Review : Olympus OM-D E-M1 ก้าวสู่โลกการถ่ายภาพที่เหนือกว่าอีกระดับ

By น้าป๋วย | 23 ธ.ค 2556 16:41:52 | 35690 Views

Review : Olympus OM-D E-M1 ก้าวสู่โลกการถ่ายภาพที่เหนือกว่าอีกระดับ

Olympus OM-D E-M1 เป็นกล้อง Mirrorless รุ่นล่าสุดที่ทาง Olympus ออกมาสานต่อความสำเร็จของ Olympus Om-D E-M5 โดยยังคงชื่อตระกูล OM-D ไว้ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่ยังคงดูสไตล์เรโทร แต่พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เดี๋ยวเรามาดูกันว่า Olympus OM-D E-M1 นั้นน่าสนใจอย่างไร และมีจุดเด่นตรงไหนที่ทำให้กล้องตัวนี้เป็นกล้องที่น่าใช้สำหรับผู้รักการถ่ายภาพ

เริ่มจากเรื่องของสเป็คที่มีการพัฒนาขึ้นมา นั่นคือเรื่องของระบบโฟกัสที่ใช้ Phase-Detection บนเซ็นเซอร์ช่วยให้การหาโฟกัสรวดเร็วขึ้น ผสมผสานกับการทำงานแบบ Contrast AF เดิม เป็นระบบ Dual AF โดยเฉพาะระบบโฟกัสติดตามวัตถุ อีกทั้งยังให้จุดโฟกัสมากถึง 81 จุดที่ค่อนข้างครอบคลุมทั้งภาพ และยังคงเทคโนโลยีกันสั่นแบบ 5 แกน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ Olympus ที่ช่วยลดการสั่นไหวของภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะใช้เลนส์รุ่นใดก็ตาม

เซ็นเซอร์ของ Olympus OM-D EM-1 นั้น มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ใช้ระบบประมวลผล TruePic VII ช่วยให้ภาพที่ได้มีคุณภาพสูง รวมถึงตัวเซ็นเซอร์ที่ทาง Olympus ระบุว่าให้ภาพที่คมชัดมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับการออกแบบต่างๆนั้นยังคงเอกลักษณ์ความเป็น OM-D ไว้ มีเพียงแต่เรื่องการปรับเปลี่ยนเรื่องของปุ่มนิดหน่อย สำหรับ Olympus OM-D EM-1 ตัวนี้ มีวงแหวนควบคุมกล้องสองตัว ซึ่งช่วยในเรื่องความสะดวกในการปรับตั้งค่าที่รวดเร็วขึ้น แป้นปรับโหมดทำได้ดีเลยทีเดียว มีปุ่มตรงกลางสำหรับล็อคป้องกันการหมุนเลื่อนโดยไม่ตั้งใจ และแน่นอนว่ากล้องตัวนี้สามารถใช้มือขวาเพียงมือเดียวในการควบคุมกล้อง เพราะปุ่มต่างๆจะอยู่ทางด้านขวาเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง

ส่วนด้านซ้ายบนตัวกล้อง มีสวิตซ์เปิด-ปิด และปุ่มควบคุมระบบโฟกัสและระบบวัดแสง รวมถึงปุ่มปรับโหมดการลั่นชัตเตอร์และระบบ HDR รวมถึงมีปุ่มกดเพื่อเลิกระบบการทำงานของ Live-View และแป้นปรับค่าสายตา

ด้านหลังตัวกล้องนั้นดูเรียบง่าย ปุ่มต่างๆถูกไว้ทางด้านขวาของกล้องทั้งหมดเพื่อการควบคุมเพียงมือเดียวได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุดนี้ขอพูดถึงเรื่องวิวไฟน์เดอร์อิเล็คทรอนิกส์สักหน่อย เพราะจากการทดสอบใช้จริง พบว่าทำงานได้ดีมาก ให้ภาพที่เป็นธรรมชาติและมีรายละเอียดสูง ตามสเป็คนั้นระบุว่าวิวไฟน์เดอร์อิเล็คทรอนิกส์ตัวนี้มีความละเอียด 2.36 ล้านจุด แต่ที่สำคัญคือ แม้ใช้ในที่กลางแจ้งแดดจัดก็ไม่เป็นปัญหาเพราะมีการปรับค่าความสว่างในช่องมองภาพอัตโนมัติ และแสดงผลเหมือนภาพที่กำลังจะถ่ายอีกด้วยเมื่อเราปรับค่าสีหรือฟิลเตอร์ต่างๆ

ในส่วนของหน้าจอด้านหลังนั้น มีความละเอียด 1.04 ล้านจุด เป็นหน้าจอแบบทัชสกรีน และบิดพับได้ ช่วยในเรื่องความสะดวกในการถ่ายภาพมุมต่างๆได้ดี ที่สำคัญและไม่น่าเชื่อก็คือ จอตัวนี้สู้แดดเป็นอย่างดี นำไปใช้งานกลางแจ้งแทบไม่มีปัญหาเรื่องการมองภาพหน้าจอเลย ถือว่า Olympus ทำการบ้านตรงนี้มาดีมากๆ

กล้อง Olympus OM-D EM-1 นั้นรองรับการ์ดแบบ SD และที่สำคัญคือไม่ต้องไปหาซื้อการ์ด Wi-Fi มาใช้ เพราะตัวกล้องนั้นรองรับ Wi-Fi คนที่ต้องการใช้กล้องเพื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนนั้น ตัวนี้ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะระบบ Wi-Fi ของ Olympus OM-D EM-1 นั้น ใช้งานง่าย สามารถแชร์ภาพจากกล้องลงสมาร์ทโฟนได้ทันที หรือจะใช้สมาร์ทโฟนเป็นตัวรีโมทคอนโทรลก็ทำได้ง่ายๆด้วยแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Olympus Image Share

มาว่าด้วยเรื่องของการจับถือต่างๆมั่งดีกว่า จากการใช้งานจริงพบว่ากล้อง Olympus OM-D EM-1 นั้น ออกแบบมาให้จับถือได้ง่าย แม้ว่าขนาดบอดี้จะเล็กแต่ตัวกริปจับนั้นค่อนข้างหนาจับถนัดมือ ในส่วนของบอดี้กล้องก็แข็งแกร่งด้วยโครงส้รางแมกนีเซียมอัลลอย

และสุดท้ายในเรื่องของความอึดถึกของ Olympus OM-D EM-1 นั่นก็คือความสามารถในการป้องกันละอองน้ำและฝุ่นได้เป็นอย่างดี จึงสามารถพาไปลุยได้ทุกที่ และเราก็ลองทดสอบว่ากล้องทำงานได้ปกติหรือไม่เมื่อเจอกับสภาพที่ต้องเจอกับน้ำราดใส่ ปรากฏว่าไม่มีดับ ทำงานได้ตลอดครับ

เกริ่นนำเรื่องตัวกล้องมาซะนาน ขอนำภาพตัวอย่างจากการใช้งานจริงมาให้ชมกันบ้าง แน่นอนว่าหลังจากที่ได้ทดลองใช้งานถ่ายภาพแล้ว บอกได้เลยว่า นี่แหละคือกล้องที่ตอบสนองการถ่ายภาพได้แบบที่เรียกว่าถ่ายสนุก ใช้งานง่าย แถมขนาดเล็ก เบา แบกได้เรื่อยๆเลยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นภาระในการเดินทางท่องเที่ยว และแน่นอนว่าใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำก็ไม่เป็นปัญหามากนัก ระบบกันสั่น 5 แกนยังคงช่วยให้ได้ภาพชัดเจนไม่สั่นไหวได้เยอะ

ระบบโฟกัส 81 จุดทำงานได้ดีมากจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องการเลือกจุดโฟกัสที่ต้องการสามารถทำได้รวดเร็ว และที่สำคัญก็คือโฟกัสได้เร็ว แม้จะเจอสภาพแสงน้อยหรือถ่ายภาพวัตถุที่มีคอนทราสต์ต่ำก็ตาม

ความที่กล้องมันตัวเล็ก เวลาเดินถือถ่ายภาพไม่ค่อยเป็นจุดสนใจมากนัก และแน่นอนว่าเอาไปถ่ายแนวสตรีทยิ่งสนุก คนไม่ค่อยกลัวกล้อง เหมือนกับแบกกล้อง DSLR ตัวใหญ่ๆไป หน้าจอ LCD ด้านหลังก็ทำงานได้รวดเร็วโดยเฉพาะระบบสัมผัส สามารถจิ้มหน้าจอลั่นชัตเตอร์ได้เลย แถมเจอแดดจัดก็มองเห็นชัดเจนอยู่ครับ

มาดูในเรื่องรายละเอียดของไฟล์ภาพ หลังจากทดสอบถ่ายภาพแล้วพบว่าภาพที่ได้คมชัดมากๆ แถมสีสันที่ได้ก็สวยสดใสไม่แพ้กล้องรุ่นอื่นๆในตลาด โดยรวมแล้วถือว่าเหนือกว่าคำว่าสอบผ่านครับ ประทับใจไฟล์ภาพมากๆ

แต่ตินดนึงตรงเรื่องของ White Balance ละกัน เพราะเจอแสงยากๆเข้าไปก็ไปไม่เป็นเหมือนกันถ้าปรับเอาไว้แบบ Auto อย่างเช่นตัวอย่างแป้นคีย์บอร์ดของเปียโน ถ่ายออกมาติดเหลืองอยู่พอสมควร ลองถ่ายอยู่หลายช็อต เปลี่ยนมุมแล้วก็ยังเหลือง แต่ไม่ต้องซีเรียส เพราะเจ้า Olympus OM-D EM-1 นั้น มีระบบวัดค่า White Balnce เผื่อกรณีแบบนี้ โดยเราสามารถเข้าเมนูตั้งค่าจากปุ่มทางด้านหน้าตัวกล้อง หลังจากนั้นใช้กล้องหันไปหาวัตถุสีขาวแล้วกดชัตเตอร์ กล้องจะทำการจำค่าแสงสีขาว ณ เวลานั้นไว้ ทีนี้ก็ถ่ายต่อได้ยาวเลยทั้งงาน

ลองทดสอบในเรื่องของการถ่ายภาพ HDR บ้าง ปรากฏว่าตัวกล้องสามารถเก็บรายละเอียดส่วนมือและส่วนสว่างได้ค่อนข้างดี แต่ทั้งนี้หากเจอสถานการณ์ที่แสงค่อนข้างแรงแตกต่างกันมากๆก็หลุดหายไปเหมือนกัน แต่โดยรวมแล้วถือว่าโอเคครับ เพราะว่าถ่ายเป็น JPEG มาตั้งแต่แรกเลย

ภาพด้านบน เป็นการทดลองใช้ ISO ที่ 25600 ครับ ดูว่ารับได้ไหมกับ Noise ในภาพ พอย่อไฟล์ลงเว็บแล้วก็ไม่มีปัญหาครับ ทำได้ดีทีเดียว แต่ยังไงลองดูไฟล์ที่ครอป 100% ดูนะครับ แทบไม่น่าเชื่อว่าทำได้ดีมากๆกับการจัดการเรื่อง Noise แต่ตอนนี้เชื่อแล้วครับว่าเรื่องเซ็นเซอร์และระบบประมวลผลของ Olympus OM-D EM-1 นั่นเจ๋งจริง

ในส่วนของฟิลเตอร์ที่เป็นลูกเล่นในตัวกล้อง ถือว่าไม่ได้มีอะไรใหม่นัก แต่ก็ยังสามารถนำมาใช้สร้างสรรค์ภาพให้ดูสวยงามแปลกตาได้ดี ภาพธรรมดาๆก็ดูสวยงามได้ถ้ามีฟิลเตอร์ช่วย อันนี้มือใหม่น่าจะชอบนะครับ

ถามว่าตอบโจทย์คนถ่ายภาพแบบไหน ตรงจุดนี้หลังจากการใช้งานไปสักพัก เหมือนกับว่า Olympus OM-D EM-1 นั้น ออกแบบมาสำหรับช่างภาพกลุ่มค่อนข้างที่จะซีเรียสกับการถ่ายภาพครับ แต่จริงๆแล้วมันใช้งานได้ง่ายมากๆเลยทีเดียว หากจะบอกว่าเป็นกล้องที่ให้คุณสมบัติมืออาชีพแต่มือใหม่ก็น่าจะเข้าใจระบบการทำงานและใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ใครที่มองหากล้องดีๆอยู่สักตัว ผมว่าตัวนี้แหละน่าจะนำคุณเข้าสู่โลกการถ่ายภาพได้สนุกและง่ายดาย

และอย่างที่บอกครับว่าถึงแม้ฟังก์ชั่นจะเยอะ แต่การใช้งานง่าย ตัวกล้องมีระบบคู่มือคอยให้คำแนะนำการใช้งานด้วย จึงไม่น่าเป็นปัญหาสำหรับมือใหม่ แถมมีวิวไฟน์เดอร์ชัดๆมองเห็นภาพเป็นธรรมชาติ ถือว่าเหลือกินเหลือใช้ครับ ยิ่งมาเจอฟิลเตอร์สวยๆที่แค่เล็งแล้วกดอย่างเดียวยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ มองจากวิวไฟน์เดอร์หรือจอภาพยังไง ภาพก็ออกมาแบบนั้นเลย อย่างภาพล่างนี้ก็เล่นสนุกเหมือนกัน มีการใส่กรอบให้เลย แค่เราถ่ายทีละเฟรมไปเรื่อยๆจนครบสามภาพ

ตบท้ายนิดนึงว่า Olympus OM-D EM-1 ตัวนี้ ทำการบ้านมาอย่างดี รุ่นเดิมอย่าง E-M5 ที่ทำได้อย่างน่าประทับใจมาแล้ว เจอตัวนี้เข้าไปยิ่งทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพไฟล์ การโฟกัส และระบบ Wi-Fi ที่ใช้งานง่ายจริงๆ และกล้องตัวนี้คุณสมบัติเอาเรื่องเลยทีเดียว ชนกับคู่แข่งหลายๆแบรนด์ได้สบายๆ อย่างน้อยก็เรื่องไฟล์ภาพที่ผมยกนิ้วให้ว่าดีเหลือเกิน แถมได้ฟิลลิ่งแบบ DSLR อีกด้วย เรียกว่ายากนักที่จะเจอกล้อง Mirrorless ที่ให้ฟิลลิ่งแบบนี้ในตลาด

จุดเด่น

  • ไฟล์ภาพคุณภาพสูง จัดการ Noise ได้ดีเยี่ยม
  • ระบบโฟกัสที่รวดเร็ว และแม่นยำ รวมถึงจุดโฟกัสที่มากถึง 81 จุด
  • วิวไฟน์เดอร์อิเล็คทรอนิกส์คมชัด และให้ภาพสวยเป็นธรรมชาติ
  • จอหลังระบบสัมผัสทำงานได้ดี และสู้แดด
  • ระบบ Wi-Fi ใช้งานง่าย
  • ตัวบอดี้จับถือถนัด น้ำหนักเบา แต่นำไปลุยได้ กันละอองน้ำและฝุ่นได้จริง

จุดสังเกต

  • White Balance ในสถานการณ์ที่แสงยากๆจะไม่แม่นนัก
  • ปุ่มเปิด-ปิดกล้อง อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานยาก
  • แบตเตอรี่ค่อนข้างหมดเร็วหากใช้งาน Live View เป็นหลัก

บทความโดย : น้าป๋วย TechXcite

Related Topics