Review: Opticuz S.H.I.E.L.D. ฟิล์มกันรอยสัญชาติไทยคุณภาพระดับอินเตอร์!

ป๋าเอก | 15 มี.ค. 2556 14:15:30 (อัพเดต 18 มี.ค. 2556 16:45:23)

18322

VIEWS ป๋าเอก

:: Review: Opticuz S.H.I.E.L.D. ฟิล์มกันรอยสัญชาติไทยคุณภาพระดับอินเตอร์! ::

สวัสดีครับทุกท่านกลับมาพบกับ ป๋าเอก TechXcite กับการ Review อุปกรณ์เสริมดีๆเพื่อสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตของทุกท่านกันอีกเช่นเคย 

ซึ่งหลังจากที่วันนี้ทุกท่านได้อึ้ง-ทึ่ง-เสียวไปกับการเปิดตัว Samsung Galaxy S4 สมาร์ตโฟนเรือธงแอนดรอยด์รุ่นล่าสุดกันไปแล้ว มาวันนี้ผมขอนำเสนออีกหนึ่ง Accessories ที่คงจะขาดไม่ได้แล้วในยุคนี้ (แม้แต่ Samsung Galaxy S4 เองก็ต้องใช้นะเออ) นั่นก็คือฟิล์มกันรอย ซึ่งเราได้รับฟิล์มกันรอยยี่ห้อ Opticuz มาทำการ Review กันในวันนี้นี่เอง

แต่ถามว่าทำไมถึงต้องเลือกใช้ฟิล์มกันรอย Opticuz ทั้งๆที่ในตลาดก็มีของอินเตอร์แบรนด์อยู่หลายยี่ห้อ? อันนี้ก็คงต้องบอกกันก่อนว่าถึงจะเป็นแบรนด์ไทยทำไทยผลิตแท้ๆแต่คุณภาพในการใช้งานของฟิล์มกันรอย Opticuz เองก็ไม่ดีเด่นไม่แท้ของนอกราคาแพงเหมือนกัน (แถมถูกกว่าเยอะด้วย) ส่วนจะมีดีที่ตรงไหนบ้างเดี๋ยวผมจะมาสาธยายให้ฟังกันครับ :)

สำหรับฟิล์มกันรอยยี่ห้อ Opticuz ที่ว่านี้แม้จะเป็นแบรนด์คนไทยใช้คนไทยทำแต่เรื่องแพคเกจจิ้งนี่ต้องบอกว่าสวยงามไม่แพ้ของต่างชาติเลยนะเออ ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าฟิล์มกันรอยของ Opticuz นั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบตามประเภทการใช้งานของผู้ใช้งานทั่วไปซึ่งคุณก็สามารถเลือกซื้อกันได้ให้เหมาะสมตามความต้องการของคุณซึ่งคร่าวๆก็จะมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. EveryProof (ฟิล์มด้าน) ถ้าเป็นฟิล์มกันรอยแบบด้านๆก็จะเหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องการการสัมผัสมากๆอย่างเช่นการเล่นเกมส์หรือการพิมพ์งานหรือแชตด้วยมือถือหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานานๆ เพราะฟิล์มกันรอยรุ่นนี้จะช่วยลดแสงสะท้อนต่างๆ, ลดรอยนิ้วมือหรือคราบไขมันที่เกิดจากการใข้งานสัมผัสเป็นเวลานานๆ, ป้องกันรอยขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้น รวมไปจนถึงลดกรองแสง UV บริเวณหน้าจอลงถึง 99% อีกด้วย

2. OptiVision (ฟิล์มใส) อันนี้คงจะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ซื้อมือถือจอชัดๆมาใช้งานแล้วเกรงว่าติดฟิล์มกันรอยไปแล้วจะลดราศีความคมชัดของหน้าจอลงไป เพราะฟิล์มกันรอยรุ่นนี้ยังคงความสดใสในการใช้งานหน้าจออยู่เหมือนเดิมแต่ทำความสะอาดได้ง่ายมากแถมยังลดปริมาณการสะสมแบคทีเรียต่างบนหน้าจอลงถึง 99% ก็ต้องบอกว่าฟิล์มกันรอยแบบนี้คงจะเหมาะกับคนที่ชอบเข้าไปดูหรืออ่านเว็บต่างๆหรือชมวิดีโอไฟล์คมชัดบนหน้าจอเป็นเวลานานๆนั่นแหละครับ

และนอกเหนือจากจะมีฟิล์มกันรอยด้านหน้าแล้ว Opticuz ยังมีฟิล์มอีกประเภทหนึ่งครับซึ่งจะใช้ชื่อว่า BlackSmith ซึ่งจะเป็นฟิล์มติดฝาหลังสำหรับ iPhone (ได้ทั้ง iPhone 5 และ iPhone 4S/4 เลยนะเออ) โดยความพิเศษของฟิล์มกันรอย Opticuz แบบ BlackSmith ก็คือเม็ดสีจะถูกฝังไว้ในชั้นเนื้อฟิล์มเลยไม่ได้ฉาบไว้แต่เพียงผิวๆภายนอก ซึ่งจะทำให้คุณสามารถลอกและติดฟิล์มได้หลายครั้งโดยไม่ต้องกลัวว่าสีจะซีดลงไปตามกาลเวลา

นอกจากนี้ฟิล์มหลัง Opticuz แบบ BlackSmith ยังสามารถติดตั้งใช้งานได้ง่ายมากๆแบบไม่ต้องมานั่งกรีดฟองอากาศอย่างที่ทุกท่านคงเคยเห็นกันกับฟิล์มที่ขายตามร้านมือถือทั่วไปเพราะตัวฟิล์มจะมีเทคโนโลยีไล่ฟองอากาศให้โดยอัตโนมัติทำให้สามารถติดได้โโยไม่ต้องใช้ทักษะหรือสกิลอะไรมากนัก แต่ที่น่าจะโดนใจจริงๆคงเป็นฟิล์ม BlackSmith ของ iPhone 4S/4 ละมั้งครับเพราะทำดีไซน์ออกมาเหมือน iPhone 5 เป๊ะๆชนิดที่ว่าแปะไว้ทีก็สามารถเอาไปอวดเพื่อนแบบเนียนๆได้เสมือนหนึ่งไปซื้อ iPhone 5 มาจริงๆด้วย!!!

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการรีวิวคงจะไม่สามารถเอาทุกอุปกรณ์มารีวิวพร้อมกันได้เพราะผมอาจจะเสียชีวิตเพราะทำงานเกินขนาดไปเสียก่อน 555+ ดังนั้นผมจึงเลือกเอาฟิล์มกันรอย Opticuz แบบ EveryProof มาทดลองติดกับ iPad Mini เครื่องที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบันก็แล้วกันเพราะผมใช้เจ้านี่บ่อยสุดละในช่วงหลัง :)

โดยในแพ็คเกจของ Opticuz พอแกะออกมาปรากฏว่ามีแค่ตัวเนื้อฟิล์มกันรอยกับแผ่นผ้าสำหรับทำความสะอาดเท่านั้น ที่จะหายไปคงเป็นที่กรีดฟองอากาศอย่างยี่ห้ออื่นๆที่แวบแรกเล่นเอาผมงงไปเลยว่าแล้วมันจะติดยังไงไม่ให้มีฟองอากาศหว่า? (เดี๋ยวเรามาเฉลยทีหลังครับ)

อันดับแรกเลยที่ต้องพูดถึงก่อนใครเกี่ยวกับฟิล์มกันรอยของ Opticuz ก็คือสามารถติดตั้งใช้งานได้ง่ายมากๆโดยไม่ต้องใช้สกิลอะไรที่มากมายระดับโปรแต่อย่างใด คือต้องออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นคนที่ติดฟิล์มกันรอยไม่เป็นครับ (ไอ้แบบที่ต้องมานั่งกรีดๆรูดๆไล่ฟองกันนั่นแหละ) ก็เลยฝากให้พี่ๆที่ร้านมือถือ TB Telecom ที่ผมสนิทกันช่วยติดให้เช่นเคย

ปรากฏว่าคุยกับพี่เจ้าของร้านได้แค่ประมาณ 2-3 นาทีเท่านั้น ลูกน้องของคุณพี่ก็มาบอกว่าติดฟิล์มให้เสร็จแล้ว!!! ผมก็ได้แต่ยืนงงอยู่ๆก่อนจะลองไปสอบถามดูจากปากของคนที่ติดฟิล์มกันรอยมาบ่อยจริงๆก็ได้ความมาว่าฟิล์มกันรอยของ Opticuz ติดง่ายดีแท้จริงๆนะ แค่วางลงไปให้ตรงกับหน้าจอแล้วค่อยๆติด (ไม่ต้องปราณีตมาก) ก็เสร็จแล้ว ชนิดที่ว่าคุณไม่ต้องมีอุปกรณ์ครบชุดอย่างเช่นไดร์เป่าผม, ที่กรีดหรือน้ำยาต่างๆก็สามารถติดฟิล์มกันรอย Opticuz ได้เลยนะฮะ

ในส่วนของรอยต่อหรือขอบต่างๆก็ถือว่าฟิล์มกันรอย Opticuz ตัดมาได้ลงตัวสมส่วนกับ iPad Mini ของผมพอดิบพอดี เห็นได้เลยถึงความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆไม่แพ้แบรนด์นอกเลยครับ

 

เอาละครับมาว่ากันถึงการใช้งานจริงกันบ้างซึ่งเจ้า iPad Mini ที่ผมซื้อมานี่เอามาสนองนี้ดส่วนตัวอยู่สองอย่างเลยคือเอาไว้อ่าน Ebook และเล่นเกมส์เป็นหลัก (นี่คือเหตุผลที่ผมเลือกฟิล์มกันรอย Opticuz แบบ EveryProof) ก็มาเริ่มกันที่ส่วนของการใช้งานเพื่ออ่านหนังสือ Ebook บน iPad Mini ที่ผมรู้สึกได้เลยว่าพอติดฟิล์มกันรอยของ Opticuz แล้วอ่านได้สบายตามากขึ้นกว่าเดิมเยอะ ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะฟิล์มกันรอยของ Opticuz มีระบบระบบกรองแสง UV ถึง 99% เลยเป็นการช่วยถนอมสายตาให้กับผู้ใช้งานและทำให้ไม่รู้สึกล้าเกินไปเวลาจ้องหน้าจอต่อเนื่องด้วยครับ

ปล. ถึงจะช่วยกรองรังสี UV ได้เยอะแต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลดทอนความคมชัดของหน้าจอด้วยนะ เพราะฟิล์มกันรอย Opticuz ยังคงให้ภาพที่คมชัดและนุ่มนวลดูสมจริงเช่นเคยแม้จะติดฟิล์มกันรอยไปแล้วก็ตาม (ถ้ามันจะไม่ชัดคงเป็นเพราะหน้าจอ iPad Mini ของผมมันอ่อนด๋อยมากกว่า 555+)

ขณะเดียวกันในส่วนของการเล่นเกมส์บน iPad Mini หรือพูดง่ายๆคือการใช้งานจอสัมผัสที่ติดฟิล์มกันรอยของ Opticuz แล้ว โดยส่วนตัวต้องบอกว่าน่าประทับใจทีเดียวเลยครับกับฟิล์มกันรอยแบบด้านที่ให้ความชัดเสมือนจริงอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่ยังรักษาความสมบูรณ์แบบในการสัมผัสเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน สัมผัสแล้วลื่นไหลและลงตัวจนนิ้วผมเรียกร้องอยากจะสัมผัสอีกไม่หยุดเลยทีเดียว 555+ 

ทีนี้มาถามกันต่อกับคำถามสุดคลาสสิคว่าใช้ฟิล์มกันรอย Opticuz แล้วเป็นรอยเหงื่อรอยมือมั้ย? อันนี้ก็ต้องบอกว่ามีน้อยมอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว (แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีเลยเพราะไม่ว่าจะฟิล์มกันรอยเทพแค่ไหนมันก็มีรอยนิ้วมือทิ้งนั้นละครับ) ซึ่งความเก่งฉกาจของเจ้าฟิล์มกันรอย Opticuz ที่ว่านี้คงจะเป็นในเรื่องของการทำความสะอาดที่ค่อนข้างง่ายดายจริงแบบเช็ดปื้ดเดียวก็สวยเหมือนใหม่ละ

แต่ยังไม่จบเท่านี้นะครับเพราะการปกป้องของฟิล์มกันรอย Opticuz ยังลงลึกไปถึงระดับที่ว่ามันสามารถป้องกันการสะสมของแบคทีเรียบนหน้าจอได้ถึง 99% อีกต่างหาก ซึ่งหลายๆท่านก็คงทราบกันดีว่าอันว่าหน้าจอมือถือหรือแท็บเล็ตนั้นไซร้เป็นแหล่งเก็บกักเชื่อโรคระดับพระกาฬเลยทีเดียว ดังนั้นการเลือกซื้อฟิล์มกันรอยของ Opticuz มาใช้ยังไม่ได้มีดีแค่กับอุปกรณ์ไอทีของคุณเองเท่านั้น แต่ยังดีต่อสุขภาพของคุณเองด้วยซ้ำ!!!

ส่วนราคาของฟิล์มกันรอย Opticuz แต่ละรุ่นจะถูกสุดๆขนาดไหนก็ลองไปติดตามรายละเอียดด้านล่างนี้ดูครับ

ราคาฟิล์มกันรอย Opticuz (รวมค่าติดตั้ง)

iPhone5 + Blacksmith Ironskin ราคา 350 บาท

ขอบข้าง Blacksmith Kevlar iPhone5 ราคา 195 บาท

iPhone4/4S + Blacksmith Ironskin ราคา 350 บาท

iPad 4 ราคา 590 บาท

iPad Mini ราคา 490 บาท

Samsung Galaxy Note 2 ราคา 390 บาท

Samsung Galaxy S3 ราคา 250 บาท

เห็นราคาแบบนี้หลายคนอาจจะเป็นกังวลว่าราคาถูกแต่คุณภาพจะถูกตามไปด้วยหรือเปล่า? อันนี้ก็ต้องบอกว่าฟิล์มกันรอยของ Opticuz เขาผลิตกันในโรงงานไทยที่มีมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO มารับประกันเลยนะ ซึ่งจะว่าไปแล้ว Opticuz น่าจะเป็นแบรนด์แรกๆในบ้านเราเลยก็ว่าได้ครับที่เป็นฟิล์มกันรอยที่มีมาตรฐานในการผลิตที่สูงในระดับสากลขนาดนี้ ดังนั้นเรื่องคุณภาพการใช้งานฟิล์มกันรอยของ Opticuz บอกได้เลยว่าเด็ดดวงไม่แพ้ต่างชาติแต่ราคายุติธรรมสำหรับชาวไทยแน่นอน (เพราะเขาจะไปขายเมืองนอกแพงๆแทน 555+)

เอาเป็นว่าใครที่สนใจฟิล์มกันรอยของ Opticuz ก็ลองไปหาซื้อกันได้จากร้านขายฟิล์มกันรอยชั้นนำทั่วไปดูครับ แว่วๆมาว่าสินค้า Opticuz เองก็กำลังจะไปวางจำหน่ายหน้าร้านแฟรนไชส์มือถือเจ้าดังแห่งหนึ่งในอนาคตด้วยซึ่งก็น่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้หลายๆท่านได้พอสมควรเลยละฮะ :)

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite