การกลับมาของซีรีส์เรือธงประจำปีอย่าง Samsung Galaxy S26 Ultra ในครั้งนี้มาพร้อมกับการอัปเกรดที่เน้นความพรีเมียมและฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย ตัวเครื่องมีการปรับดีไซน์ให้มีความบางลงเหลือเพียง 7.2 มม. และเบาขึ้นที่ 214 กรัม โดยมีการเปลี่ยนแปลงวัสดุเฟรมจากไทเทเนียมมาเป็นอลูมิเนียม ส่วนด้านหลังยังคงความแข็งแกร่งด้วยกระจก Gorilla Glass Victus 2
.jpg)
ในด้านการแสดงผล มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.9 นิ้ว แบบ LTPO AMOLED ความละเอียด QHD+ รองรับอัตรารีเฟรชเรตแบบปรับระดับได้ 1-120Hz และความสว่างสูงสุด 2,600 nits เสริมด้วยกระจกนิรภัย Gorilla Armor 2 นอกจากนี้ยังคงมีปากกา S Pen ในตัว (แม้จะยังไม่มีระบบ Bluetooth) พร้อมฟีเจอร์การเคลือบสารกันสะท้อนบนหน้าจอและระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic ที่เป็นจุดแข็งมาโดยตลอด
สิ่งที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในรุ่นนี้คือ Privacy Display ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับฮาร์ดแวร์ที่ Samsung พัฒนาให้พิกเซลบางส่วนหม่นแสงลงเมื่อมองจากมุมเฉียง ทำให้บุคคลรอบข้างไม่สามารถมองเห็นเนื้อหาบนหน้าจอได้ ฟีเจอร์นี้จะทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ในการช่วยพรางข้อมูลสำคัญ เช่น การแจ้งเตือน รหัสผ่าน หรือหน้าจอการทำธุรกรรม เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดในขณะเดินทาง
.jpg)
ด้านขุมพลัง Samsung ตัดสินใจใช้งานชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy สำหรับรุ่น Ultra ในทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยรุ่นเริ่มต้น (256GB และ 512GB) จะมาพร้อม RAM 12GB ส่วนรุ่นท็อปสุดความจุ 1TB จะได้รับการอัปเกรด RAM ขึ้นเป็น 16GB เพื่อรองรับการทำงานที่หนักหน่วงและการประมวลผล AI ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
สำหรับระบบกล้อง แม้จะยังใช้เซนเซอร์หลักความละเอียด 200MP เหมือนเดิม แต่ได้มีการอัปเกรดรูรับแสงให้กว้างขึ้นเป็น f/1.4 ซึ่งช่วยให้รับแสงได้มากขึ้นถึง 47% มอบประสิทธิภาพการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีกว่าเดิม ในขณะที่เลนส์ Telephoto ระยะ 5 เท่า (50MP) ก็ได้รับการอัปเกรดรูรับแสงเป็น f/2.9 ที่สว่างขึ้น 37% ส่วนเลนส์ Ultra-wide ยังคงสเปกเดิมจากปีที่ผ่านมา
.jpg)
ในส่วนของแบตเตอรี่ Samsung ยังคงเลือกใช้ความจุที่ 5,000 mAh เช่นเดิม แต่สิ่งที่ผู้ใช้งานรอคอยมานานคือระบบชาร์จไวที่ได้รับการอัปเกรดขึ้นเป็น 60W เป็นครั้งแรก ช่วยให้สามารถชาร์จจาก 0-75% ได้ในเวลาเพียง 30 นาที นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จไร้สายความเร็ว 25W ผ่านมาตรฐาน Qi 2.2 และการชาร์จย้อนกลับ (Reverse Wireless Charging) ที่ 4.5W
ตัวเครื่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการ One UI 8.5 (Android 16) ที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ Galaxy AI อาทิ Photo Assist สำหรับแต่งภาพ, Audio Eraser ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนในแอปยอดนิยมอย่าง Netflix หรือ YouTube รวมถึงระบบผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Now Nudge และ Now Brief ที่คอยจัดการนัดหมายและสรุปข้อมูลสำคัญจากอีเมลหรือข้อความมาไว้บนหน้าจอหลักให้โดยอัตโนมัติ
Samsung Galaxy S26 Ultra มีให้เลือก 4 สีหลัก ได้แก่ ดำ, ม่วง, ฟ้า และขาว พร้อมสีพิเศษออนไลน์ (เงิน และ ชมพูทอง) โดยราคาไทยมีดังนี้
.jpg)
S26 Ultra
- 12+256GB - 46,900
- 12+512GB - 54,900
- 16GB+1TB - 66,900

หมีเด้งวิเคราะห์: การปรับตัวเข้าสู่ยุค "ความปลอดภัยส่วนบุคคล" และการทลายขีดจำกัดด้านความเร็ว การเปิดตัว Galaxy S26 Ultra ในปีนี้แสดงให้เห็นว่า Samsung ไม่ได้เน้นการแข่งขันที่ตัวเลขความละเอียดกล้องเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มหันมาโฟกัสที่ "Pain Point" ของผู้ใช้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะนวัตกรรม Privacy Display ที่ตอบโจทย์คนเมืองในยุคดิจิทัลได้อย่างยอดเยี่ยม การตัดสินใจใช้ชิป Snapdragon ทั่วโลกถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ลดเสียงวิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพที่เหลื่อมล้ำในแต่ละภูมิภาค แม้การขยับชาร์จไวเป็น 60W จะยังตามหลังแบรนด์จีนอยู่บ้าง แต่นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า Samsung ยอมลดความเข้มงวดด้านแบตเตอรี่ลงเพื่อแลกกับความพึงพอใจของผู้ใช้ ซึ่งรวมกับการขยายตัวของ Galaxy AI ในเชิงลึก ทำให้ S26 Ultra เป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่องและมีความเป็น "ผู้ช่วยส่วนตัว" มากขึ้นกว่าเดิม
source: gsmarena