Review : Nokia 8 การกลับมาของสมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมกับเลนส์ ZEISS ถึง 3 ตัว !!

เฮียแม๊พ | 17 ต.ค. 2560 18:36:36

11121

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : Nokia 8 การกลับมาของสมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมกับ
เลนส์
ZEISS ถึง 3 ตัว !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เรามีสมาร์ทโฟนเรือธงตัวล่าสุดของ Nokia อย่าง Nokia 8 มารีวิวให้ชมกัน รุ่นี้ก็จัดว่าเป็นเรือธงที่พร้อมจะท้าชนกับคู่แข่งในตลาดได้อย่างดีเพราะให้ทุกอย่างมาในระดับท็อปสุดจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสเปคหรือกล้องคู่ แต่จะโดดเด่นพอที่จะสู้ได้แค่ไหน เดี๋ยวเรามาชมรีวิวไปพร้อม ๆ กันดีกว่าครับ :D

แกะกล่อง Nokia 8

เริ่มด้วยการแกะกล่องเช็คของที่ได้มากันก่อนเลย ตัวกล่องของรุ่นนี้ด้านหน้าจะโชว์รูปโปรดักต์ไว้ชัดเจนมาก พร้อมกับชื่อแบรนด์ Nokia เด่นๆ กับภาพประกอบเป็นการจับมืออย่างที่ Nokia เคยทำมา

อุปกรณ์ภายในกล่องให้มาแบบมาตรฐานประกอบด้วย

  • ตัวเครื่อง Nokia 8
  • หูฟังแบบ In Ear
  • จุกหูฟังสำรอง
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ
  • เข็มจิ้มถาดซิม

ดีไซน์ตัวเครื่อง

มาดูตัวเครื่องกันเลยดีกว่า ดีไซน์ของ Nokia 8 นั้นมาในทรงเดียวกับ Nokia Android ที่ผ่านมาๆ มีความโดดเด่นในเรื่องของการออกแบบที่ดูเป็นของตัวเองดี ด้านหน้ามาพร้อมกระจก Gorilla Glass 5สีดำแบบ 2.5D  ที่ให้ความโค้งมนตามมุมจอได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกว่าจอมีมิติดีทีเดียว

ขนาดหน้าจอของรุ่นนี้ให้มาที่ 5.3 นิ้ว ความละเอียด QHD (2K 2560 x 1440 พิกเซล) ชนิดจอเป็นแบบ IPS ในเรื่องการแสดงผลทำได้ดีทีเดียว สีสันที่ได้สวยสดและความคมชัดยอดเยี่ยม ด้วยขนาดหน้าจอที่ไม่ได้ใหญ่มากแต่ตัวความละเอียดนั้นสูงลยทำให้ความหนาแน่นของพิกเซลอยู่ที่ 554ppi เลยทีเดียวครับ มองด้วยตาเปล่าจะเห็นเลยว่าคมชัดจริงๆ

เหนือหน้าจอมีกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล , ลำโพงสนทนา , เซนเซอร์วัดแสง จับระยะ และโลโก้ Nokia อยู่ที่มุมขวาสุดนี้ครับ

ล่างหน้าจอยังมีปุ่มสัมผัส Back และ Recent ขนาบปุ่มโฮมสแกนลายนิ้วมือตรงกลางอยู่ ซึ่งเจ้าปุ่มตรงนี้จะเป็นเพียงปุ่มสัมผัสเช่นกันไม่สามารถกดลงไปแบบปุ่มกดได้นะ

การดีไซน์ด้านหน้าจะเห็นว่าทำได้สวยและเรียบดีแต่ก็แอบติดใจตรงขอบหน้าจอบน-ล่างที่ดูหนาเตอะไปหน่อย ถ้าเทียบกับสมาร์ทโฟนปีนี้ที่เน้นความบางของขอบหน้าจอรุ่นนี้เลยแอบหนาไปนิดนึงเนาะ

พลิกกลับมาดูวัสดุด้านหลังของตัวเครื่องรุ่นนี้ใช้วัสดุแบบ Metal Unibody มาเลย ตัวสีเงินที่เราได้มารีวิวนั้นจะให้ผิวสัมผัสแบบด้านเหมือนกับบนสมาร์ทโฟน Unibody ทั่วไป มีการทำมุมแบบหลังเต่าเพื่อช่วยให้มีการรับกับมือเวลาถือด้วย

ตัวแถบเสาอากาศจะวางไว้อยู่ทั้งด้านบนและล่างของด้านหลังนี้อย่างในสีเงินนี้ก็จะเป็นสีเทาเนียนๆไปกับตัวเครื่องได้ดีไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นตำแหน่งของเสาอากาศและรกสายตาเกินไปครับ

เลนส์กล้องหลังของรุ่นนี้ให้มา 2 ตัวแบ่งเป็นเลนส์สี RGB และเลนส์ขาว-ดำ ตีตรา ZEISS วางไว้ตรงนี้เพื่อให้รู้ว่าเป็นการกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งของ Nokia ด้วยครับ ถัดลงมาอีกนิดจะเป็นตัว PDAF , Infrared และไฟแฟลชแบบ Dual Tone ครับ

ตัวเครื่องมาพร้อมขนาดความบางเฉียบเพียง 7.9 มม.เท่านั้น การจับถือให้ความรู้สึกบางเอามากจริงๆ ตรงมุมเครื่องจะแอบมีสันที่สูงขึ้นมานิดหน่อย เอาเข้าจริงส่วนตัวแอบคิดว่ามันบางจนเกินไปจนจับยากไปหน่อยและสันที่ยื่นออกมาทำให้รู้สึกไม่กระชับมือเท่าไหร่เวลาจับแบบเต็มๆมือน่ะนะ

ช่องใส่ซิมของรุ่นนี้อยู่ทางด้านซ้ายมือของตัวเครื่อง โดยถาดซิมจะเป็นแบบไฮบริดเลือกใช้งานระหว่าง 2 ซิมหรือว่า 1 ซิม 1 micro-SD ครับ

แจ็คหูฟัง 3.5 มม.วางไว้ตำแหน่งบนของตัวเครื่อง

ปุ่มกดจะอยู่ที่ด้านขวาของตัวเครื่องทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power ครับ

ด้านล่างมีไมโครโฟนสนทนา , พอ่ร์ต USB Type-C และลำโพงหลักของตัวเครื่อง

รวมๆแล้วดีไซน์ก็มีความเป็น Nokia ตามแบบฉบับของ Android phone เป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องความพรีเมี่ยมของวัสดุและหน้าตาที่ดูโดดเด่น แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของความบางที่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าบางจนจับยากไปนิด และตัวขอบหน้าจอที่มีความหนาเกินจำเป็นไปหน่อยก็ด้วย

สเปค Nokia 8

  • รัน Android 7.1.1 Nougat
  • หน้าจอ IPS ขนาด 5.3 นิ้ว ความละเอียด Quad-HD (2560x1440 พิกเซล)
  • ชิปเซ็ต Snapdragon 835 Octa-core (Quad-core Kryo 2.5GHz + Quad-core Kryo 1.8GHz)
  • ชิปกราฟิก Adreno 540 GPU
  • แรม 4GB (LPPDDR4X)
  • รอม 64GB (UFS2.1)
  • รองรับ micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3,090 mAh
  • กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลังคู่ 13ล้านพิกเซล (สี + OIS)+13 ล้านพิกเซล (ขาวดำ) f/2.0
  • รองรับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับ 2 ซิมด้วยถาดซิมไฮบริด
  • กันน้ำสาด (Splashproof) มาตรฐาน IP54
  • ขนาดตัวเครื่อง 151.5 x 73.7 x 7.9 มม.
  • วางจำหน่าย 3 สี (รุ่น 64GB)น้ำเงินเข้ม , น้ำเงินขัดเงา และเงิน

จะเห็นว่าสเปคของรุ่นนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ทั้งหน่วยประมวลผลตัวแรง Snapdragon 835 , แรมให้มา 4GB (LPPDDR4X)และหน่วยความจำภายใน 64GB แบบความเร็วสูง (UFS2.1)อีก หลักๆแล้วเป็นอีกหนึ่งเรือธงที่ออกมาชนกันในตลาดได้เป็นอย่างดีครับ

ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์

สมาร์ทโฟน Nokia ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ในรอบนี้ก็มาพร้อมกับความเรียบเอามากๆ โดยรุ่นนี้ให้ระบบปฏิบัติการ Android 7.1.1 Nougat มาให้ ตัวหน้าตา UI นั้นก็เกือบจะยกเอาตัว Stock หรือ Pure Android มาเลยล่ะ ให้ประสบการณ์การทำงานที่ลื่นไหลมากๆ

ตัวไอคอนมีการปรับแต่งเล็กน้อยใส่ความเป็น Nokia เข้าไปด้วยไอคอนสีน้ำเงินกลมๆ มีหน้า App Drawer มาให้ด้วยใช้การเลื่อนขึ้นจากล่างหน้าจอในการเรียกหน้านี้ขึ้นมาครับ

ตัวลูกเล่นเล็กๆน้อยๆบนหน้า Home Screen อย่างการแตะค้างที่ไอคอนจะมีทางลัดพิเศษในแอปที่รองรับเข้ามา อาทิ แตะค้างที่ไอคอน Chrome จะมีทางเลือกเปิดแทบใหม่หรือแทบใหม่แบบ Incognito , แตะค้างที่ไอคอน Contact มีทางเลือกสร้างรายชื่อใหม่ เป็นต้นครับ

แอปหลักๆของตัวเครื่องที่ให้มาไม่ว่าจะเป็น อัลบั้มภาพ , ปฏิทิน หรือเครื่องคิดเลขก็จะเป็นของ Google แทบทั้งหมด อย่างการดูภาพถ่ายก็ใช้ตัว Google Photos เลย , ปฏิทินก็เป็น Google Calendar ไปครับ

ระบบ Gesture ก็มีมาให้เลือกใช้อยู่ 1 อย่างคือการกดปุ่ม Power 2 ครั้งเพื่อเข้าโหมดกล้องด่วน หรือจะเป็น Motion Gesture อย่างการคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า , หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อปิดเสียงเรียกเข้าก็มีมาให้เลือกปรับนิดหน่อยตรงนี้เราสามารถเข้าไปเปิด-ปิดได้ที่ Settings > Gesture , Motion ครับ

หน้าจอ Glance ที่ Nokia เป็นผู้ริเริ่มก็ติดมาให้บน Nokia 8 ด้วยเช่นกัน ตรงนี้ถ้าอธิบายในสมัยนี้ก็คงชินกันชื่อ Always On Display ไปแล้วล่ะเนอะ คือการทำงานก็เหมือนกันครับ เมื่อมีการล็อคหน้าจอจะมีนาฬิกาพร้อมกับสถานะการแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับ , อีเมล , ข้อความ และเปอร์เซนต์แบตเตอรี่ขึ้นมาโชว์ด้วย แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถเลือกรูปแบบอื่นๆได้เลย หรือแม้แต่การแจ้งเตือนจากแอปอื่นก็ไม่ได้ด้วย ><

ถ้าในเรื่องซอฟต์แวร์อาจจะดูไม่มีอะไรหวือหวา แต่ถ้าคนที่ชอบความเป็น Android แท้คงจะชอบที่ได้ความลื่นไหลและเรียบของซอฟต์แวร์จาก Nokia  และก็ได้เปรียบในเรื่องการอัปเดตที่รวดเร็วด้วย (ก็ไม่ต้องปรับอะไรเข้าไปเยอะนี่เนอะ) แต่ถ้าคนที่ชอบความเป็นแบรนด์และแตกต่างจากดั่งเดิมคงจะต้องไปหาพวก Launcher อื่นมาติดตั้งแทนล่ะฮะ

ระบบสแกนลายนิ้วมือ

ตัวเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของรุ่นนี้จะอยู่ที่ปุ่มโฮมด้านหน้าอย่างที่บอกไว้ ถึงแม้ตัวเซนเซอร์จะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆที่ไม่ได้พอดีนิ้วมือเราแต่การวางนิ้วแล้วสแกนก็ยังคงแม่นยำใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร แถมความเร็วยังทำได้ดีอีกต่างหาก เรียกว่าแตะปุ๊บก็ติดปั๊บเลยแหละ

ความสามารถกันน้ำ

Nokia 8 มาพร้อมกับความสามารถกันน้ำด้วย เพียงแต่เป็นระดับ IP54 หรือ Splashproof กันน้ำสาดเท่านั้น แต่เท่านี้ก็เพียงพอต่อการทนน้ำฝนที่ตกหนักหรือเทลงมาได้ทุกวี่วันแล้ว เผื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ต้องลุยฝนเจ้า Nokia 8 นี้ก็จะไม่พังไปง่ายๆอย่างแน่นอนครับ

ความบันเทิงด้านมัลติมีเดีย

ในเรื่องของการดูหนังฟังเพลงรุ่นนี้ทำได้ดีทีเดียว ด้วยหน้าจอ IPS ความละเอียดสูง Quad-HD การแสดงผลทำได้สวยงามเอามากๆ รายละเอียดคมชัดเลย แต่ด้วยขนาดหน้าจอที่ไม่ได้ใหญ่มากถึง 5.5 - 5.7 นิ้ว อาจจะไม่ถึงกับเต็มตามากนัก แต่ถ้าเอามาดูวิดีโอตาม YouTube หรือคลิปสั้นๆก็กำลังดีครับ

ในเรื่องของเสียงรุ่นนี้ให้ลำโพงมาที่ด้านล่างของตัวเครื่อง เสียงที่ได้ก็ดังใช้ได้ครับ มีมิตินิดหน่อยให้พอใช้งานฟังเพลงหรือดูคลิปได้อยู่

ประสิทธิภาพ

ก่อนจะเข้าเรื่องการเล่นเกมมาดูเรื่องประสิทธิภาพของ Nokia 8 กันก่อน รุ่นนี้มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลสุดแรงและสเปครวมๆอย่างเทพอย่างที่บอก การทดสอบประสิทธิภาพก็วัดกันคร่าวๆจากแอป AnTuTu Benchmark ได้ผลคะแนนสูงถึง 175233 เลยทีเดียวครับ

การเล่นเกม

แน่นอนว่าสเปคดี ผลคะแนนทดสอบสูงแบบนี้การเล่นเกมก็คงไม่ต้องกังวลแล้วล่ะ เราก็เลยโหลดเกมกราฟิกแบบจัดเต็มมาทดสอบบน Nokia 8 นี้กันเลย แน่นอนว่า ROV ก็เล่นได้สบายๆครับ ปรับคุณภาพกราฟิกไปที่ระดับสูงสุดและเปิดภาพ HD กับเฟรมเรตสูงด้วย ผลที่ได้ก็สบายๆเลยครับ เฟรมเรตวิ่งอยู่ที่ 55 - 60fps เลยล่ะ ได้ความลื่นไหลระดับเรือธงจริงๆ

กล้องถ่ายภาพ ZEISS

มาเข้าสู่เรื่องที่เป็นไฮไลท์อย่างกล้องถ่ายภาพกันหน่อย รุ่นนี้ให้กล้องเลนส์ ZEISS Optic มาด้วยกันถึง 3 ตัว (หน้า 1 หลัง 2) โดยจะแบ่งการทำงานออกเป็นกล้องหน้าเลนส์ปกติความละเอียด 13 ล้านพิกเซล กล้องหลังเลนส์สี 13 ล้านพิกเซล และกล้องหลังเลนส์ขาว-ดำ 13 ล้านพิกเซล จะเห็นว่าในเรื่องความละเอียดรุ่นนี้ให้มาเยอะและครบถ้วนดีจริงๆ ทั้ง 3 ตัวนั้นมีค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/2.0 นะครับ

ตัว UI กล้องของ Nokia 8 มีการปรับแต่งไปจากหน้าแอปกล้องทั่วๆไปนิดหน่อย ด้านบนไล่มาจะมีหน้าตั้งค่าหลักของตัวกล้อง (ไอคอน 3 ขีด) , ตัวเลือกเลนส์กล้องที่ใช้ (มีให้เลือกเลนส์สี เลนส์คู่ และเลนส์ขาว-ดำ) , การสลับกล้อง (กล้องหน้า , กล้องหลัง และทั้ง 2 กล้อง) , การตั้งเวลาถ่ายภาพ , HDR (เปิด , ปิด , Auto)และเปิด-ปิดแฟลชครับ

และด้านล่างถัดขึ้นมาเหนือปุ่มชัตเตอร์จะเป็นโหมดให้เลือกครับ ตรงนี้มีให้เลือก 5 โหมดหลักๆคือ Manual , Live Bokeh , Photo (Auto) , Panorama และ Beauty ครับ ส่วนตัวคิดว่า UI ของกล้องแอบใช้ยากไปนิด (UI ไม่เฟรนลี่เลย) อย่างการสลับโหมดหรือสลับกล้องหน้า-หลังก็ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทันที ต้องมากดสลับเลือกหลายขั้นตอนไปหน่อยน่ะนะ

ในส่วนของโหมด Manual บน Nokia 8 ก็น่าเสียดายที่ให้เราปรับเลือกค่าต่างๆได้น้อยไปหน่อย เพราะมีมาให้เพียง 4 ตัวเลือก ประกอบด้วย รูปแบบการวัดแสง (จุดกลาง , เฉลี่ยทั้งภาพ , Auto)ระยะโฟกัส (มาโคร , ชัดทั้งภาพ , Auto) White Balance (กลางวัน , เมฒมาก , ในร่ม , ฟลูออเรสเซนต์ , หลอดไส้ , Auto) EV (+2 ถึง -2) เราไม่สามารถปรับเลือกค่าของ Shutter Speed หรือ ISO ได้ด้วยในโหมดนี้ - -

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ของ Nokia 8 จะเห็นว่าคุณภาพในแสงทั่วไปทำได้ดีทีเดียว ทั้งในเรื่องของความคมชัดและสีสัน ตัวระบบโฟกัสทำได้เร็วและแม่นดี แต่ในแสงน้อยก็จะเห็น Noise มาบ้างและการจับภาพก็จะมีความเร็วลดลงตามสภาพด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างภาพถ่ายจากเลนส์ Mono ของ Nokia 8 อย่างที่ทราบกันว่ารุ่นนี้มีเลนส์ขาว-ดำเพิ่มเข้ามาอีกตัวเพื่อให้เราได้ถ่ายภาพแนว Monochrome ได้สวยๆ ซึ่งการทำงานของเลนส์ตัวนี้ก็สวยใช้ได้ครับ ตัวคอนทราสและความคมชัดกำลังดี เป็นอีกทางเลือกสำหรับการถ่ายภาพครับ

ในส่วนของโหมด Auto และเลนส์ที่มีให้เลือกเปลี่ยนนั้นตัว เลนส์สีกับขาว-ดำนั้นแตกต่างกันชัดเจนในส่วนของผลลัพธ์ที่ได้ แต่ผมมาสะดุดนิดหน่อยตรงการใช้เลนส์คู่พร้อมกัน หรือค่าเริ่มต้นที่ตั้งมา เพราะเมื่อเปิดใช้งานจริงๆก็ไม่ได้รู้สึกถึงความต่างเท่าไหร่นักว่าถ้าเราใช้งานเลนส์สีปกติกับเลนส์คู่ (สีกับขาว-ดำพร้อมกัน) นี่สิ แป่ว ><

โหมดการถ่ายภาพหน้าชัด-หลังเบลอที่กำลังฮิตกันรุ่นนี้ก็ใช้งานได้ด้วยเช่นกัน ตัวเลือกก็เพียงกดไปที่โหมด Live Bokeh จากนั้นตัวกล้องจะสลับมาใช้ในโหมดนี้ให้เลย ขณะถ่ายเราสามารถเลือกปรับเอฟเฟกต์ความเบลอของฉากหลังได้เลย แต่ ! อันนี้ต้องบอกก่อนว่าเราจำเป็นต้องกดโฟกัสที่วัตถุซะก่อนนะตัวโหมดนี้ถึงจะทำงานได้ คือหยิบขึ้นมาแล้วเล็งถ่ายแบบไม่แตะโฟกัสเลยไม่ได้ -0-"

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Live Bokeh ของ Nokia 8 ในเรื่องการละลายฉากหลังตัวซอฟต์แวร์ก็ทำได้ดีแบบค่ายอื่นๆล่ะครับ ความเนียนของฉากหลังสวยอยู่ ด้วยการที่มีกล้องคู่จริงๆ ทำได้เนียนตาดี ตามขอบหรือมุมก็เก็บค่อนข้างละเอียด แต่อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นครับ คือการจะถ่ายหน้าชัด-หลังเบลอได้จำเป็นต้องแตะโฟกัสก่อนทุกครั้ง ถ้าเกิดลืมหรือจุดไหนที่นิ้วเอื่อมไม่ถึงก็จะไม่สามารถใช้การละลายผ่านซอฟต์แวร์ได้ซะงั้น

หลังจากที่ได้โหมด Live Bokeh มาแล้วเราสามารถมาเลือกปรับจุดโฟกัสได้ใหม่ด้วย Bokeh Editor ในทางเลือก Edit ของ Google Photos ซึ่งตรงนี้เราสามารถปรับความเบลอได้ทีหลังเช่นกัน แต่หลังจากปรับเสร็จแล้วตัวระบบจะเซฟให้เป็นภาพใหม่อีก 1 ภาพเลยนะครับ

กล้องหน้าของรุ่นนี้ก็ให้ความละเอียดมาที่ 13 ล้านพิกเซลเช่นกัน มี Auto Focus ด้วย ในส่วนของกล้องหน้ามีโหมด Beauty มาให้เลือกปรับระดับนิดหน่อยแต่พองามครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Nokia 8 คุณภาพกลางๆ ในเรื่องความสวยอาจจะไม่ได้เยอะมากมายแบบค่ายเกาหลีหรือจีน แต่ความละเอียดและระบบ Auto Focus ก็ทำให้ได้ความคมชัดที่ดีระดับนึงเลย

โหมดใหม่ Bothie ความเจ๋งของกล้อง Nokia 8 ก็คือเราสามารถใช้งานกล้องหน้า-หลังพร้อมกันได้ด้วย เผื่อใครอยากถ่ายภาพกลุ่มที่อยู่กันคนละฝั่งหรืออยากถ่ายทั้ง 2 ฝั่งพร้อมกันก็ได้ แต่ยังคงเป็นการแบ่งซ้าย-ขวาแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่เท่านั้นไม่มีทางเลือกอื่นให้ปรับเพิ่มนะครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Bothie จะเห็นว่าตรงนี้คงเป็นเพียงลูกเล่นเสริมเข้ามาเท่านั้น เพราะจากการใช้งานจริงมุมมองของกล้องอาจจะไม่ได้เหมาะกับการถ่ายหน้า-หลังพร้อมกันสัดทีเดียว

นอกจากการใช้งานด้านถ่ายภาพหรือวิดีโอแล้ว โหมด Bothie นี้ยังใช้งานร่วมกับการถ่ายทอดสดหรือ Live ผ่าน Facebook หรือ YouTube ได้โดยตรงจากเครื่องด้วย แต่ตอนนี้ยังจำกัดเฉพาะแบบส่วนตัวเท่านั้น แฟนเพจยังไม่ได้เน้อ

ในส่วนของการบันทึกวิดีโอรุ่นนี้ทำได้สูงสุด 4K เลยทีเดียว แถมยังมีระบบบันทึกเสียงแบบ 360 องศาด้วย OZO Audio อัดเสียงได้รอบทิศเลยทีเดียวล่ะ ทำให้เราได้คุณภาพเสียงที่ดียิ่งขึ้น โดยเราสามารถเข้าไปเลือกโหมดการบันทึกเสียงแบบ Surround จากไอคอนรูปไมค์ครับ

การใช้งานแบตเตอรี่

ในส่วนของแบตเตอรี่รุ่นนี้ให้ความจุมาที่ 3090 mAh จะเรียกว่าพอดีกับไซส์หน้าจอเลยก็ได้แหละ การใช้งานจริงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ใช้งานได้ผ่านหนึ่งวันสบายๆ ถ้าใช้งานถ่ายรูปหนักๆก็ยังพอไหวในระหว่างวันครับ ในเรื่องของแบตก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่ที่ดีก็คือรุ่นนี้รองรับ Quick Charge 3.0 ด้วย ถ้าเกิดแบตใกล้หมดจริงๆเราใช้เวลาไม่นานก็ชาร์จเพิ่มเข้าไปได้เยอะแล้วล่ะครับ

สรุปผลการทดสอบ

Nokia 8 ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนเรือธงที่ลงตัวในหลายๆด้าน ทั้งชื่อชั้นที่มีทั้ง Nokia กับ ZEISS ลงตัวด้วยดีไซน์ทันสมัย ถึงแม้การจับถือจะไม่ได้กระชับแบบสุดๆหรือขอบหน้าจอจะยังหนาไปหน่อยก็เถอะ แต่ฟิลลิ่งรวมๆเหมาะกับคำว่าเรือธงอยู่นะ ในเรื่องของสเปคก็ไม่ต้องพูดอะไรมากครับให้มาครบแล้วทั้งหน่วยประมวลผล , แรมรอม หรือแบตเตอรี่ ปิดท้ายด้วยเรื่องกล้องที่เป็นจุดขาย คุณภาพก็ใช้ได้เลยทั้ง 3 เลนส์ ZEISS ที่ให้มา แต่ก็มีข้อติหลายอย่างเหมือนกันทั้งเรื่องของการถ่ายภาพที่ที่แสงน้อย UI ที่ไม่คล่องตัวเท่าไหร่ หรือซอฟต์แวร์ที่เรียบง่ายจนรู้สึกไม่มีอะไรพิเศษไปหน่อย แต่สุดท้ายถ้าใครที่เป็นแฟน Nokia และรอการกลับมาของเรือธงจากแบรนด์นี้อยู่ Nokia 8 นี้คงตอบโจทย์สาวกได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ :D

ราคาค่าตัวของ Nokia 8 อยู่ที่ 19,500 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ IPS ความละเอียด Quad-HD แสดงผลได้คมชัดมาก
  • หน่วยประมวลผลเร็วแรงสะใจ
  • ระบบปฏิบัติการทำงานลื่นไหล
  • กล้องหน้าหลังความละเอียดสูง
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือทำงานง่ายรวดเร็ว
  • รองรับ 2 ซิม
  • รองรับ Quick Charge 3.0

จุดสังเกต

  • ตัวเครื่องบางเฉียบมาก (สันเครื่องแอบทิ่มมือเวลาจับถือ)
  • UI กล้องเข้าถึงยากไปหน่อย
  • การถ่ายภาพในที่แสงน้อยมีปัญหาเรื่องโฟกัสและจับภาพช้าบ้าง

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite