Review : Samsung Galaxy J7 Pro พี่คนโตตระกูล J สเปคครบ ดีไซน์ชัด ในราคาหมื่นนิดๆ !!

เฮียแม๊พ | 3 ก.ค. 2560 18:12:36

60775

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : Samsung Galaxy J7 Pro พี่คนโตตระกูล J สเปคครบ ดีไซน์ชัด ในราคาหมื่นนิดๆ !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนตระกูล J รุ่นใหม่ของ Samsung อย่าง Galaxy J7 Pro นั่นเองครับ รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของ Galaxy J ในปีนี้ที่เปิดตัวมาได้อย่างน่าสนใจ ทั้งรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับให้สวยงามพรีเมี่ยมมากขึ้นพอตัว และความสามารถภายในที่ใส่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาเพียบเช่นกัน แต่จะมีอะไรที่อัพเกรดขึ้นมาจากรุ่นเดิมบ้าง เดี๋ยวเรามาติดตามไปพร้อมๆกันเลยครับ :D

แรกสัมผัส Galaxy J7 Pro

เริ่มแรกกันด้วยเรื่องของดีไซน์กันก่อนเลย แว้บแรกที่เห็นต้องบอกเลยว่ารุ่นนี้ออกแบบมาได้สวยมากๆ ต่างไปจาก Galaxy J เดิมๆที่เคยเห็นมา เพราะว่าหน้าตามีความพรีเมี่ยมมากขึ้นจนคิดว่าเป็น Galaxy A 2017 ยังไงยังงั้น ตัวการดีไซน์มีการเพิ่มความโค้งมนต์เข้าไปตามมุมและขอบของตัวเครื่องดูดีทีเดียว

การจับถือก็ให้ความรู้สึกที่ดูดีขึ้นด้วยวัสดุแบบโลหะด้านผสมกับตัวกระจกด้านหน้าที่เป็นแบบ 2.5D มีความสวยน่าสัมผัสมากๆล่ะครับ Galaxy J7 Pro มาพร้อมหน้าจอ Super Amoled ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full-HD ซึ่งตรงนี้ก็ได้มีการอัพเกรดขึ้นมาจากตอน J7 Prime เมื่อปีที่แล้วที่ใช้เป็นหน้าจอแบบ TFT รอบนี้ก็สวยสด สมใจแฟนๆ Samsung เค้าล่ะ :D

เหนือหน้าจอมีกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล , ลำโพงสนทนา , เซ็นเซอร์วัดแสง เซ็นเซอร์จับระยะ และไฟแฟลชกล้องหน้า น่าเสียดายที่รุ่นนี้ตัดไฟ LED แจ้งเตือนออกไป (ตอน J7 Prime มี) กลายเป็นเหมือนกับ Galaxy A 2017 ซีรีส์ซะได้นี่ จริงๆแค่เอารูปทรงหน้าตามาเหมือนเค้าก็พอนะ -.-"

ล่างหน้าจอมีปุ่มโฮมที่เป็นเอกลักษณ์ของ Samsung มาช้านาน (แต่เรือธงเค้าเอาออกไปแล้ว) ในปุ่มโฮมนี้มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้วย ส่วนข้างๆก็เป็นปุ่ม Recent App และปุ่ม Back แบบสัมผัสครับ ตรงนี้ต้องบอกว่าน่าเสียดาย (อีกแล้ว) เพราะปุ่มสัมผัสทั้ง 2 ข้างนี้ไม่มีไฟ Backlit ภายในมาให้การใช้งานในที่มืดอาจจะต้องคลำๆหากันหน่อยนะ

พลิกกลับมาด้านหลังจะเห็นการออกแบบใหม่แปลกตาไปจากสมาร์ทโฟน Samsung รุ่นเดิมๆ ด้วยวัสดุแบบโลหะด้านๆ และการวางตำแหน่งของเสาอากาศแบบใหม่ใช้การคาดทั้งขอบบนและล่างของตัวเครื่อง เลยทำให้ดูสวยเด่นไปอีกแบบนะนี่

ตัวเลนส์กล้องอยู่ในส่วนเดียวกับไฟแฟลชที่ครอบเป็นกรอบสีดำๆไว้ ต่างจากรุ่นก่อนๆที่แยกออกจากกันชัดเจนครับ ถึงแม้ความละเอียดของกล้องหลังจะให้มาที่ 13 ล้านพิกเซล แต่ตัวเลนส์กล้องไม่นูนออกมาจากตัวเครื่องเลย ตรงนี้ถือว่า ดี !!

บอดี้ของตัวเครื่องมีการตัดมุมโค้งที่ด้านหลังนี้ให้รับกับรูปมือมากขึ้น สวยลงตัวทีเดียวล่ะ ด้วยขนาดความบางเพียง 8 มม. เท่านั้น

ปุ่มเพิ่มลดเสียงของรุ่นนี้อยู่ที่ด้านซ้ายมือของตัวเครื่อง อันนี้ก็ตามมาตรฐานของ Samsung เขาล่ะเนอะ

มีช่องใส่ซิมการ์ดและ Micro-SD อยู่ฝั่งซ้ายนี้เช่นกัน ซึ่งตัวถาดจะแยกกันเป็น 3 Slot เลย ไม่ใช่ถาดไฮบริดแบบรุ่นอื่นๆ ซึ่งตรงนี้เราก็สามารถใส่ 2 ซิม (Nano-Sim)ใช้งานควบคู่ไปกับ 1 Micro-SD ได้แล้ว แถมระบบ 2 ซิมของรุ่นนี้ยังรองรับการใช้งาน 4G/3G ทั้ง 2 ซิมอีกด้วยนะ

ส่วนปุ่ม Power ก็อยู่ด้านขวามือ แต่ยังมีอีกอย่างที่มาอยู่ตรงนี้้ด้วยคือ ลำโพงหลักของตัวเครื่อง แต่ตรงนี้ก็คงไม่แปลกตาอะไรเท่าไหร่แล้วล่ะเนาะ เพราะตอน Galaxy J7 Prime หรือ Galaxy A 2017 ก็มีการย้ายตำแหน่งมาตรงนี้กันหมดเช่นกัน

ด้านล่างของตัวเครื่องมีไมโครโฟนสำหรับสนทนา , พอร์ทการเชื่อมต่อแบบ Micro-USB และแจ็คหูฟัง 3.5 มม.ครับผม

รวมๆแล้วดีไซน์ของรุ่นนี้ก็ทำได้ดีจริงๆ มีความพรีเมี่ยมที่เขยิบเข้าใกล้ซีรีส์ Galaxy A มากขึ้น แถมบอดี้ยังเป็นโลหะแบบ Unibody ที่หรูหราไม่แพ้กระจกหน้าหลังอีกด้วย ซึ่งจริงๆแล้วดีไซน์ของรุ่นนี้ก็เป็นแบบเดียวกับ Galaxy J7 2017 ที่วางจำหน่ายในประเทศอื่นๆด้วยนั่นเองครับ

สเปค Samsung Galaxy J7 Pro

  • รัน Android 7.0 Nougat
  • หน้าจอ Super Amoled ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full-HD
  • กระจกกันรอย Gorilla Glass 4
  • ชิปประมวลผล Exynos 7870 Octa-core 1.6GHz (64-Bit)
  • ชิปกราฟิก Mali-T830MP2
  • แรม 3GB
  • รอม 32GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3,600 mAh (ไม่รองรับ Fast Charge)
  • กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล f/1.9
  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล f/1.7
  • รองรับ 2 ซิม (3G ได้ทั้ง 2 ซิม)
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับ Samsung Pay
  • มีเซ็นเซอร์ Gyro , เข็มทิศ
  • ขนาดตัวเครื่อง 152.4 x 74.7 x 8.0 มม.
  • วางจำหน่าย 3 สี ดำ , ทอง , ชมพู

จะเห็นว่าสเปคภายในนั้นมีการอัพเกรดขึ้นมาจากตอน J7 Prime ไม่มากนัก แต่แต่ละอย่างนั้นถือว่าช่วยยกระดับขึ้นมาได้ดีทีเดียว ทั้งหน้าจอที่เป็นมาใช้ชนิดหน้าจอแบบ Super Amoled แทน TFT เดิม , ความจุแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 3,600 mAh , หรือจะเป็นกล้องหน้าหลังที่อัพความละเอียดมาเป็น 13 ล้านพิกเซลทั้งคู่และเพิ่มค่ารูรับแสงเป็น f/1.7 ในกล้องหลังด้วย เห็นสเปคแบบนี้แล้วถือว่าเป็นรุ่นล่างค่อนกลางของ Samsung ทีให้สเปคมาค่อนข้างคุ้มอีกรุ่นนึงเลย :D

ทดสอบประสิทธิภาพ !

มาดูในเรื่องของประสิทธิภาพคร่าวๆจากแอป AnTuTu Benchmark กันหน่อย รุ่นนี้นั้นมีการใช้ชิปเซ็ต Exynos 7870 ตัวเดิม (เหมือน J7 Prime)ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-T830 GPU ด้วย ผลการทดสอบคะแนนก็ออกมาที่ 47,442 คะแนนถือว่าไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่

รุ่นใหม่ระบบปฏิบัติการก็ตัวใหม่ !

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจก็คือเรื่องของระบบปฏิบัติการที่ใส่ Android 7.0 Nougat มาให้เลย แถมตัวหน้าตา UI นั้นก็เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแบบเดียวกับ Galaxy S8 เลยด้วยนะ ><

แต่ด้วยความที่สัดส่วนหน้าจอที่ยังคงเป็นแบบ 16:9 แบบมาตรฐานอยู่ เลยอาจจะดูไม่เหมือนกับ S8 ซะทีเดียว แต่พวกไอคอนต่างๆและรูปแบบนั้นเป็นแบบเดียวกันเป๊ะเลย มีการซ่อนปุ่ม App Drawer และใช้การเลื่อนหน้าจอขึ้นหรือลงในการเข้าหน้ารวมแอปแทน ซึ่งส่วนตัวผมชอบหน้าตาคลีนๆแบบนี้มากเลยล่ะ

หรือถ้ายังอยากได้ปุ่ม App Drawer กลับมาเหมือนเดิมก็ยังสามารถเข้าไปเลือกปรับได้ใน Hone Screen Settings แตะค้างที่หน้าจอหรือจีบนิ้วเข้าหากันในหน้าหลัก จากนั้นหาคำว่า Apps Button > Show Apps Button ครับ

ระบบ Samsung Themes บน J7 Pro ก็ยังมีมาให้เลือกปรับเหมือนเดิม โดยจะรวมอยู่ในหมวดเดียวกับพวก Wallpaper แล้ว ซึ่งรอบนี้นอกจากจะเปลี่ยนทั้ง Theme แล้วยังสามารถเลือกเปลี่ยนเฉพาะไอคอนได้ ด้วย วิธีการปรับเลือก Theme ก็เพียงแตะค้างที่หน้าจอหรือจีบนิ้วเข้าหากันในหน้าหลักและเลือก Wallpapers and themes ครับ

การแบ่ง 2 หน้าจอหรือ Multi Window นั้นรุ่นนี้ก็ยังทำได้เช่นกัน ซึ่งแอปที่รองรับการทำงาน 2 หน้าจอจะมีไอคอน 2 หน้าจออยู่ด้านบนตอนที่กดปุ่ม Recent Apps ครับ ซึ่งถ้าเรากดลงไป 1 ครั้งตัวระบบจะให้เราเลือกแอปต่อไปที่จะแบ่งด้วย หรือถ้าอยากใช้งานแบบก่อนๆที่เพียงกดปุ่ม Recent Apps ค้างไว้เพื่อเลือกแอปในหน้าต่างที่ 2 ก็เข้าไปตั้งค่าได้ใน Settings > Advanced Features > Multi Window > Split screen view action ครับ

Always On Display ที่เคยเห็นบน Galaxy S7 ก็มีมาให้เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่รูปแบบ Layout ยังไม่สามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้แบบ Galaxy S8 ใช้ได้เฉพาะที่ติดมาในเครื่องเท่านั้น ซึ่งจะมีให้เลือกคร่าวๆ 4 แบบคือ นาฬิกาดิจิตอล , นาฬิกาแบบเข็ม , นาฬิกาโลก (ใช้คู่กับเวลาในประเทศอื่นได้) และปฏิทิน แต่เรายังสามารถปรับแต่งพวกสีสันของนาฬิกาและ Background ด้านหลังได้อีกนิดหน่อยจากการตั้งค่าที่ Settings > Display , Always On Display ครับ

Secure Folder โฟลเดอร์ลับเก็บเรื่องส่วนตัว

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ติดมาแบบเดียวกับ Galaxy A 2017 ก็คือ Secure Folder โซนลับที่เอาไว้เก็บข้อมูลส่วนตัวไม่ให้ใครรู้ ซึ่ง้ราสามารถใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือในการเข้าสู่ระบบนี้ได้ด้วย โดยตัวแอปที่อยู่ในนี้จะเป็นคนละตัวกับที่อยู่ข้างนอกปกติเลยทำให้เราสามารถสร้างบัญชีอื่นๆอย่างพวก Line หรือ Facebook ขึ้นมาอีกอันในเครื่องเดียวได้นั่นเอง หรือจะเอาไว้เก็บไฟล์ที่ไม่อยากให้ใครดู ถ่ายรูปเฉพาะที่ไม่อยากให้ใครเห็นก็ทำได้เต็มที่ใน Secure Folder นี้เลยจ้ะ :P

หรือถ้าไม่อยากจะต้องเข้าไปในโซนความลับเพื่อใช้งานแอปแชทอีกบัญชีหนึ่ง บนรุ่นนี้ก็มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Dual Messenger เพิ่มเข้ามาด้วย โดยเราสามารถแบ่งแอปแชทหลักๆ อาทิ FaceBook , Messenger , LINE , WeChat ออกมาเป็นอีกแอปหนึ่งให้ใช้งานควบคู่กันไปด้วยได้ โดยตัวแอปที่มีการแยกออกมาจะมีไอคอนสีส้มๆให้รู้ว่าอันนี้คือแอปใหม่ที่มีการแยกออกมาแล้วนะ

สแกนลายนิ้วมือเร็วกว่าเคย

ปุ่มโฮมสแกนลายนิ้วมือยังคงทำงานได้รวดเร็วแบบตอน J7 Prime คือเราไม่จำเป็นต้องกดปลุกจอแล้วค่อยแตะเพื่อสแกนเพียงแค่แต่ที่ปุ่มโฮมเบาๆก็ปลดล็อคหน้าจอได้เลย (ทั้งๆที่หน้าจอล็อคอยู่นั่นแหละ) โดยการทำงานก็ถือว่าค่อนข้างแม่นยำและรวดเร็วทีเดียวล่ะ :D

Samsung Pay ก็ใช้ได้

อีกหนึ่งเทคโนโลยีจากรุ่นพี่ๆอย่าง Samsung Pay ระบบจ่ายเงินอิเล็กทรอนิคที่มักจะเห็นบนรุ่นใหญ่ๆ รุ่นนี้ก็ใส่มาให้เช่นกัน ทีนี้เวลามีโปรโมชั่นพิเศษๆที่ต้องใช้ Samsung Pay ถ้าเราใช้รุ่นนี้อยู่ก็ใช้งานได้เช่นกันแล้วนะ :D

มีเซ็นเซอร์ Gyro และเข็มทิศ

อันนี้เพิ่มให้หน่อย เพราะเห็นถามกันมาเยอะว่ารุ่นนี้มี Gyroscope Sensor และพวกเข็มทิศมาด้วยไหม ต้องขอแสดงความยินดีด้วยครับ Galaxy J7 Pro มีเซ็นเซอร์พวกนั้นมาให้ด้วยครับ :D

ความบันเทิงบน Galaxy J7 Pro

อย่างที่ทราบรุ่นนี้เปลี่ยนมาใช้ชนิดหน้าจอ Super Amoled แล้ว ความสวยสดก็สวยงามขึ้นมาตามสไตล์มือถือ Samsung มุมมองและมิติทำได้ดี และด้วยขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว ที่ผมมักจะบอกเสมอว่ากำลังดีต่อการดูไฟล์หนัง วิดีโอ เพราะด้วยขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป แถมความละเอียดที่ให้มาก็เป็น Full-HD พอดิบพอดีมากจริงๆ

ลำโพงของตัวเครื่องอาจจะดูวางตำแหน่งได้ไม่ปกติกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นเท่าไหร่ เพราะว่าอยู่ตรงมุมขวาของตัวเครื่อง แต่จากการใช้งานจริงก็ไม่ค่อยได้ไปบดบังเท่าไหร่ เสียงที่ได้ก็ทำได้ดีพอดีๆครับ

เข้าสู่เรื่องการเล่นเกม เอาจริงๆรุ่นนี้ก็ไม่ได้เน้นไปที่สเปคภายในมากนัก เห็นจากการทดสอบผ่านแอป AnTuTu Benchmark เราจะเห็นว่าได้คะแนนออกมากลางๆ ในเรื่องของการเล่นเกมก็อาจจะมีติดขัดบ้างสำหรับเกมที่มีกราฟิกหนักๆจริงๆ แต่หากเล่นเกมกราฟิกกลางๆหรือปรับระดับไม่ใช่สูงสุด ก็พอเล่นได้เพลินๆครับ

Game Launcher อันนี้อาจจะไม่ได้ใหม่อะไร แต่ก็ถือเป็นฟีเจอร์เจ๋งๆที่ใส่เข้ามาในหลายๆรุ่นหลังๆของ Samsung มากขึ้น Game Launcher จะเป็นไอคอนเล็กๆที่รูปจอยเกมสีแดง ในนี้จะมีตัวเลือกให้เลือกอยู่ 6 ตัวเลือก

  1. No Alert During game ปิดการแจ้งเตือนอื่นๆเวลาเล่นเกมอยู่
  2. Lock Recent and Back Keys ล็อคปุ่ม Recent Apps และปุ่ม Back กันเวลาเราไปกดโดน
  3. Minimize Game ย่อตัวเกมเป็นไอคอนเล็กๆ
  4. Screenshot แคปหน้าจอ
  5. Record อัดวิดีโอหน้าจอ
  6. Settings ตั้งค่าตัว Game Launcher

กล้องถ่ายภาพ 13 ล้านพิกเซลทั้งหน้าและหลัง

มาเข้าอีกหนึ่งจุดเด่นของรุ่นนี้อย่างเรื่องกล้องถ่ายภาพ เพราะรุ่นนี้ให้กล้องหน้า-หลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซลมาให้เลย โดยตัวกล้องหลังจะมีค่ารูรับแสงกว้างถึง f/1.7 (เท่ากับ Galaxy S8) ทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยทำได้ดีขึ้น ความละลายของพื้นหลังก็เช่นกัน

UI การใช้งานต่างๆจะเป็นเวอร์ชั่นใหม่แบบเดียวกับ Galaxy A 2017 เลยคือทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เราสามารถเลื่อนหน้าจอไปซ้ายเพื่อเลือกฟีลเตอร์ , เลื่อนไปขวาเพื่อเลือกโหมดเลื่อนขึ้นลงเพื่อสลับกล้องหน้า-หลังเป็นต้น

โหมดการถ่ายภาพของรุ่นนี้ ก็มีมาให้ 8 โหมดหลักๆ Auto , Pro , Panorama , Continuous Shot , HDR (Rich Tone) , Night , Sports , Sound & Shot

น่าเสียดายที่ตัว J7 Pro นั้นยังไม่มีโหมด HDR Auto แบบรุ่นใหญ่ๆ ต้องมาเลือกจากโหมด HDR Rich Tone แทน และในโหมด Pro ที่น่าจะปรับค่าพวก Shutter Speed หรือพวกระยะโฟกัสแบบโปรจริงๆได้แล้ว กลับยังไม่สามารถปรับอะไรได้มากกว่า EV+- , ISO และ White Balance เท่านั้น ><

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ Galaxy J7 Pro เรียกว่าตัวกล้องของรุ่นนี้ทำได้น่าประทับใจดีทีเดียวครับ ด้วยความง่ายของกล้อง Samsung ที่เน้นหยิบถ่ายๆก็สวยครบ ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งอะไรมาก ความละเอียด 13 ล้านพิกเซลก็คมชัด โทนสีและสีสันก็มาในสไตล์ของค่ายนี้อย่างชัดเจน (ออกอมเหลือนิดๆ) แถมยังได้ค่ารูรับแสงกว้างๆ f/1.7 แบบนี้ถ่ายภาพวัตถุใกล้ๆก็ละลายฉากหลังได้อย่างเนียนๆเลย แต่แอบสียดายตรงที่ไม่มีระบบกันสั่นมาให้เวลาถ่ายในที่แสงน้อยๆก็อาจจะต้องนิ่งนิดนึงล่ะครับ

กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล f/1.9

ค่ารูรับแสงแคบลงมาอีกนิดสำหรับกล้องหน้าของรุ่นนี้ แต่เอาจริงๆค่า f/1.9 นี่ก็กว้างพอสำหรับกล้องหน้านี้แล้วล่ะครับ (เท่ากับพวก Galaxy A 2017)มีโหมด Beauty มาให้เลือกปรับหน้าเนียนๆ , หน้าเรียว หรือตาโตด้วย แต่ทีเด็ดกว่าก็คือมีไฟแฟลช LED มาให้ในตัวเลย สามารถเซลฟี่ในที่แสงน้อยได้ดีกว่าเคยๆมา

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Galaxy J7 Pro ถือว่าทำได้ดีครับ ความสวยเนียนของใบหน้า และความเบลอของฉากหลัง

แบตเตอรี่และการชาร์จ

Galaxy J7 Pro นั้นให้ความจุแบตเตอรี่มามากมายถึง 3,600 mAh เทียบกับสเปคและขนาดหน้าจอถือว่าจุใจดีทีเดียว เพราะเยอะระดับเดียวกับ Galaxy A7 2017 ที่หน้าจอใหญ่กว่าเลย การใช้งานจริงก็เรียกว่าอึดมากๆเลย ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวันแบบสบายๆ แต่ด้วยความจุแบตฯที่เยอะแบบนี้แต่น่าเสียดายที่ตัวเครื่องไม่รองรับระบบชาร์จไว Fast Charge มาด้วย เวลาชาร์จก็อาจจะต้องเผื่อเวลากันหน่อยล่ะเนาะ :D

สรุปผลการทดสอบ

จัดว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟน Samsung ที่คุ้มค่าและน่าสนใจมากๆรุ่นนึงเลย เพราะด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีขึ้น น่าสัมผัสด้วยบอดี้แบบ Metal Unibody แถมสเปคก็ให้มาแบบครบครันต่อการใช้งานทั่วๆไป ทั้งหน้าจอ Super Amoled 5.5 นิ้ว , หน่วยประมวลผล Exynos 7870 , แรม 3GB , รอม 32GB แบตเตอรี่ที่อึดมากๆ หรือจะเป็นกล้องหน้า-หลัง 13 ล้านพิกเซลคุณภาพดีทีเดียว รวมๆแล้วคงทำให้ Galaxy J7 Pro นั้นเป็นตัวเลือกสำหรับสมาร์ทโฟนราคาหมื่นนิดๆที่น่าพิจารณามากๆอีกรุ่นเลยครับ :D

Samsung Galaxy J7 Pro สนนราคาค่าตัวอยู่ที่ 10,900 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ Super Amoled ขนาด 5.5 นิ้ว แสดงผลสวยสด
  • รัน Android 7.0 Nougat เวอร์ชั่นใหม่แบบเดียวกับ S8
  • มีระบบ Dual Messenger แบ่งแยกแอปแชทออกมาได้
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทำงานรวดเร็ว
  • รองรับ 2 ซิมและ Micro-SD ด้วยถาดซิมแบบ 3 Slot
  • กล้องหน้า-หลัง 13 ล้านพิกเซลคุณภาพดี

จุดสังเกต

  • ไม่มีไฟ LED แจ้งเตือน
  • ปุ่มกดแบบสัมผัสไม่มีไฟ Backlit

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite