างแรงก็คือปุ่ม Home ใน iPad Air นั้นไม่ได้มาพร้อมกับระบบสแกนนิ้วมือ Touch ID แต่อย่างใดซึ่งผมก็มองไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไม Apple ถึงไม่ใส่ฟีเจอร์ดังกล่าวเข้ามาใน iPad Air เพราะผมมองว่าระบบสแกนลายนิ้วมือน่าจะเป็นอนาคตของ Apple เสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่าใน iPad Mini with Retina Display เองก็ไม่มีฟีเจอร์นี้เหมือนกันครับเพราะงั้นใครอยากโก้เก๋กับการสแกนลายนิ้วมือก็คงต้องอยู่กับแค่ iPhone 5s เท่านั้นฮะ

OS & Software: iPad Air

- iPad Air มาพร้อมระบบปฏิบัติการ iOS 7 เวอร์ชั่นล่าสุดที่มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ๆพอสมควรรวมไปจนถึงหน้าตาอินเตอร์เฟซที่แตกต่างจากหน้ามือไปเป็นหลังมือเลยทีเดียวหากเทียบกับ iOS 6 ซึ่งถามว่าเสถียรหรือยังก็ต้องบอกว่าใกล้แล้วแต่ยังไม่ที่สุดครับเพราะตอนนี้ Apple ก็ออกอัพเดทมาถึง iOS 7.0.3 แล้วซึ่งก็ยัง แต่ในอนาคตหาก Apple ออกอัพเดท iOS 7.1 ออกมาเมื่อไหร่นั่นแหละครับที่ผมว่า iPad Air จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบสุดๆไปเลยละ

- อีกหนึ่งคุณสมบัติที่มีหลายคนถามมาใน iPad Air ก็คือระบบย่อ-ขยายแอปฯหากติดตั้งแอปฯ iPhone บน iPad ซึ่งใน iPad Air นั้นสามารถกดขยายแอปฯให้ใหญ่ขึ้นได้โดยที่ยังมีความคมชัดอยู่ในระดับหนึ่งครับ (แต่ไม่ได้คมชัดขนาดแอปฯ iPad แท้ๆเลยนะ) แต่ก็ถือว่าโอเคเลยโดยเฉพาะกับ Instagram และ Line ที่มักจะเห็นมีคนใช้บน iPad อยู่เป็นประจำครับ

Camera: iPad Air

- กล้องหลังของ iPad Air ยังคงมีความละเอียด 5 ล้านพิกเซลเช่นเคยแต่ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างชอบกล้อง iSight มากนะครับโดยเฉพาะในการถ่ายภาพในที่ๆมีแสงนั้นทำออกมาได้สวยงามและเก็บรายละเอียดได้ชนิดที่ว่ามือถือหลายรุ่นยังแอบมองค้อนขวับเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามสเต็ปเดิมเลยครับคือกล้องหลังของ iPad Air นั้นยังไม่มีแฟลชติดมาด้วยแต่อย่างใดเพราะฉะนั้นการถ่ายภาพในที่มืดมากๆคงไม่แนะนำซักเท่าไหร่

- ส่วนกล้องหน้าของ iPad Air ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซลหลักๆแล้วคงเอาไว้ใช้งาน FaceTime HD 720p ซึ่งมีความคมชัดมากกว่าเดิมเสียมากกว่าฮะ (แต่จะถ่ายตัวเองก็ถือว่าเฉยๆนะฮะ)

- ข้อสังเกตอย่างหนึ่งใน iPad Air ก็คือกล้องหลังไม่สามารถถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion 120fps ได้เหมือนกับ iPhone 5s นะครับ เพราะฉะนั้นใครอยากใช้มุมกล้องสโลว์โมชั่นแบบจอห์น วูก็คงจะต้องอดไปละครับ ขณะเดียวกันหลายๆโหมดถ่ายภาพที่มีอยู่ใน iPhone 5s แต่กลับไม่โผล่มาใน iPad Air นั้นก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยไม่ว่าจะเป็น Panorama หรือ Burst Mode (แต่สามารถกดถ่ายภาพต่อเนื่องได้) เป็นต้น เพราะฉะนั้นใครอยากถ่ายภาพในลักษณะเหล่านี้คงต้องหันไปพึ่งพาแอปฯแทนครับ

- ส่วนด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังและกล้องหน้าของ iPad Air บางส่วนนะครับ ลองไปดูกันเลยดูว่าถูกใจหรือเปล่าฮะ :)

ปล. กดดูที่รูปเพื่อชมภาพขนาดจริงได้เลยครับ

(เปิด HDR)

(ปิด HDR)

(กล้องหน้า)

Final Words: iPad Air

สำหรับ iPad Air นั้นผมคิดว่าเป็นแท็บเล็ตสำหรับคนที่ต้องการทำงานแบบ Productivity และต้องการใข้พื้นที่หน้าจอเยอะๆซึ่ง iPhone 5s หรือ iPad Mini ไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้เช่นการจัดการไฟล์เอกสารประเภทต่างๆหรือการใช้งานโปรแกรมตระกูล iLife ที่ให้ประสบการณ์การทำงานที่ใกล้เคียงกับบนเครื่อง Mac ในขณะเดียวกันฝั่งคนที่เคยใช้งาน iPad รุ่นเก่าๆมาแล้วและอยากอัพเกรดเป็นรุ่นใหม่ก็น่าจะชื่นชอบดีไซน์ที่เปลี่ยนไปของ iPad Air ซึ่งจะทำให้คุณพกพาเครื่องไปใช้งานในที่ต่างๆได้สะดวกมากขึ้นรวมไปจนถึงที่ๆทุกท่านตั้งความหวังเอาไว้มากที่สุดนั่นก็คือ "บนเตียง" ซึ่งคุณสามารถนอนใช้ iPad Air ได้แบบไม่ต้องเมื่อยมือมากนักหากถือเป็นเวลานานๆครับ

เอาเป็นว่าส่วนตัวแล้วผมคิดว่า iPad Air นี่แหละที่น่าจะเป็น New iPad ของ Apple จริงๆหากชื่อดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้กับ iPad 3 ไปแล้ว แต่การที่ Apple เลือกจะใช้ชื่อ iPad Air กับแท็บเล็ตรุ่นใหม่ของพวกเขาก็ดูจะเป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีไม่น้อยหากคิดว่าจุดขายหลักๆของแท็บเล็ตรุ่นนี้คือความบาง, ความเบาและความเร็วในการใช้งานดั่งสายลมสมชื่อที่พวกเขาตั้งให้กับ iPad Air จริงๆครับ :)

ปล. สำหรับคนที่สนใจอยากเป็นเจ้าของ iPad Air ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ร้าน Happy Phone MBK ณ ห้างมาบุญครองนะครับ

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite

ขอขอบคุณ: ร้าน Happy Phone
MBK มาบุญครองเซ็นเตอร์ ชั้น 4 ฝั่งโตคิว โซน C ล็อคหัวมุม 4AB-19

http://www.happyphonembk.com/