Review : ViVO V7+ ที่สุดของมือถือเซลฟี่ด้วยกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซลและหน้าจอ FullView Display แสดงผลเต็มตา !!

เฮียแม๊พ | 3 ต.ค. 2560 17:17:46

11239

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : ViVO V7+ ที่สุดของมือถือเซลฟี่ด้วยกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซลและหน้าจอ FullView Display แสดงผลเต็มตา !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราก็มีรีวิวฉบับเต็มของ ViVO V7+ มาฝากกัน แน่นอนว่ารุ่นนี้มาพร้อมจุดเด่นในเรื่องของหน้าจอแบบใหม่ FullView Display อัตราส่วน 18:9 พร้อมดีไซน์ที่สวยงามตามสไตล์ค่ายนี้ นอกจากเรื่องของหน้าจอแล้วจุดเด่นอื่นๆอย่างเรื่องกล้องหน้าก็มีเช่นกัน เอาเป็นว่าเดี๋ยวเรามาชมไปพร้อมๆกันดีกว่าว่า รุ่นนี้จะน่าสนใจแค่ไหน :D

อุปกรณ์ในกล่อง

มาเริ่มเช็คตัวกล่องกันก่อนเลย ViVO V7+ ยังคงมาในทรงแนวตั้งมีชื่อรุ่นพร้อมสโลแกนวางไว้ชัดเจน เริ่มต้นจากด้านบนมีโลโก้ ViVO และ โลโก้ FIFA World Cup 2018 เพื่อบ่งบอกถึงการเป็น Official Partner , ภาพตัวเครื่อง , คุณสมบัติเด่นเรื่องกล้อง 24MP Clearer Selfie ส่วนสโลแกนของรุ่นนี้ก็เป็น Perfect Shot ครับผม

อุปกรณ์ภายในกล่องให้มาครบพร้อมใช้งานเหมือนเคย หลักๆแล้วก็มีอยู่ 7 อย่างดังนี้ครับ

  • ตัวเครื่อง ViVO V7+
  • เคสซิลิโคนใส
  • คู่มือการใช้งาน
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ
  • สาย Micro-USB
  • หูฟัง

ดีไซน์ตัวเครื่อง

ในเรื่องของการออกแบบยังคงเอกลักษณ์ของ ViVO ได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่ดีไซน์หน้าจอด้านหน้ามีการปรับเปลี่ยนมาใช้แบบ FullView Display ในด้านหน้าเลยเต็มไปด้านหน้าจอเกือบทั้งหมด ไม่มีโลโก้แบรนด์แปะอยู่แต่อย่างใด

หน้าจอแสดงผลก็เต็มตามากๆอย่างที่บอกครับ รุ่นนี้ให้ขนาดหน้าจอ IPS มาใหญ่ถึง 5.99 นิ้ว ความละเอียดอยู่ที่ HD+ (1440 x 720 พิกเซล) ถึงแม้ความละเอียดหน้าจอจะไม่ถึงระดับ FHD+ แต่ถ้ามองด้วยตาเปล่าก็ถือว่าทำได้ดีครับ สีสันและความคมชัดกำลังสวย เทียบกับขนาด 5.99 นิ้ว ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่

เหนือหน้าจอจอมีไฟ LED แจ้งเตือน , กล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล , ลำโพงสนทนา , เซนเซอร์วัดแสงและไฟแฟลช Soft Light ครับ

ตัวกระจกหน้าจอเป็นแบบ 2.5D ด้วยเหมือนกันมีความโค้งนิดหน่อยพอกรุบกริบ แต่แน่นอนว่าการติดฟิล์มกันรอยก็ทำไม่ได้เต็มจอเช่นเดียวกับรุ่นอื่นๆ เพราะด้วยความโค้งที่หน้าจอนิดหน่อยตรงมุมนี่แหละ ซึ่งพอติดไม่เสมอลงไปตัวขอบๆก็อาจจะมีฝุ่นเข้าไปติดได้ ตรงนี้ต้องระวังหน่อย

ขนาดตัวเครื่องไม่ได้ใหญ่มากมายอะไรถึงแม้ว่าหน้าจอจะกว้างถึง 5.99 นิ้ว แต่ด้วยความยาวที่เพิ่มมากขึ้น แต่ด้านข้างไม่ได้ขยายออกตา ทำให้ความกว้างของหน้าจอจริงๆจะอยู่ที่ราวๆ 5.5 นิ้วเท่านั้น ทำให้ขนาดตัวเครื่องใกล้เคียงกับมือถือไซซ์ปกติเลยล่ะ

วัสดุของตัวเครื่องเป็นโลหะ Unibody สวยๆตามสไตล์ค่ายนี้ เสาอากาศเป็นเส้นบางๆสีเงินตัดกับสีดำของตัวเครื่องได้เป็นอย่างดีมีการซ่อนไว้ได้อย่างสวยงามและเนียนตา ดูไม่ขัดใจเท่าไหร่นักครับ ผิวสัมผัสที่ด้านหลังเป็นแบบด้านๆแต่ก็แอบเก็บรอยนิ้วมือพอสมควรเหมือนกัน ตรงนี้แนะนำว่าให้ใส่เคสที่แถมมาน่าจะช่วยเรื่องการจับถือได้ดียิ่งขึ้นครับ

ตัวเลนส์กล้องด้านหลังวางอยู่ที่ตำแหน่งมุมซ้ายบนมีความนูนออกมาจากตัวเครื่องนิดหน่อย เวลาวางบนโต๊ะหรือพื้นราบก็ไม่ได้เรียบสนิทไปซะทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรใครถ้าเราใส่เคสน่ะนะ ข้างๆมีไฟแฟลช LED 1 ดวงด้วย

ด้านขวามือจะมีปุ่มกดเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Power วางไว้เรียบๆไม่ได้มี Texture อะไรเพิ่มเป็นพิเศษ

ด้านซ้ายมือมีช่องใส่ซิมการ์ดและหน่วยความจำภายนอก ซึ่งตัวถาดซิมจะเป็นแบบ 3 Slot มาให้เลย ไม่ต้องแบ่งแยกแล้ว ทีนี้จะได้ใช้งาน 2 ซิมพร้อมกับเพิ่ม micro-SD ได้เลยครับ

ด้านล่างมีพอร์ตการเชื่อมต่อแจ็ค 3.5 มม. , ไมโครโฟนสนทนา , พอร์ตการเชื่อมต่อ Micro-USB และลำโพงหลักของตัวเครื่อง

ด้านบนมีไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงรบกวน

รวมๆแล้วในเรื่องของดีไซน์ ViVO V7+ ก็ให้มาแบบมือถือ 2017 ดีครับ ทั้งในเรื่องหน้าจอ FullView แบบใหม่ บอดี้สวยๆดูทนทานด้วย Metal Unibody สำหรับ ViVO V7+ รุ่นที่มาวางจำหน่ายในบ้านเรานั้นจะมาด้วย 2 สีคือ ดำ (Matte Black)และทอง (Champagne Gold)ครับผมโดยรุ่นสีดำก็จะเป็นกระจกด้านหน้าสีดำ ด้านหลังเป็นสีดำด้านตามชื่อรุ่น และสีทองด้านหน้าจะเป็นสีขาวละฝาหลังเป็นสีทองครับผม ตรงนี้ผมว่าสวยกันคนละแบบเนาะ

สเปค ViVO V7+

  • รัน Android 7.1.2 Nougat
  • หน้าจอ IPS 5.99 นิ้วความละเอียด HD+ (1440x720 พิกเซล) อัตราส่วน 18:9
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 450 Octa-core
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 506 GPU
  • แรม 4GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3,225 mAh
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/2.0
  • รองรับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับ 2 ซิม
  • รองรับระบบเสียง Hi-Fi (ชิปเสียง AK4376A)
  • ขนาดตัวเครื่อง 155.87 x 75.74 x 7.7 มม.
  • น้ำหนัก 160 กรัม

ถ้ามองในเรื่องสเปคก็ถือว่าให้มาได้ครบครันทั้งในเรื่องของการแสดงผลด้วยหน้าจอแบบใหม่ FullView หน่วยประมวลผลตัวใหม่ Snapdragon 450 , แรม 4GB , รอม 64GB , แบตเตอรี่ 3225 mAh เรียกว่าค่อนข้างครบต่อการใช้งานทั่วไปจริงๆครับ

ระบบปฏิบัติการและการใช้งานเบื้องต้น

ViVO V7+ มาพร้อมระบบปฏิบัติการตัวใหม่อย่าง Android 7.1.2 Nougat เรียบร้อย ตัว UI ที่ครอบก็เป็น FunTouch OS 3.2 ด้วย หน้าตารวมๆก็ไม่ได้แตกต่างไปจากรุ่นก่อนๆสักเท่าไหร่ แต่ด้วยความยาวของหน้าจอที่มีมากขึ้น การวางไอคอนในหน้าแรกเลยทำให้ได้มากกว่าเดิมครับ

แถบการแจ้งเตือนด้านบนจะอยู่ที่ด้านบนเหมือนเดิมครับ , ส่วน Toggle Switch มีการปรับรูปแบบนิดหน่อยแต่ก็ยังคงเรียกขึ้นมาได้ด้วยการเลื่อนขึ้นจากด้านล่างของหน้าจอ ถึงแม้ล่างสุดของหน้าจอจะมีปุ่ม On Screen Button อยู่ แต่ก็สามารถเลื่อนผ่านขึ้นมาได้เลยตรงนี้มีให้ปรับทางลัดต่างๆเพียบกระทั่งพวกแสงหน้าจอ , เสียงเรียกเข้า หรือ Recent App ก็จะมีโชว์ตรงนี้เช่นกัน (คล้ายกับ FunTouch เวอร์ชั่นแรกๆ)

แต่...ถึงแม้จะมีหน้า Recent App อยู่ในหน้า Toggle Switch แล้ว แต่ถ้ากดปุ่ม Recent App ปกติก็จะโชว์รูปแบบการ์ดเหมือนต้นฉบับ Pure Android ขึ้นมาเหมือนกันนะ

ตัวปุ่ม On Screen นั้นเราสามารถปรับรูปแบบให้เป็นทรงปกติ สี่เหลี่ยม , วงกลม และสามเหลี่ยมได้แบบ Pure Android ด้วย ซึ่งการปรับตั้งค่าเราสามารถเข้าไปดูได้ที่ Settings > Navigation Keys ครับผม

หรือถ้าใครที่ไม่ชอบการมีปุ่มบนหน้าจอ (On Screen Button) เราก็สามารถซ่อนไปได้ด้วย ซึ่งเมื่อซ่อนไปแล้วการใช้งานจะใช้รูปแบบ Gesture ในการสั่งงานแทน อาทิ การสไลด์จากล่างหน้าจอตรงกลางขึ้นเป็นการเข้าสู่หน้าหลัก (แทนปุ่มโฮม) , สไลด์ขึ้นจากมุมขวาล่างเป็นการย้อนกลับ (แทนปุ่ม Back)และสไลด์ขึ้นจากมุมซ้ายล่างเป็นการเรียกหน้า Toogle Switch ที่มีตัว Recent App อยู่ด้วย (แทนปุ่ม Recent App)

พวกลูกเล่นอย่าง Theme ก็มีให้เลือกปรับเหมือนเคย เขาไปเลือกเปลี่ยนกันได้ตามใจในแอป iTheme ครับผม

ฟังค์ชั่น Gesture หลากหลาย

ตรงนี้ก็จะคล้ายๆกับรุ่นเดิมที่เคยมีมาอย่างการเคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ , ปาดมือผ่านเซ็นเซอร์ขณะหน้าจอปิดเพื่อดูการแจ้งเตือนวาดตัวอักษรเพื่อเข้าแอปทันทีเป็นต้นแต่ตรงนี้ทาง ViVO จะใช้ชื่อเรียกว่า Smart Motion ไม่ใช่ Gesture&Motion เหมือนแบรนด์อื่นๆนะ โดยเราสามารถเข้าไปตั้งค่าทั้งหมดได้ที่ Settings > Smart Motion

Smart Wake

ตรงนี้ก็จะเน้นไปที่การปลุกจอ หรือการปลดล็อคหน้าจอเข้าแอปได้อย่างรวดเร็วอาทิ Slide upward to Unlock (สไลด์ขึ้นขณะที่หน้าจอปิดอยู่เพื่อปลดล็อค) , Slide Downward to Take Photo (สไลด์ลงขณะหน้าจอปิดเพื่อเข้าโหมดกล้อง) หรือจะเป็นการวาดตัวอักษรต่างๆเพื่อเข้าแอปอื่นๆ เป็นต้น

Air Operation

อันนี้จะเป็นการสั่งงานโดยไม่ตั้งแตะเครื่อง ใช้งานโดยการผาดมือผ่านเซ็นเซอร์วัดระยะ (Proximity Sensor) ข้างๆลำโพงสนทนา ประกอบด้วย Black Screen Glace (ผายมือเพื่อดูการแจ้งเตือน) , Air Unlock (ผายมือเพื่อปลดล็อค)

Smart Turn on/off screen

ตรงนี้จะเป็นแนวเปิด-ปิดจอแบบฉลาดๆของระบบ ประกอบด้วย Raise to wake (หน้าจอจะติดขึ้นเองเมื่อยกเครื่องขึ้นมา) , Double Click to Light (แตะ 2 ครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ) , Smart Keep Bright (หน้าจอจะติดตลอดเมื่อเรามองที่จอ) , Double Tap to turn off screen (แตะ 2 ครั้งในหน้า Homescreen เพื่อล็อคหน้าจอ)

Smart Call

ตรงนี้จะเกี่ยวกับการโทร-รับสาย อาทิ  Smart Call (โทรออกอัตโนมัติจากหน้ารายชื่อหรือข้อความเมื่อนำเครื่องมาแนบหู) , Smart Answer (รับสายอัตโนมัติเมื่อนำมือถือมาแนบหู) , Smart Switch (ปรับโหมดการคุยโทรศัพท์เป็นลำโพงหลักหรือลำโพงสนทนาอัตโนมัติ) เป็นต้น

Smart Split

ฟีเจอร์การแบ่งหน้าจอทำงาน 2 แอป โดยเราสามารถทำงานได้ 2 แบบคือเมื่อมีข้อความจากแอปแชทเข้ามาอาทิ Facebook , LINE หรือข้อความก็จะมีไอคอนของแอปนั้นๆขั้นมาเมื่อเราแตะไปที่ไอคอนนั้นๆก็จะแบ่งการทำงานเป็น 2 หน้าต่างทั้งที หรือจะเป็นแบบ Manual ที่ให้เราแบ่ง 2 หน้าต่างง่ายๆขณะที่เราดูวิดีโอจาก YouTube , Facebook , LINE หรืออื่นๆและลาก 3 นิ้วลงมาจะมีแอปให่้เลือกเพิ่มเติมครับ

App Clone

อีกหนึ่งจุดที่ถูกเพิ่มเข้ามาบนซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็คือ เราสามารถสร้างแอปแชทหลักๆแยกขึ้นมาอีกตัวได้ด้วย อาทิ LINE หรือ Whatsapp ทีนี้ก็สามารถใช้แอปพวกนี้ได้ 2 แอปในเครื่องเดียวแล้ว แต่ตอนนี้เหมือนว่าจะมีบางแอปเท่านั้นที่ทำการโคลนแยกออกมาเพิ่มได้ อย่างพวก Facebook หรือ Messenger ก็ยังทำไม่ได้นะครับ

เข็มทิศและ GPS

เป็นสิ่งที่เพือนๆสอบถามกันมามากว่ารุ่นนี้มีเข็มทิศมาให้ในเครื่องไหม และระบบการนำทางทำได้ดีแค่ไหน ตัวเข็มทิศบอกเลยว่ามีครับ และระบบ GPS การนำทางต่างๆก็ถือว่าทำได้ดี ค่อนข้างแม่นยำเลยล่ะครับ เรื่องการใช้งานแผนที่หรือนำทางหายห่วงครับรุ่นนี้

ระบบสแกนลายนิ้วมือไวเหมือนเคย

ปุ่มโฮมของรุ่นนี้ก็มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้วยเช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ แต่อย่างที่เห็นว่าปุ่มโฮมของรุ่นนี้ไม่มีแบบปุ่มกดหรือเซนเซอร์ฝั่งอยู่แล้ว การสแกนที่ด้านหลังก็ใช้งานง่ายๆเหมือนรุ่นอื่นๆคือแตะปุ๊บก็ติดปั๊บเลยตรงนี้ทาง ViVO เคลมว่าใช้ความเร็วเพียง 0.2 วินาทีเท่านั้นเองนะ

หรือถ้าไม่อยากเอื้อมนิ้วไปแตะที่หลังเครื่อง บน ViVO V7+ ก็ยังมีระบบใหม่อย่าง Face Unlock มาให้เราใช้กันด้วย ชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้วมันคือการสแกนใบหน้านั่นเอง เมื่อเราตั้งค่าเสร็จเรียบร้อย เพียงแค่ปลุกจอและเอาหน้าห่างจากมือถือในระยะพอดีเครื่องก็จะปลดล็อคให้เลยทันที ความเร็วก็เทียบเท่ากับสแกนลายนิ้วมือเลยล่ะ 0.2 วินาทีเท่านั้น แต่ ! อันนี้ต้องบอกก่อนว่าความปลอดภัยอาจจะไม่ขั้นสุดเท่าไหร่ เพราะคนที่หน้าเหมือนกันแบบแฝดนี่สแกนผ่านไปได้อย่างง่ายดาย หรือสแกนเวลาหลับตาก็ติดด้วยเช่นกัน

ความบันเทิงบน V7+

มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนคงอยากรู้อย่างเรื่องความบันเทิงบนหน้าจอ FullView นี้กันหน่อย อย่างที่ทราบๆกันหน้าจอแบบใหม่นี้จะทำให้การดูคอนเทนต์ต่างๆทำได้มากขึ้นทั้งแนวตั้งและแนวนอน บนรุ่นนี้ก็สามารถดูวิดีโอในอัตราส่วนแบบ 21:9 ได้โดยที่เหลือขอบดำน้อยลงกว่าเดิม (เหมือนเต็มตามากขึ้น) ความละเอียดของจอภาพที่ให้มา HD+ การดูพวก YouTube เราจะเลือกความละเอียสูงสุดได้ที่ 720p เท่านั้น ตรงนี้ก็น่าเสียดายไปนิดเนาะ ถ้าได้เป็นระดับ FHD+ คงจะดีกว่า แต่ถ้าดูด้วยตาเปล่าความละเอียดระดับนี้ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ครับ

การดูวิดีโอบน YouTube ก็สามารถกดขยายให้เต็มหน้าจอได้ด้วย อย่างคลิปทั่วๆไปอัตราส่วนแบบ 16:9 ที่พอดูบนหน้าจอ 18:9 แล้วเหลือขอบดำข้างๆเราก็สามารถกดขยายให้เต็มได้ โดยการขยายนี้ต้องบอกก่อนว่าเป็นการครอปส่วนบนล่างทิ้งไป ซึ่งมันจะทำให้เสียบางส่วนของภาพไปด้วยนะ อย่างซับไตเติ้ลนี่ห่างแน่นอนถ้ามีการใส่เข้ามา

ระบบเสียงไม่ธรรมดาแน่นอน ViVO เค้าเด่นเรื่องของระบบเสียงมานานแล้ว (ไม่งั้นจะใช้ชื่อแบรนด์ว่า ViVO Camera & Music เหรอ) เพราะสมาร์ทโฟนในรุ่นฮิตๆก็มักจะใส่ชิปเสียงเทพๆพร้อมระบบเสียงแบบ Hi-Fi มาให้อีกด้วย โดยชิปเสียงของรุ่นนี้ก็อัพเกรดขึ้นมาเป็น AK4376A ช่วยให้การฟังเพลงผ่านหูฟังนั้นยอดเยี่ยมขึ้นเยอะเลย หรือจะเป็นเสียงผ่านลำโพงตัวเครื่องก็ดังมากและมิติเสียงยังทำได้ดีด้วยเช่นกันครับ

ทดสอบประสิทธิภาพ

เห็นจากตัวสเปคด้านบนไปแล้ว ก็ได้เวลามาทดสอบประสิทธิภพาด้วยแอป AnTuTu Benchmark ให้เห็นภาพกันสักหน่อย ถึงแม้รุ่นนี้จะให้หน่วยประมวลผล Snapdragon 400 Series มาแต่ เอาเข้าจริงเจ้า 450 ตัวใหม่นี้ก็มีประสิทธิภาพที่แรงดีเหมือนกัน เทียบเท่าได้กับระดับ Snapdragon 625 เลยล่ะ ตัว GPU ที่ให้มาก็เป็น Adreno 506 ตัวเดียวด้วยนะ ผลคะแนนทดสอบของรุ่นนี้ก็ออกมาที่ 59,313 คะแนนเลยทีเดียว ถือว่าไม่ธรรมดาเหมือนกันนะเนี่ย

เล่นเกมบน V7+

คะแนนทดสอบได้ออกมาเกือบๆ 60,000 แบบนี้ เรื่องเล่นเกมก็คงไม่ต้องห่วงมากนัก แถมตัวชิปเซ็ตที่ใช้ยังเป็น Snapdragon ด้วยแล้ว ตัว GPU เป็น Adreno 506 ประสิทธิภาพโดยรวมไม่ต่างจาก Snapdragon 625 มากนัก เกมต่างๆที่มีอยู่บน Play Store ตอนนี้ก็รองรับหมด

เกมยอดฮิตอย่าง ROV ก็เล่นได้เช่นกัน ระดับกราฟิกเราก็สามารถปรับได้สูงสุดเช่นกัน ถึงแม้เฟรมเรตสูงจะเลือกปรับไม่ได้ แต่การเล่นก็ลื่นไหลระดับ 30fps ได้สบายๆครับ เรื่องอัตราส่วนหน้าจอแบบใหม่ก็ไม่มีปัญหาตัวเกมรองรับเรียบร้อย ได้มุมมองที่ยาวออกไปเป็นพิเศษ

กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช Softlight

ไฮไลท์อีกอย่างของรุ่นนี้ก็ไม่พ้นเรื่องกล้อง ตามคอนเซ็ปต์ Perfect Shot , Clearer Selfie อีกเหมือนเคย ด้วยเลนส์กล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช Softlight ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างสวยงาม

ตัวกล้องมีโหมด Face Beauty มาให้ปรับเพิ่มความเนียนใสของใบหน้าตั้งแต่ 0-100, ปรับตาโต 0-100และคางเรียว 0-100กันอย่างเนียนเบอร์ไหนก็เลือกเอาตามสะดวกครับ แต่ถ้าปรับแล้วทำไมยังไม่รู้สึกว่าแตกต่างจากหน้าปกติเท่าไหร่ ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะตัวแอปจะไม่โชว์พริวิวทันที แต่ถ้าถ่ายออกมาแล้วจะรู้เลยว่าแต่งให้แล้วจริงๆ :P

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ ViVO V7+เห็นได้ชัดว่าเรื่องความเนียนของใบหน้านั้นสวยใช้ได้ตามสไตล์แบรนด์นี้ ทั้งเอฟเฟต์ความเนียนทำได้ดี แต่เสียดายที่กล้องหน้าเป็นเลนส์เดี่ยวเลยไม่สามารถใช้เอฟเฟกต์เบลอฉากหลังได้เต็มที่ล่ะเนอะ ส่วนไฟแฟลช Softlight ก็ช่วยในที่แสงน้อยได้ดีจริงๆ สีสันที่ได้ก็ออกนวลๆตาดีไม่แข็งจนหน้าวอกจนเกินไปครับ

กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล

กล้องหลังแอบมีความละเอียดน้อยกว่ากล้องหน้าไปเลยรุ่นนี้ โดยให้ความละเอียดมาที่ 16 ล้านพิกเซล แต่ความละเอียดระดับนี้ก็ใช้งานได้ครอบคลุมดีแล้วล่ะครับ มีโหมด Auto HDR ช่วยปรับให้พร้อมทุกสภาพแสง , Professional หรือ Ultra-HD ก็มีครบครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ ViVO V7+

การใช้แบตเตอรี่และระบบชาร์จ

ปิดท้ายเรื่องแบตเตอรี่อีกนั่นแหละ รุ่นนี้ให้แบตความจุมาที่ 3225 mAh เรียกว่าเยอะกำลังดีสำหรับมือถือจอ FullView แบบนี้ จากการใช้งานทั่วๆไปที่ลองมาก็โอเคครับ ใช้งานได้ตลอดวันสบายๆ เพราะด้วยสเปคที่ไม่สูงมากแถมความละเอียดหน้าจอก็ไม่ได้สูงมากมายอะไรเลยไม่ได้มีอาการสูบแบตฯเท่าไหร่ แต่ข้อเสียของรุ่นนี้ก็คือไม่มีระบบชาร์จไวเข้ามาด้วย การชาร์จแบตเลยค่อนข้างกินเวลากว่ารุ่นอื่นๆพอสมควรครับ

สรุป !

ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในบรรดามือถือ FullView Display ที่น่าสนใจ ทั้งในเรื่องของหน้าจอที่แสดงผลได้สวยงาม (ถึงแม้ความละเอียดจะไม่สูงมาก) มุมมองแบบใหม่ที่น่าจะเป็นเทรนด์ในปีหน้าตัวนี้ก็เปิดทางมาให้กับ ViVO ได้อย่างสวยงาม เรื่องสเปคภายในให้มาครบพร้อมใช้งานทั่วๆไปจนถึงการเล่นเกมกราฟิกกลางๆเลยด้วย Snapdragon 450 , แรม 4GB , รอม 64GB คงใช้ได้อีกพักใหญ่ๆ ซอฟต์แวร์ต่างๆก็เป็นรุ่นล่าสุดของทาง ViVO เองด้วย Android 7.1.2 ลื่นไหลฟีเจอร์บน FunTouch OS 3.2 ครบ ส่วนเรื่องกล้องก็หายห่วงครับรุ่นนี้คงมาตรฐานของมือถือกล้องหน้าสวยเนียนไว้ได้อย่างดีทีเดียว !

ราคาค่าตัวของ ViVO V7+ อยู่ที่ 11,990 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ FullView แสดงผลได้สวยงาม
  • สเปคตัวเครื่องพร้อมใช้งานทั่วไปจนถึงประมวลผลเกม
  • กล้องหน้า-หลังความละเอียดสูงถ่ายภาพสวยเนียน
  • ระบบสแกนใบหน้าและสแกนลายนิ้วมือทำงานได้รวดเร็ว
  • FunTouch OS 3.2 ทำงานลื่นไหลมีลูกเล่น Gesture เพียบ
  • หน่วยความจำภายใน 64GB
  • รองรับ 2 ซิมและ micro-SD ด้วยถาดซิมแบบ 3 Slot

จุดสังเกต

  • ตัวเลนส์กล้องหลังนูนออกมาจากตัวเครื่องพอสมควร
  • ฝาหลังสีดำเก็บรอยนิ้วมือค่อนข้างง่าย (แก้ด้วยการใส่เคสนะ)

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite