Article : เปรียบเทียบกล้องถ่ายภาพ Huawei Mate 20 Pro ปะทะ OPPO R17 Pro ณ จุดนี้ใครคือเจ้าแห่ง Night Mode มาดูกัน !?

เฮียแม็พ | 25 พ.ย. 2561 01:44:15

8687

VIEWS เฮียแม็พ

Article : เปรียบเทียบกล้องถ่ายภาพ Huawei Mate 20 Pro ปะทะ OPPO R17 Pro
ณ จุดนี้ใครคือเจ้าแห่ง Night Mode มาดูกัน !?

สมัยนี้เชื่อเลยว่าเรื่องกล้องบนสมาร์ทโฟนนั้นเป็นส่วนสำคัญมากๆจนกลายเป็นจุดที่หลายคนเลือกซื้อมือถือสักเครื่องเลยก็ว่าได้ และในยุคนี้แบรนด์สมาร์ทโฟนต่างๆก็ชูจุดเด่นในเรื่องของ AI และการใช้งานในที่แสงน้อยกันอย่างมาก วันนี้เราก็มีมือถือ 2 รุ่นที่กำลังมาแรงสุดๆในเรื่องกล้องในตอนนี้ กับ Mate 20 Pro เรือธงรุ่นล่าสุดของ Huawei ที่ขึ้นชื่อเรื่องของกล้องอย่างมาก และ OPPO R17 Pro อีกรุ่นใหม่ที่เน้นความสามารถเริ่องกล้องมาแบบสุดๆไม่แพ้กัน เมื่อมีความสามารถที่ใกล้เคียงกันแบบนี้ออกมา หลายคนคงอดไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่าแล้วรุ่นไหนจะทำได้ดีกว่ากัน สูสีกันแค่ไหนถ้ามาประชันกันแบบนี้ เอาเป็นว่าวันนี้เรามีภาพถ่ายตัวอย่างของทั้ง 2 รุ่นนี้มาเทียบให้เห็นกันชัดๆเลยดีกว่าเนาะ มาเริ่มศึกประชันภาพถ่ายกันเลยครับ !!

เช็คสเปคกล้องกันก่อนเลยเถอะ !

ก่อนอื่นก็มีดูตัวสเปคกล้องหลักและความสามารถของ Night Mode ของแต่ละรุ่นกันเลยดีกว่าครับ

Huawei Mate 20 Pro

  • กล้องหลัง 3 ตัว 40 + 20 + 8 ล้านพิกเซล, f/1.8 + f/2.0 + f/2.4,
  • PDAF, Laser Auto Focus, OIS, ช่วงเลนส์ 16 - 80 มม.
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล f/2.0

OPPO R17 Pro

  • กล้องหลัง 3 ตัว 12 + 20 ล้านพิกเซล + กล้อง TOF, f/1.5,f/2.4 + f/2.6, Dual-Pixel PDAF, OIS, ช่วงเลนส์ 26 มม.
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล f/2.0

จะเห็นว่าในเรื่องของสเปคกล้องทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัวเท่ากัน แต่การใช้งานแตกต่างกันไปชัดเจน โดย Mate 20 Pro นั้นจะแบ่งเป็นเลนส์ 3 ระยะไปเลยคือ Ultra-Wide (20 ล้านพิกเซล), Normal (40 ล้านพิกเซล), Tele 3X (8 ล้านพิกเซล) ส่วนของ R17 Pro นั้นจะมีกล้องหลักเป็นตัวทำงานจริงๆคือตัว 12 ล้านพิกเซลที่มีค่ารูรับแสง 2 แบบปรับสลับได้ f/1.5 กับ f/2.4 ส่วนตัวความละเอียด 20 ล้านพิกเซลใช้สำหรับวัดระยะความลึกของภาพ ส่วน TOF เน้นไปที่การทำงานแบบ 3D เป็นหลักครับ ซึ่งในบทความนี้จะไม่มีการเทียบเรื่อง 3D อะไรทั้งสิ้น(เพราะยังไม่มีให้ใช้ตอนนี้ :P)

ในการทดสอบนี้ก็ยังคงเหมือนที่เราเคยทำมาคือเน้นการถ่ายแบบ Point and Shoot หรือหยิบขึ้นมากดถ่ายเลยแค่เล็งมุมกล้องให้ใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่านั้น ไม่มีการปรับแต่งเพิ่มเติมแต่อยากใด (ของ OPPO R17 Pro มีการใส่ลายน้ำเพิ่มเข้าไปเท่านั้น) และหัวข้อที่จะมาเปรียบเทียบก็จะมีหลักๆ 4 อย่างดังนี้

  • Auto กลางวัน
  • Auto แสงน้อย
  • ภาพกลางคืนด้วย Night Mode
  • ภาพ Portrait

เรามาดูกันดีกว่าว่าเมื่อเทียบกันช็อตต่อช็อตแบบนี้ผลจะออกมาเป็นอย่างไร

Auto ตอนกลางวันพร้อม AI เป็นไงล่ะ !?

จุดแรกที่มาเทียบกันก่อนเลยก็คือโหมด Auto ในสภาพแสงปกตินี่แหละ ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมตัว AI ที่ช่วยในการตรวจจัดภาพพร้อมปรับซีนให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆทั้งคู่ โดยของ Mate 20 Pro จะสามารถแยกแยะหมวดหมู่ได้กว่า 25 หมวดหมู่ 1500 ซีน Huawei ใช้ชื่อเรียกว่า Master AI ส่วนของ R17 Pro จะแยกแยะหมวดหมู่ได้ที่ 23 หมวด 800 ซีนใช้ชื่อเรียกว่า AI Scene Recognition ครับ ซึ่งผลลัพธ์ในการถ่าย Auto ในแสงปกติด้วย AI หยิบขึ้นมาถ่ายเลยก็คือ

Huawei Mate 20 Pro

ในเรื่องความคมชัด Mate 20 Pro ทำออกมาได้ดีมากทีเดียว คงมาตรฐานของกล้องของ Huawei ที่จะมีการเร่งคอนทราสต์และความคมชัดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด สีสันต่างๆเก็บได้ค่อนข้างดี ด้วยระบบ Master AI ที่แยกแยะซีนได้เยอะและรวดเร็วแม่นยำคอยปรับพวกสีสัน แสงของภาพให้บาลานซ์มากกว่า Auto แบบทั่วๆไป

OPPO R17 Pro

ในส่วนของ R17 Pro ก็ทำได้ดีไม่แพ้กันครับ ในสภาพแสงมากๆแบบนี้ก็เก็บรายละเอียดต่างๆได้ดีเพราะตัวกล้องมีการปรับไปใช้ค่ารูรับแสงแคบ f/2.4 ทำให้ไม่จ้าจนเกินไปและเก็บรายละเอียดได้ดี แถมมีระบบ RAW HDR ที่ช่วยให้ภาพถ่ายย้อนแสงนั้นแสงที่ได้ออกมาใกล้เคียงกัน ไม่มีจุดที่มืดหรือจ้าจนเกินไปครับ แต่ในเรื่องของ AI Scene Recognition อาจจะยังทำได้ไม่ดีนัก ทั้งความรวดเร็วในการแยกแยะหรือซีนที่มีแนะนำน่ะครับ

ความคิดเห็นจากเรา

สรุปให้ง่ายๆละกัน ในโหมด Auto ในสภาพแสงปกติ ตอนกลางวัน รวมถึงย้อนแสง ส่วนตัวชอบทั้ง 2 รุ่นเพราะทำออกมาได้ดีกันคนละแบบครับ ทาง R17 Pro จะดูสมจริงแต่ไม่ได้สวยเว่อแต่ไปปรับต่อได้ไม่ยากนัก ส่วน Mate 20 Pro จะเป็นการปรับภาพมาให้สวยพร้อมใช้งานได้เลยจุดที่ทาง Mate 20 Pro ทำได้ดีกว่าคงเป็นเรื่องของความคมชัดและการเกลี่ยแสงให้เท่าๆกัน อย่างในภาพย้อนแสงต่างๆ Mate 20 Pro บาลานซ์แสงได้ดีกว่า แยกแยะซีนได้มากและเร็วกว่าของ R17 Pro พอสมควร ทำให้โดยรวมคนที่ชอบภาพที่ครบมาเลยแบบไม่ต้องแต่งตรงนี้ Mate 20 Pro เหนือกว่าครับ

Auto ในที่แสงน้อยกันบ้าง !!

มาถึงในตอนกลางคืนแบบนี้เราก็ลองใช้งานในส่วนของโหมด Auto ทั่วไปในการกดถ่ายก่อนเลย แน่นอนว่าเรายังคงใช้การ Point and Shoot หยิบขึ้นมาแล้วกดถ่ายเลย ซึ่งจะไม่มีการสลับไปที่ Night Mode นะครับ เพราะเดี๋ยวเทียบกันอีกในหัวข้อถัดไปแทน เอาล่ะมาดูผลลัพธ์กันครับ !

Huawei Mate 20 Pro

Master AI ยังคงทำงานได้ดีในสภาพแสงน้อยแบบนี้ด้วยเช่นกัน ในส่วนของรายละเอียดทำได้ดี ตัวค่า f/1.8 ของเลนส์กล้องหลักก็ดึงรายละเอียดในที่แสงน้อยได้ดี ด้วยการจัดการของ AI ก็ดึงรายละเอียดและช่วยเร่งแสงในจุดที่มืดไปขึ้นมาได้อย่างลงตัวครับ

OPPO R17 Pro

ส่วนบน R17 Pro ก็เก็บภาพในที่แสงน้อยได้ดีมากเช่นกันด้วยค่ารูรับแสงที่กว้าง f/1.5 ถ่ายในที่แสงน้อยก็ได้ภาพที่สว่างใช้ได้เลย ภาพจะออกมานวลๆ พร้อมกันนี้ยังมี OIS แบบ 3 แกนที่ช่วยในเรื่องการกันสั่นเวลาถ่ายภาพปกติได้เป็นอย่างดี ถือนิ่งๆกดแชะ ภาพสวยไปเลยล่ะ

ความคิดเห็นจากเรา

แสงน้อยแบบ Auto ทั้ง 2 รุ่นก็ดีสมมาตรฐานรุ่นใหญ่ครับ เก็บภาพในที่แสงน้อยๆได้สวยดี แต่โทนของภาพต้องยอมรับเลยว่าต่างกันชัดเจน บน Mate 20 Pro เราจะเห็นถึงความคมเข้มและคอนทราสต์ที่จัดกว่า ส่วนของ R17 Pro จะออกฟุ้งๆ ตรงนี้ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะค่ารูรับแสงนั้นต่างกันอยู่พอสมควร ซึ่งส่วนตัวยังแอบชอบความคมเข้มกว่าของ Mate 20 Pro อยู่นิดหน่อย เพราะกลางคืนบางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องได้ภาพที่สว่างจนฟุ้งเกินไปสักเท่าไหร่ แต่จุดที่ทาง R17 Pro ทำได้ดีก็คือการโฟกัสที่ทำได้รวดเร็วแม้ในที่แสงน้อย รวมไปถึงการกันสั่นเพราะมี OIS นี่แหละครับ

Night Mode เลยละกัน

มาเข้าสู่เรื่องไฮไลท์กันเลยกับ Night Mode หรือโหมดกลางคืนที่ทั้ง 2 มีมาให้ใช้เหมือนกันทั้งคู่ ในทฤษฎีที่คล้ายกันด้วย โดยทั้ง 2 รุ่นจะใช้การถ่ายรวมภาพหลายๆภาพในเวลาราวๆ 2 - 4 วินาทีและนำมาประมวลผลเป็นภาพที่คมชัดยิ่งขึ้น และนี่คือผลลัพธ์ที่ได้จาก Night Mode ของทั้ง 2 รุ่นครับ

Huawei Mate 20 Pro

Night Mode ของ Mate 20 Pro นั้นก็ขึ้นชื่อในเรื่องความสามารถอยู่แล้วว่าสามารถเก็บสภาพแสงได้ดี ด้วยการใช้การถ่ายภาพเยอะๆในหลายๆสภาพแสงมารวมกัน ด้วย AI ไม่ใช่การลากชัตเตอร์จริงๆจึงทำให้เราสามารถถือตัวเครื่องไว้นิ่งๆได้นานราวๆ 4 - 6 วินาทีกันเลย ผลลัพธ์ที่ได้ก็อย่างที่เห็นครับ โทนสีจะออกเย็นหน่อย การรวมภาพเยอะๆทำให้ได้รายละเอียดและความคมชัดในส่วนของแสงที่ดี

OPPO R17 Pro

สำหรับ R17 Pro จะใช้ชื่อเรียกว่า Ultra Night Mode ซึ่งหลักการทำงานจะคล้ายกันคือใช้การรวมภาพหลายๆภาพเข้าด้วยกันในเวลา 1 วินาทีรวมประมวลผลอีกเป็น 3 - 4 วินาที เหตุผลที่ใช้การเก็บภาพแค่ 1 - 2 วินาทีเพราะตัวค่ารูรับแสงกว้างถึง f/1.5 นี่แหละครับ ซึ่งผลลัพธ์ก็สวยงามตามท้องเรื่องครับ โทนสีจะออกเป็นโทนร้อน ได้รายละเอียดที่คมชัดมากๆ แต่ก็เช่นเดียวกันครับในบางจังหวะถ้ามือไม่นิ่งตอนที่เก็บภาพ ภาพที่ออกมาจเป็นเหมือนภาพซ้อนเล็กๆเวลาซูมดูจะเห็นถึงความสั่นเล็กๆอยู่

ความคิดเห็นจากเรา

ไฮไลท์สำคัญคงมาตกที่โหมดนี้นี่แหละเนอะ เพราะเป็นตัวชูโรงให้กับสมาร์ทโฟนยุคนี้กันแล้วสำหรับโหมดการถ่ายภาพกลางคืนแบบนี้ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนั้นทำได้ดีอีกเช่นกัน แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่ อย่างแรกถ้าเห็นจากภาพตัวอย่างแล้วปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือโทนสี ทั้ง 2 รุ่นทำออกมาได้แตกต่างกันชัดเจน Mate 20 Pro ไปโทนเย็นและคอนทราสต์จัด ส่วน R17 Pro จะเป็นโทนร้อนและสีสันค่อนข้างสด ส่วนตัวชอบความสีสันในเวลากลางคืนของ R17 Pro มากกว่า สร้างเสน่ห์ของกลางคืนที่สว่างไสวและพร้อมใช้เลยไม่ต้องไปแต่งเพิ่ม ส่วนของ Mate 20 Pro จะแอบมีสีซืดๆบ้างในบางภาพ แต่ก็ได้เปรียบในเรื่องความนิ่งเวลาลากสปีดนานๆกว่าครับตรงจุดนี้

Portrait ถ่ายคนกันดูเลย

ในส่วนของโหมด Portrait ทั้ง 2 รุ่นก็มีมาให้ใช้งานเหมือนกัน ใช้ตัวเลนส์หลักเป็นการเก็บภาพและมีเลนส์ตัวอื่นในการจับระยะให้ โดยช่วงของ R17 Pro จะมีการซูมเข้าไปอีกหน่อย (1.4X) เมื่อเปิดมาที่โหมด Portrait เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงกันตัว Mate 20 Pro ผมเลยเลือกซูมเข้าไปอีกหน่อยที่ 1.4X เท่ากัน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เท่าเทียมเพราะทั้งคู่เป็นการใช้ Digital Zoom ไม่ใช่ Optical Zoom ทั้งคู่ครับ

Huawei Mate 20 Pro

ในเรื่องการถ่าย Portrait ของ Mate 20 Pro เรียกว่าทำได้ดีครับ ด้วยการจับระยะที่ค่อนข้างแม่นยำละลายฉากหลังได้ตรงจุด ส่วนตัวแบบก็ชัดเด่นขึ้นมาเป็นอย่างดี ใบหน้าต่างๆมีการเพิ่มความเนียนเข้าไปให้เล็กน้อยเพื่อให้ดูเหมาะกับภาพบุคคลมากขึ้น คุณภาพโดยรวมโอเคเลยด้วยการใช้เลนส์ตัวหลัก (f/1.8)ในการเก็บภาพและทีเด็ดก็คือมีตัวเลือกเอฟเฟกต์ของ Bokeh ได้อีก 4 แบบนอกจากดวงไฟวงๆแล้วยังเพิ่มแบบหัวใจหรือสี่เหลี่ยมเข้าไปได้ด้วย

OPPO R17 Pro

ในส่วนของ Portrait บน R17 Pro ก็ทำได้ดีไม่แพ้กันครับ ด้วยช่วงซูมที่เข้าไปหน่อยตั้งแต่เปิดกล้องมาทำให้ระยะนั้นได้กำลังดีเลย การตัดขอบฉากหลังต่างๆทำได้ดีมาก ด้วยเลนส์ตัววัดระยะที่มีความละเอียดถึง 20 ล้านพิกเซล บวกกับ TOF ที่ใช้จับใบหน้าได้อย่างแม่นยำแม้ในที่แสงน้อย อีกทั้งเมื่อเปิดมาที่โหมด Portrait ตัวกล้องจะสลับมาเป็นค่า f/1.5 ให้อัตโนมัติจะแสงเยอะหรือแสงน้อยก็ได้ความเบลอของฉากหลังและความสว่างเต็มที่แน่นอนครับ

ความคิดเห็นจากเรา

ในโหมด Portrait นี่ปฏิเสธได้ยากเลยว่าบน R17 Pro นั้นทำออกมาได้ดีกว่าเพราะด้วยตัวฮาร์ดแวร์กล้องค่ารูรับแสง f/1.5 ที่กว้างกว่าแบบเห็นได้ชัด ทำให้การถ่ายในที่แสงน้อยนั้นเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีกว่าและโทนของภาพจะสว่างกว่า แต่บน Mate 20 Pro ก็ถ่ายได้สนุกกว่าตรงที่มีเอฟเฟกต์ของ Bokeh ให้เลือกเล่น ตัดขอบหรือการทำหลังเบลอได้เนียนตากว่าของ R17 Pro ครับ

สรุป !

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 รุ่นก็มีความแตกต่างกันที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องโทนสี อารมณ์ของภาพที่ได้ ซึ่งก็เป็นจุดดีของแต่ละรุ่น ที่ผู้บริโภคอย่างเราต้องลองเลือกดูว่าชอบตรงไหนมากกว่า ถ้าเราชอบการถ่ายภาพที่ง่ายและสีสันออกมาสวยแบบครบไปเลยไม่ต้องแต่งเยอะ ตัว Mate 20 Pro จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีกว่า เพราะ AI ทำงานได้ฉลาดและปรับสีสันได้อย่างดี แต่ถ้าอยากได้กล้องที่สว่างจริงๆในตอนกลางคืนทั้งภาพแบบ Auto หรือ Portrait ตัว R17 Pro จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีกว่าครับ ส่วน Night Mode ไฮไลท์ที่สุดของทั้ง 2 รุ่นต้องบอกว่าคุณภาพโดยรวมนั้นดีไม่แพ้กัน แต่จุดที่แตกต่างกันชัดเจนก็คือเรื่องโทนสีตรงนี้ต้องลองช่างน้ำหนักกันดูครับว่าถูกใจแบบไหนมากกว่ากัน ลองเลื่อนไปดูรายละเอียดภาพตัวอย่างกันอีกสักรอบก็ได้เนอะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นบทความนี้ก็จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจของเพื่อนๆเท่านั้น ใครชอบแบบไหนก็เลือกแบบนั้นเนอะ เลือกให้เหมาะกับการใช้งานของเรา จะได้ไม่ดราม่ากันทีหลังครับสำหรับวันนี้ เฮียแม็พ. TechXcite คงต้องลาไปก่อน ไว้พบกันใหม่บทความหน้าครับ :D

 

บทความโดย : เฮียแม็พ. TechXcite