Review : ASUS Zenfone 5 สมาร์ทโฟนทรงสวยที่จะทำให้ชีวิตประจำวันของคุณง่ายขึ้นด้วยระบบ AI !!

เฮียแม็พ | 10 มิ.ย. 2561 23:44:36

5859

VIEWS เฮียแม็พ

Review : ASUS Zenfone 5 สมาร์ทโฟนทรงสวยที่จะทำให้ชีวิตประจำวันของคุณ
ง่ายขึ้นด้วย 
AI !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนซีรีส์ล่าสุดของ ASUS อย่าง Zenfone 5 นั่นเอง รอบนี้ก็เป็นการกลับมาทำตลาดในบ้านเราได้อย่างน่าสนใจทีเดียว หลังจากที่ปีที่แล้วไม่มีรุ่นหลักมาวางจำหน่ายเนาะ คราวนี้ก็มีการปรับโฉมใหม่ให้ดูดีขึ้น รวมถึงในเรื่องของซอฟต์แวร์อื่นๆด้วย และหลังจากที่ได้ลองใช้เจ้า Zenfone 5 นี้มาราวๆ 3 สัปดาห์ก็มีเรื่องที่ชอบและไม่ชอบอยู่หลายอย่างอยู่เหมือนกัน เอาเป็นว่ามาอ่านรีวิวฉบับเต็มของรุ่นนี้กันดีกว่าว่าจะน่าสนใจสักแค่ไหน :D

แกะกล่อง !

มาดูที่ตัวกล่องกันก่อนเลย ก่อนที่จะไปที่ตัวเครื่องทรงกล่องก็ให้มาแบบมาตรฐานพอดีกับตัวเครื่องนั่นล่ะครับ แต่ด้วยความที่ตัวเครื่องที่เราได้มานั้นยังเป็นเวอร์ชั่นรีวิว อุปกรณ์ก็เลยอาจจะไม่ครบ เลยไม่แกะโชว์ให้ดูละกันเนาะ อ่าว ! ได้เหรออ 555

เอาเป็นว่าของในกล่องหลักๆที่สอบถามมาก็จะมีตัวเครื่อง Zenfone 5, หูฟัง, สาย USB Type-C, อแดปเตอร์ (รองรับ QC3.0), เข็มจิ้มซิม, คู่มือและเคสแถมมาให้ด้วยครับ อันนี้คร่าวๆเนอะ พอดีไม่ได้ติดมาในกล่องด้วยเลยอย่าคิดว่าไม่มี :P

ยลโฉมตัวเครื่องเลยเถอะ !

มาดูตัวเครื่องกันเลยดีกว่า หน้าตาของ Zenfone 5 ก็อย่างที่เราเห็นเลยครับ มาในเทรนด์มือถือ 2018 มากๆกับดีไซน์แบบหน้าจอเต็มพร้อมติ่งหน้าจอ (Notch) เด่นๆ ซึ่งถ้าเทียบกับต้นฉบับของแบรนด์ผลไม้แล้วก็ดูมีขนาดที่แคบกว่านิดหน่อย แต่ถ้ามองในมุมของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ด้วยกันแล้วรุ่นนี้แอบกว้างกว่าเนาะ

หน้าจอของรุ่นนี้ให้ขนาดมาที่ 6.2 นิ้ว ตามอัตราส่วนแบบใหม่เล้ยย 19:9 ชนิดหน้าจอเป็น Super IPS ความละเอียด FHD+ ครับ ในเรื่องหน้าจอต้องขอชมจริงๆว่ารุ่นนี้ทำได้ดีมาก ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พวก OLED แต่การแสดงผลนี่สวยบาดใจจริงๆ เพราะมาพร้อมมาตรฐานการแสดงสี NTSC ถึง 100% เลยนะ จอสวยมากกกก ! *0*

มาดูที่ติ่งหน้าจอกันชัดๆอีกที จะเห็นว่ามีการแบ่งตำแหน่งไว้ชัดเจนดีคือวางเซ็นเซอร์วัดแสงจัดระยะไว้ที่ด้านซ้าย, ตรงกลางเป็นลำโพงสนทนา และด้านขวาเป็นกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซลครับ

อ๊ะ...ลืมไปมีไฟ LED แจ้งเตือนมาด้วยนะ แต่ว่าซ่อนอยู่ในลำโพงสนทนาเลยถือว่าทำได้เนียนตาดี ถ้าไม่มีแจ้งเตือนเข้ามาก็ไม่เห็นจุดดำๆมากวนสายตาเลย

ส่วนด้านล่างหน้าจอยังเหลือขอบไว้อยู่นิดหน่อย (น้อยมากแล้วจริง)ตรงข้างล่างนี้ก็ไม่มีปุ่มกดอะไรละ เพราะย้ายไปไว้บนหน้าจอทั้งหมดครับ

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังตัวเครื่องรุ่นนี้ใช้วัสดุเป็นกระจก 2.5D ทั้งหน้าหลังเลย ให้ความรู้สึกถึงความมันวาวและพรีเมี่ยมดี มี Signature ของ ASUS ที่เน้นการสะท้อนจากจุดกลางเป็นแฉกออกมาสวยมากๆ แต่ในเรื่องรอยนิ้วมือที่จะมาเวลาสัมผัสก็เตรียมรับมือกันให้ดีเพราะมาแน่ๆล่ะ

ส่วนดีไซน์การวางตำแหน่งก็คุ้นเคยครับ วางตำแหน่งกล้องคู่ไว้ที่มุมซ้ายบนเป็นแนวตั้ง ตัดแยกเอาแฟลช LED ลงมาอยู่ด้านล่าง ส่วนตรงกลางนั่นก็มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ตำแหน่งถือว่าสูงกำลังพอดีสำหรับการเอื้อมนิ้วน่ะนะ

กรอบเครื่องก็ใช้วัสดุที่เป็นโลหะผิวด้านจับถือแล้วเนียนมือดี ตัดขอบแบบ Diamond Cut ให้ดูวิบวับขึ้นไปอีก

ช่องใส่ซิมจะอยู่ที่มุมซ้ายมือนี่แหละตัวถาดซิมเป็นแบบไฮบริด เลือกเอาว่าจะใช้เป็นระบบ 2 ซิมหรือ 1 ซิม 1 เม็มครับ

ปุ่มกดอย่างเพิ่ม-ลดเสียงและ Power อยู่ที่มุมขวาของตัวเครื่องทั้งหมด แบ่งเป็นปุ่มยาวปุ่มสั้นครับ

พอร์ตการเชื่อมต่อให้มาครบอยู่ที่ด้านล่างเครื่องนี่แหละยังไม่ตัดอะไรออกไป เริ่มจากช่องหูฟัง 3.5 มม., USB Type-C, ไมโครโฟนสำหรับสนทนาและลำโพงหลักของตัวเครื่องครับ

ส่วนด้านบนและข้างๆตรงมุมจะมีไมโครโฟนตัวที่ 2 และ 3 อยู่ใช้ตัดเสียงรบกวนนั่นเองครับ

รวมๆแล้วในเรื่องของการดีไซน์ถือว่าทำตามเทรนด์ 2018 ได้ครบ ทั้งในเรื่องของติ่งบนหน้าจอบอดี้สวยๆแบบกระจกหน้าหลัง พอร์ตการเชื่อมต่อที่มีมาครบ ที่ชอบจริงๆคงเป็นเรื่องหน้าจอที่สวยคมมากๆ และเท่าที่เคยจับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่มีดีไซน์ทรงนี้มา Zenfone 5 นี่แหละที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมและคล้ายคลึงกับรุ่นต้นแบบค่ายผลไม้ที่สุดละ อันนี้ชมนะ คิดว่ามันค่อนข้างสมบูรณ์แบบเลยในเรื่องของดีไซน์น่ะ

สเปค ASUS Zenfone 5

  • รัน Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย ZenUI 5.0
  • หน้าจอ Super IPS ขนาด 6.2 นิ้วความละเอียด FHD+ อัตราส่วน 19:9
  • ซีพียู Snapdragon 636 Octa-core
  • จีพียู Adreno 512
  • แรม 4GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3300mAh
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลัง 16 + 8 ล้านพิกเซล (Normal + Wide)
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับสแกนใบหน้า
  • รองรับ 2 ซิม (ถาดซิมแบบไฮบริด)
  • วางจำหน่าย 2 สี Midnight Blue, Meteor Silver

สำหรับในเรื่องสเปคก็ให้มาในระดับกลางแต่ก็ไม่ธรรมดาครับ ได้หน่วยประมวลผลที่แรงเพียงพอต่อการใช้งานแถมประหยัดพลังงาน Snapdragon 636, แรม 4GB, รอม 64GB อีก ถือว่าค่อนข้างครบเลยในระดับ Mid-Range แบบนี้ครับ

ระบบปฏิบัติการใหม่หน้าตาสวยเรียบขึ้นเยอะ !

มาดูตัวระบบปฏิบัติการของรุ่นนี้กันหน่อย Zenfone 5 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo ที่ครอบมาด้วย ZenUI 5.0 เวอร์ชั่นล่าสุดที่ดูสวยเรียบกว่าที่ผ่านมา บนรุ่นก่อนๆหลายคนอาจจะไม่ชอบใจในเรื่องของความเสถียรและแอป Bloatware จำนวนมากที่ติดมาให้แต่ต้นนัก

บนรุ่นนี้มีการปรับหน้าตา UI ให้สวยขึ้นและเรียบง่ายขึ้นไปอีก แอปก็ให้แบบจำเป็นทั้งนั้นไม่มีแอปซ้ำซ้อนต่อการใช้งานเท่าไหร่ เมื่อเปิดเครื่องมาแต่แรกจมีแอปมาให้แค่หน้าเดียวเท่านั้น (ที่เห็นเยอะๆนี่ก็โหลดเพิ่มมาใช้งานน่ะนะ) ส่วนการเรียกหน้า App Drawer ก็เลื่อนนิ้วขึ้นแค่นั้นครับ เรียกหน้ารวมแอปได้อย่างรวดเร็วเลย

แถบการแจ้งเตือนและพวกทางลัดต่างๆอยู่ที่ด้านบนลากลงมาได้จากทั้ง 2 มุมเลย จะถนัดมุมซ้าย มุมขวาก็ลากลงมาเป็น Notification Bar หมดเนาะ ทางลัดก็มีให้เลือกเยอะเป็น 2 หน้าเลยล่ะ

ZenMotion ระบบควบคุมด้วยท่าทางหรือพวก Gesture ก็มีมาให้ด้วยนะ แต่ค่าตั้งต้นเขาไม่ได้เปิดมาให้ เราต้องเข้าไปเลือกเพิ่มเติมที่ Settings > Advanced > ZenMotion เนาะ หลักก็มีคำสั่งอย่าง เคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, เคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อล็อคหน้าจอ, คว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียง หรือเขียนตัวหนังสือเพื่อเข้าแอป เป็นต้นครับ

ระบบปลดล็อคมีมาให้ 2 เลย !

มาดูในเรื่องของระบบปลดล็อคตัวเครื่องหรือระบบรักษาความปลอดภัยที่ให้มาบน Zenfone 5 นี้กันบ้าง อย่างที่เห็นว่าตัวเครื่องมีระบบสแกนลายนิ้วมือมาที่ด้านหลังตัวเครื่อง แน่นอนว่าก็มาพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือนั่นแหละครับ ตำแหน่งก็วางไว้ได้พอดิบพอดีสำหรับการเอื้อมนิ้ไปแตะ ความเร็วที่ใช้สแกนก็เร็วมากๆเรียกว่าแตะปุ๊บก็ติดปั๊บนั่นล่ะครับ

หรือถ้าไม่ชอบเอื้อมนิ้วไปแตะที่ด้านหลังตัวเครื่องก็ยังมีระบบสแกนใบหน้ามาให้ใช้ด้วย การทำงานก็เร็วอย่างที่ควรเป็นครับ กดปุ่ม Power แล้วสแกนใบหน้าปลดล็อคได้เลย ไม่ต้องมาปัดหน้าจอเพิ่มเติมครับ

ซอฟต์แวร์ว่าด้วยเรื่อง AI เป็นหลัก !

นอกจากฮาร์ดแวร์ภายนอกแล้ว ซอฟต์แวร์ภายในก็ยังใช้คำตามเทรนด์ 2018 ด้วยเช่นกัน เมื่อ AI เข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานของเครื่องไปหมด ทาง ASUS ยกเอาคำว่า AI มาใช้กับการทำงานในส่วนหลักๆถึง 5 รูปแบบด้วยกันประกอบด้วย

AI Display

ระบบจัดการกับหน้าจอที่ใช้ AI เข้ามาช่วย ทั้งในเรื่องของการปรับระดับของแสงสว่างให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราด้วยการเรียนรู้การปรับระดับของเราจาก AI, มีระบบ Smart Screen Onเมื่อเรามองจออยู่หน้าจอจะไม่ดับลงไป ก็ถือว่าช่วยในเรื่องการใช้งานในชีวิตประจำวันให้ลงตัวมากขึ้นเนาะ

ไหนๆก็พูดถึงเรื่องหน้าจอแล้วขอเสริมจุดที่ชอบนิดหน่อยละกันครับ คือเรื่องของการใช้งานในแอปอื่นๆนอกจากที่ติดมาบนตัวเครื่อง ตัวแอปก็จะเพิ่มขอบดำเข้ามาแทนที่ตรงมุมบนปิดให้เนียนแบบไร้ติ่งไปได้เลย การใช้งานแอปที่มักเจอปัญหาอย่าง Instagram เวลาดู Stories รุ่นนี้ก็เพิ่มแถบดำด้านบนมาจนไม่เจอปัญหาแล้วครับ เห็นรายละเอียดได้เต็มไม่โดนติ่งกลืนกิน :P

ส่วนในเรื่องการใช้งานแนวนอนอย่างการดูวิดีโอทั่วๆไปผ่าน YouTube ในค่าเริ่มต้นก็ดูแบบไม่มีส่วนเกินอะไรมาบังได้อย่างดี วิดีโอแบบ 16:9 แสดงผลได้แบบปกติ

แต่ถ้าเราถ่างซูมให้เต็มจอก็จะไปสุดเต็มจอไปเลย ตรงนี้จะไม่มีแถบดำเข้ามาปิดแบบเดียวกับการดูแอปในแนวตั้งเนาะ ตรงนี้ก็ยังโดนกินเนื้อหาบางส่วนไปอยู่บน Zenfone 5

AI Ringtone

ระบบเสียงที่ใช้กันอยู่ทั่วไปอย่างริงโทนที่เรามักเจอปัญหาเสียงดังเกินไปเวลาอยู่ในที่เงียบๆ หรือเสียงก็เบาเกินไปเวลาเราเราใช้งานในที่กลางแจ้งที่มีเสียงดังรวบกวนเยอะๆ ระบบ AI Ringtone ของ Zenfone 5 ก็จะมาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ด้วยการใช้ไมค์ 3 ตัวที่มีตรวจสอบเสียงรอบข้างก็จะดังเตือนเวลามีคนโทรเข้ามา หรือถ้าใช้งานที่ที่มีเสียงดังมากจริงๆก็มีทางเลือก Outdoor Mode ให้เปิดเน้นเสียงดังเป็นหลักไปเลยก็ได้ (แต่มิติของเสียงก็จะไม่ได้ดีแบบปกตินะ)

เข้าเรื่องเสียงมาแล้วขอพูดเรื่องของลำโพงกันต่อเลยละกัน รุ่นนี้ให้ลำโพงคู่มาด้วยนะจ๊ะ เสียงที่ออกมาก็เป็น Stereo และคุณภาพดีใช้ได้เลย ส่งตรงมาถึงผู้ใช้งานได้ในทิศทางที่เหมาะสม ใช้ฟังเพลงหรือดูวิดีโอได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งหูฟังได้อยู่

นอกจากนี้เวลาฟังผ่านหูฟังก็มีระบบ DTS Surround Sound เข้ามาช่วยเพิ่มความแน่นและมิติเสียงผ่านหูฟังอีกด้วย แถมตัวเครื่องก็มีช่องหูฟังมาให้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปต่อ Dongle ให้ยุ่งยากอีก

AI Boost

อันนี้คงถูกใจคนที่ชอบความแรงของตัวเครื่อง เพราะถึงแม้ว่าตัวชิปเซ็ตที่ให้มาจะเป็นตัวประหยัดพลังงานที่มีความแรงประมาณหนึ่ง แต่ทาง ASUS ก็ใส่ซอฟต์แวร์ AI Boost เพิ่มความแรงเข้าไปได้อีก การเปิด-ปิดก็ง่ายๆเลยครับกดที่แถบแจ้งเตือนด้านบนคำว่า AI Boost ได้เลย

บูสแล้วแรงขึ้นแค่ไหน !? การใช้งานทั่วไปก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าเร็วขึ้นเท่าไหร่ (เพราะลื่นอยู่แล้ว) เพราะฉะนั้นจะให้เห็นได้ชัดจริงๆเลยก็คงเป็นผลทดสอบประสิทธิภาพจาก AnTuTu Benchmark ละกันเนาะ ซึ่งผลที่ทดสอบแบบปกติ (ไม่บูส) จะออกมาที่ 125,203 คะแนน แต่ถ้าลองเปิด AI Boost ดูคะแนนนี่พุ่งไปเป็น 135,399 คะแนนเลยทีเดียว ขึ้นมากว่า 10,000 คะแนน สูงเกือบเทียบเท่าชิป Snapdragon 660 กันเลยล่ะครับ

บูสแรงแล้วเล่นเกมเลย ! ไหนๆก็แรงขึ้นแล้ว คะแนนก็เห็นได้ชัด ลองเล่นเกมด้วยเลยละกันว่าจะแรงสมใจไหม ซึ่งเกมที่เราเลือกมาก็เป็น PUBG กับ ROV อีกเช่นเคยล่ะครับ การแสดงผลของเกมจะแตกต่างจากของ YouTube นิดหน่อยนะครับคือตัวติ่งจะถูกถมดำทำให้แสดงผลเกมได้ที่มุมจอเท่านั้นไม่เลยเข้าไปจนสุดเนาะ ตรงนี้ถือว่าดีแต่แอบขัดใจตรงมุมซ้ายจะเป็นเหลี่ยมไปเลย แต่มุมขวาดันเป็นเว้าๆโค้งนี่สิ ไม่สมดุลเท่าไหร่นะ :P

เล่น PUBG Mobile บน Zenfone 5 ตัวเกมให้ค่าเริ่มต้นมาที่ระดับกลางทั้งหมดนะครับ สำหรับคุณภาพกราฟิกและเฟรมเรต ซึ่งเท่าที่ลองเล่นดูก็ถือว่าทำได้ลื่นไหลดี เพียงพอต่อการเล่นแล้วล่ะ ได้ลำโพงคู่มาช่วยในเรื่องของทิศทางเสียงเวลาเล่นเกมแนวนี้เสียงสำคัญ ก็ถือว่าทำได้ดีครับ

เล่น ROV บน Zenfone 5 ส่วน ROV ก็ปรับได้สูงสุดไปให้หมดเลยครับ ตัวเกมเท่าที่ลองเล่นก็ให้เฟรมเรตที่ลื่นๆดีครับ อยู่ที่60fps นิ่งๆในจังหวะทั่วไป ส่วนถ้ามีการตีกันนัวๆหน่อยก็แอบหล่นลงมาแถวๆ 55 - 59fps บ้าง ไม่ได้หล่นจนรู้สึกว่ากระตุกชัดเจนนะครับ เรียกว่าปรับแต่งมาได้ดีทีเดียว

ในส่วนของ AI Boost นี้ต้องบอกเลยว่าช่วยให้ทำงานได้ลื่นไหลขึ้นจริงในการประมวลผลหนักๆอย่างการเล่นเกมเนี่ย แต่ในการใช้งานปกติไม่ได้ถือว่าจำเป็นมากนัก และการเปิด AI Boost นี่ก็กินไฟมากขึ้นกว่าแบบปกติด้วยนะ ยังไงก็เปิดเวลาที่จะใช้หนักๆอย่างเล่นเกมเป็นพอเนาะ ไม่ต้องตลอดหรอก

AI Camera

เข้าสู่ไฮไลท์อีกหนึ่งสิ่งของทุกสมาร์ทโฟนคือเรื่องของกล้อง แน่นอนว่าคำว่า AI กับกล้องนี่ไม่ใช่ของใหม่เท่าไหร่แล้ว ซึ่ง AI ของกล้อง Zenfone 5 นี้ก็ไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนๆที่เคยทำมาเท่าไหร่ ใช้การวิเคราะห์ซีน เลือกโหมดให้เหมาะสมกับภาพนั้นๆเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด ซึ่งซีนที่สามารถแยกแยะได้ก็มีกว่า 16 ซีน อาทิ ภาพคน, ภาพอาหาร, หมา, แมว หรือดอกไม้ แค่เล็งก็ขึ้นซีนมาแล้ว ฉลาดใช้ได้ครับ

กล้องคู่โคตรแจ่มเหมาะกับการไปเที่ยวสุดๆ

ก่อนจะไปดูภาพตัวอย่างมาดูสเปคกล้องคร่าวๆกันก่อน รุ่นนี้ให้กล้องคู่หลังที่แบ่งความสามารถเป็นเอกลักษณ์ของ ASUS ชัดเจน นั่นก็คือเลนส์มุมปกติและเลนส์มุมกว้าง ซึ่งในปัจจุบันก็หาแนวๆนี้ได้น้อยแล้ว ส่วนใหญ่ไปทางซูมกันหมด ตรงนี้ทาง ASUS ให้เหตุผลว่า ตัวเลนส์มุมกว้างนี่ดูจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่าในสถานการณ์ทั่วไป เวลาไปเที่ยว หรือเวลาอยู่ในมุมที่จำกัด ซึ่งจริงมากๆครับผมชอบกว่าซูมนะเอาจริงๆ

ตัวกล้องคู่ให้มาที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 1.4µm, สำหรับเลนส์มุมปกติ (24 มม.)และ 8 ล้านพิกเซล f/2.0 1.12µm สำหรับเลนส์มุมกว้าง (Wide 12 มม.) จะเห็นว่าสเปคกล้องตัวหลักทำได้ดีกว่าชัดเจน แต่เรื่องมุมกล้องต้องบอกว่าก็แตกต่างกันชัดเจนเหมือนกันนะ

ซึ่งการสลับเลือกเลนส์มุมปกติหรือมุมกว้างก็ง่ายๆครับมีไอคอนรูปภูเขา 3 ลูกกับ 1 ลูกอยู่แถวๆปุ่มชัตเตอร์ กดสลับได้ตลอดเวลาสะดวกและง่ายดี

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ต้องบอกเลยว่ากล้องของ Zenfone 5 ในรอบนี้ทำได้ดีขึ้นมากเลย ทั้งในช่วงปกติที่คุณภาพดีมากๆ ถ่ายกลางคืนนี่ก็แจ่มเลยด้วยค่ารูรับแสงกว้าง f/1.8 ในสภาพแสงปกติก็ไม่ธรรมดา แต่ที่ชอบมากๆจริงๆคือมุมกว้างหรือเลนส์ Wide ที่ใช้งานได้จริง ผมพกติดตัวไปไต้หวันก็ใช้ถ่ายมุมกว้างๆเพลินเลย ถึงแม้ความคมจะเทียบกับตัวเลนส์หลักไม่ได้ แต่ช่วงที่กว้างมากๆเหมาะกับการเก็บบรรยากาศตอนไปเที่ยวนี่หาได้ยากจริงๆแถมคุณภาพโดยรวมก็ดีมากๆอีกด้วยนะ

ส่วนระบบ AI ก็ทำได้ดีมาก เล็งของกินเป็นของกิน เล็งคนเป็นคน เล็งดอกไม้เป็นดอกไม้ ได้ภาพที่สวยดังใจ จะย้อนแสงก็ปรับ HDR ให้แถมมีทั้งแบบกลางวันและกลางคืนอีก ได้ภาพแจ่มๆมาเพียบเลยล่ะครับ แต่สำหรับ AI นี่ต้องบอกก่อนว่าจะมีการประมวลผลเวลาถ่ายภาพเสร็จอยู่ครู่หนึ่ง จริงๆเหมือนเป็น AI Edit ซะมากกว่า เพราะหลังจากถ่ายเสร็จแล้วกดมาดูรูปจะขึ้นเหมือน Process แป๊บนึงก่อนจะได้ภาพที่สวยจริงๆ เหมือนถ่ายแบบปกติแล้วมา Auto Enhanced อีกทีซึ่งจะไม่ได้สวยตั้งแต่เล็ง แต่เชื่อเถอะออกมาแล้วสวยหมด :P

หน้าชัดหลังเบลอก็มีนะ !

ในส่วนของโหมดหน้าชัดหลังเบลอของ Zenfone 5 นั้นจะไม่ใช้ชื่อว่า Portrait เนาะ เรียกว่า Depth Effect แทนเพราะจะถ่ายอะไรก็ได้แหละ ไม่ได้เน้นคนเป็นหลัก กดที่ไอคอนด้านบนได้เลย มาระดับความเบลอของภาพให้เลือกตั้งแต่ f/22 ไปจนถึง f/0.95 เลย เอ้า ! เลือกปรับกันตามสมควรครับ :P

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Depth Effect ในเรื่องการตัดขอบต่างๆทำได้เนียนกำลังดีครับ ด้วยความที่เลนส์อีกตัวเป็นลนส์ Wide จึงไม่ซูมระยะเข้าไปเท่าไหร่ ใช้เลนส์หลักในการถ่ายนี่แหละ คุณภาพจึงได้จากฮาร์ดแวร์ f/1.8 จริงๆที่ปรับเพิ่มเอฟเฟกต์เข้าไป ถ้าถ่ายทั่วไปตัวกล้องจะแอบติดโอเว่อ (สว่างกว่าปกติ) ประมาณ 1 Stop ปรับลงมานิดจะพอดีมากๆเลยล่ะ กรทำงานแอบหน่วงเวลาไว้นิดหน่อยก่อนจะบันทึกรูป อาจจะต้องใจเย็นถือนิ่งๆไว้อีกหน่อยครับ

กล้องหน้า 8 ล้านไหวไหม ?

กล้องหลังหายห่วงไปเลย ทำได้ดีมากๆ ส่วนกล้องหน้าให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซลอาจจะดูไม่ได้สูงมากในตลาดที่กำลังแข่งตัวเลขกันอยู่ แต่ก็ถือว่าสูงพอที่จะถ่ายเซลฟี่สวยๆอวดเพื่อนๆได้อยู่ อ๊ะ...ลืมบอกกล้องหน้าก็มี AI มาช่วยเหมือนกันเนาะ

มีโหมด Portrait หน้าชัดหลังเบลอด้วย ซึ่งก็ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในการปรับความเบลอตัดขอบต่างๆนั่นล่ะครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า คือกล้องหน้าของ ASUS นี่มักจะมีปัญหาเรื่องความอมแดงจนเกินเหตุเวลาเซลฟี่นี่หน้าหวานมาหลายรุ่น พอมารุ่นนี้เอาจริงๆก็ยังติดแดงอยู่นะครับ แต่ด้วยระบบ AI อย่างที่ผมบอกไป พอถ่ายเสร็จมาดูอีกทีตัวซอฟต์แวร์จะปรับภาพให้ดูสมจริงมากขึ้น (คือไม่แดงมากแล้ว) และได้ภาพที่สมเหตุสมผลอยู่ตรงนี้ผมชอบนะ ทำได้ดี

อันนี้ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับกล้องมากแค่ไหน แต่ก็ต้องใช้กล้องอะเนอะ แทรกตรงนี้ละกัน :P สำหรับ ZeniMoji หรือระบบ AR ตรวจจับใบหน้าน่ารักๆ บน Zenfone 5 นี้ก็มีมาให้ใช้งานด้วย ซึ่งเท่าที่ลองดูเหมือนจะมีตัวการ์ตูนมาให้เลือกแค่ 3 ตัวอยู่ และใช้ได้กับแอปไม่เยอะเท่าไหร่นัก แต่ก็เล่นได้พอสนุกนิดหน่อยเนาะ อยากลองก็เข้าไปเปิดแอปนี้ได้ที่ Settings > Advenced > ZeniMoJi ครับ

AI Charging

ในเรื่องของระบบการชาร์จรุ่นนี้ก็ได้ AI เข้ามาช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นานขึ้น อะแล้วทำยังไง ? ปกติเราจะชาร์จทิ้งไว้ก่อนนอนอยู่แล้ว ก็ไม่ต่ำกว่า 6 - 7 ชม.ที่เสียบสายทิ้งไว้ แต่เอาเข้าจริงระบบชาร์จใหม่ๆนี่ไม่ถึง 2 ชม.ก็จะชาร์จเต็มเรียบร้อยไปแล้ว ซึ่งด้วยความเร็วที่ทำได้นั้นก็มักจะมาพร้อมกับความร้อนด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเปิดระบบ Battery Care ตัวระบบจะคำนวณเวลาการใช้งานของเราและเลี้ยงไฟให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ตัวแบตฯนั้นเสื่อมเร็วแล้วนั่นเองครับ ค่าเริ่มต้นไม่ได้ตั้งมาเนาะเข้าไปเลือกได้ที่ Settings > Battery > Power Master > Battery Care ครับ

พูดถึงเรื่องการชาร์จไปแล้ว ในเรื่องของการใช้งานรุ่นนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เพราะตัวแบตฯที่ให้มามีความจุที่ 3300 mAh ใช้งานร่วมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 636 ที่ค่อนข้างประหยัดพลังงาน ก็สามารถอยู่ได้ทั้งวันสบายๆ อย่างตอนไปทริปไต้หวันที่ผ่านมานี่ก็ใช้ได้ทั้งวันถ่ายรูป เล่นโซเชี่ยล อยู่ได้ทั้งวันครับ ไม่ต้องคอยหยิบพาวเวอร์แบงค์มาชาร์จบ่อยๆอะ

สรุป !

เป็นยังไงกันบ้างครับ เห็นฟีเจอร์ของ AI หลักๆที่เรายกมาพูดถึงนี่ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันนั้นง่ายขึ้นพอสมควร รวมๆแล้ว Zenfone 5 นี้ก็จัดเป็นสมาร์ทโฟนกลุ่ม Mid-Range ที่น่าสนใจมากๆรุ่นหนึ่งเลย ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์ที่สวยและหรูหรา อย่างที่บอกคือรุ่นนี้เปรียบเสมือน iPhone X เวอร์ชั่นแอนดรอยด์ที่สุดแล้ว (ในแง่ดีนะ) ลงตัวมากๆ ส่วนในเรื่องสเปคถ้าคิดว่ามันคือร่นกลางๆก็ค่อนข้างครบครับ หน่วยประมวลผลประหยัดพลังงานที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้แรงขึ้นได้ถ้าจะใช้งานหนักๆ, หน่วยความจำภายในก็ให้มาพร้อมใช้งานไม่ขาดอะไร, ส่วนเรื่องกล้องที่น่าจะเป็นจุดที่ใครๆก็ต้องการในยุคนี้รุ่นนี้ก็ช่วยกู้ชื่อของ Zenfone ขึ้นมาได้อย่างดี กล้องดีจนแอบตกใจทั้งในเลนส์ปกติและเลนส์ Wide ที่ถ่ายสนุกมากๆแถมได้ AI เข้ามา Auto Enhanced ได้ภาพสวย จบครบไปอีก ในราคาค่าตัวหมื่นกลางๆแบบนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามจริงๆครับสำหรับ Zenfone 5 รุ่นนี้ :D

ราคาค่าตัวของ Zenfone 5 อยู่ที่ 13,990 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ Super IPS แสดงผลได้สวยมาก (ย้ำอีกครั้งสวยจริงๆ)
  • ระบบซอฟต์แวร์ปรับโฉมมาได้ดี
  • AI ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น
  • หน่วยประมวลผลทำงานได้ดีมี AI Boost เพิ่มความแรง
  • บอดี้กระจกหน้า-หลังสวยหรู
  • กล้องหลังคู่ใช้งานได้ยอดเยี่ยม (โดยเฉพาะ Wide กว้างสะใจ)

จุดสังเกต

  • ตัวเครื่องเก็บรอยนิ้วมือค่อนข้างเยอะ

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite