Samsung ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ Galaxy S26 และ Galaxy S26+ อย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้ดูเหมือนว่าทีมพัฒนาซอฟต์แวร์จะทำงานหนักเป็นพิเศษ ในขณะที่การอัปเกรดฮาร์ดแวร์ในรุ่นมาตรฐานและรุ่นพลัสอาจจะดูไม่หวือหวานักเมื่อเทียบกับรุ่น Ultra แต่ก็ยังมีการปรับปรุงในจุดสำคัญเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุค AI ได้ดียิ่งขึ้น
.jpg)
ประเด็นสำคัญเรื่องขุมพลัง Samsung ยังคงใช้กลยุทธ์แยกชิปเซ็ตตามภูมิภาค โดย Galaxy S26 และ S26+ จะใช้งานชิปเซ็ต Exynos 2600 ในเกือบทุกภูมิภาครวมถึงไทย ยกเว้นในอเมริกาเหนือ จีน และญี่ปุ่น ที่จะได้ใช้งาน Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy อย่างไรก็ตาม Samsung ยืนยันว่าประสิทธิภาพ CPU จะแรงขึ้น 19% และ GPU แรงขึ้น 24% พร้อม NPU ที่ประมวลผล AI ได้เร็วขึ้นถึง 39% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
สำหรับการอัปเกรดที่เห็นได้ชัดในรุ่นเล็กอย่าง Galaxy S26 คือการขยายขนาดหน้าจอจาก 6.2 นิ้ว เป็น 6.3 นิ้ว โดยยังคงใช้พาเนล LTPO OLED ความละเอียด 1080p+ ที่ปรับรีเฟรชเรตได้ 1-120Hz นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกความจุ 128GB ออกไป และเริ่มต้นที่ 256GB เป็นมาตรฐานใหม่ พร้อม RAM ขนาด 12GB เพื่อรองรับการประมวลผล AI ที่หนักหน่วงขึ้น
.jpg)
ด้านพลังงาน Galaxy S26 ได้รับการเพิ่มความจุแบตเตอรี่เป็น 4,300mAh (เพิ่มจาก 4,000mAh) ในตัวเครื่องที่มีขนาดใกล้เคียงเดิม แต่จุดที่น่าเสียดายคือระบบชาร์จไวที่ยังคงหยุดอยู่ที่ 25W แบบสายและ 15W ไร้สาย ในขณะที่ Galaxy S26+ ยังคงใช้หน้าจอ 6.7 นิ้ว และแบตเตอรี่ 4,900mAh เท่าเดิม แต่มีการอัปเกรดระบบชาร์จไร้สายขึ้นเป็น 20W ส่วนการชาร์จแบบสายยังคงอยู่ที่ 45W
ระบบกล้องของทั้งสองรุ่นยังคงใช้ชุดฮาร์ดแวร์เดิมจากปีที่แล้ว ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP พร้อม OIS, เลนส์ Telephoto 10MP ซูม 3 เท่า และเลนส์ Ultra-wide 12MP แม้ฮาร์ดแวร์จะเหมือนเดิมแต่ Samsung ได้ใส่ฟีเจอร์ AI ใหม่ๆ เข้ามาช่วย เช่น Auto Framing ที่สามารถครอปวิดีโอจาก 8K ออกมาเป็น 4K ที่จัดองค์ประกอบภาพให้สวยงามโดยอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ และระบบกันสั่น Super Steady ที่ล็อกเส้นขอบฟ้าได้ 360 องศาเหมือนกล้อง Action Cam
.jpg)
ไฮไลต์ที่แท้จริงของปีนี้คือ Agentic AI ที่แทรกซึมอยู่ในอินเทอร์เฟซ เช่น ฟีเจอร์ Now Nudge ที่จะช่วยเตือนนัดหมายขณะที่คุณกำลังแชทกับเพื่อน หรือ Now Brief ที่ขับเคลื่อนด้วย Personal Data Engine ซึ่งสามารถดึงข้อมูลจากอีเมลและข้อความมาสรุปตารางงานให้คุณได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบ Call Screening ที่ช่วยกรองสายสแปมและสรุปเนื้อหาการโทรให้บนหน้าจอทันที
ตัวเครื่องทั้งสองรุ่นจะวางจำหน่ายใน 4 สีมาตรฐาน ได้แก่ ขาว (White), ฟ้า (Sky Blue), ม่วง (Cobalt Violet) และดำ (Black) โดยจะเริ่มเปิดให้จองล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มีนาคม เป็นต้นไป ซึ่ง Samsung หวังว่าฟีเจอร์ AI ใหม่ๆ เช่น การจัดระเบียบภาพ Screenshot อัตโนมัติ หรือระบบแยกเสียงพูดในวิดีโอ (Audio Eraser) จะช่วยดึงดูดใจผู้ใช้งานได้มากกว่าแค่สเปกกระดาษ
.jpg)
ราคาไทย Samsung S26 Series ตามนี้เลยจ้า
S26 Ultra
- 12+256GB - 46,900
-
12+512GB - 54,900
-
16GB+1TB - 66,900
S26+
- 12+256GB - 40,900
- 12+512GB - 48,900
S26
- 12+256GB - 33,900
- 12+512GB - 41,900
หมีเด้งวิเคราะห์: เมื่อซอฟต์แวร์คือพระเอก และฮาร์ดแวร์ถึงทางตันชั่วคราว การเปิดตัว Galaxy S26 และ S26+ ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Samsung กำลังเปลี่ยนผ่านจากบริษัทที่ขาย "สเปก" ไปสู่บริษัทที่ขาย "ประสบการณ์ AI" อย่างเต็มตัว การที่ฮาร์ดแวร์กล้องและระบบชาร์จในรุ่นเล็กแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง บ่งบอกว่าข้อจำกัดด้านกายภาพและการจัดการความร้อนอาจถึงจุดอิ่มตัวในดีไซน์เดิม บทวิเคราะห์มองว่า Samsung เลือกเดิมพันกับ Agentic AI เพื่อสร้างความต่าง หากฟีเจอร์อย่างการจัดการตารางงานอัตโนมัติหรือการคัดกรองสายโทรเข้าทำงานได้ฉลาดจริง มันจะกลายเป็น "ไม้ตาย" ที่ทำให้ผู้ใช้ยอมมองข้ามสเปกชาร์จไวที่ล้าหลังคู่แข่งแบรนด์จีนไปได้ แต่ถ้าซอฟต์แวร์เหล่านี้ไม่เสถียรพอ S26 ก็อาจจะดูเป็นการปรับปรุงที่น้อยเกินไปสำหรับผู้ใช้งานที่เน้นความแรงทางกายภาพ
source: gsmarena