Review: ปลุกผี iPhone เครื่องเก่าให้ดูใหม่แค่ติดกระจกกันรอย พร้อมเปรียบเทียบยี่ห้อน่าสนใจในตลาด!

ป๋าเอก | 15 ก.ย 2560 15:28:38 (อัพเดต 17 ต.ค. 2560 08:55:35)

6917

VIEWS ป๋าเอก

:: Review: ปลุกผี iPhone เครื่องเก่าให้ดูใหม่แค่ติดกระจกกันรอย พร้อมเปรียบเทียบยี่ห้อน่าสนใจในตลาด! ::

แม้ว่าทางด้านของ Apple จะประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการพร้อมกันถึง 3 รุ่นไม่ว่าจะเป็น iPhone X ที่ถือได้ว่าเป็นสมาร์ตโฟนแห่งอนาคตด้วยดีไซน์ใหม่เกือบไร้ขอบและระบบสแกนใบหน้าเทคโนโลยีใหม่ Face ID รวมไปจนถึง iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ที่แม้หน้าตายังคงเดิมแต่ก็เพิ่มเติมความน่าใช้งานให้มากยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าก็ยังมีผู้ใช้งานอีกเป็นจำนวนมากเช่นกันที่ยังขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะยังคงใช้ iPhone ที่ใช้อยู่ต่อไป ซึ่งจะด้วยเหตุผลว่ารู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องอัพเกรด, ไม่เห็นความแตกต่างจากเดิมตรงไหน หรือง่ายๆเลยคือไม่มีเงิน 555+ อันนี้ก็สุดแล้วแต่จะว่ากันไป

แน่นอนครับว่าแม้เราจะบอกว่าเป็น iPhone เครื่องเก่าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสภาพเครื่องจะต้องเก่าตามไปด้วยซะที่ไหน เพราะยังมีอีกหลายวิธีการในปัดฝุ่น iPhone ในมือเราให้ดูเหมือนใหม่อีกครั้ง บางคนก็ใช้วิธีง่ายๆอย่างเช่นการเปลี่ยนเคสที่ใส่ให้มีสีสันที่แตกต่างออกไปหรือบางคนเคยใส่เคสอยู่แล้วก็ถอดเคสออกใช้เครื่องเปล่าๆไปเลยก็ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ไปอีกแบบ ในขณะที่ก็มีอีกหลายคนใช้วิธี "ล้างไส้" คือเข้าไปจัดการรีเซ็ตล้างเครื่องเสียใหม่ลบไฟล์หรือโปรแกรมไม่จำเป็นถึงระดับซอฟต์แวร์ซึ่งก็ดีไปอีกแบบ

อย่างไรก็ตามจริงๆยังมีอีกวิธีการหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบทำกันและน่าจะเป็นวิธีการที่ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายที่สูงมากนักนั่นก็คือการ "เปลี่ยนฟิล์มหรือกระจกกันรอยใหม่" นั่นเอง เพราะเอาเข้าจริงแล้วการใช้งานสมาร์ตโฟนของคนเรานั้นก็วนเวียนกันอยู่ที่บนหน้าจอเป็นหลัก ซึ่งความเก่าของมือถือหลายๆคนนี่ก็มักจะเกิดมาจากฟิล์มกันรอยที่ติดไว้บนหน้าจอมือถือเริ่มเสื่อมสภาพไปตามรูปแบบการใช้งานและกาลเวลา (ไม่นับคนที่ใช้เครื่องเปล่าๆไม่ติดฟิล์มนะ) ดังนั้นการติดฟิล์มกันรอยให้กับ iPhone เสียใหม่ก็เป็นอีกวิธีการน่าสนใจที่จะเปลี่ยนให้มือถือของคุณกลับมาสวยเด้งสดใสเหมือนกับวันที่คุณได้แกะกล่องเครื่องหลังซื้อมาใหม่ๆก็คงไม่ผิดนัก

นอกจากนี้แล้วการเลือกติดกระจกกันรอยให้กับสมาร์ตโฟนนั้นถึงแม้ว่าจะมีราคาที่สูงกว่าปกติ หากเทียบเป็นการติดฟิล์มกันรอยก็คงได้หลายรอบเลย แต่ก็อย่าลืมนะครับว่ากระจกกันรอยที่มีคุณภาพดีมีแบรนด์น่าเชื่อถือนั้นจะสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับมือถือในมือคุณให้ยาวนานขึ้นไปกว่าเดิม เพราะคุณภาพที่จะได้รับหากเทียบกับฟิล์มกันรอยปกติแล้วต้องยอมรับว่ากระจกกันรอยจะดีกว่าอยู่พอตัวเลยละ

เมื่อคิดได้อย่างนี้ปุ๊บ ผมเลยอยากจะพาทุกท่านไปส่องตลาดฟิล์มกันรอย ณ เวลานี้ดูว่ามียี่ห้อไหนที่ขายกันอยู่บ้าง ก็ลองๆไปหยิบมาสองสามเจ้าเอาเปรียบเทียบกันให้ดูคร่าวๆครับว่ากระจกกันรอยสำหรับ iPhone รุ่นเก่ายอดนิยมอย่าง iPhone 6 และ iPhone 6s (ที่เลือกสองรุ่นนี้เพราะที่ออฟฟิศมีแต่คนใช้รุ่นนี้...ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน :P) ตัวไหนน่าสนใจอย่างไรบ้าง เผื่อใครเกิดไอเดียอยากจะลองพาน้องไอไปแปลงโฉมให้ดูใหม่ด้วยการติดกระจกกันรอยเหมือนกันบ้างจะได้เลือกกันถูกว่าจะซื้อของแบรนด์ไหนดีฮะ :D

สำหรับกระจกกันรอย iPhone 6 และ iPhone 6s ที่ผมนำมาลองกันในวันนี้เท่าที่พอหาได้ใกล้ๆออฟฟิศมีด้วยกันทั้งหมดสามยี่ห้อคือ Gorilla กล่องเหลือง-ดำ, Focus กล่องน้ำเงิน-ดำ และ ibit by Hi-Shield กล่องเหลือง-เขียว หน้าตากล่องคร่าวๆก็ประมาณนี้ครับเผื่อจะไปหาซื้อมาใช้กัน

เรามาเริ่มกันจากกระจกกันรอย Tempered Glass จาก Gorilla กันก่อนแล้วกันกับระดับความทนทานที่ 9H+ ตัวนี้ใช้งานได้ทั้ง iPhone 6 และ iPhone 6s ยี่ห้่อนี้เห็นหลายคนชื่นชอบกันเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วด้วย

ภายในแพ็คเกจของ Gorilla เองคุมโทนด้านในด้วยสีเหลือง-ดำเหมือนกัน โดยจะประกอบด้วยฟิล์มกระจกด้านหน้า, ฟิล์มกันรอยติดหลังเครื่อง, สติกเกอร์ช่วยติดฟิล์มกันรอย, แผ่นรีดฟองอากาศ, แผ่นแอลกอฮอล์ทำความสะอาด, ผ้าไมโครไฟเบอร์ รวมไปจนถึงใบรับประกัน เรียกได้ว่าของที่ใส่มาให้ก็จัดเต็มมากๆสำหรับผลิตภัณฑ์กระจกกันรอยทั่วไปเลย

โดยในส่วนของกระจกกันรอยจาก Gorilla ของ iPhone 6s เวอร์ชั่นที่ผมซื้อมาติดนั้นจะเป็นแบบไม่เต็มหน้าจอนะครับ แม้จะดูไม่ค่อยสะใจแบบฟิล์มกันรอยที่ติดเต็มหน้าจอทุกพื้นที่แต่ก็แลกมาด้วยข้อดีอย่างเช่นการไม่ต้องกังวลใจเวลาใส่เคสว่าจะไปเกยกันจนเจ๊งหรือเปล่า ส่วนเรื่องของการสัมผัสทัชหน้าจอใช้งานทั่วไปก็ถือว่าทำได้ดีไม่มีข้อผิดพลาดเลย

ส่วนทางด้านหลังต้องบอกว่าฟิล์มกันรอยที่ Gorilla แถมมาให้เป็นฟิล์มทั่วไป ถือว่าติดไว้กันรอยเครื่องเพลินๆแต่ก็ติดได้ง่ายดีอยู่เหมือนกัน

มาต่อกันด้วยกระจกกันรอย Tempered Glass เบอร์หนึ่งในวงการ (เพราะไปที่ไหนก็เจอแต่พี่แกนี่แหละ) กับยี่ห้อที่ทุกคนคุ้นหูกันดีนั่นก็คือ Focus นั่นเอง หน้าตาแพ็คเกจก็ดูจะเป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ไปแล้วเหมือนกันกับโทนสีน้ำเงินดำที่คุ้นตา มองแต่ไกลก็รู้แล้วว่ายี่ห้ออะไร

แต่ที่แน่ๆคือก่อนซื้ออย่าลืมตรวจเช็คสติกเกอร์โฮโลแกรมต้องอยู่ในสภาพดีและไม่มีรอยฉีกขาดด้วยนะ!

หน้าตาภายในแพ็คเกจกระจกกันรอย Focus ดูมีความใส่ใจผู้ใช้งานหน้าใหม่อยู่ไม่น้อยด้วยการสอนขั้นตอนการติดกระจกกันรอยเป็นภาพพร้อมข้อความเข้าใจง่ายๆ โดยในส่วนของอุปกรณ์ที่ติดกล่องมานั้นอาจจะไม่เยอะเท่าเจ้าอื่นคือมีแค่กระจกกันรอยด้านหน้า, ฟิล์มกันรอยติดหลังเครื่อง, สติกเกอร์ช่วยติดฟิล์มกันรอย, สติกเกอร์เก็บฝุ่นหน้าจอ และผ้าไมโครไฟเบอร์สำหรับทำความสะอาด

ทั้งนี้สำหรับสรรพคุณที่ดูจะเป็นจุดขายของกระจกกันรอย Focus ก็คือความเป็น Super Glass ซึ่งจะเป็นกระจกที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าปกติถึง 2 เท่าทำให้ไม่แตกหรือบิ่นง่ายๆพร้อมรับแรงกระแทกได้ดีกว่าเดิม ส่วนการติดกระจกนั้นก็ไม่ยากสามารถทำได้ด้วยตัวเองสบายๆไม่ต้องพึ่งร้านเหมือนแต่ก่อน จะบอกว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่กลัวการติดฟิล์มหรือกระจกแบบนี้มานานละ (ถ้าพังก็เสียดายเงินเลยหนะเฮ้ย!) แต่เดี๋ยวนี้ของส่วนใหญ่ออกแบบมาให้สามารถติดเองได้ง่ายๆก็ช่วยให้สะดวกขึ้นยิ่งกว่าเดิม ด้านการใช้งานทั่วไปเรื่องหน้าจอสัมผัสก็ถือว่าทำได้ดีผ่านฉลุยเช่นกันครับ

หันมาด้านหลังกับฟิล์มกันรอยแถมมาให้สำหรับติดหลังเครื่องของ Focus ตัวนี้ก็เป็นฟิล์มใสเช่นกัน คุณภาพค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต้องลองใช้ดูฮะ

ปิดท้ายกันที่กระจกกันรอย Tempered Glass จาก ibit by Hi-Shield ครับ ตัวนี้มาพร้อมความทนทานระดับ 9H และเป็นกระจกแบบ Ultra Clear หน้าจอใสที่มีคุณสมบัติพื้นฐานของกระจกทั่วไป

ในแพ็คเกจก็จะมีตัวกระจกกันรอยด้านหน้า, ฟิล์มกันรอยติดด้านหลัง, กระดาษทำความสะอาดทั้งแบบเปียกและแห้ง, สติกเกอร์สำหรับช่วยติดฟิล์มกันรอย และผ้าไมโครไฟเบอร์

สำหรับกระจกกันรอยระดับความทนทาน 9H ของ ibit by Hi-Shield นั้นก็มีคุณภาพที่น้อยกว่าสองเจ้าแรกอยู่นิดหน่อยในเรื่องของคุณภาพการใช้งานสัมผัสหน้าจอเองที่อาจจะลื่นไม่เท่ากับสองยี่ห้อก่อนหน้านี้

แน่นอนครับว่า ibit by Hi-Shield เองก็เป็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่มีฟิล์มกันรอยสำหรับติดหลังเครื่องมาให้ด้วย

เอาละครับ มาว่ากันถึงเรื่องของการใช้งานกระจกกันรอยทั้งสามยี่ห้อกันบ้างดีกว่า ก็ต้องบอกเลยว่าทั้งสามรุ่นต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสูสีไม่แพ้กันในเรื่องของการใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสหรือปัดหน้าจอเพื่อใช้งานพื้นฐานต่างๆก็ดูลื่นไหลเนียนมือไปหมด หรือแม้กระทั่งการเล่นเกมส์ยอดนิยมของยุคนี้อย่าง ROV ก็ถือว่าทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของความสดใสและสีสันบนหน้าจอก็ถือว่าทำได้ดีไม่แพ้กัน ที่สำคัญคือเรื่องของจอสะท้อนสีเป็นรุ้งชวนน่ารำคาญก็ไม่ได้เห็นกันแล้วในกระจกกันรอยยุคหลังๆด้วย

ว่าแต่สรุปแล้วจะซื้อกระจกกันรอยรุ่นไหนดี? เพราะเอาเข้าจริงแล้วก็อย่างที่บอกไปครับว่ากระจกกันรอยยุคหลังๆเรื่องของการใช้งานสัมผัสหน้าจอหรือความยากง่ายในการติดฟิล์มนั้นก็เรียกได้ว่าแทบไม่แตกต่างมากนัก แต่จริงๆแล้วยังมีอยู่ปัจจัยหนึ่งที่พอจะสร้างความแตกต่างให้เห็นกันอย่างชัดเจนนั่นก็คือ "ความแข็งแรงทนทาน" นั่นเอง เพราะไม่ว่าใครติดกระจกกันรอยทั้งทีก็อยากให้เขาอยู่กับมือถือของเราไปนานๆ อย่าเพิ่งแตกสลายก่อนเวลาอันควร ซึ่งตรงนี้แหละที่จะเป็นดัชนีชี้วัดว่ากระจกกันรอยของใครจะอึด-ถึก-ทนกว่ากัน!

กระจกกันรอยทั่วไปเพียงเกิดการโค้งงอนิดหน่อยก็จะเกิดการแตกสลายได้ไม่ยาก

กระจกกันรอย Focus Super Glass มีความยืดหยุ่น แข็งแรง รองรับแรงกระแทกได้ดีกว่า จะถูกโค้งงอขนาดไหนก็ไม่เคยหวั่น!

ซึ่งถ้าวัดกันที่จุดนี้ปุ๊บผู้ที่ดูเหมือนจะเข้าเส้นชัยก่อนใครเลยก็คือกระจกกันรอยของ Focus ที่ชูจุดขายด้วยความเป็น Super Glass ที่จะสร้างความแข็งแรงให้กับกระจก ทำให้มีความยืดหยุ่น รองรับแรกกระแทกได้ดีในอีกระดับของการปกป้องที่มากกว่า ที่สำคัญก็คือไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในผลิตภัณฑ์ตระกูล iPhone เท่านั้น แต่ยังมีกระจกกันรอยของสมาร์ตโฟน Samsung Galaxy อีกหลายรุ่นที่รองรับเทคโนโลยีนี้จาก Focus ด้วย เรียกได้ว่าไม่ต้องเกี่ยงว่าแพลตฟอร์มไหนจะดีกว่าใครเพราะ Focus เขามีด้วยกันหมดแหละ

ก็เอาเป็นว่าขอปิดท้ายตรงนี้ว่าอยากจะให้ทุกท่านลองไปตัดสินใจกันดูครับว่าถ้าถึงเวลาที่เราอยากจะปัดฝุ่น iPhone เครื่องเก่าให้กลับมาดูใหม่อีกครั้ง คุณจะอยากให้ iPhone เครื่องนี้อยู่กับคุณนานๆไปเลยด้วยกระจกกันรอยคุณภาพ "ดีสมราคา" หรือเปล่าละฮะ :)

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite