ซัมซุงเตรียมปรับทัพสมาร์ตวอทช์ครั้งใหญ่ช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเปิดตัวมาตลอดสองปีที่ผ่านมา โดยในปี 2024 ได้เว้นช่วงรุ่น Classic เพื่อเปิดตัว Galaxy Watch Ultra คู่กับรุ่นมาตรฐานอย่าง Watch 7 ก่อนที่ปีถัดมาจะส่ง Watch 8 Classic กลับคืนสู่ตลาดพร้อมอัปเกรดรุ่น Ultra เพียงเล็กน้อย ทว่าล่าสุดมีข้อมูลรหัสลับรั่วไหลบ่งชี้ว่า ยักษ์ใหญ่ไอทีเกาหลีใต้กำลังเตรียมส่งทายาทรุ่นใหม่แกะกล่องพร้อมกันทีเดียวถึง 3 โมเดลรวด
เบื้องลึกเบื้องหลังเรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดยสำนักข่าว Android Authority ที่ได้ทำการเจาะระบบแอปพลิเคชัน Google Wear OS เวอร์ชันล่าสุด แล้วไปพบรหัสการพัฒนาใหม่ 3 ชื่อ ได้แก่ "Fresh 9", "Wise 9" และ "Project X2" ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับระบบการตั้งรหัสในปีก่อนหน้า ทำให้คาดการณ์ได้ว่านี่คือรหัสของ Galaxy Watch 9, Galaxy Watch 9 Classic และ Galaxy Watch Ultra รุ่นที่สอง (Ultra 2) ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา

การมาของ Watch 9 Classic ในครั้งนี้ ถือเป็นการทำลายธรรมเนียมปฏิบัติเดิมของซัมซุงที่มักจะเว้นระยะห่างในการออกรุ่น Classic แบบปีเว้นปี ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้กลายเป็นข่าวดีและเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ยังคงหลงรัก "ขอบหน้าปัดแบบหมุนได้" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผู้ใช้กลุ่มนี้จะไม่จำเป็นต้องทนลากยาวรอการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ไปจนถึงปี 2027 อีกต่อไป
ในแง่ของขุมพลังภายใน คาดว่า Watch 9 และ 9 Classic จะยังคงเลือกใช้ชิปเซ็ต Exynos W1000 ตัวเดิมจากไลน์อัปปีก่อนหน้า ขณะที่รุ่นท็อปอย่าง Ultra 2 จะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยการข้ามไปใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่อย่าง Qualcomm Snapdragon Wear Elite นอกจากนี้รหัสที่หลุดมายังเผยฟีเจอร์เด่น "Raise-to-talk" ที่หยิบยืมมาจาก Pixel Watch 4 ช่วยให้ผู้ใช้ยกข้อมือขึ้นเพื่อสั่งการด้วยเสียงได้ทันทีโดยไม่ต้องพูดคำปลุกระบบ (Wake Word) ซึ่ง Google กำลังขยายฟังก์ชันนี้ให้รองรับกับอุปกรณ์ Wear OS ค่ายอื่นด้วย โดยคาดว่าซัมซุงจะเปิดตัวไลน์อัปทั้งหมดพร้อมสมาร์ตโฟนจอพับในงานอีเวนต์ที่ลือกันว่าจะจัดขึ้นวันที่ 22 กรกฎาคมนี้
หมีเด้งวิเคราะห์ : การปรับกลยุทธ์ส่งสินค้าลงแข่งพร้อมกันทั้ง 3 โมเดลจะส่งผลกระทบต่อตลาดสมาร์ตวอทช์ระดับพรีเมียมอย่างรุนแรง โดยเป็นการปิดช่องว่างทางการตลาดและดักทางคู่แข่งในทุกเซกเมนต์ การไม่เว้นช่วงรุ่น Classic จะช่วยรักษาฐานลูกค้าสไตล์ดั้งเดิมไม่ให้เปลี่ยนใจไปหาแบรนด์อื่น ขณะที่การอัปเกรดชิปเซ็ต Snapdragon Wear Elite ในรุ่น Ultra 2 จะเป็นการยกระดับเพดานความแรงเพื่อท้าชนกับ Apple Watch Ultra โดยตรง ส่วนการเพิ่มฟีเจอร์ Raise-to-talk ของระบบ Wear OS จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจด้านการใช้งานและกระตุ้นให้เกิดการอัปเกรดอุปกรณ์เร็วขึ้น ส่งผลให้ตลาดเกิดการแข่งขันด้านฟังก์ชันอัจฉริยะที่ดุเดือดในช่วงครึ่งปีหลังครับ
source: gizmochina