รายงานข่าวลือล่าสุดจากแหล่งข่าวในประเทศจีนระบุว่า แฟนแท็บเล็ตระดับโปรของ Apple อาจต้องรอคอยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปอีกนานหลายปี โดยนักหลุดข้อมูล Instant Digital เชื่อว่า iPad Pro รุ่นปัจจุบันทั้งขนาด 11 นิ้ว และ 13 นิ้ว ที่ใช้ชิปตระกูล M จะไม่ได้รับการอัปเกรดดีไซน์หรือฟีเจอร์หลักในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมในอดีตของ Apple ที่มักจะใช้เวลานานหลายปีกว่าที่จะขยับสถาปัตยกรรมของแท็บเล็ตตระกูล Pro อย่างจริงจังในแต่ละครั้ง
หากย้อนดูประวัติการปรับโฉม iPad Pro จะพบว่า Apple มีรอบการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างห่างกันมาก โดยการปฏิวัติดีไซน์ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2018 ก่อนจะทิ้งช่วงยาวนานถึง 6 ปี จนกระทั่งมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ล่าสุดในรุ่นที่ใช้หน้าจอ OLED เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา ดังนั้นการที่ Apple จะเลือกคงดีไซน์และมาตรฐานปัจจุบันไว้ต่อไปอีกหลายปีจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนักสำหรับกลยุทธ์การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Apple ต้องชะลอการอัปเกรดใหญ่คือ "ต้นทุนหน้าจอ OLED" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดย iPad Pro รุ่นล่าสุดใช้เทคโนโลยีหน้าจอแบบ Ultra Retina Tandem OLED ซึ่งเป็นการซ้อนชั้นเปล่งแสงสองชั้นเพื่อเพิ่มความสว่างและยืดอายุการใช้งานหน้าจอให้ยาวนานกว่าจอ OLED ทั่วไป แม้จะให้คุณภาพที่ยอดเยี่ยมแต่ก็ตามมาด้วยต้นทุนการผลิตที่มหาศาล ประกอบกับตัวเลขยอดขายในเซกเมนต์นี้ที่เติบโตแบบจำกัด ทำให้ Apple ต้องระมัดระวังในการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ใหม่ในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากเรื่องต้นทุนแล้ว ยังมีรายงานว่า Apple ไม่มีความสนใจที่จะลงไปร่วมศึก "สงครามขอบจอชิด" (Ultra-thin bezels) เหมือนกับคู่แข่งอย่าง Samsung หรือ Huawei ที่พยายามรีดขอบจอให้บางที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยคาดการณ์ว่าการอัปเดต iPad Pro ในครั้งต่อไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้หรือลากยาวไปถึงปี 2027 จะเป็นเพียงการอัปเกรดภายในอย่างการเปลี่ยนชิปเซ็ตเป็นรุ่น M6 เท่านั้น โดยที่รูปลักษณ์ภายนอกยังคงเดิม

หมีเด้งวิเคราะห์: กลยุทธ์ "การรักษาเสถียรภาพ" เหนือความหวือหวาทางนวัตกรรม การที่ Apple เลือกจะไม่ขยับดีไซน์ iPad Pro ในช่วงเวลาอันใกล้ สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมอง iPad Pro เป็นอุปกรณ์ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ไปไกลกว่าซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว การมุ่งเน้นไปที่การอัปเกรดชิปเซ็ต (M-Series) จึงเป็นการเพียงพอที่จะรักษาระดับประสิทธิภาพการประมวลผลให้สอดรับกับฟีเจอร์ AI และงานตัดต่อระดับสูง นอกจากนี้ ปัญหาต้นทุนจอ Tandem OLED ยังเป็นตัวแปรที่บังคับให้ Apple ต้องใช้กลยุทธ์ "การประหยัดจากขนาด" (Economies of Scale) ด้วยการลากใช้ดีไซน์เดิมให้นานที่สุดเพื่อคืนทุนค่าวิจัยและพัฒนา ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดแท็บเล็ตระดับไฮเอนด์ดูเงียบเหงาลงบ้าง แต่ในแง่ธุรกิจถือเป็นการลดความเสี่ยงที่ Apple เลือกเดินอย่างระมัดระวังที่สุดในยุคที่กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มชะลอตัว
source: gsmarena