Carl Pei ซีอีโอของ Nothing ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเปิดตัวก่อนสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดว่าเป็น Nothing Phone (4a) Series จะได้รับการอัปเกรดไปใช้หน่วยความจำ UFS 3.1 แทน UFS 2.2 ที่เคยใช้ในรุ่นก่อนหน้า แม้ว่าในปีที่แล้วบริษัทจะเคยแย้งว่าซอฟต์แวร์สำคัญกว่าความเร็วของหน่วยความจำก็ตาม
อย่างไรก็ตาม Pei ได้เตือนถึงสถานการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2026 ที่ต้นทุน RAM พุ่งสูงขึ้นอย่างมากจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ AI ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องเลือกระหว่างการ "ลดสเปก" หรือ "ขึ้นราคา" ซึ่งอาจส่งผลให้ Phone (4a) รุ่นใหม่นี้มีราคาสูงขึ้นจากเดิมถึง 30% (หรือประมาณ 4,000 - 5,000 บาท เมื่อเทียบกับราคาเปิดตัวรุ่นก่อนในไทย) โดย Nothing จะหันไปเน้นการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งานและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แทนการอัดสเปกเพื่อทำราคาถูกเพียงอย่างเดียว

หมีเด้งวิเคราะห์ : จุดเปลี่ยนของ Nothing และจุดจบของ "มือถือสเปกคุ้ม" การที่ Carl Pei ออกมายอมรับเรื่องการอัปเกรด UFS 3.1 หลังจากเคยปฏิเสธความสำคัญของมันเมื่อปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับตัวเมื่อคำคุยเรื่องการปรับแต่งซอฟต์แวร์ไม่สามารถชดเชยข้อจำกัดทางฮาร์ดแวร์ได้อีกต่อไปในยุคที่แอปพลิเคชันและการประมวลผล AI หนักหน่วงขึ้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องหน่วยความจำ แต่คือคำเตือนที่ว่า "มือถือเน้นสเปกในราคาถูกนั้นไม่ยั่งยืนอีกต่อไป" ซึ่งเป็นสัญญาณว่าในปี 2026 นี้ เราอาจเห็นสมาร์ทโฟนระดับกลางมีราคาขยับขึ้นไปแตะระดับสองหมื่นบาทได้ง่าย ๆ การที่ Nothing เลือกชูจุดเด่นด้าน "ประสบการณ์การใช้งาน" และ "งานออกแบบ" จึงเป็นการพยายามหนีจากการสู้รบในสงครามราคาที่แบรนด์จีนรายใหญ่ครองตลาดอยู่ แต่คำถามสำคัญคือด้วยยอดขายที่ยังตามหลังคู่แข่งอยู่นั้น ผู้บริโภคจะยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อ "งานดีไซน์" ในวันที่ค่าครองชีพและต้นทุนฮาร์ดแวร์พุ่งสูงแบบนี้หรือไม่
source: gsmarena