แม้ว่าตระกูล Redmi K90 จะเพิ่งเปิดตัวไปได้เพียง 4 เดือน แต่ล่าสุดมีรายงานว่า Xiaomi เริ่มเดินหน้าพัฒนาเจเนอเรชันถัดไปอย่าง Redmi K100 Series เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยข้อมูลจากสื่อวงในอย่าง XiaomiTime ระบุว่าขณะนี้มีสมาร์ทโฟน 2 รุ่นหลักที่กำลังซุ่มพัฒนาอยู่ คือ Redmi K100 รุ่นมาตรฐาน และรุ่นท็อปสุดในชื่อใหม่ที่ฟังดูทรงพลังกว่าเดิมอย่าง Redmi K100 Pro Max

สำหรับการพัฒนาในระยะเริ่มต้นนี้ มีการเปิดเผยรหัสเรียกขานภายใน (Codename) ออกมาแล้ว โดย Redmi K100 ใช้ชื่อรหัสว่า “athens” (รหัสรุ่น Q11) ส่วนรุ่นพี่อย่าง Redmi K100 Pro Max มาในชื่อรหัส “songyuan” (รหัสรุ่น Q11X) ซึ่งการใช้รหัสที่แตกต่างกันชัดเจนนี้สะท้อนให้เห็นถึงการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสร้างความแตกต่างด้านประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่อยู่ในห้องวิจัย
ไฮไลต์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือขุมพลังซีพียู โดยคาดว่าทั้งสองรุ่นจะใช้ชิปเซ็ตรุ่นถัดไปจาก Qualcomm ซึ่ง Redmi K100 รุ่นปกติอาจเลือกใช้ Snapdragon 8 Elite Gen 5 ในขณะที่รุ่นท็อปอย่าง K100 Pro Max ถูกลือว่าจะข้ามไปใช้สถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Snapdragon 8 Elite Gen 6 ซึ่งหากเป็นจริง จะถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟนฝั่ง Android ในแง่ของความแรงที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นปัจจุบัน
ในแง่ของการวางจำหน่ายทั่วโลก คาดว่า Xiaomi จะยังคงใช้กลยุทธ์ "รีแบรนด์" เหมือนเช่นเคย โดยสมาร์ทโฟนซีรีส์ K มักจะถูกแปลงโฉมเพื่อขายในตลาด Global ภายใต้แบรนด์ Poco ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า Redmi K100 จะเปิดตัวในชื่อ Poco F9 Pro ส่วนรุ่น K100 Pro Max อาจกลายเป็นรุ่นเรือธงตัวใหม่ของแบรนด์ในชื่อ Poco F9 Ultra เพื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการสเปกสูงสุดในราคาที่จับต้องได้มากกว่าซีรีส์หลักของ Xiaomi

หมีเด้งวิเคราะห์ : เกมเร็วของ Xiaomi และการปรับโครงสร้างชื่อรุ่นใหม่ การที่ข้อมูลของ Redmi K100 หลุดออกมาเร็วขนาดนี้แสดงให้เห็นว่าวงจรการพัฒนาเทคโนโลยีในปี 2026 นั้นรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก การเปลี่ยนชื่อจาก "Pro" เป็น "Pro Max" ของ Redmi น่าจะเป็นความพยายามในการสื่อสารถึงความคุ้มค่าและสเปกที่อัดแน่นเพื่อท้าชนกับ iPhone รุ่นท็อปโดยตรง นอกจากนี้การที่เริ่มมีข่าวลือเรื่องชิป Gen 6 หลุดออกมา ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสงครามเซมิคอนดักเตอร์ในปีหน้าจะดุเดือดขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรุ่น K90 ยังคงมีความสดใหม่ในตลาด ผู้ซื้อในปัจจุบันอาจต้องพิจารณาให้ดีว่าความแรงที่เพิ่มขึ้นในรุ่นหน้าจะคุ้มค่ากับการรอคอยอีกหลายเดือนหรือไม่
source: gizmochina