Review : OPPO R15 Pro เรือธงสีสวยสดวัสดุพรีเมี่ยมไล่เฉดอย่างงาม พร้อมกล้องหลังคู่สุดแจ่ม Portrait เนียนตา !!

เฮียแม็พ | 29 พ.ค. 2561 16:04:04

39741

VIEWS เฮียแม็พ

Review : OPPO R15 Pro เรือธงสีสวยสดวัสดุพรีเมี่ยมไล่เฉดอย่างงาม
พร้อมกล้องหลังคู่สุดแจ่ม Portrait เนียนตา !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ OPPO อย่าง R15 Pro นั่นเอง หลังจากที่พรีวิวไปก่อนหน้านี้ก็เห็นว่าหลายคนสนใจกันมากทีเดียวสำหรับรุ่นนี้ หลังจากที่ได้ลองใช้มาราวๆสัปดาห์กว่า วันนี้ก็ขอมาสรุปเป็นรีวิวให้อ่านกันว่ามีจุดที่น่าสนใจตรงไหนบ้าง และยังมีจุดไหนที่ควรปรับปรุงอยู่บ้าง มาเริ่มกันเลยดีกว่าเนาะ :D

แกะกล่องกันก่อนเลย !

ตอนพรีวิวได้มาแค่เครื่องเนาะ รีวิวเต็มมาเป็นกล่องขอดูกล่องกันนิดหนึ่งเนอะ รูปทรงมาแบบเรือธงจริงๆ ขนาดกล่องยังดูต่างจากรุ่นก่อนๆเลย ด้านหน้าระบุชัดเจนว่าชื่อรุ่น R15 Pro สกรีนด้วยสีทองอร่ามหรูหรารวมถึงโลโก้ OPPO ด้วย

รูปแบบกล่องใช้การเลื่อนหรือดึงออกจากด้านข้างไม่ใช่ดึงขึ้นจากด้านบนเหมือนปกติละ ชั้นแรกก็แน่นอนว่าเป็นตัวเครื่องอยู่ในซองสวยๆ

นอกจากตัวเครื่องแล้วอุปกรณ์ภายในก็วางอย่างเป็นระเบีบนและให้มาครบครันครับ ประกอบไปด้วย 6 อย่างดังนี้

  • คู่มือการใช้งาน
  • เคสซิลิโคนใส
  • สาย Micro-USB
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ (รองรับ VOOC Flash Charge)
  • หูฟัง
  • เข็มจิ้มถาดซิม

อ๊ะ...จริงมีฟิล์มกันรอยติดมาให้ตั้งแต่เปิดกล่องด้วยนะ ลืมบอกไปครับ :P

ยลโฉม R15 Pro

อุปกรณ์ครบไปละ มาต่อกันที่ตัวเครื่องกันเลย ปกติผมมักจะแนะนำตัวเครื่องด้วยดีไซน์ด้านหน้าก่อนเป็นหลักเนอะ แต่รุ่นนี้ด้วยความที่สีสันสวยจริงๆเลยอยากจะโชว์ฝาหลังขึ้นมาก่อนเลยละกัน ดีไซน์ของรุ่นนี้มาในทรงกระจกหน้าหลังทำได้สวยงาม สีสันก็สวยสดดีจริงๆ เครื่องที่เราได้มาเป็นสี Ruby Red สีแดงสดที่มีมิติมากๆเลย การไล่สีจะเป็นแบบบนลงล่างอ่อนมาเข้ม ให้ความรู้สึกของเฉดสีที่ดูมีมิติมากๆ ยิ่งเป็นสีแดง (ที่ส่วนตัวชอบอยู่แล้ว) ที่มีมิติแบบนี้ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่

วัสดุงานประกอบก็ใช้เป็นกระจกอย่างที่บอก ด้านหลังให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมมากขึ้น มีความสะท้อนและเลื่อมๆเข้ากับตัวกรอบได้เป็นอย่างดี ตัวกระจกทำมุมโค้ง 3D ลงไปจนถึงกรอบเครื่องดูกลมกลืนกันดี ไม่รู้สึกว่าโดดออกมาจนเกินไปเวลาจับสัมผัสเนาะ

การวางตำแหน่งของด้านหลังก็ตามมาตรฐานครับ มีกล้องหลังคู่อยู่ที่มุมซ้ายบน พร้อมกับไฟแฟลชแบบ Dual-Tone อยู่ข้างๆ ส่วนตรงกลางๆเหนือโลโก้ OPPO นั่นคือเซ็นเซอร์สแกนนิ้วที่วางตำแหน่งได้ดีทีเดียว แถมยังมีขนาดที่ใหญ่พอจะวางนิ้วได้อย่างสะดวก

กรอบเครื่องเป็นโลหะมันวาวให้เป็นสีเดียวกับตัวเครื่องไปเลย จับแล้วรู้สึดถึงความเย็นและแข็งแรงใช้ได้ ตัวกรอบมีการตัดขอบแบบ Diamond-Cut เลือกใช้สีทองตัดกับสีแดงสดๆได้เป็นอย่างดี (รู้สึกถึง Ironman เลย)

ปุ่มกดแยกกันอยู่ระหว่างปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงอยู่ด้านซ้ายมือและปุ่ม Power อยู่ด้านขวาครับ

ช่องใส่ซิมวางไว้ที่ด้านขวามือนี้ (เหนือปุ่ม Power) ตัวถาดซิมใช้เป็นแบบ Hybrid เลือกเอาว่าจะใช้งาน 1 ซิม 1 เม็มหรือ 2 ซิมไปเลย ไม่ใช่ 3 Slot ที่เลือกใส่ได้ครบทั้ง 2 ซิมและเม็มเลยน่ะครับ

ด้านล่างเครื่องมีลำโพงหลักของตัวเครื่อง, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ Micro-USB, ไมโครโฟนและช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ตรงนี้ยังมีการดีไซน์แบบเว้าโค้งลงไปให้ดูมีมิติมากขึ้นด้วยนะ สวยดี

ส่วนด้านบนก็เรียบๆมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

เอ้า ! ดูรอบเครื่องไปซะหมดแล้ว เกือบลืมด้านหน้าเลย :P OPPO R15 Pro มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่แบบ Super Full Display เต็มด้านหน้าด้วยอัตราส่วนแบบ 19:9 มาพร้อมขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2280x1080 พิกเซล) ครับ ส่วนในเรื่องของชนิดหน้าจอใช้เป็น Super Amoled แล้ว ในเรื่องการแสดงผลก็สวยคมเลยล่ะ มิติหรือคอนทราสทำได้ดีมากๆ

ดีไซน์จอด้านหน้าก็ยังมีคงมีติ่งบนหน้าจออยู่เช่นกัน แต่ในการใช้งานปกติก็ไม่ถึงว่าน่ารำคาญเท่าไหร่ แถมถ้า Wallpaper ที่ให้มาก็ยังเป็นสีดำเนียนไปได้อยู่ด้วย ตรงติ่งด้านบนนี้มีกล้องหน้า, ลำโพงสนทนาและเซ็นเซอร์อยู่ครับ

ด้วยอัตราส่วนหน้าจอแบบใหม่นี้ทำให้การใช้พื้นที่ทำได้ดี ตัวเครื่องมีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก ถึงแม้ว่าจะมีหน้าจอที่ใหญ่ระดับนี้ก็ตามครับ เทียบๆแล้วขนาดไม่ได้ต่างจาก OPPO F7 มากนัก แต่ความรู้สึกเวลาจับถือดีขึ้นเยอะเลยล่ะ

รวมๆในส่วนของดีไซน์ต้องบอกเลยว่าสวยและพรีเมี่ยมขึ้นอย่างน่าสนใจ ตัวเครื่องมีความลงตัวในหลายๆด้านทั้งเรื่องวัสดุที่ใช้รวมถึงเฉดสีที่มีให้เลือก ตรงนี้ได้นักออกแบชื่อดังอย่าง Karim Rashid มาร่วมงานด้วยจึงได้สีสวยๆอย่าง Ruby Red และ Cosmic Purple บน R15 Pro นี่แหละ

สเปค OPPO R15 Pro

  • หน้าจอ 6.28" FHD+ (19:9)
  • CPU Snapdragon 660 AIE Octa-core 2.2GHz
  • GPU Adreno 512
  • RAM 6GB
  • ROM 128GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3,430 mAh
  • รองรับ VOOC Flash Charge
  • กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลังคู่ 20 + 16 ล้านพิกเซล f/1.7 + f/1.7
  • รัน Android 8.1 Oreo (ColorOS5.0)
  • วางจำหน่าย 2 สี Ruby Red, Cosmic Purple
  • ราคา 19,990 บาท

ในเรื่องของสเปคก็คงพอทราบกันแล้วจากตอนพรีวิวเนาะ รุ่นนี้ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 660 AIE (Atificial Intelligence Engine) หรือหน่วยประมวลผลที่มีการปรับแต่งเพิ่มเติมในเรื่องของ AI ให้พร้อมใช้งานและทำงานได้ดีมากขึ้น, แรมรุ่นนี้ให้มาจัดเต็มที่ 6GB, รอม 128GB รองรับ Micro-SD เพิ่มเติมได้อีกสูงสุดถึง 256GB, แบตเตอรี่ก็ให้มาเยอะพอควรที่ 3,430 mAh แถมรุ่นเรือธงแบบนี้ก็รองรับระบบ VOOC Flash Charge ระบบชาร์จที่ไวมากๆอีกด้วย หลักๆในเรื่องสเปคภายในก็ถือว่าให้มาครบดีทีเดียว ถึงแม้หน่วยประมวลผลจะเป็นซีรีส์ 600 แต่การทำงานรวมๆก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียวครับ

ประสิทธิภาพล่ะ คะแนนสูงไหม ?

เห็นเป็นซีรีส์ 600 แบบนี้ แต่ประสิทธิภาพโดยรวมก็ถือว่าแรงสะใจเหมือนกัน และจากการทดสอบผ่านแอป AnTuTu Benchmark ก็ถือว่าทำคะแนนออกมาได้สูงทีเดียวที่ 147489 คะแนนเลยทีเดียว

ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ด้วยนะจ๊ะ !

ในเรื่องของ OS หรือระบบปฏิบัติการภายใน OPPO R15 Pro ก็มาพร้อมกับเวอร์ชั่นล่าสุดอย่าง Android 8.1 Oreo ที่ครอบทับมาด้วย ColorOS5.0 เอาจริงๆก็เป็นตัวเดียวกับตอน F7 นั่นล่ะครับ แต่ว่ารุ่นนี้อยู่ในโครงการ Android P Beta ด้วย ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ได้ร่วมโครงการนี้ เชื่อได้เลยว่ารุ่นนี้จะได้ต้องได้รับอัปเดตเป็นเวอร์ชั่นใหม่อย่างรวดเร็วแน่ๆครับ

หน้าตาไอคอนและธีมต่างๆปรับแต่งมาให้เข้ากับสีสันของตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี อย่างไอคอนต่างๆก็จะใช้โทนสีแดงมาให้ทั้งหมดในเครื่องสี Ruby Red หรือถ้าเป็นเครื่องสี Cosmic Purple ก็มีธีมที่ติดมาเป็น Nebula Purple แทน ก็ถือว่าคิดมาให้แล้วว่าควรจะกลมกลืนไปทั้งหมดทั้งตัวเครื่องและ UI ภายในเนอะ

แต่ถ้าใช้ไปแล้วยังไม่ชอบธีมมาตรฐานที่ติดมาให้เครื่อง ก็ยังสามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้อีกที่ Theme Store ของ OPPO เองเลย มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบเลย อยากได้แบบใสๆน่ารัก หรือแนวสีสันแปลกๆก็เลือกเอาได้เลยครับ

Toggle Switch หรือทางลัดต่างๆอยู่บนแถบ Notification Bar แบบรุ่นทั่วๆไป ด้านบนนี้ก็มีตัวเลือกให้เลือกใช้เพียบเลยทั้ง เปิด-ปิด Wi-Fi, เปิด-ปิด Bluetooth ไปจนถึงคำสั่งเข้ากล้อง, บันทึกภาพหน้าจอ หรือ Google Now ก็มีเช่นกัน รูปแบบการแจ้งเตือนจะแปลกไปจาก Android ทั่วไปนิดหน่อยคือเราไม่สามารถปัดเพื่อลบการแจ้งเตือนนั้นๆได้เลย ต้องมาเลื่อนซ้ายแล้วกดที่ Delete แทน

หน้า Recent App ยังแสดงตัวอย่างแอปใหญ่ๆชัดเจนเช่นเคย มีบอกตัวเลขแรมที่เหลือใช้จากทั้งหมด และเราก็สามารถกดเคลียร์แรมหรือแอปทั้งหมดได้จากตรงนี้ด้วยเช่นกันครับ แรม 6GB ที่ให้มาจากการใช้งานจริงจะเหลืออยู่ประมาณ 3 - 3.5GB ครับผม

ในหน้า Lockscreen ยังมีรูปแบบของ Magazine Unlock ที่จะคอยคัดรูปสวยๆมาเป็นภาพ Wallpaper ให้เราได้ดูก่อนปลดล็อคด้วย ก็ช่วยเพิ่มความน่าสนใจไม่ให้น่าเบื่อเกินไปกับรูปเดิมๆได้อยู่

Navigation Keys ซ่อนได้ใช้งานด้วย Gesture ก็ได้

รูปแบบของสมาร์ทโฟนหน้าจอ Full Screen แบบนี้มักจะมีลูกเล่นอะไรมาเพิ่มเติมเนื่องจากการที่ไม่มีปุ่มกดด้านนอกแล้ว และด้วยตัวหน้าจอที่ยาวเต็มที่สามารถใส่ลูกเล่นพวก Gesture เข้าไปได้ด้วย ตรงนี้เราสามารถใช้การรูดนิ้วขึ้นจากล่างหน้าจอเพื่อกลับหน้า Home หรือรูดนิ้วขึ้นมาค้างไว้เพื่อเปิด Recent App ก็ได้เช่นกัน (ตรงนี้คุ้นๆเนอะ :P) ซึ่งในค่าเริ่มต้นจะไม่ได้เลือกตัวนี้ไว้ เราสามารถเข้าไปปรับเองได้ที่ Settings > Smart & Convenient > Navigation Keys แล้วเลือกไปที่ Swipe-up Gesture Navigation ครับ

หรือถ้าใช้แบบเลื่อนแล้วไม่ถนัดอยากได้แบบเป็นปุ่มๆ ก็เลือกไปที่ Assistive Ball ก็ได้เช่นกัน ก็จะมีปุ่มลอยๆออกมาให้เราใช้งาน อาทิ แตะ 1 ครั้งเพื่อย้อนกลับ, แตะ 2 ครั้งเพื่อเรียกหน้า Recent App หรือแตะค้างเพื่อกลับสู่หน้า Home เป็นต้น หรือจะเลือกเป็นแตะเพื่อเลือกเมนูก็ได้เช่นกัน ตรงนี้เข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart & Convenient >Assistive Ball เลย

หรือจะเป็นรูปแบบ Gesture & Motion แบบเดิมๆก็ยังใช้งานได้อยู่ อย่างการแตะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดรูป O เพื่อเปิดกล้อง หรือวาดรูป V เพื่อเปิดไฟฉาย ตรงนี้เราสามารถเข้าไปเปิดตั้งค่าได้เพิ่มเติมที่ Settings > Smart & Convenient > Gesture & Motion

แบ่งหน้าจอง่ายๆแค่รูดขึ้น

การแบ่งหน้าจอหรือ Split Screen App ทาง OPPO ก็ทำได้เช่นกัน โดยใช้งานได้ง่ายๆเพียงแค่รูด 3 นิ้วขึ้นก็จะมีทางเลือกแอปออกมาที่ด้านล่างเพื่อเลือกใช้งาน แอปทั่วๆไปก็ถือว่ารองรับเหือบหมดครับไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter หรือ YouTube แต่ตรงนี้ถ้าเกิดรูดแล้วไม่ขึ้นหน้าแบบนี้ก็ให้เข้าไปตั้งค่าเปิดกันที่ Settings > App Split Screen ครับ

Clone Apps แบ่ง 2 แอปแชทได้ง่ายๆ

ไหนๆเครื่องก็รองรับได้ 2 ซิมแล้ว พวกแอปแชทต่างๆก็น่าจะทำให้ใช้งานได้ 2 ตัวเหมือนกันเนาะ บน OPPO R15 Pro นี้มาพร้อมความสามารถที่เรียกว่า Clone Apps มาให้เราได้แยกแอปแชทเด่นๆออกเป็น 2 แอป ทำให้เราใช้งานได้ 2 บัญชีได้ด้วย อาทิ LINE , Whatsapp หรือ WeChat เมื่อเราทำการ Clone App แล้ว ตัวแอปจะแบ่งออกมาให้เราอีกหนึ่งไอคอน พร้อมกันชื่อที่ลงท้ายด้วย (Clone)ครับ แต่ตัวไอคอนของแอปยังเหมือนเดิมนะไม่มีแถบสีอะไรคาดให้เด่นกว่า การเข้าไปเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ก็เข้าไปที่ Settings > Clone Apps และหาแอปที่เราจะโคลนได้เลยครับ

ระบบสแกนลายนิ้วมือหลังเครื่องเร็วทันใจ

ในเรื่องของระบบปลดล็อคของ R15 Pro ก็ไม่ต่างกับรุ่นก่อนครับ มาพร้อมกับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังของตัวเครื่องอย่างที่เห็นๆกันไป วางตำแหน่งไว้ที่ด้านหลังของตัวเครื่องได้อย่างดี ทำให้การเข้าถึง แตะสแกนทำงานสะดวกใช้ได้เลย แถมยังสแกนได้รวดเร็วเอามากๆด้วยเพียงแต่แตะปุ๊บก็ติดปั๊บไม่ต้องมากดปลุกจอก่อนแต่อย่างใด

หรือถ้าอยากปลดล็อคแบบเร็วกว่านั้นก็ยังมีระบบปลดล็อคด้วยใบหน้าหรือ Face Unlock มาให้เลือกใช้ด้วย หลังจากที่เราตั้งค่าต่างๆเรียบร้อย วิธีการใช้งานก็เพียงกดปุ่ม Power 1 ครั้งแล้วมองที่หน้าจอ เอาจริงๆไม่ทันได้มองก็ปลดล็อคหน้าจอให้แล้วแบบกดปุ๊บก็ติดปั๊บเลย ถ้าตั้งสแกนใบหน้าไว้เรียกว่าไม่ทันได้เห็นหน้า Magazine Unlock เลยก็เข้าไปที่หน้าหลักเรียบร้อยละ เร็วมากๆเลย

ดูหนังฟังเพลงก็แจ่มชัดสะใจใช่ไหม ?

มาถึงเรื่องการดูหนังฟังเพลงหรือเล่นมัลติมีเดียบน R15 Pro กันบ้าง รุ่นนี้มาพร้อมขนาดหน้าจอ 6.28 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วนแบบ 19:9 ก็อย่างที่เห็นครับ ใหญ่เต็มตามากๆ การใช้งานดูหนังหรือวิดีโอทั่วไปบน YouTube สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นดีครับ ถ้าดูไฟล์วิดีโอปกติที่เป็นอัตราส่วน 16:9 ก็จะมีการขอบดำเพิ่มขึ้นมาด้านข้างเหมือนสมาร์ทโฟนที่มีขอบหนาๆหน่อย ไม่แปลกอะไร ยิ่งได้ความดำสนิทของหน้าจอ Super Amoled แล้วด้วยทำให้ดูเนียนตาเข้าไปใหญ่

แต่ถ้าดูไฟล์วิดีโอที่มีอัตราส่วนเป็น 21:9 หรือถ่างซูมจนเต็มจอภาพที่ได้ก็เต็มเหมือนกัน แต่มุมซ้ายสุดจะถูกติ่งบนหน้าจอกินเข้าไปนิดหนึ่ง ตรงนี้ถ้าคิดว่ามันกินเข้ามาเยอะก็เหมือนจะเยอะอยู่หรอก แต่วิดีโอส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ได้มีเนื้อหาที่โชว์มุมนั้นเท่าไหร่

ที่น่าสนใจคือเรื่องของการครอปเข้าไปที่ดูมากพอสมควรมากกว่า เพราะเวลาการบังคับซูมเองด้วยอัตราส่วนที่ยาวมากๆแบบนี้ ก็ทำให้รายละเอียดรอบนอกนั้นถูกตัดออกไปชัดเจนเหมือนกัน

ในส่วนที่เว้นว่างระหว่างติ่งหน้าจอกับพื้นที่หน้าจอที่เหลือทาง OPPO ก็ฉลาดที่จะใส่ทางลัดของแอปแชทและตัวเลือกการบันทึกหน้าจอไว้ด้วย ไม่ได้ทิ้งไว้สูญเปล่า  เราสามารถเอานิ้วรูดมุมที่เหลืออยู่ตรงนี้ออกมาได้เลย มุมนี้จะรองรับแอป 3 แอปและทางลัดอีก 3 ตัวครับ ตังค่าเพิ่มเติมได้ที่ Settings > Smart & Convenient > Full Screen Multitasking ครับ

ในเรื่องของระบบเสียง OPPO เลือกใช้ระบบ Real HD Sound ของตัวเองเช่นเดียวกับบน F7 ปรับเสียงให้สมจริงมากขึ้นเมื่อใช้งานหูฟัง เท่าที่ลองฟังเสียงที่ได้เมื่อเปิดระบบนี้จะทำให้เสียงนั้นกว้างขึ้นเหมือนกระจายไปกว้างๆ เบสยังมีอยู่แต่ไม่แน่นเท่าไหร่ ส่วนตัวชอบแบบปิดโหมดนี้มากกว่าเพราะให้เสียงที่ชัดเจนกว่าอะนะ ไม่กว้างจนเกินไปเนาะ

ส่วนเรื่องลำโพงตัวเครื่อง OPPO ยังคงวางตำแหน่งไว้ที่มุมซ้ายล่างอยู่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผมไม่ค่อยชอบใจเอาซะเลย ในการใช้งานทั่วไปเราจะไม่เจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าเราเล่นในแนวนอนแล้วจับถือแบบเต็มมือตัวอุ้งมือเราจะไปพอดีตำแหน่งของลำโพงพอดีเป๊ะ ทำให้เสียงที่ออกมานั้นไม่ดังเท่าที่ควร ในการดูหนังเราอาจจะจับแบบอื่นได้แต่ถ้าเล่นเกมที่ต้องจับให้กระชับมือนี่เรื่องใหญ่เลยล่ะ ><

เล่นเกมล่ะ แรงสะใจไหม ?

ไหนๆก็พูดถึงเรื่องเกมกันแล้ว มาต่อในเรื่องการเล่นเกมกันเลยดีกว่า รุ่นนี้มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 660 AIE ซึ่งถ้าดูจากซีรีส์แล้ว ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆไปจนถึงเล่นเกมแล้วจริงๆ แต่เท่านั้นยังไม่พอเพราะ R15 Pro นั้นยังมีระบบ Game Acceleration หรือระบบที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก (เคลียร์ Cache และ Memory ให้ตัวระบบจัดการได้ดีขึ้น)

ส่วนเกมที่เราใช้ทดสอบก็ต้องเป็นเกมยอดฮิตบนสมาร์ทโฟนตอนนี้อย่าง ROV และ PUBG Mobile นั่นเองครับ

เล่น ROV บน R15 Pro สำหรับเกมนี้ในการตั้งค่าต่างๆก็สามารถปรับได้ที่ระดับสูงสุดอยู่แล้ว ด้วยสเปคที่เหลือๆ จะเปิดเฟรมเตสูง, เปิดภาพ HD หรือคุณภาพกราฟิกไปที่สูงสุดทั้งหมดก็ได้เลย ในเกมทำเฟรมเรตได้นิ่งดีทีเดียว อยู่ที่ราวๆ 50 - 57fps ประมาณนี้ คือไม่มีเฟรมตกจนเกินไปให้รู้สึกถึงความหน่วงหรือกระตุกให้เห็น เล่นแล้วไม่หงุดหงิดนะ :P

เล่น PUBG Mobile บน R15 Pro ส่วน PUBG ในค่าเริ่มต้นตั้งค่ามาให้เป็นระดับกลางหรือ Medium ทั้งหมด แต่เท่าที่ลองปรับไปเป็นสูงสุดเลยก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะครับ เล่นได้ลื่นๆอยู่เหมือนกัน คือถ้าอยากได้สูงสุดไปเลยก็ปรับได้ ไม่ต้องกลัวจะกระตุกครับ

กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล เซลฟี่สวยเนียนด้วย AI

ในเรื่องกล้องหน้ารุ่นนี้ให้ความละเอียดมาที่ 20 ล้านพิกเซล ดูเผินๆอาจจะดูน้อยลงมา แต่ความละเอียดเท่านี้ก็เหลือแหล่ต่อการใช้งานแล้วล่ะครับ เพราะมีระบบ AI Beauty 2.0 ที่จะช่วยในเรื่องของการเซลฟี่ให้สวยเนียนมากขึ้น

ในเรื่องตัวเลือกก็มีระบบ Auto HDR มาให้พร้อมทั้งยังมี Depth Effect หรือหน้าชัด-หลังเบลอก็ด้วย กดได้จากที่ไอคอนด้านบนเล้ยยย

ส่วน AI Beauty เราก็เลือกได้จากไอคอนรูปหน้าคนใสๆนี้มีให้เลือกตั้งแต่ระดับ 1 - 6 เลย แต่ถ้าไม่อยากปรับก็เลือกไปที่ AI ได้เลยครับ เดี๋ยวมี AI คอยจัดการให้เราหมดอยู่แล้ว :D

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ R15 Pro จะเห็นว่าระบบ AI Beauty 2.0 นั้นทำให้ใบหน้าของเนียนขึ้นในระดับที่สมดุลไม่โดดจนเกินไป แถมยังได้ระบบ Auto HDR คอยเพิ่มมิติของภาพให้ชัดทั้งแบบและฉากหลังอีกต่างหาก ส่วนในเรื่องของการละลายฉากหลังจากฟีเจอร์ Depth Effect ก็ทำได้ดีทีเดียวละลายได้เนียนตาฉากหลังถ้ามีดวงไฟเยอะๆก็ขึ้นเป็น Bokeh ได้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีโหมด Sticker เพิ่มลูกเล่นความน่ารักด้วยหูกระต่ายหรือแว่นตา ตรงนี้ก็ช่วยเพิ่มสีสันในการเซลฟี่ได้เป็นอย่างดีทีเดียวล่ะ

กล้องหลังคู่สเปคแน่น !

นอกจากกล้องหน้าจะเทพตามสไตล์ OPPO แล้ว กล้องหลังรุ่นนี้ยังให้กล้องคู่ความละเอียดสูงมาด้วย แบ่งเป็นเลนส์ 20 + 16 ล้านพิกเซล มีระบบโฟกัส PDAF ที่รวดเร็วพร้อมใช้เซ็นเซอร์ตัวล่าสุดอย่าง Sony IMX519 อีก เรียกว่าสเปคไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

ในเรื่องของซอฟต์แวร์ภายในก็มีระบบ AI Scene Recognition ที่คอยแบ่งแยกการภาพและวิเคราะห์พร้อมเลือกซีนให้ภาพที่ได้สวยขึ้นไปอีกด้วย ส่วนวิธีการใช้ก็แค่เลือก Auto (Photo) อย่างเดียวก็พอครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังโหมด Auto ด้วยความสามารถในการแยกแยะซีนกว่า 16 หมวดหมู่ (120 ซีน) จะถ่ายอะไรก็สวยสมใจไปหมดเลย คุณภาพที่ได้ก็สวยงามด้วยความละเอียดที่สูงมากๆของกล้องทั้ง 2 ตัว ความคมชัดและโทนสีทำได้ดีทีเดียว พร้อมกันนี้ชิปเซ็ต Snapdragon 660 AIE ภายในยังทำงานร่วมกับระบบ AI ได้อย่างดี การเลือกซีนสำหรับถ่ายภาพก็ทำได้ยอดเยี่ยม วิเคราะห์และเลือกโหมดได้รวดเร็วอีกด้วยครับ

ถ่ายคนก็ดี Portrait เนี๊ยนเนียนนนน !

นอกจากถ่ายภาพทั่วๆไปแล้ว การถ่ายภาพบุคคลหรือ Portrait รอบนี้ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน เพราะได้กล้องคู่ที่สามารถตรวจจับและแยกแยะความลึกตื้นของแบบและฉากหลังเพื่อนำมาใส่เอฟเฟกต์ละลายฉากหลังได้เป็นอย่างดี แถมมีระบบ AI Portrait ที่ทำให้ใบหน้าของแบบสวยเนียนขึ้นอีกด้วย

การใช้งานก็ไม่ได้ยากเย็นครับ เริ่มแรกด้วยการเปิดไปที่โหมด Portrait หรือรูปคนได้เลย ในค่าเริ่มต้นตัวระบบจะตั้งมาให้ภาพนั้นถูกซูมเข้าไปประมาณ 1.5 เท่า ให้ได้ระยะของการถ่าย Portrait แบบพอดิบพอดี แต่ถ้าไม่ชอบการซูมเข้าไปจะกดที่มุมซ้ายบนเพื่อใช้มุมปกติก็ได้เช่นกันครับ ตรงนี้เราเลือกได้ตามสะดวกเลย

แค่หน้าชัด-หลังเบลอสวยๆอย่างเดียวคงไม่พอแล้วเดี๋ยวนี้ ซึ่งบนรุ่นนี้นอกจากเอฟเฟกต์ละลายฉากหลังแล้ว ยังมีระบบ 3D Lighting ช่วยเพิ่มโทนของภาพใหสวยมากขึ้นด้วยรูปแบบแสงที่มีให้เลือกถึง 5 แบบอีกด้วย ซึ่งเราสามารถเลือกได้เลยที่หน้า UI ของโหมด Portrait เลยครับ

แสงที่ว่านี้จะแบ่งออกเป็น 5 แบบดังนี้ครับ ตัวอย่างก็ดูจากด้านบนได้เลยเนาะ

  • Natural Light แสงธรรมชาติทั่วไป
  • Film Light แสงแบบกล้องฟิล์ม
  • Tone Light แสงแบบขาว-ดำ
  • Rim Light แสงแบบย้อนแสง (เพิ่มแสงบริเวณใบหน้าและเส้นผม)
  • BI-Color Light แสงสะท้อนที่ใบหน้า เน้นไปที่แสงสีแดงและเขียว

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait จะเห็นว่าการปรับโทนสีและแสงที่เพิ่มเติมจากแสงทั่วๆไปนั้นทำได้ดีทีเดียว เปลี่ยนบรรยากาศของภาพที่ได้เป็นอีกรูปแบบจากปกติได้ ถ้าใช้งานเข้ากับสถานการณ์อย่างถ้าเราถ่ายย้อนแสงแล้วเลือกเป็น Rim Light ใบหน้าของแบบก็ชัดขึ้นแถมได้เอฟเฟกต์บริเวณไรผมเพิ่มให้สวยเหมือนถ่ายจากกล้องใหญ่, Tone Light อยากได้ภาพขาว-ดำเท่ๆแบบละลายหลังก็เลือกได้เลย หรือจะเป็นแสงไฟแนวสตูดิโอสะท้อนใบหน้าสวยๆก็ปรับไปที่ Bi-Color Light ได้อีก เรียกว่า Portrait ทำได้ครบดีทีเดียวครับ

แบตเตอรี่และระบบชาร์จ

ในส่วนของแบตเตอรี่ รุ่นนี้ให้ความจุมาเยอะทีเดียวที่ 3430 mAh สเปคภายในและตัวระบบไม่ได้ซดแบตเท่าไหร่ ทำให้ใช้งานทั่วๆไปทำได้ดีมาก เอาจริงๆใช้งานหนักหน่อยอย่างถ่ายรูปหรือเล่นเกมบ้างก็ยังถือว่าอึดเอาเรื่องเลยสำหรับ R15 Pro ตัวนี้

แถมรุ่นนี้ยังมีระบบ VOOC Flash Charge ระบบการชาร์จที่เร็วมากๆมาด้วย คือถ้าฉุกเฉินแบตฯใกล้หมดจริงๆก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเวลาชาร์จนานๆเลย แต่บอกนิดหนึ่งว่าต้องใช้กับสายและอแดปเตอร์ที่ให้มาในกล่องเท่านั้นนะครับ ใช้ของอันอื่นก็ไม่เร็วเท่านี้นะ

สรุปแล้ววว !

ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่องไม่น้อยสำหรับ OPPO R15 Pro นี้ หลักๆเลยที่ผมประทับใจก็คืองานดีไซน์ที่ดูดีมีเสน่ห์มากๆ ด้วยงานประกอบที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมกระจกหน้าหลังบวกกับกรอบโลหะมันวาว อีกทั้งสีสันยังสวยเด่นคนที่ชอบสีสดๆอย่างสีแดงถูกใจ Ruby Red แน่นอนหรือถ้าอยากได้สีเข้มๆหน่อยก็มี Cosmic Purple เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกด้วย ส่วนสเปคตอนพรีวิวบ่นไว้ว่าเป็นซีรีส์ 600 เลยไม่ถูกใจ แต่พอใช้งานจริงต้องบอกเลยว่าประทับใจใช้ได้ครับ ไม่มีปัญหาการใช้งานแต่อย่างใด ในเรื่องการเล่นเกมก็แรงเหลือๆแล้ว ส่วนเรื่องกล้องนี่ก็หายห่วงครับใช้งานได้อย่างดีกล้องหน้าคงไม่ต้องพูดเยอะสวยเนียนอยู่แล้ว แต่กล้องหลังรอบนี้เพิ่มเป็นกล้องคู่มาทำงานในส่วนของ Portrait โหมดได้อย่างดี รวมๆแล้วเป็นเรือธงที่ค่อนข้างครบ จะมีุดที่ไม่ชอบใจอยู่บ้างก็คือเรื่องของการวางตำแหน่งของลำโพงที่ไม่เหมาะสักเท่าไหร่นี่แหละ นอกนั้นทำได้ดีมากๆครับ

ราคาค่าตัวของ OPPO R15 Pro อยู่ที่ 19,990 บาทครับ

จุดเด่น

  • หน้าจอ Super Amoled เต็มพื้นที่ด้านหน้าแสดงผลสวย
  • กล้องหน้ามี AI Beauty เซลฟี่สวยสุดๆ
  • กล้องหลังคู่มี AI Scene Recognition แบ่งแยกซีนได้ดี ได้ภาพสวย
  • ระบบปฏิบัติการตัวล่าสุด รองรับ Android P Beta โปรแกรมด้วย
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือรวดเร็ว ตำแหน่งเหมาะสม
  • ระบบสแกนใบหน้ากดปุ๊บติดปั๊บ
  • สเปคภายในใช้งานได้ครอบคลุม

จุดสังเกต

  • ตำแหน่งลำโพงหลักวางไม่ดีมีผลต่อการใช้งานแนวนอนและเป็นลำโพงเดี่ยว
  • ถาดซิมเป็นแบบไฮบริด

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite