Xiaomi แบรนด์เทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำสินค้าครอบคลุมแทบทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งในงาน 2026 Values Conference แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงหรืออุปกรณ์ Smart Home รุ่นใหม่ แต่เป็นการเปิดตัว "ไอศกรีม Xiaomi" ซึ่งถูกนำมาวางจำหน่ายในโรงอาหารของบริษัท โดยจุดเด่นที่ทำให้แฟนคลับต้องอมยิ้มคือการแบ่งรุ่นไอศกรีมตามชื่อเรียกซีรีส์มือถือของค่าย ได้แก่รุ่น Standard, Pro และ Max เพื่อคงเอกลักษณ์ความเป็นแบรนด์ไอทีไว้อย่างเต็มเปี่ยม

ในด้านกลยุทธ์ราคาก็ยังคงความคุ้มค่าตามแบบฉบับ Xiaomi โดยรุ่น Standard ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นวางจำหน่ายในราคาเพียง 5.99 หยวน (ประมาณ 30 บาท) หากขยับขึ้นมาเป็นรุ่น Pro ราคา 6.99 หยวน (ประมาณ 35 บาท) จะมีการอัปเกรดด้วยการเพิ่มคุกกี้หนึ่งชิ้น และรุ่นท็อปสุดอย่าง Max ในราคา 8.99 หยวน (ประมาณ 45 บาท) จะมาพร้อมกับคุกกี้จัดเต็มถึงสามชิ้น ซึ่งการกำหนดสเปกของหวานเช่นนี้เรียกเสียงวิจารณ์เชิงหยอกล้อจากชาวเน็ตในจีนได้เป็นอย่างดี
เบื้องหลังความอร่อยนี้ถูกพัฒนาโดยเชฟ Bing Jiabao เชฟประจำโรงอาหารของ Xiaomi ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไอศกรีมเต้าหู้ โดยเขาเลือกใช้วัตถุดิบสำคัญอย่าง "ข้าวฟ่าง" ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ Xiaomi มาเป็นส่วนประกอบหลัก หลังจากผ่านการทดลองถึง 3 เวอร์ชัน เชฟได้ค้นพบสูตรที่ลงตัวด้วยการนำข้าวฟ่างไปนึ่งแล้วบดเป็นเนื้อครีมผสมกับนมสด พร้อมโรยหน้าด้วยเมล็ดข้าวฟ่างกรุบกรอบ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องรสชาติของข้าวฟ่างที่มักจะจางเกินไปเมื่อทำเป็นของหวาน

จากการสังเกตภาพถ่ายเครื่องทำไอศกรีมในโรงอาหาร พบว่ามีการร่วมมือกับ Mengniu บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านผลิตภัณฑ์นมของจีนในการผลิตครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ Xiaomi ได้บริหารจัดการโรงอาหารเองมาตั้งแต่ปี 2015 โดยพนักงานและเชฟทุกคนถือเป็นพนักงานโดยตรงของบริษัทที่ได้รับสวัสดิการมาตรฐาน ซึ่งการเปิดตัวไอศกรีมครั้งนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกลายเป็นกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดีย และสินค้าถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็วหลังจากเปิดตัว
หมีเด้งวิเคราะห์: การสร้าง Brand Loyalty ผ่านวัฒนธรรมองค์กรและอารมณ์ขัน การเปิดตัวไอศกรีมโดยใช้ชื่อรุ่น Standard, Pro และ Max ของ Xiaomi ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายของหวานแก้ร้อน แต่มันคือการทำ "Internal Marketing" ที่ชาญฉลาด บทวิเคราะห์มองว่า Xiaomi ประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของแบรนด์ (ข้าวฟ่าง) เข้ากับวัฒนธรรมการบริโภคของพนักงานและแฟนคลับ การใช้ชื่อรุ่นที่ล้อเลียนสินค้าเทคโนโลยีของตัวเองช่วยสร้างความเป็นกันเองและอารมณ์ขันให้กับแบรนด์ (Humanize the Brand) ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ Xiaomi ดูเข้าถึงง่ายและมีความคิดสร้างสรรค์ในสายตาผู้บริโภคยุคใหม่ แม้จะเป็นเพียงไอศกรีมในโรงอาหารแต่กลับสร้างมูลค่าทางการตลาดบนโลกออนไลน์ได้อย่างมหาศาล
source: gizmochina