ประเทศเกาหลีใต้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการประกาศใช้ ชุดกฎหมายพื้นฐานว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Basic Act) เพื่อกำกับดูแลเทคโนโลยี AI อย่างเป็นทางการเป็นที่แรกของโลก แซงหน้าสหภาพยุโรป (EU) ที่กฎหมายกำลังอยู่ในช่วงทยอยบังคับใช้ โดยหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการกำหนดให้บริษัทผู้พัฒนาต้องมี "มนุษย์" คอยตรวจสอบและควบคุมการทำงานของ AI ในกลุ่มที่มีผลกระทบสูง (High-impact AI) โดยเฉพาะในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ เช่น ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ระบบน้ำดื่ม การขนส่ง การแพทย์ รวมถึงภาคการเงินอย่างการประเมินเครดิตและการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
นอกจากด้านความปลอดภัยแล้ว กฎหมายยังให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้บริโภค โดยกำหนดให้บริษัทต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบล่วงหน้าหากผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นมีการใช้ AI ที่มีผลกระทบสูงหรือเป็น AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการ "ติดป้ายกำกับ" (Labeling) ผลงานที่สร้างโดย AI อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเนื้อหาที่มีความสมจริงจนแยกแยะได้ยาก เพื่อป้องกันการสับสนและการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัว ก่อนจะเริ่มบทลงโทษทางแพ่ง ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดถึง 30 ล้านวอน (ประมาณ 700,000 บาท) สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ติดป้ายกำกับผลงานจาก AI

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ได้สร้างความกังวลให้กับกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศ เนื่องจากบทบัญญัติบางประการยังมีความคลุมเครือ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้พัฒนาเลือกใช้วิธีที่ปลอดภัยแต่ขาดนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหานี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ของเกาหลีใต้ จึงได้จัดตั้งแพลตฟอร์มให้คำแนะนำและศูนย์สนับสนุนเฉพาะทาง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงระยะเวลาผ่อนผันนี้ โดยมุ่งหวังให้เกิดสมดุลระหว่างการควบคุมเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยกับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยในระดับสากล
หมีเด้งวิเคราะห์ : เมื่อความปลอดภัยของ AI กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลก การขยับตัวของเกาหลีใต้ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า "ความน่าเชื่อถือ" ของ AI กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่า "ความเร็ว" ในการพัฒนาในปี 2026 การกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนและการบังคับให้ติดป้ายกำกับเนื้อหา AI จะเป็นตัวอย่างสำคัญที่ประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทยอาจนำไปปรับใช้ในอนาคตเพื่อรับมือกับปัญหา Deepfake และความผิดพลาดของระบบอัตโนมัติ กฎหมายนี้ไม่เพียงแต่ปกป้องประชาชน แต่ยังเป็นการคัดกรองบริษัทที่มีความรับผิดชอบให้โดดเด่นขึ้นมาในตลาด ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลดีต่อความมั่นใจของผู้ใช้งานในการใช้เทคโนโลยี AI ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
source: gsmarena