Apple ประกาศเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ประจำปี 2026 อย่างเป็นทางการ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การอัปเกรดชิปประมวลผลเจเนอเรชันล่าสุด M5 Series ครบทั้งไลน์อัป ตั้งแต่ MacBook Air ไปจนถึง MacBook Pro รุ่นท็อปสุด นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวหน้าจอรุ่นใหม่ในตระกูล Studio Display ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการแสดงผลขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ
.jpg)
สำหรับ MacBook Air รุ่นปี 2026 ได้รับการอัปเกรดมาใช้ชิป M5 แม้จะยังคงจำนวนคอร์เท่าเดิมที่ CPU 10-core และ GPU 8/10-core แต่ Apple ระบุว่าทุกคอร์ได้รับการปรับแต่งให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น พร้อมเสริมพลังด้วย Neural Accelerator ในทุกคอร์ของ GPU นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มความจุเริ่มต้นเป็นสองเท่าจาก 256GB เป็น 512GB (สูงสุด 4TB) โดยยังคงรักษา RAM เริ่มต้นที่ 16GB ไว้เช่นเดิม
นอกจากประสิทธิภาพของชิปแล้ว MacBook Air ยังได้รับการอัปเกรดระบบเชื่อมต่อเป็น Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6 รวมถึงการเปลี่ยนหัวชาร์จใหม่ในชื่อ '40W Dynamic Power Adapter with 60W Max' ที่จ่ายไฟได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม การอัปเกรดครั้งนี้มาพร้อมกับการปรับราคาขึ้น 100 ดอลลาร์ ทำให้รุ่น 13 นิ้วมีราคาเริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์ (ราคาไทยเริ่มต้นที่ 36,900 บาท) และรุ่น 15 นิ้วเริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์ (ราคาไทย 44,900 บาท)
.jpg)
ขยับมาที่กลุ่มมือโปรอย่าง MacBook Pro ที่เปิดตัวพร้อมชิปใหม่ล่าสุด M5 Pro และ M5 Max โดยรุ่นหน้าจอ 14 นิ้วสามารถเลือกสเปกได้ตั้งแต่ M5 ไปจนถึง M5 Max ส่วนรุ่น 16 นิ้วจะจำกัดเฉพาะรุ่น Pro และ Max เท่านั้น ซึ่งชิปรุ่นใหม่นี้ใช้สถาปัตยกรรมที่ Apple เรียกว่า Fusion Architecture เป็นการรวม Die สองตัวเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้จำนวนคอร์ที่มหาศาลและประสิทธิภาพที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ในด้านรายละเอียดชิป M5 Pro และ M5 Max มาพร้อมกับ "Super Cores" ประสิทธิภาพสูงถึง 6 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงานใหม่ถึง 12 คอร์ โดยมี GPU ให้เลือกตั้งแต่ 16 ไปจนถึง 40 คอร์ รองรับ RAM เริ่มต้นที่ 24GB และปรับแต่งได้สูงสุดถึง 128GB ส่วนพื้นที่เก็บข้อมูลเริ่มต้นที่ 1TB และขยายได้สูงสุดถึง 8TB โดยรุ่น MacBook Pro มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นจากเดิม 200 ดอลลาร์ ทำให้รุ่น 14 นิ้ว (M5 Pro) เริ่มต้นที่ 2,199 ดอลลาร์ (ราคาไทยเริ่มต้น 56,900 บาท)
นอกจากคอมพิวเตอร์แล้ว Apple ยังเปิดตัวหน้าจอใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Studio Display รุ่นอัปเกรดที่มาพร้อมกล้องเว็บแคม 12MP ใหม่, ไมโครโฟนและลำโพงคุณภาพสูงขึ้น และพอร์ต Thunderbolt 5 โดยยังคงราคาเดิมที่ 1,599 ดอลลาร์ และรุ่นไฮไลต์อย่าง Studio Display XDR ที่มาพร้อมหน้าจอ 5K รีเฟรชเรต 120Hz และระบบไฟหลังแบบ Mini-LED ถึง 2,304 โซน (ราคาไทยเริ่มต้น 52,900 บาท)
.jpg)
Studio Display XDR ถูกวางตัวให้เป็นทายาทของ Pro Display XDR เดิมที่เลิกผลิตไป โดยมีความสว่างสูงสุดถึง 2,000 nits ในโหมด HDR และรองรับขอบเขตสีที่กว้างขึ้นอย่าง Adobe RGB ตัวเครื่องมาพร้อมขาตั้งที่ปรับได้ทั้งความเอียงและความสูงในตัว โดยเปิดราคามาที่ 3,299 ดอลลาร์ (ราคาไทยเริ่มต้น 109,900 บาท) ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสตูดิโอที่ต้องการความแม่นยำของสีระดับสูงสุด
หมีเด้งวิเคราะห์: การปรับโครงสร้างราคาแลกกับประสิทธิภาพระดับ "Fusion" การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในรอบนี้แสดงให้เห็นว่า Apple กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของสถาปัตยกรรมชิปแบบเดิมด้วย Fusion Architecture ซึ่งช่วยให้ประสิทธิภาพของรุ่น Pro และ Max ทิ้งห่างรุ่นธรรมดามากขึ้นอย่างชัดเจน บทวิเคราะห์มองว่าการที่ Apple ยอมปรับราคาขึ้นในทุกไลน์อัป (100-200 ดอลลาร์) เป็นการสะท้อนถึงต้นทุนการผลิตชิปขนาดเล็กที่ซับซ้อนขึ้นและการเพิ่มความจุเริ่มต้นเป็น 512GB/1TB เพื่อลบภาพจำเรื่อง "ความจุเริ่มต้นน้อย" ในอดีต ขณะที่การเปิดตัว Studio Display XDR ในราคาที่ถูกกว่า Pro Display XDR เดิมเกือบครึ่งหนึ่ง เป็นหมากเกมที่ต้องการดึงดูดครีเอเตอร์สายอาชีพให้กลับมาใช้ Ecosystem ของ Apple อย่างครบวงจรมากขึ้นครับ
source: gsmarena