Social: 10 อันดับ YouTuber ทำรายได้มากที่สุดประจำปี 2016 เป็นใครบ้างไปดูกัน!

ป๋าเอก | 7 ธ.ค 2559 08:38:23

23512

VIEWS ป๋าเอก

Social: 10 อันดับ YouTuber ทำรายได้มากที่สุดประจำปี 2016 เป็นใครบ้างไปดูกัน! 

หนึ่งในช่องทางสร้างรายได้สำคัญของคนดังบนโลกโซเชี่ยลในปัจจุบันนั้นคงหนีไม่พ้นการทำคลิปวิดีโอลง YouTube ซึ่งหากแชนแนลของใครมีชื่อเสียงเพียงพอก็จะมีรายได้มาหล่อเลี้ยงทั้งจากสปอนเซอร์และการเป็นพาร์ทเนอร์กับ YouTube เอง ซึ่งล่าสุดทางด้านของเว็บไซต์ Forbes ได้ประกาศรายชื่อ 10 อันดับ YouTuber ที่สามารถสร้างรายได้มากที่สุดประจำปี 2016 (นับจนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา) ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งผลปรากฏว่าไม่น่าแปลกใจที่ PewDiePie หรือ Felix Avrid Ulf Kjellberg นักแคสเกมส์ระดับซูเปอร์สตาร์ชาวสวีเดนจะยังคงครองอันดับหนึ่งเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นด้วยรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ $15,000,000 หรือราวๆ 535,000,000 บาท โดยรายได้ส่วนหนึ่งในปีนี้ของ PewDiePie ก็มาจากการไปร่วมพัฒนาซีรีย์ของตัวเองลงในช่องแบบเสียเงินเพื่อรับชม YouTube Red, เกมส์ที่พัฒนาลงในหลายแพลตฟอร์ม และหนังสือ This Book Loves You ที่เขาเป็นคนเขียนด้วยนั่นเอง

โดยนอกเหนือจาก PewDiePie แล้วในปีนี้ยังมีนักแคสเกมส์รายอื่นที่เข้ามาติด 10 อันดับเพิ่มเติมด้วยนั่นก็คือ Mark Fischbach หรือชื่อในวงการก็คือ Markiplier คนดังเจ้าของสีผมขัดใจแม่ในอันดับ 7 ของตารางในขณะที่แก๊งป่วนก๊วนซ่าอย่าง Smosh นั้นอยู่ในอันดับที่ 4 ส่วนทั้ง 10 อันดับ YouTuber ทำรายได้มากที่สุดประจำปี 2016 จะเป็นใครบ้างเราไปติดตามกันได้ในรายชื่อด้านล่างนี้เลยครับ

10 อันดับ YouTuber ทำรายได้มากที่สุดประจำปี 2016

1. PewDiePie รายได้ $15,000,000 (~535,000,000 บาท)

2. Roman Atwood รายได้ $8,000,000 (~285,000,000 บาท)

3. Lilly Singh รายได้ $7,500,000 (~267,000,000 บาท)

4. Smosh รายได้ $7,000,000 (~249,000,000 บาท)

5. (ร่วม) Rosanna Pansino รายได้ $6,000,000 (~214,000,000 บาท)

5. (ร่วม) Tyler Oakley รายได้ $6,000,000 (~214,000,000 บาท)

7. (ร่วม) Markiplier รายได้ $5,500,000 (~196,000,000 บาท)

7. (ร่วม) German Garmendia รายได้ $5,500,000 (~196,000,000 บาท)

9. (ร่วม) Rhett and Link รายได้ $5,000,000 (~178,000,000 บาท)

9. (ร่วม) Colleen Ballinger รายได้ $5,000,000 (~178,000,000 บาท)

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite

ที่มา: forbes