Preview : iPhone X ฉลอง 10 ปีไอโฟน กับที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนจากอนาคตในมือคุณ !!

เฮียแม๊พ | 24 พ.ย. 2560 18:41:04

22186

VIEWS เฮียแม๊พ

Preview : iPhone X ฉลอง 10 ปีไอโฟน
กับที่สุดแห่งสมาร์
โฟนจากอนาคตในมือคุณ !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความพรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้ก็เป็นวันวางจำหน่ายวันแรกของ iPhone X หรือ ไอโฟน สิบ ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทางทีมงานก็ได้เครื่องมาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว เลยจะมาพรีวิวคร่าวๆในทราบว่าเจ้า iPhone X ที่หลายๆคนรออยู่ (หรืออาจจะได้เป็นเจ้าของกันแล้ว) เนี่ย เมื่อได้จับจริงๆแล้วจะรู้สึกยังไง น่าสนใจมากน้อยแค่ไหนกับเรือธงรุ่นนี้ พร้อมแล้วไปชมกันเลยดีกว่า :D

แกะกล่อง iPhone X

เริ่มแรกเรามาดูกล่องและอุปกรณ์ที่จะได้มากันก่อนเลย iPhone X มาพร้อมกล่องที่โชว์รูปตัวเครื่องด้านหน้าไว้ชัดเจน ต่างจาก iPhone 8 หรือ iPhone 8 Plus ที่จะโชว์ภาพด้านหลัง ตัวหน้ากล่องจะระบุสีสันไว้ชัดเจนด้วย โดยถ้า Wallpaper ด้านหน้าเป็นสีแดงก็หมายถึงเครื่องด้านในเป็นสี Space Grey ครับ ส่วนถ้า Wallpaper ที่หน้ากล่องเป็นสีเขียวหมายถึงเครื่องภายในเป็นสี Silver ครับผม อย่าลืมสังเกตกันด้วยล่ะ :P

เปิดกล่องออกมาชั้นแรกสุดแน่นอนเจอแผ่นกั้นหนึ่งชั้นเขียนว่า Designed by Apple in California ข้างในนี้มีพวกแผ่นคู่มือและสติ๊กเกอร์ Apple อยู่ครับ

ดึงแผ่นนี้ออกเจอตัวเครื่องจริงแล้ว นอนอยู่สวยๆ ตัวกระจกด้านหน้าจะเป็นสีดำทั้งหมดไม่ว่าตัวเครื่องจะเป็นสี Space Grey หรือ Silver นะครับ เมื่อยังไม่ได้เปิดเครื่องตัวหน้าจอก็จะดูดำสนิทอย่างที่เห็นนี่แหละ

อุปกรณ์ด้านในสุดมีอแดปเตอร์ชาร์จไฟ, หูฟัง EarPod, สายแปลงพอร์ต Lightning เป็นแจ็ค 3.5 มม. และสาย Lightning to USB ครับผม ตรงนี้ก็ดูจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ให้มาตั้งแต่สมัย iPhone 6 แล้วล่ะเนอะ ไม่ได้แปลกใหม่อะไร

แรกสัมผัส iPhone X

มาเข้าเรื่องที่ตัวเครื่องกันเลยดีกว่า ครั้งแรกที่ได้เห็นตัวหน้าจอเต็มๆของ iPhone X ต้องบอกเลยว่ามันสวยมากๆ และเต็มตากว่าที่คิดเพราะใช้พื้นที่ได้เต็มตั้งแต่บนสุดจนถึงล่างสุดเลย (ไม่รวมตัวรอยบากด้านบนน่ะนะ) ในส่วนของหน้าจอรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกของไอโฟนที่ใช้จอแบบ OLED แล้ว เรื่องการแสดงผลสีสันสวยงามเอามากๆ สมแล้วที่ทาง Display Mate ยกให้เป็นจอที่ดีที่สุดตอนนี้

iPhone X จะมาพร้อมกับหน้าจออัตราส่วนแบบใหม่ 19.5:9 ยาวกว่าทุกรุ่นบนท้องตลาดตอนนี้ (รวมตั้งแต่บนสุดจนถึงล่างสุด)ในขนาด 5.8 นิ้ว แต่ขนาดตัวเครื่องไม่ได้ใหญ่จนเกินไปถ้าเทียบกับ iPhone 8 Plus ที่มีขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้วแล้วรุ่นนี้ยังมีตัวเครื่องที่เล็กกว่าพอสมควร เพราะขนาดหน้าจอยาวกว่ากันและใช้พื้นที่ได้เต็มสุดๆ

ความรู้สึกเวลาจับถือต้องบอกเลยว่ามันดูดีใช้ได้เลยนะ ตัวเครื่องมีความหนาขึ้นมาหน่อยเมื่อเทียบกับ iPhone 8 ปกติ แต่ฟิลการจับถือทำได้ดีมาก ด้วยกรอบอลูมิเนียมสุดหรู และกระจกหน้า-หลังที่ผสานกันได้อย่างลงตัว จับแล้วรู้สึกเลยดูแพงมาก (ถึงแม้จะแพงจริงๆก็เถอะ :P)

แต่ความหรูหราแบบนี้ก็แลกมากับรอยนิ้วมือมหาศาลที่จะได้มา ยิ่งตัวเครื่องสีเงินกรอบ Stainless ยิ่งเป็นคราบรอยนิ้วมือได้ง่าย (มากๆ) และตัวกระจกด้านหลังก็ติดง่ายเช่นกัน แต่ยังโชคดีที่ก็เช็ดออกได้ง่ายอยู่

การวางกล้องเป็นแบบใหม่แล้วคือวางแนวตั้งไว้ที่มุมซ้ายของตัวเครื่องแต่เรื่องความนูนของกล้องยังคงนูนออกมาจากตัวเครื่องพอสมควร และมาพร้อมเลนส์กล้อง 2 ตัวเช่นเคย

ตัวรอยบากหรือติ่งด้านบนดูเหมือนจะเป็นปัญหาในเรื่องของดีไซน์ที่ขาดๆเกินๆไปหน่อย แต่เอาเข้าจริงในหน้า Home หลักก็ดูไม่น่าเกลียดเท่าไหร่นักเพราะการวางตำแหน่งด้านบนก็เป็นแค่การแสดงผลนาฬิกา, แถบสัญญาณและเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่เท่านั้น ลองมามองจริงๆก็ไม่ได้ขัดตาสักเท่าไหร่ ในส่วนของติ่งด้านบนนี้จะมีฝั่งเซ็นเซอร์ต่างๆมากมายทั้ง กล้องอินฟราเรด, อิลลูมิเรเตอร์มุมกว้าง, เซ็นเซอร์จับระยะ, เซ็นเซอร์วัดแสง, ลำโพงสนทนา, ไมโครโฟน, กล้องหน้า และตัวฉายจุดแสง ทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็เพื่อที่จะใช้งานควบคู่กับระบบปลดล็อคใหม่อย่าง FaceID ได้อย่างยอดเยี่ยมนั่นเองครับ

กรอบตัวเครื่องเป็น Stainless สวยหรูมีความมัมวาวใช้ได้อยู่ ทั้ง 2 สี ในเครื่องสี Space Grey นี้ตัวของจะออกเป็นสีเทาวาวๆ แต่ถ้าเป็นสี Silver จะออกเป็นสีเงินแบบ Stainless ชัดเจนเลยล่ะ ตัวปุ่มกดด้านข้างมีจะขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่น iPhone 8 พอสมควร โดยเฉพาะปุุ่ม Power ที่ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถัดลงมาหน่อยจะช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Nano-SIM ซึ่งใส่ได้ซิมเดียวเท่านั้นครับ

ปุ่มปรับ Silent อยู่ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่อง ถัดลงมาอีกนิดมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงเหมือนเคย และขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกนิดเช่นกันครับ

ด้านบนเรียบๆไม่มีปุ่มกดหรือพอร์ตการเชื่อมต่อใดๆ

ด้านล่างจะเห็นว่ารุ่นนี้ได้ตัดเอาพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.ออกไปหมดแล้ว (และคงไม่กลับมาแล้ว) ด้านล่างนี้มีเพียงไมโครโฟนสนทนา , พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ Lightning และลำโพงหลักของตัวเครื่องเท่านั้น

น้ำหนักตัวเครื่องแอบหนักนิดหน่อยด้วยน่้ำหนัก 174 กรัม เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่องที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แข็งแรงทนทานดี ไม่ก๊องแก๊งเท่าไหร่ครับ

ภาพรวมในเรื่องของดีไซน์ iPhone X ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Apple จริงๆก็ไม่ใช่แค่ของ Apple อย่างเดียว แต่เป็นครั้งใหญ่ของวงการสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้ เพราะมาพร้อมเทคโนโลยีหน้าจอแบบใหม่ที่ไร้ปุ่มโฮมอย่างแท้จริง แสดงพื้นที่หน้าจอได้เต็มกว่าที่เคย ทำให้น่าดึงดูดในเรื่องของความสวยงามมากกว่าเดิมต่างจาก iPhone ที่เราเคยเห็นมาอย่างยาวนาน รวมๆแล้วในเรื่องของดีไซน์เชื่อว่าใครที่ได้จับในครั้งแรกต้องว้าวกับความล้ำของมันอย่างแน่นอน

สเปค iPhone X

  • รัน iOS 11
  • หน้าจอ OLED ขนาด5.8 นิ้ว ความละเอียด 1125 x 2436 พิกเซล
  • รองรับ 3D Touch, Truetone Display,HDR10
  • หน่วยประมวลผล Apple A11 Bionic Hexa-xore 2.39GHz
  • แรม 3GB
  • รอม 64/256GB
  • แบตเตอรี่ 2716 mAh
  • กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล f/2.2
  • กล้องหลัง 12 + 12 ล้านพิกเซล f/1.8 + f/2.4
  • ขนาดตัวเครื่อง 143.6 x 70.9 x 7.7 มม.
  • น้ำหนัก 174 กรัม
  • กันน้ำตามมาตรฐาน IP67
  • ราคา 64GB = 40,500 บาท
  • ราคา 256GB = 46,500 บาท

ในเรื่องของสเปคคงไม่ต้องพูดถึงเยอะแล้วล่ะเนอะ น่าจะพอทราบกันมาบ้างแล้ว iPhone X มาพร้อมเทคโนโลยีและสเปคที่ท็อปสุดของ Apple ตอนนี้ ทั้งหน่วยประมวลผลตัวล่าสุด Apple A11 Bionic, แรม 3GB, และกล้องระดับเทพ 12 + 12 ล้านพิกเซลอยู่ด้วย

การใช้งาน

อย่างที่ทราบกันว่า iPhone X นั้นใช้พื้นที่หน้าจอแบบเต็มไปทั้งหมดด้านหน้า จึงไม่มีที่ว่างสำหรับวางปุ่มโฮมแบบกดอย่างที่เคยๆใช้กันมาตลอดแล้ว ทีนี้ในการใช้งานก็ต้องปรับตัวกันแบบยกแผงเลยล่ะ เพราะการทำงานต่างๆจะใช้ผ่านรูปแบบ Gesture ทั้งหมด อย่างแรกที่ควรทราบก่อนเลยก็คือปุ่มโฮมของ iPhone X นั้นจะถูกเปลี่ยนไปเป็นแถบเส้นยาวๆเวลาเข้าแอป

การเข้าหน้าโฮมก็ง่ายๆเช่นกันเพียงแค่รูดขึ้นบนเสมือนกดปุ่มโฮม 1 ครั้ง (ถึงจะบอกง่ายแต่ถ้าคนที่ใช้ปุ่มกดมาตลอดแรกๆนี่ไม่ชินแน่นอน) ซึ่งแถบนี้จะวางอยู่ตำแหน่งตรงกลางของด้านล่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลแนวตั้งหรือนอน เวลาจะกดออกจากแอปก็ให้หาเจ้าแถบนี้ไว้นะ ไม่ต้องหาปุ่มโฮมกลมๆแล้ว :P

การปลดล็อคหน้าจอก็ใช้การรูดจากแถบด้านล่างขึ้นมา ก็จะเป็นการปลดล็อคครับ แค่นั้นเอง

แล้วไม่มีปุ่มโฮมแบบนี้การสลับแอปจะทำยังไงล่ะ ? ปกติถ้ามีปุ่มโฮมแบบรุ่นก่อนๆเราก็แค่กดปุ่มโฮม 2 ครั้งติดกันเพื่อเรียกหน้า Recent App ขึ้นมา แต่ในเมื่อปุ่มโฮมบน iPhone X กลายเป็นแถบๆแบบนี้แล้ว จะให้ไปกดตรงแถบก็คงใช่เรื่องล่ะเนอะ วิธีการเรียกหน้า Recent ขึ้นมา ถ้าใครที่เคยใช้ iOS 11 บน iPad มาคงจะไม่งงเท่าไหร่ เพราะวิธีการเรียกก็ทำได้โดยการรูดขึ้นจากล่างหน้าจอ (ก็ปุ่มโฮมแบบขีดนั่นแหละ) แล้วค้างไว้ครู่หนึ่ง จากนั้นก็จะเข้าสู่หน้า Recent แบบการ์ดให้เลือกเยอะๆแล้ว

หรือถ้าเราใช้งานแอปใดแอปหนึ่งอยู่ก็สามารถสลับแอปแบบเร็วๆด้วยการรูดที่ล่างหน้าจอไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้ครับ จะสลับได้อย่างรวดเร็วเลย

การเรียกหน้า Notification ด้านบนก็ทำได้โดยการดึงจากมุมซ้ายมือลงมาเป็นการเรียกแถบการแจ้งเตือนตรงนี้คล้ายกับรุ่นทั่วๆไปครับ คงไม่สับสนเนาะ

ส่วนสิ่งใหม่ก็คือแถบ Control Center ที่พอย้ายเอาปุ่มโฮมมารูดจากด้านล่างแล้ว ตัวแผงควบคุมด้านล่างก็ถูกย้ายมาไว้ที่มุมขวาบนของหน้าจอแทน เมื่อเรารูดจากมุมขวาบนลงมาก็จะเจอแผงควบคุม Control Center เดิมอยู่ตรงนี้ครับ นี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่ต้องปรับตัวเนาะ

ในเรื่องการใช้งานรูปแบบ Gesture แบบใหม่นี้เอาจริงๆส่วนตัวผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่และเหมาะกับสมาร์ทโฟนยุคนี้มากๆ ทุกสิ่งทำงานได้ด้วยการสไลด์ ปาด แตะ ทั้งหมด ดูต่างไปจากการใช้งานแบบเดิมๆที่เราเคยใช้ แตะ แตะค้าง แตะ 2 ครั้ง อะไรพวกนั้นเลย ทำให้รู้สึกถึงความใหม่ที่แท้ทรู แถมถ้าใช้ไปสักพัก (จริงๆปรับตัวสัก 10 -15 นาทีก็ได้แล้ว) จนพอชินก็จะรู้สึกว่ารูปแบบการใช้งานแบบใหม่นี้มันไม่ได้ยากเลย แถมยังสนุกอีกด้วย แต่ ! ปัญหาหลักๆที่เจอมาจริงๆก็คือเรื่องของการรูดจากปุ่มโฮมที่ตำแหน่งอยู่ล่างหน้าจอแบบสุดๆ และตัวเครื่องก็มีความยาวที่เอื้อมนิ้วในการใช้มือเดียวได้ไม่ถนัดเท่าไหร่นัก คือถ้าใช้งาน 2 มือจะสะดวกดีล่ะ แต่ถ้ามือเดียวด้วยความที่ตัวเครื่องยาวมาก แต่นิ้วโป้งเราไม่สามารถยาวไปได้สุดจอนัก แถมการจะเลื่อนปุ่มโฮมก็จำเป็นต้องรูดขึ้นจากล่างสุดขึ้นมา ตรงนี้อาจจะดูไม่ถนัดเท่าไหร่นัก

ปุ่ม Power ที่ใหญ่ขึ้นการใช้งานก็ต่างไปด้วย ตัวปุ่ม Power ของ iPhone X นั้นมีการปรับให้ขนาดใหญ่ขึ้น ยังคงใช้งานเป็นปุ่มเปิดเครื่องได้เหมือนเดิม แต่ ! สำหรับการกดปิดเครื่องนั้นไม่ได้ใช้ปุ่มนี้ปุ่มเดียวซะแล้ว เพราะเราจำเป็นต้องกดปุ่ม Power + Volume Up หรือ พาวเวอร์ + เพิ่มเสียง ค้างไว้สักครู่เพื่อเรียกหน้า Slide to Power off ขึ้นมา อะ งงเด้ๆ

แล้วการกดปุ่ม Power ค้างไว้เฉยๆนี่ทำอะไรล่ะ ? คำตอบก็คือการเรียก Siri ขึ้นมาคุยกับเรานั่นเองครับ ซึ่งแต่ก่อนเราก็ใช้การกดปุ่มโฮมค้างไว้ แต่ก็นั่นแหละปุ่มโฮมหายไปแล้วแบบนี้ก็ใช้ปุ่ม Power แทนเอา (ทำให้การปิดเครื่องยุ่งยากไปอี๊ก)

ระบบปลดล็อคใหม่ FaceID

FaceID คือระบบปลดล็อคแบบใหม่ที่เข้ามาแทน TouchID หรือสแกนนิ้วมือเดิม เพราะตัวเครื่องไม่มีพื้นที่ให้ใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเดิมแล้ว Apple จึงตัดสินใจติดฟีเจอร์นั้นทิ้งและเปลี่ยนมาใช้ FaceID การสแกนด้วยใบหน้าแทน และใส่เซ็นเซอร์สแกนใบหน้ามาอย่างมากมายอย่างที่ได้บอกไปข้างต้น

การใช้งานเมื่อเราตั้งค่าสแกนใบหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อมีการปลุกหน้าจอแล้วเรามองไปที่ติ่งเหนือหน้าจอตัวไอคอนกุญแจล็อคจะเปลี่ยนไปเป็นภาพกุญแจที่ปลดล็อคแล้ว จากนั้นก็สามารถปลดล็อคด้วยการเลื่อนหน้าจอปกติได้เลย การทำงานก็ถือว่าทำได้รวดเร็วครับมองปุ๊บตัวกุญแจก็ปลดล็อคทันที แต่ที่เสียเวลาจริงๆคงเป็นการที่ต้องมาเลื่อนหน้าจอซะมากกว่า ซึ่งหากเทียบกับ TouchID เดิมแล้วเพียงแค่เรากดปุ่มโฮม 1 ครั้งก็จะเป็นการสแกนพร้อมกับปลุกหน้าจอและปลดล็อคในเวลาเดียวกันไปเลย แน่นอนว่าแบบเก่าเร็วกว่ากันเยอะครับ

Animoji ฟีเจอร์ใหม่ที่ต้องลอง

เป็นฟีเจอร์ไฮไลท์สุดของ iPhone X เลยก็ว่าได้สำหรับ Animoji เพราะในบรรดา iPhone ทั้ง 3 รุ่นที่เปิดตัวมาในรอบนี้มีรุ่นนี้รุ่นเดียวที่สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ ด้วยความที่กล้องหน้าของ iPhone X นั้นมีระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้าอย่างมากมาย จึงช่วยในเรื่องการจับใบหน้าเราได้อย่างแม่นยำ Apple จึงยกมาใช้กับการส่ง Emoji รูปแบบใหม่ที่เคลื่อนไหวได้ โดยใช้หน้าเราในการแมพเข้าไปกับตัวการ์ตูน เพื่อให้ได้การเคลื่อนไหวในแบบของเรานั่นเอง ซึ่งเราสามารถใช้งานได้ผ่าน iMessege โดยตรง พร้อมส่งหรือบันทึกออกมาเป็นไฟล์วิดีโอก็ได้ ตามตัวอย่างด้านบนเลยครับ ตัวใบหน้าจะมีให้เลือกหลายแบบทั้ง หมา, แมว, หุ่นยนต์, เอเลี่ยน ไปจนถึงขรี้ก็มี :P

กล้องใหม่ถ่าย Portrait ได้ทั้งหน้าและหลัง

ในเรื่องของกล้องหลังถ้าเทียบกับของ iPhone 8 Plus ฟีเจอร์ต่างๆไม่ต่างกันมาก เพราะจะต่างกันจริงๆที่ฮาร์ดแวร์เลนส์ตัวที่ 2 แทน (มีค่ารูรับแสงกว้างขึ้นจาก f/2.8 เป็น f/2.4)มีโหมด Portrait มาให้ใช้งานเหมือนกันหมด พร้อมทั้งเอฟเฟกต์แสงในแบบต่างๆถึง 5 แบบเช่นกัน

แต่จุดที่แตกต่างจริงๆคือกล้องหน้า เพราะรุ่นนี้มีกล้อง TrueDepth อย่างที่บอก จึงมีลูกเล่น Portrait Mode เช่นเดียวกับกล้องหลังมาด้วย ทีนี้เราก็สามารถถ่ายหน้าชัด-หลังเบลอได้เนียนจากกล้องหน้าแล้ว มี Portrait Lighting เอฟเฟกต์แสงเหมือนกันเป๊ะ แต่ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่ามีการใช้ซอฟต์แวร์ช่วยระดับนึงอาจจะมีความเบลอที่ไม่เนียนบ้าง

ปกป้องหน้าจอสวยๆของเราด้วยกระจกกันรอยจากโฟกัส

ปิดท้ายสำหรับเพื่อนๆที่เพิ่งจัด iPhone X มาหรือกำลังมีแผนจะซื้อในเร็ววันนี้ แน่นอนว่าสมาร์ทโฟนราคาเกือบครึ่งแสนแบบนี้หน้าจอสวยขนาดนี้ถ้าเกิดมีรอยหรือพลาดทำตกแตกขึ้นมาจะเสียความรู้สึกซะเปล่าๆ ควรจะหาอะไรมาป้องกัน iPhone X กันสักหน่อย ซึ่งตอนนี้ทางโฟกัสก็มีกระจกกันรอย Super Glass ออกมาพร้อมให้เราได้ป้องกันมือถือเครื่องโปรดของเราแล้ว ซึ่งเจ้ากระจกกันรอยตัวนี้นอกจากจะป้องกันหน้าจอเราได้อย่างสมบูรณ์แล้วยังเป็นแบบ 3D คลุมไปทั้งหน้าจอไม่ให้เสียอารมณ์เวลาสัมผัสอีกด้วยนะ :D

สรุปหลังที่ลองจับ !

เท่าที่ลองจับมาคร่าวๆ ต้องบอกเลยว่า iPhone X นั้นทำให้เราว้าวมาก (ถึงแม้จะเห็นมาจากรีวิวต่างประเทศมากมายแล้วก็เถอะ) ครั้งแรกที่สัมผัสก็รู้เลยว่าเป็นมือถือที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ทั้งรูปลักษณ์ที่ต้องบอกว่าสวยหรูสมคำล่ำลือจริงๆ การใช้งานรูปแบบใหม่ที่ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบนะ มันดูใหม่และแปลกดี ส่วนความสามารถใหม่ๆอย่าง Animoji ก็ดูเพิ่มลูกเล่นให้ใช้งานได้สนุกอย่างมากทีเดียว FaceID ระบบปลดล็อคใหม่ตรงนี้ทำได้ดี (แต่ยังแอบชอบ TouchID มากกว่า) เรื่องกล้องตรงนี้ก็ทำได้ดีตามสไตล์ iPhone ครับถ่ายง่ายและคุณภาพยอดเยี่ยมแถมโหมด Portait Lighting ก็ยังทำได้ดีถ่ายได้สนุกทั้งกล้องหน้าและหลังด้วย ปิดท้ายในเรื่องของราคาและความคุ้มค่า ตรงนี้คงตอบยากเพราะความคุ้มค่าแต่ละคนก็ไม่เท่ากันล่ะเนาะ ถ้าเพื่อนๆมีงบไม่อั้นและเป็นสาวก iPhone อยู่แล้ว iPhone X รุ่นนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน ด้วยความสามารถใหม่ๆที่เพิ่มเข้ามา หน้าตาที่ต่างออกไปจริงๆแบบที่สาวกรอคอย แต่ถ้าเราอยากได้ iPhone ที่สเปคใหม่สดจริงๆความสามารถมาครบแต่งบไปไม่ถึงระดับ 40,000 บาทก็ยังมี iPhone 8 และ 8 Plus ที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ หรือสุดท้ายสาวก Android ที่อยากเปลี่ยนมาใช้ iPhone X รุ่นนี้ ก็แนะนำว่าไปลองตัวจริงกันก่อนเพราะการใช้งานบางอย่างค่อนข้างต่างกันพอควรเนาะ :D

ราคา iPhone X [64GB] = 40,500 บาท

ราคา iPhone X [256GB] = 46,500 บาท

**ราคาอ้างอิงจาก Apple Online Store**

 

พรีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite