Preview : แกะกล่อง Macbook Air 2018 โน้ตบุ๊คเน้น บาง เบา แบตอึดและสีทองใหม่

น้าป๋วย | 10 ม.ค. 2562 11:53:50 (อัพเดต 12 ม.ค. 2562 14:32:27)

11292

VIEWS น้าป๋วย

Preview : แกะกล่อง Macbook Air 2018 โน้ตบุ๊คเน้น บาง เบา แบตอึดและสีทองใหม่

จากการเปิดตัวของ Macbook Air 2018 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หลายคนก็คงจะพอรู้เกี่ยวกับสเปคและรูปร่างหน้าตาของ Macbook Air รุ่นใหม่นี้กันไปบ้างแล้ว แต่วันนี้ขอนำเอาตัวจริงมาแกะกล่องลองใช้งาน ดูว่าเจ้าโน้ตบุ๊คตัวนี้มีจุดเด่นอะไรและเหมาะกับการทำงานสไตล์ไหนบ้าง ไปไล่เรียงกันดูเลยดีกว่า

เริ่มจากแกะกล่องออกมาดูกันเลย ตัวที่ได้มานี้เป็นสีทองซึ่งเป็นสีใหม่ล่าสุดของ Macbook Air ถามว่าสีไหนสวยสุด อันนี้แล้วแต่เลยว่าคุณชอบสีไหน แต่ถ้าจะเลือกสีที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ก็ต้องสีทองอยู่แล้ว โดยสีของบอดี้เครื่องจะไม่เหลืองทอง แต่จะออกโทนสีสไตล์ทองชมพูของ Apple เค้าล่ะ ใครที่ใช้ iPhone สีทองอยู่น่าจะเข้ากันเป็นอย่างดี

ภายในกล่องข้างในมีอะไรบ้าง เมื่อหยิบตัวเครื่องออกมาก็จะเห็นอแดปเตอร์ สายชาร์จและคู่มืออยู่ในกล่อง โดยทาง Apple ให้ทั้งหมดมาแค่นี้ไม่มีอะไรเพิ่มเติม ของแถมก็ไม่มี ไม่เหมือนกับการซื้อโน้ตบุ๊คอื่นๆที่มักจะแถมเมาส์ หรือแถมอุปกรณ์เสริมอื่นๆของทางแบรนด์มาให้ (แม้แต่พวกอุปกรณ์ทำความสะอาดถูกๆ ร้านก็ไม่มีแถมให้)

แกะออกมาทั้งหมดมีอยู่แค่นี้ โดยทาง Apple เป็นที่รู้กันอยู่ว่ารับประกันตัวเครื่อง 1 ปี และสามารถซื้อประกันเพิ่มเติมได้อีก 2 ปี รวมเป็น 3 ปีเต็ม ในราคา 8,500 บาท กับทาง Apple Care ใครที่ซื้อเครื่องมาแล้วลองพิจารณาดูได้ ส่วนเงื่อนไขการรับประกันก็คือความผิดปกติจากการทำงานทั่วไป ไม่รวมพวกตกกระแทก จอแตก น้ำเข้า หรือรอยขีดข่วน

จุดเด่นของ Macbook Air 2018 ก็คือการเปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB Type-C ในการชาร์จ โดยพอร์ตนี้จะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆได้ง่ายดาย สามารถใช้งานเป็นพอร์ต Thunderbolt 3 ได้ในตัว ซึ่งหมายความว่าจะสามารถถ่ายโอนข้อมูล ชาร์จไฟ หรือส่งสัญญาณภาพได้เลยผ่านหัวต่อแบบ USB-C นี่แหละ

สำหรับพอร์ตที่ให้มามี 2 พอร์ตอยู่ทางด้านซ้ายของตัวเครื่อง สามารถชาร์จไฟได้ทั้งสองพอร์ต พอร์ตไหนก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ใช้งาน Macbook หลายๆคนน่าจะพอทราบว่าต้องหาอแดปเตอร์พ่วงต่อมาใช้ด้วย เพราะอุปกรณ์เสริมต่างๆนั้นไม่ได้มีแต่พอร์ต USB-C อย่างเดียว จุดนี้เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งต่างจากรุ่นที่ผ่านมาที่ยังมี USB Type A 3.0 ให้ใช้งาน และไม่มีช่องเสียบ SD Card มาให้ด้วยเช่นกัน

ส่วนทางฝั่งขวาตัวเครื่องมีเพียงช่องเสียบสายหูฟังแค่นั้น นับว่าเป็นโน้ตบุ๊คสไตล์ Mnimal อย่างแท้จริง จะชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆให้เน้นการทำงานแบบไร้สายจะดีกว่าหรือไม่ก็ต้องยอมเสียเงินซื้ออแดปเตอร์มาใช้นั่นแหละ

ทีนี้มาดูเรื่องตัวเครื่องกันบ้าง สำหรับ Macbook Air 2018 รุ่นใหม่ บอดี้เป็นอะลูมิเนียมผสมที่ทาง Apple ระบุว่าผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ลดโลกร้อนไปอีก ถามว่าสวยงามไหมก็ต้องบอกว่าสวยอยู่แล้ว เพราะดูไม่เป็นพลาสติกเหมือนโน้ตบุ๊คทั่วไป ดูหรูหราไฮโซ มาพร้อมกับหน้าจอความละเอียด 2560 x 1600 พิกเซล ซึ่งอัพเกรดจากรุ่นเดิมที่มีความละเอียดแค่ 1440 x 900 พิกเซล

ส่วนระบบประมวลผลเป็น Intel Core i5 แบบ Dual-core ความเร็ว 1.6GHz เลือกหน่วยความจำได้ว่าจะเอารุ่น 8GB หรือ 16GB และมาพร้อม SSD ความจุ 128GB, 256GB, 512GB หรือ 1.5TB ให้เลือกตามความต้องการและเงินในกระเป๋า มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ macOS Mojave

ที่เพิ่มเข้ามาอีกอย่างก็คือ Touch ID เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อคการเข้าถึงต่างๆโดยไม่ต้องพิมพ์รหัสผ่านให้เสียเวลา ซึ่งถือว่าสะดวกดีเหมือนกัน เช่น เวลาลงแอพพลิเคชั่น หรือต้องการเข้าถึงเครื่องหลังจากเปิดโหมด Sleep โดยสามารถจดจำลายนิ้วมืได้สูงสุด 3 ลายนิ้วมือ

ส่วนแผงคีย์บอร์ดก็เหมือนเดิมเป็นแบบ Bacllit Keybord มีไฟส่องสว่างใต้แผง แต่ที่ไม่เหมือนเดิมนั้นทาง Apple บอกว่ามีการออกแบบกลไกการทำงานใหม่ที่ช่วยให้มีความมั่นคงและแม่นยำขึ้น ส่วนภาษาไทยมีแน่นอนไม่ต้องห่วงถ้าซื้อเครื่องในไทย ส่วนการใช้งานจริงก็ไม่ต่างจากรุ่นก่อนเท่าไรนัก (และดูเหมือนว่าคีย์บอร์ดรุ่นใหม่จะกันฝุ่นได้ดีกว่าด้วย)

และ Track Pad ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น อันนี้คือดีงามเพราะแม่นยำ ใช้งานแทนเมาส์ได้เป็นอย่างดี ใครที่เคยใช้งานน่าจะพอรู้ว่าเจ้า Track Pad ของ Apple นี่ดีงามจริงๆ จะใช้ซูมด้วยการหนีบนิ้วก็ได้ หรือจะใช้สลับหน้าจอก็ทำง่ายๆด้วยการปัดนิ้ว

ส่วนเรื่องความบางของตัวเครื่องเทียบกับขนาดขอวแบตเตอรี่ AAA จะเห็นได้ว่ามีขนาดบางมากจริงๆ ดังนั้นเรื่องของการพกพาจึงสะดวกสบาย แลด้วยน้ำหนักเครื่อง 1.25 กิโลกรัมทำให้ Macbook Air รุ่นใหม่นี้เป็นหนึ่งในโน้ตบุ๊คในตลาดที่มีน้ำหนักเบาและน่าใช้ตัวหนึ่ง

ทีนี้มาดูเรื่องประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง สำหรับ Macbook Air 2018  ได้คะแนน Benchmark ตามที่เห็น โดยคะแนน Multi-Core อยู่ที่ราวๆเจ็ดพันกว่า จากการที่ใช้ Intel Core i5 Gen 8 รหัส Y ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องของการประหยัดพลังงาน มากกว่าความเร็วแรง ดังนั้นแนะนำว่า เหมาะกับการใช้งานทั่วไป เช่น พิมพ์งาน สร้างเอกสารหรือแต่งรูปนิดๆหน่อยๆก็พอไหว เพราะจากการใช้งานจริงอย่างเช่นโปรแกรม Adobe Photoshop กับไฟล์ Raw ความละเอียด 42 ล้านพิกเซลก็ยังทำงานได้ลื่นๆอยู่ แม้จะมี Ram 8GB (แต่ไม่แนะนำให้เปิดไฟล์พร้อมกันหลายสิบรูป)

กับคำถามที่ว่าถ้าเทียบกับ Macbook Pro รุ่นต่ำสุดที่แพงกว่าอยู่ 5,000 บาท จะซื้อตัวไหนดีกว่า ก็ต้องบอกว่า Macbook Pro นั้นแรงกว่าอยู่หน่อยนึง และมีจุดที่ดีกว่าเรื่องของความสว่างหน้าจอ รวมถึงการแสดงสีสันที่ Macbook Pro ก็ยังดีกว่า แต่จุดที่ Macbook Air รุ่นใหม่เหนือกว่าก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ที่อยู่ได้นานกว่า ซึ่งจากการใช้งานจริงแบบทั่วไป สามารถอยู่ได้ 7-8 ชั่วโมง (ตัว Macbook Pro ใช้งานทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 ชั่วโมง) กับเรื่อง Touch ID ที่สะดวกสบายกับการใช้งาน แต่หากเทียบกับเครื่องโน้ตบุ๊ค Windows แล้วถือว่าราคาค่อนข้างแพงกว่ามาก

ส่วนถ้าเทียบกับ Macbook Air ตัวเก่าแล้ว จะซื้อตัวไหนดี อันนี้ก็ต้องดูงบประมาณก่อน แต่ถ้าเรื่องงบไม่ใช้ปัญหาแล้ว Macbook Air ตัวใหม่ ก็ยังคงมีจุดเด่นที่เหนือกว่าหลายอย่าง ทั้งเรื่องความเร็ว ความบาง น้ำหนัก จอภาพที่ดีกว่า จะมีข้อเสียบ้างตรงที่ไม่มีช่อวเสียบการ์ SDXC ให้ ต้องใช้อแดปเตอร์เป็นหลัก

สรุป

Macbook Air 2018 รุ่นใหม่นี้มีความน่าใช้ในตัวของมันเองอยู่แล้ว และแน่นอนว่าความโดดเด่นเรื่องความบางเบานั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ Macbook Air รุ่นนี้มีความน่าใช้ แต่เรื่องประสิทธิภาพแล้วอาจจะไม่ใช่ที่สุด เพราะ Macbook Pro ยังคงมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า (แต่ก็ต้องจ่ายแพงขึ้น) สำหรับ Macbook Air รุ่นใหม่นี้น่าจะตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการโน้ตบุ๊คที่ไว้ใจได้สำหรับการทำงานทั่วไป เช่น การพิมพ์งาน ​, Presentation หรือดูหนังฟังเพลง และต้องการความสะดวกในการพกพา รวมถึงแบตเตอรี่ที่จัดการพลังงานได้ดี ใช้ได้ทั้งวัน