[บทความวิเคราะห์] : eMMC กับ UFS ต่างกันอย่างไร แรม DDR3 กับ DDR4 ห่างกันแค่ไหน *อัพเดท*!!

เฮียแม๊พ | 24 เม.ย. 2560 14:50:38 (อัพเดต 27 เม.ย. 2560 11:30:42)

20195

VIEWS เฮียแม๊พ

 [บทความวิเคราะห์] : eMMC กับ UFS ต่างกันอย่างไร แรม DDR3 กับ DDR4 ห่างกันแค่ไหน จะรู้ได้ยังไงว่าเครื่องเราใช้แบบไหน เรามีคำตอบ !! 

นาทีนี้ถ้าจะไม่พูดถึงกระแสดราม่าหนักหน่วงอย่างเรื่องของหน่วยความจำบนสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังก็คงจะไม่ได้แล้วล่ะ เพราะช่วงนี้ฮอตฮิตที่ถูกพูดถึงอย่างร้อนแรงในตอนนี้เกี่ยวกับหน่วยความจำภายใน (ROM) 3 รูปแบบที่แบรนด์นี้ใส่มาให้บนมือถือรุ่นเรือธง ทั้ง eMMC 5.1 และแบบ UFS 2.0 หรือ UFS 2.1 ก็ด้วย ซึ่งแต่ละหน่วยความจำนี้ก็มีความแตกต่างกันออกไปสมควร ทั้งในเรื่องของความเร็วในการอ่านเขียนและเรื่องของการใช้พลังงานก็ด้วย แต่จะต่างกันแค่ไหนมาดูกันเลยดีกว่า

eMMC กับ UFS ต่างกันอย่างไร ?

ปัจจุบันต้องบอกว่าหน่วยความจำ Flash Storage บนสมาร์ทโฟนนุ่นมีใช้กันอยู่ 2 ประเภทหลักๆก็คือ eMMC และ UFS นี่แหละ โดย eMMC นั้นใช้กันมาพักใหญ่จนมาถึงตัวล่าสุดที่ eMMC 5.1 เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมาโดยจะมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 250/125MBps ส่วน UFS 2.0 ที่เปิดตัวมาเมื่อปี 2014 แต่กลับทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่าที่ราวๆ 350/150MBps เลยล่ะ ดูจากตารางด้านบนจะเห็นว่าหน่วยความจำแบบ UFS นั้นมีความเร็วโดยรวมที่สูงกว่า

ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช่ Flash Storage แบบ UFS2.0 นั้นก็คือ Galaxy S6/S6 Edge เมื่อ 2 ปีที่แล้วนู่นแหละ และด้วยความเร็วที่มากกว่าหน่วยความจำทั่วๆไปแบบนี้ตอน S6 ถอดช่องใส่ Micro-SD ออกไปเพื่อลดปัญหาความเร็วที่อาจจะมีปัญหาได้ (แต่ในรุ่นหลังๆก็เอากลับมาแล้วนะ)

นอกจากเรื่องความเร็วในการอ่าน-เขียนแล้ว จุดที่ทาง UFS เหนือกว่า eMMC ก็คือสามารถรับส่งข้อมูลได้ 2 ทาง เขียนและอ่านได้ในเวลาเดียวกัน ต่างจาก eMMC ที่ทำได้ทีละอย่าง จำเป็นต้องเขียนให้เสร็จก่อนจะอ่านต่อได้ ประมาณนั้นครับ ทำให้ตัว UFS นั้นประหยัดพลังงานได้มากกว่าและทำงานได้เร็วกว่าในหลายๆด้านด้วยเช่นกันครับ

และในปลายปีที่ผ่านมาก็เริ่มมี Flash Storage ตัวอัพเกรดอย่าง UFS 2.1 เข้ามาบนสมาร์ทโฟนเรือธงใหม่ๆแล้วด้วย ซึ่งความเร็วของ UFS 2.1 นั้นก็จะเพิ่มขึ้นจากตัว UFS 2.0 ไปอีก ความเร็วเฉลี่ยจะอยู่ที่ราวๆ 700-800MBps เลยทีเดียว ซึ่งหากมองในแง่นี้แล้วหน่วยความจำแต่ละตัวจะมีความเร็วต่างกันพอควรเลยล่ะ

มาถึงตรงนี้คงมีหลายคนอยากทราบกันแล้วว่ามือถือของเราใช้หน่วยความจำภายในแบบไหนกันแน่ เราจะมีวิธีเช็คยังไงล่ะ ? วิธีการตรวจสอบเบื้องต้นก็ทำได้โดยการทดสอบผ่านแอปยอดนิยม AndroBench ดาวน์โหลดได้จากที่นี่

หลังจากดาวน์โหลดมาก็กดไปที่ Run All Benchmark เลย จากนั้นรอให้ตัวแอปจัดการไปจนทดสอบครบแล้วได้ผลลัพธ์ เช็คเอาง่ายๆจากตัว Sequential Read (บรรทัดบนสุด) ว่าได้ความเร็วประมาณไหน ซึ่งผลทดสอบจะประเมินได้ว่าเราได้ Flash Storage ดังนี้ครับ

100 - 300MBps = eMMC 5.1

400 - 500MBps = UFS 2.0

700 - 800MBps = UFS 2.1

แต่ตรงนี้แนะนำว่าให้ลองทดสอบหลายๆครั้งดูก่อนนะครับ อาจจะลองเคลียร์แอปหรือรีสตาร์ทเครื่องก่อนทดสอบดูแล้วดูผลทดสอบดูว่าได้ผลประมาณไหน แล้วค่อยเปรียบเทียบว่าตกลง Flash Storage ของเรานั้นเป็นตัวไหนกันแน่

**อัพเดท จากข้อมูลหลายๆด้านดูเหมือนว่าค่าความเร็วที่วัดได้จากแอป AndroBench นั้นไม่สามารถระบุหรือชี้ชัด Flash Storage ที่ใช้อยู่ได้จริงๆ เพราะเนื่องจากมาตรฐานของ UFS ทั้ง 2.0 และ 2.1 ยังไม่มีการระบุความเร็วแบบชัดๆลงไปว่าต่างกันมากน้อยแค่ไหน หลักๆความต่างของทั้ง 2 ตัวนี้จะอยู่ที่เรื่องระบบ Security ซะมากกว่า เพราะฉะนั้นการทดสอบผ่านแอปตัวนี้แล้วนำมาประเมินว่าเราได้หน่วยความจำเป็นไหนอาจจะยืนยันไม่ได้ 100% ครับ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการเช็คตอนนี้ก็คือทำตามคำแนะนำจากทาง Huawei ประเทศไทยให้เข้าไปเช็คกับศูนย์บริการลูกค้าหัวเว่ย สาขา เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (เวลาให้บริการ 10.30 - 19.30 น.)แทนน่ะครับ **

RAM LPDDR3 กับ LPDDR4 ห่างกันแค่ไหน ?

อีกเรื่องที่ต้องบอกว่ามีความต่างและก็เป็นประเด็นไม่แพ้เรื่อง Flash Storage คือเรื่องของแรม ที่มี 2 มาตรฐานทั้ง LPDDR4 และ LPDDR3 ซึ่ง 2 รุ่นนี้ก็มีประสิทธิภาพที่ต่างกันชัดเจน อย่างตัว LPDDR4 นั้นจะมีความเร็วกว่าตัว LPDDR3 ถึง 50% และประหยัดพลังงานกว่าด้วยถึง 40% เลย

แล้วจะรู้ได้ไงว่าเป็นแรมตัวไหน ?

ในส่วนของการเช็คก็ต้องใช้แอปในการเช็คเช่นกัน แต่รอบนี้ใช้ตัว AIDA64 ในการเช็คว่าตกลงแรมของเราใช้ตัวไหนกันแน่ สามารถดาวน์โหลดแอปได้จากที่นี่

ตรงนี้ไม่ต้องยุ่งยากแล้ว เปิดแอปขึ้นมาแล้วเข้าไปที่ System เลื่อนหาคำว่า Installed RAM จะระบุไว้ชัดเลยว่าความจุเท่าไหร่และเป็น LPDDR อะไรครับ

**อัพเดท สำหรับแอป AIDA64 จะระบุตัวแรมตามข้อมูลสเปค Official เพราะฉะนั้นอาจใช้ยืนยันไม่ได้ซะทีเดียว**

โหลดแอป Terminal Emulator ดีกว่า !

หากตัว AIDA64 ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงเรื่องแรมได้แล้ว เราก็เลยจำเป็นต้องใช้งานอีกแอปคือ Terminal Emulator for Android แอปตรวจเช็คแบบ Advance ขึ้นมาอีก โดยทางด้านทีมงานเว็บไซต์ pdamobiz ได้มีการเขียนแนะนำเกี่ยวกับการเช็ค RAM และ ROM อย่างละเอียดและเป็นอีกวิธีนึงที่น่าสนใจ และชัดเจนกว่า ทางเราจึงขอยกมาเพิ่มเติมให้อีกนิด (ลิ้งก์บทความต้นทาง http://news.pdamobiz.com/huawei-mate9-fake-rom-ram/) ดาวน์โหลดตัวแอปกันได้ที่นี่

ซึ่งเมื่อเปิดแอปขึ้นมาให้พิมคำว่า cat proc/ddr_rod ลงไปแล้วกด Enter เพื่อเช็คว่า RAM ของเรานั้นเป็นตัวไหน ส่วนการตรวจสอบ ROM ก็ให้พิมว่า ls proc/fs/* ลงไปแล้วกด Enter จะมีค่าบอกออกมาตามในภาพด้านบนครับ ซึ่งถ้าเป็น sdd นั้นคือเป็น UFS ละ แต่ถ้าเป็น dm-5 ก็เสียใจด้วยคุณได้ eMMC ไปตามระเบียบครับ

**อัพเดทล่าสุด จากผู้เชี่ยวชาญของเว็บเราอีกท่าน ก็ได้ลงความเห็นว่าตัวแอป Terminal Emulator นี้ก็ยังไม่สามารถระบุตัวแรมที่แท้จริงซะทีเดียว ซึ่งวิธีที่จะใช้ระบุชัดนั้นค่อนข้างซับซ้อนต้องมีการปลดล็อค Bootloader ในการเข้าไปเช็คด้วย (ซึ่งตรงนี้เราไม่แนะนำ) เอาเป็นว่าเบื้องต้นทดสอบเรื่องของตัวหน่วยความจำก่อนละกันครับแบบนี้**

 

ที่มาภาพ : Samsung Newsroom

บทความโดย : เฮียแม็พ. TechXcite