Review : Samsung Galaxy S8 ที่สุดแห่งดีไซน์ชวนหลงใหล และหน้าจอมาตรฐานใหม่เต็มตาแบบไม่ธรรมดา !!

เฮียแม๊พ | 16 เม.ย. 2560 13:58:44 (อัพเดต 16 เม.ย. 2560 14:41:19)

72933

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : Samsung Galaxy S8 ที่สุดแห่งดีไซน์ชวนหลงใหล
และหน้าจอมาตรฐานใหม่เต็มตาแบบไม่ธรรมดา !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย อย่างที่สัญญากันไว้ว่าถ้าได้เครื่อง Galaxy S8 มาเราจะจัดรีวิวแบบเต็มๆให้อ่านกันอย่างเต็มอิ่มไปเลย และแน่นอนตอนนี้ก็ได้เวลาของรีวิว Galaxy S8/S8+ ฉบับเต็มกันแล้ว 2 รุ่นนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่หลายๆคนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะรอบนี้ดูทาง Samsung จะจัดเต็มขึ้นมามากและปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆมาได้อย่างดีทีเดียว เอาเป็นว่าอย่ารอช้าอยู่เลย ไปติดตามรีวิวเจ้า Galaxy S8 และ S8+ กันเลยดีกว่า ! :D

การดีไซน์

เริ่มแรกกันด้วยเรื่องของการดีไซน์ที่มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร เรือธงในซีรีส์ Galaxy S นั้นจะมีการปรับเปลี่ยนให้มี 2 รุ่นมาตั้งแต่สมัย Galaxy S6 คือมีรุ่นหน้าจอปกติมาตรฐานที่ใช้ชื่อเป็นชื่อหลักและรุ่นหน้าจอโค้ง 2 ด้านที่มีชื่อตามท้ายด้วย Edge ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นจุดเด่นและมาตรฐานใหม่ของสมาร์ทโฟนเรือธงจาก Samsung ก็ว่าได้ ในรุ่นถัดๆมาก็มีการปรับเรื่องหน้าจอโค้งนี้ให้ลงตัวมาขึ้น จนมาถึงรุ่น Galaxy S8 นี้ก็ลงตัวจนทาง Samsung ตัดสินใจถอดรุ่นเรือธงหน้าจอแบนปกติออกไปแล้ว เพราะ Galaxy S8 ทั้ง 2 รุ่นในรอบนี้จะมีหน้าจอโค้ง Dual Curved Screen มาให้ทั้ง 2 รุ่นเลย ไม่แบ่งแยกเป็น S8 และ S8 Edge แล้ว แต่รอบนี้ใช้ชื่อว่า S8 และ S8+ แทนนั่นเอง

พอเป็นหน้าจอโค้งทั้งคู่แบบนี้ความต่างก็เขยิบเข้ามาใกล้กว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทั้ง 2 รุ่นนี้สเปคหรือดีไซน์ภายนอกนั้นแทบจะเหมือนกันหมด ต่างกันหลักๆที่ขนาดเท่านั้น ซึ่งเจ้า Galaxy S8 จะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้ว ส่วน S8+ จะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 6.2 นิ้ว

หน้าจอรอบนี้มีการปรับเปลี่ยนไปจากมาตรฐานเยอะมาก เพราะอัตราส่วนหน้าจอของทั้ง 2 รุ่นนี้จัดมาให้แบบพิเศษเลยที่ 18.5:9 ความละเอียดหน้าจอเพิ่มเป็น QHD+ (2960x1440 พิกเซล)ทำให้ได้ขนาดหน้าจอที่ยาวกว่าเดิมมาก (รุ่นทั่วๆไปเป็นอัตราส่วน 16:9)การแสดงผลทำให้ดูเต็มตามากขึ้นแต่ตัวเครื่องไม่ได้ขยายออกข้างไปกว่ารุ่น S7/S7 Edge มากนัก ชนิดหน้าจอยังคงเป็น Super Amoled

อย่างที่บอกว่าหน้าจอยาวขึ้นทั้งบนล่างการใช้พื้นที่หน้าจอจึงทำได้เต็มตัวเครื่องมากๆ สังเกตจากตัวเครื่องที่มีหน้าจอใหญ่ขนาดนั้นแต่ตัวเครื่องไม่ได้ใหญ่ขึ้นแบบมากมายอะไร ยังคงจับถือในมือเดียวได้ถนัดดีอยู่ครับไม่ได้ใหญ่ขึ้นแบบเกินไป ขนาดตัวเครื่องทั้ง 2 รุ่นนั้นจะอยู่ที่

หน้าตาด้านหน้ารอนี้ได้ตัดปุ่มโฮมที่คุ้นเคยออกไปเรียบร้อยตามคอนเซ็ปต์ดีไซน์ว่า ไร้กรอบ ไร้ปุ่มโฮม เลยนั่นแหละ แต่ถึงแม้ด้วยภายนอกจะดูเหมือนเอาออกไปแล้วจริงๆ แต่ใต้หน้าจอนี้ทาง Samsung ยังฝังปุ่มโฮมแบบ Force Touch ไว้ตรงกลางนั้นด้วย เวลาเรากดด้วยแรงประมาณนึงตัวปุ่มจะสั่นรับคล้ายๆกับปุ่มโฮมแบบใหม่ของ iPhone 7 ประมาณนั้นครับ ซึ่งตรงนี้เราสามารถกดได้ตลอดเลยถึงแม้ว่าจะล็อกหน้าจออยู่เพียงกดแรงๆลงไปก็จะเหมือนปุ่มโอมแบบกดเดิมแล้วครับ

เหนือหน้าจอคราวนี้มีเซ็นเซอร์มาให้เพียบเลย ไล่จากด้านซ้ายมาคือไฟ LED แจ้งเตือน , ไฟ Infrared สำหรับสแกนม่านตา , เซ็นเซอร์วัดแสง , เซ็นเซอร์จับระยะ , ลำโพงสนทนา , กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล และเซ็นเซอร์สแกนม่านตาครับ คราวนี้ใต้ลำโพงสนทนาจะไม่มีโลโก้ Samsung อย่างเคยๆแล้วเช่นกันครับ

Galaxy S8/S8+ นั้นมาพร้อมกระจกกันรอยตัวล่าสุดจาก Corning นั่นก็คือ Gorilla Glass 5 ซึ่งก็มีความแข็งแกร่งกว่าตัวก่อนเยอะทีเดียว เคลมว่ามาโอกาสรอดจากการตกที่ความสูง 1.6 เมตรถึง 80% เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวครับ แต่ถึงแม้จะกันได้ขนาดนั้น ก็ไม่วายกลัวเรื่องรอยขีดข่วนรุนแรงกันอยู่ดีล่ะเนอะ แต่พอหน้าจอไร้โลโก้ ไร้ปุ่มโฮมแบบนี้พวกฟิล์มกันรอยหรือกระจกกันรอยที่ใช้ติดก็คงดูสวยเนียนกว่าเดิมแน่นอน อย่างกระจกกันรอยแบบเต็มจอลงโค้งตัวใหม่ FOCUS 3D FULL FRAME ที่จะออกมาตอนที่ตัวเครื่องวางจำหน่าย  ก็จะช่วยปกป้องได้อย่างเต็มหน้าจอ เพิ่มความคงทน แข็งแรง คงความสดใสของหน้าจอ หมดปัญหาเรื่องฝุ่นเข้าขอบจอ ทัชลื่นไม่สะดุด ตอบโจทย์ทุกการใช้งานแน่นอน

ดูด้านหน้าไปเยอะละ พลิกกลับมาดูด้านหลังกันหน่อย หน้าหลังคราวนี้ก็ยังคงเป็นกระจกโค้งเหมือนกัน แต่คราวนี้มีความเนียนกว่าเดิมเพราะความโค้งของกระจกด้านหลังนั้นเท่ากับด้านหน้าเลย เวลาจับถืดนั้นให้ความรู้สึกที่สมดุลและเนียนมือกว่าแบบตอน S7 Edge ที่อันนั้นด้านหน้าหน้าจะโค้งเยอะ แต่ด้านหลังจะโค้งนิดหน่อย

ตำแหน่งการวางของด้านหลังก็เปลี่ยนไปจากเดิมนิดหน่อย เพราะด้วยการที่ตัดปุ่มโฮมด้านหน้าออกไป ก็จำเป็นต้องย้ายเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมาไว้ด้านหลังมาแทนที่ Heart Rate Sensor เดิม , ตัวเลนส์กล้องยังอยู่ตรงกลางเหมือนเดิมแต่รอบนี้เลนส์ไม่นูนขึ้นมากเยอะเท่าไหร่แทบจะแบนราบไปเลยก็ว่าได้ (เพราะเครื่องมันหนาขึ้นกว่าเดิมด้วยแหละ) ส่วนไฟแฟลชและ Heart Rate ย้ายมาอยู่ฝั่งซ้ายและอยู่ภายใต้กระจกเเลย

อย่างที่บอกว่ากระจกหน้าและหลังมีความสมดุลมากขึ้นกรอบเครื่องก็มีความเนียนกับกระจกแบบไร้รอยต่อมาก ด้านขวามือยังคงมีปุ่ม Power อยู่เช่นเคย

ซ้ายมือมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงเหมือนเดิม แต่เพิ่มปุ่มพิเศษอย่าง Bixby เข้ามาด้วย ให้เราเข้าถึงหน้า Bixby Home ได้อย่างง่ายดาย (เดี๋ยวอธิบายการใช้งานอีกทีเนาะ)

ด้านล่างพอร์ทการเชื่อมต่อของรอบนี้เปลี่ยนไปเป็น USB-C แล้ว มีแจ็ค 3.5 มม.อยู่ซ้ายล่างนี้เช่นเคย , ไมโครโฟนสนทนาก็ด้วย ลำโพงหลักยังคงเป็นตัวเดียวเหมือนเคยครับ

ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน และช่องใส่ซิม ถาดซิมยังคงเป็นแบบไฮบริดรองรับ 2 ซิม (แบบซิมแรก 4G ซิมที่สอง 3G ได้) และ 1 ซิม 1 เม็มอยู่นะครับ ไม่ได้มี 3 Slot

รวมๆแล้วดีไซน์ต้องบอกว่าสวยขึ้นมากด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แสดงผลได้ยาวกว่าเดิม ในขณะที่ต้องเครื่องนั้นดูไม่ใหญ่ขึ้นมากมายนัก และด้วยกระจกโค้งทั้ง 2 ด้าน หน้า-หลังนั้นโค้งกำลังดี ไม่มากหรือน้อยไปจนจับลำบากยิ่งทำให้เรื่องการดีไซน์ของ Galaxy S8/S8+ นั้นสวยดูมีระดับขึ้นไปอีกเยอะเลยครับ

สเปค Samsung Galaxy S8/S8+

  • รัน Android 7.0 Nougat ครอบด้วย Grace UX เวอร์ชั่นใหม่
  • หน้าจอ Super Amoled โค้ง 5.8 นิ้ว (S8)/ 6.2 นิ้ว (S8+)ความละเอียด QHD+ 2960x1440 พิกเซล อัตราส่วน 18.5:9
  • หน่วยประมวลผล Exynos 8895 Octa-core
  • แรม 4GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3000 mAh (S8) / 3500 mAh (S8+)
  • รองรับระบบ Fast Charge
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล รองรับ Auto-Focus f/1.7
  • กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล รองรับ Auto-Focus f/1.7
  • รองรับ 2 ซิมผ่านถาดซิมไฮบริด
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง
  • กันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP68

รอบนี้จริงๆก็ยังคงคล้ายกับตอน S6 หรือ S7 นะครับที่ทั้ง 2 รุ่นเปิดตัวมาด้วยสเปคเดียวกัน จะต่างกันจริงๆก็เรื่องหน้าจอที่รอบนี้แค่ขนาดล้วนๆ ไม่ใช่ความโค้งแบบ 2 รุ่นก่อนหน้านั้นแล้ว และความจุแบตเตอรี่ก็ต่างกันไปตามขนาดหน้าจอนิดหน่อยครับ เวลาจะเลือกซื้อก็เลือกกันเอาตามขนาดหน้าจอล้วนๆเลยล่ะแบบนี้

ระบบปฏิบัติการและ UI

มาต่อในเรื่องของระบบปฏิบัติการและพวก UI กันต่อ Galaxy S8 นี้ยังคงมาพร้อมกับระบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat อยู่ แต่เอาจริงๆนี่ก็เรียกว่าแทบจะล่าสุดแล้วล่ะ หน้าตามีการครอบทับ้วย Grace UX ตัวใหม่เข้าไปอีกทีแต่ก็ดูสวยแปลกตาไปอีกรอบเช่นกัน

ด้วยความโค้งเว้าของหน้าจอที่เพิ่มมากขึ้นทั้งตัวจอจริงๆตามมุมก็มีการเพิ่มความโค้งเข้าไปอีก หน้าตา UI จะให้เป็นเหลี่ยมๆก็คงไม่ได้แล้วล่ะเนอะ ไอคอนต่างๆปรับโฉมใหม่กันอีกครั้ง เน้นเป็นสีสันเรียบง่ายแต่ดูสะดุดตา แบ่งเป็นหมวดๆการใช้งานชัดเจนอย่างไอคอนสีเขียวจะเป็นเกี่ยวกับการสื่อสาร , สีแดงเป็นข้อมูล , สีเทาเป็นฟังค์ชั่นเป็นต้นครับ

รอบนี้ในค่าเริ่มต้นจะไม่มีไอคอน App Drawer ติดมาให้แล้ว การเข้าถึงจะใช้การเลื่อนหน้าจอขึ้นในหน้า Home Screen แทน ก็ถือว่าสะดวกดีเพราะเราไม่จำเป็นต้องเลื่อนนิ้วมาที่มุมจอเพื่อกดเข้าหน้า App Drawer อีก แถมยังได้พื้นที่ไอคอนเพิ่มมาอีก 1 ด้วยน่ะนะ

แต่ถ้าไม่ชินจริงๆทาง Samsung ก็ยังมีตัวเลือกให้ปรัยเอาปุ่ม App Drawer นี้กลับมาเช่นกันเราสามารถกดเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Display > Home Screen > Apps Button ครับ

ไหนๆก็เข้ามาที่เรื่องการตั้งค่านี้แล้วมาพูดถึงเรื่องความละเอียดหน้าจอกันหน่อยตั้งแต่มีการอัพเดทเป็น Android 7.0 Nougat ทาง Samsung ก็ได้ให้ทางเลือกในการปรับความละเอียดหน้าจอเองได้แล้ว ซึ่งค่าเริ่มต้นของทั้ง S8 และ S8+ นั้นจะตั้งความละเอียดมาให้เพียงระดับกลางหรือ FHD+ เท่านั้น แต่ความละเอียดสูงสุดที่มาจริงๆจะเป็น QHD+ นะครับ ตรงนี้ก็เพื่อการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดูจะประหยัดขึ้น และความละเอียดแบบนี้ถ้ามองดูบน S8 แล้วก็ถือว่าสวยคมพอดีแล้วเช่นกัน ถ้าไม่ทักก็คงไม้รู้หรอกว่านี่ไม่ได้ตั้งเป็น QHD+ แต่ถ้าอยากได้แบบเต็มๆเวลาดูไฟล์ภาพหรือหนังความละเอียดสูงก็ไปปรับกันได้ที่ Settings > Display > Screen Resolution ครับ

หลังจากที่มีการเปลี่ยนมาใช้ On Screen Button แบบนี้ก็ทำให้เราปรับสีสันของปุ่มด้านล่างหรือสลับตำแหน่งของปุ่มได้หลากหลายมากขึ้นไปอีก แน่นอนเรื่องการปรับสลับตำแหน่งนี่หลายๆแบรนด์ก็ทำได้หมด แต่เรื่องการปรับสีสันของแถบ Navigation Bar นั้นยังไม่ค่อยเคยเห็นเท่าไหร่ ซึ่งของ Galaxy S8 นั้นเราก็สามารถปรับได้โดยไม่ต้องโหลดแอปเพิ่มเติม โดยให้เข้าไปที่ Settings > Display > Navigation Bar ครับ

ระบบ Theme การจัดการหน้าจอที่ครอบคลุมมากขึ้น บน Galaxy S8/S8+ ในหน้าการปรับแต่งนี้กดเข้ามาได้จากการแตะค้างที่หน้า Home Screen หรือจีบนิ้วเข้าหากันในหน้าแรกนี้ จะมีคำสั่ง Wallpapers and Theme เลย ซึ่งในนี้จะมีให้เราเลือกปรับได้หมดทั้ง Wallpaper (เลือกดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้) , Theme อันนี้คงคุ้นเคยกันแล้ว , Icon เลือกปรับได้เฉพาะไอคอนเองได้ และ AOD หน้า Always On Display ด้วย ซึ่งรอบก่อนตอน Galaxy Note 7 ได้มีรูปแบบ Wallaper มาใหม่หรือ Motion Wallpaper รอบนี้เหนือขั้นไปอีก เรียกว่า Infinity Wallpaper ที่จะมีตีมเฉพาะของ Samsung มาให้ 4 แบบหลักถ้าเปลี่ยนนี่จะเลือกครอบคลุมทั้งหมดตั้งแต่ Always on Display ไปจนถึงหน้า Home Screen เลยโดยจะมีเอฟเฟกต์ตามการเคลื่อนไหวของเราเป็นพวกอวกาศสวยๆด้วย

Always On Display ของรอบนี้ะดูแปลกไปอีกนิดหน่อยด้วยหน้านาฬิกาแบบใหม่ของค่าเริ่มต้น และแน่นอนมีการเพิ่มรูปปุ่มโฮมมาในตำแหน่งที่มีปุ่มโฮมแบบ Force Touch ซ่อนอยู่นั่นเองครับ

ตัว Edge Screen ด้านข้างรอบนี้ก็ยังคงใส่ฟีเจอร์ทางลัดเข้าแอปมาเหมือนตอน S7 Edge แต่มีเพิ่มลูกเล่น Smart Select จากซีรีส์ Note เข้ามาเพิ่มด้วย ซึ่งตรงนี้เราสามารถครอปภาพเป็นส่วนๆ (จะวงกลม , สี่เหลี่ยม) ได้ หรือสร้างไฟล์ GIF เฉพาะส่วนได้จาก GIF Maker ด้วยครับ

การใช้งานและฟีเจอร์เด่น

มาต่อในเรื่องของการใช้งานต่างๆกันต่อการใช้งานนั้นจับใช้มือเดียวถนัดแค่ไหน และช่วยอะไรได้บ้างกับหน้าจอ Infinity Display ตัวนี้ เริ่มที่ขนาดตัวเครื่องกันก่อนเลย ขนาดหน้าจอที่ใหญ่แบบจริงจังนั้น ถึงเราจะถือได้ถนัดแต่การเอื้อมนิ้วไปตามหน้าจอสำฟรับการใช้งานมือเดียวก็ค่อนข้างจำกัดเหมือนกัน อย่างถ้าเป็น S8 ยังพอเอื้อมนิ้วไปสุดทั้งซ้ายขวาอยู่ แต่ถ้าบนล่างนี่เวลาจะเอื้อมไปก็ต้องมีการเขยิบขึ้นลงบ้าง แต้ยังโชคดีที่ตัวขอบจอรอบนี้ใช้งานได้ดีไม่มีอาการลั่นแบบตอน S7 Edge แล้วนะ

ส่วนถ้าเป็น S8+ นั้นต้องบอกเลยว่าใหญ่ขึ้นกว่าเยอะ ความกว้างมากขึ้นซ้าย-ขวาก็ใหญ่ประมาณ S7 Edge ได้ แต่ถ้าจะให้เอื้อมมือขึ้นไปแตะบนสุดหรือกดปุ่ม Navigation Bar ก็จะลำบากเกินไปหน่อย อารมณ์การปรับตัวก็คงคล้ายกับตอนที่ iPhone 5 ออกมาใหม่ๆละเปลี่ยนมาจาก iPhone 4S ทำนองนั้นครับ แต่นี่เราไม่ได้พูดถึงจอ 3.5 ไป 4 นะ เพราะมันคือ 5.5 ไป 6.2 เลยทีเดียวล่ะ

แต่ตรงนี้ทาง Samsung ก็คิดวิธีรับมือสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้งานมือเดียวไว้แล้ว โดยเราสามารถเลื่อนนิ้วจากมุมจอด้านล่างเฉียงขึ้นด้านบนเพื่อเป็นการย่อหน้าจอหรือเปิดโหมด One Hand UI นั่นเอง ซึ่งตรงนี้จะมีการย่อขนาดหน้าจอที่โชว์เหลือเพียงราวๆ 4 นิ้ว ทีนี้การกลาดนิ้วไปให้ทั่วหน้าจอก็ทำได้แล้วล่ะครับ

หน้าจอ Infinity Display แบบนี้ด้วยความยาวที่เพิ่มขึ้นมาก็ช่วยในเรื่องของการเสพย์คอนเท้นท์ที่ทำได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย อย่างการอ่านฟีด Facebook , Twitter หรือหน้าเว็บก็จะแสดงรายละเอียดได้มากกว่าเดิม เพราะขนาดจอนั้นยาวกว่าเดิมไม่ได้ขยายออกข้างแบบเท่าๆกันเหมือนรุ่นปกติ ทำให้เนื้อหาที่แสดงจะมากขึ้นกว่าเดิมนั่นล่ะครับ

หรืออีกด้านเรื่องการใช้งาน Multi Window ที่ปกติในรุ่นก่อนก็ใช้งานได้ดีระดับนึงแล้ว แต่ก็มักจะเจอปัญหาเดิมๆคือเวลาใช้งาน 2 หน้าจอแต่ต้องการจะพิมข้อความลงไปในหน้าจอใดจอหนึ่งตัวคีย์บอร์ดจะดันขึ้นมาทำให้การแสดงผลกว่าครึ่งหายไปทั้งหมด แต่ถ้าด้วยอัตราส่วนแบบใหม่นี้ถึงจะมีการพิมอะไรลงไปในหน้าต่างใดหน้าต่างหนึ่งก็ไม่เจอปัญหาคีย์บอร์ดล้นจอที่ว่าแล้วครับ

Bixby ผู้ช่วยใหม่ รอบรู้ไปหมด อีกหนึ่งจุดที่ทาง Samsung เน้นใน Galaxy S8/S8+ นี้ก็คือระบบผู้ช่วยให่อย่าง Bixby ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจัดการอะไรหลายๆอย่างในเครื่องเราได้ โดย Bixby Home นี้จะมาแทนที่หน้า Briefing เดิมที่อยู่หน้าซ้ายสุดบน Home Screen ของสมาร์ทโฟน Samsung มาหลายรุ่น รอบนี้ก็ถูกเปลี่ยนมาแทนทั้งหมด จะมีเป็นการ์ดแสดงพวกแอปหลักๆอย่าง ปฏิทิน (มีวันหยุดพิเศษไหม) , สภาพอากาศในวันนั้น , นาฬิกาปลุก , ข่าวต่างๆ (ก็ยังเป็น Flipboard แบบเดิม) หรือถ้ามีการล็อกอินพวกแอปโซเชี่ยลไว้ก็จะมีมาโชว์ด้วยอย่างในที่นี้ผมมีบัญชี Twitter อยู่ในเครื่องก็จะมีโชว์ Trend 5 อันดับแรงในตรงนี้ด้วยครับ

นอกจากนี้ Bixby ยังทำงานร่วมกับแอปกล้องถ่ายรูปเพื่อค้นหาข้อมูลของภาพต่างๆที่เราถ่ายหรือภาพที่เซฟมาได้ด้วย อาทิ เราอยากรู้ว่าสถานที่ในภาพนี้เป็นที่ไหน ถ้าภาพมีความชัดเจนและคล้ายคลึงพอตัวแอปก็จะโชว์ข้อมูลของสถานทีนั้นๆขึ้นมาโดยเอาฐานข้อมูลจาก Foursquare หรือถ้าภาพวาดภาพถ่ายสวยๆก็จะไปผูกกับ Pinterest , ถ้าภาพสินค้าจะเป็น Amazon เป็นต้นครับ

แต่น่าเสียดายที่ตัวเครื่องที่เราได้มาทดสอบนี้ยังไม่สามารถใช้งานระบบ Voice หรือสั่งการด้วยเสียงแบบ S-Voice เดิมได้ (จริงๆระบบนี้ก็เอามาแทน S-Voice ด้วยน่ะนะ) ซึ่งถ้าใช้งานได้น่าจะมีประโยชน์ขึ้นมาอีกเยอะอยู่ในการสั่งการต่างๆ

Galaxy S8/S8+ ยังคงมาพร้อมความสามารถกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 เช่นเคย สามารถเอาลงน้ำได้ 1.5 เมตรนาน 30 นาที กันอุบัติเหตุได้การตกน้ำหรือน้ำสาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครับ ตรงนี้หายห่วงได้

ระบบรักษาความปลอดภัยหลากหลาย

มาเข้าเรื่องรักษาความปลอดภัยกันต่อ Galaxy S8/S8+ นี้ให้เซ็นเซอร์มาเยอะแยะเต็มไปหมดอย่างที่เห็นจากรอบๆตัวเครื่อง ทั้งสแกนม่านตา , สแกนลายนิ้วมือ อันที่จริงยังมีระบบสแกนใบหน้าเข้ามาด้วยนะ แต่ผมจะขอพูดเป็นเรื่องๆไปละกันเนอะ เริ่มจากระบบสแกนลายนิ้วมือเดิมที่พอมีการย้ายตำแหน่งมาแบบนี้หลายคนอาจะคิดว่ามันจะถนัดรึเปล่า เพราะ Samsung ไม่ค่อยมีสมาร์ทโฟนที่ใช้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังเลย แถมตำแหน่งยังไม่ได้อยู่ตรงกลางเครื่องแบบของเจ้าอื่นๆด้วย แรกๆมาต้องบอกก่อนเลยครับว่าไม่ชินอย่างแรง ด้วยตำแหน่งที่ไม่อยู่ตรงกลางอย่างที่บอก แถมแถวๆนั้นยังมีเลนส์กล้องอยู่ด้วย มีการแตะผิดบ่อยครั้งมาก

แต่…!ถ้าใครที่เคยใช้เซ็นเซอร์ Heart Rate จนชินตรงนี้คงสะดวกได้ไม่ยากนัก เพราะมันคือตำแหน่งเดียวกันเลย ซึ่งผมไม่ใช่อะนะ ตอนได้เครื่องมาแรกๆไม่แตะเลยใช้กดรหัสหรือสแกนใบหน้าเอาง่ายกว่า แต่พอลองปรับตัวหน่อยจนชินก็คิดว่ามันใช้ง่ายดีนะ แตะปุ๊บติดปั๊บแบบค่ายอื่นๆแหละ เพียงแต่ตำหน่งการวางอาจจะต้องใช้ความชินจริงๆ ถ้าใช้บ่อยปรับตัวได้หลังก็ไม่ค่อยพลาดแล้วแถมยังใช้มันบ่อยขึ้นด้วยแหละ แต่อันนี้ต้องบอกก่อนว่าผมลองกับตัว S8 เป็นหลัก ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่มากของตัวเครื่องยังพอใช้งานได้สะดวก แต่ถ้าเป็นบน S8+ ก็อาจจะต้องเกร็งนิ้วในการเอื้อมนิดหน่อยน่ะนะ

ถ้าคิดว่าต้องใช้เวลาปรับตัวมากเกินไปลองมาใช้ระบบสแกนใบหน้าอย่างที่ผมบอกไปไหมล่ะ ? ตัวนี้สะดวกสุดๆเพราะระบบสแกนใบหน้าของ S8/S8+ นั้นทำออกมาได้ดีและฉับไวกว่า Face Unlock ที่เราเคยรู้จักตั้งแต่ Android 4.0 ICS มาก เพียงแค่เราปลุกจอ (ไม่ว่าจะเป็นกดปุ่ม Power หรือ Home)แล้วเอาหน้าไปใกล้ๆไม่ต้องเพ่งอะไรมาก หน้าจอก็จะปลดล็อคทันที เร็วขนาดนั้นจริงๆแหละ แต่ข้อเสียก็คือความปลอดภัยของตรงนี้ยังมีจุดที่ไม่เสถียรอยู่เพราะบางครั้งที่ผมลองเอาภาพใบหน้ามาสแกนก็มีติดบ้างหรือคนที่หน้าเหมือนอย่างฝาแฝดอันนี้หลอกได้สบายเครื่องไม่รู้ปลดล็อคให้เฉยเลย

ปิดท้ายที่รักษาความปลอดภัยขั้นสุดของจริงอย่าง ระบบสแกนม่านตาที่ได้เห็นกันอีกครั้งหลังจากตอน Galaxy Note 7 รอบนี้ก็เหมือนเดิมเลย การทำงานทำได้อย่างดีสแกนม่านตาเร็วและไม่สามารถหลอกกันได้ โดยตัวเซ็นเซอร์ด้านบนจะมีไฟ Infrared ไว้ส่องมาที่ตาและสะท้อนกลับไปที่เซ็นเซอร์เพื่อช่วยให้รู้ว่านี่คือตาจริงๆของเราไม่ใช่ตาจากภาพถ่ายด้วย ตรงนี้ถือว่าปลอดภัยได้ของจริงเจ้าตัวนี้ แต่การใช้งานค่อนข้างเสียเวลากว่า Face Unlock นิดหน่อย เพราะเราจะเป็นต้องปลุกจาก เลื่อนหน้าจอ 1 ครั้งเพื่อเข้าโหมดนี้ และถ้าเปิดสแกนม่านตาก็ไม่สามารถเปิดสแกนใบหน้าควบคู่ไปได้ด้วย ถ้าเลือกความเร็วผมแนะนำเป็นสแกนใบหน้า แต่ถ้าเลือกความปลอดภัยแบบแทบ 100% เจ้าสแกนม่านตานี่เลย

ประสิทธิภาพของ Galaxy S8

แน่นอนว่าเราได้ทราบสเปคเต็มๆของทั้ง 2 รุ่นนี้ไปแล้ว และในเรื่องประสิทธิภาพล่ะ ถ้าเทียบจากแอปวัดประสิทธิภาพนั้นสูงขึ้นกว่าเดิมมากน้อยแค่ไหน โดยเราก็จับเอามาทดสอบผ่านแอป AnTuTu Benchmark เช่นเคย ซึ่งเมื่อทดสอบแล้วผลคะแนนก็ออกมาสูงถึง 172,493 คะแนนเลยทีเดียว เทียบกับ S7 Edge นั้นถือว่าสูงขึ้นมาราวๆ 50,000 คะแนนเลยล่ะครับ

ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมบน Galaxy S8

มาเข้าเรื่องของการใช้งานมัลติมีเดียบน Galaxy S8 กันต่อ ด้วยหน้าจอที่ยาวขึ้นกับอัตราส่วนแบบ 18.5:9 มากขึ้นแบบนี้ในเรื่องของการดูหนังหรือดีวิดีโอผ่านเจ้า 2 รุ่นนี้ก็ดูเหมือนจะยิ่งเต็มตาขึ้นไปอีกเยอะ แต่...ความเป็นจริงด้วยอัตราส่วนประหลาดแบบนี้การแสดงผลวิดีโอมาตรฐานที่ 16:9 นั้นก็ดูจะขาดๆอะไรไปพอสมควร เพราะจอที่ยาวขึ้นแต่วิดีโอที่รองรับนั้นยังไม่มากพอ ถ้าเรามาเปิดดูบนจอของ S8 นั้นก็จะเกิดขอบดำที่ด้านซ้ายและขวาเพิ่มเข้ามาสุดท้ายก็เหมือนเราดูบนจอมาตรฐานเก่าอยู่ดี มีพื้นที่เว้นว่างมากขึ้นไปอีกซะงั้น

กลับกันถ้าเราดูไฟล์วิดีโอที่มีอัตราส่วนแบบยาวอยู่แล้วอย่าง 21:9 มาตรฐานตามฉบับโรงภาพยนตร์นั้น ถ้ามาเปิดดูบนเครื่อง S8 การแสดงผลก็จะเต็มตาขึ้นกว่าเดิมจริง ขอบดำที่เหลือบนล่างจะน้อยกว่าบนจอมาตรฐาน 16:9 เยอะอยู่ แต่วิดีโอแนวนั้นก็ต้องเป็นพวกหนังจริงๆหรือ Trailer ที่ทำมาให้เป็นอัตราส่วนแบบนั้นเท่านั้นล่ะเนอะ คลิปวิดีโอทั่วไปตาม YouTube ก็ยังเป็น 16:9 อยู่ดี

ตรงนี้ทาง Samsung ก็มีวิธีแก้ปัฐหาเบื้องต้นสำหรับวิดีโอไม่เต็มจอตรงนี้ด้วยการเพิ่มซอฟต์แวร์การขยายวิดีโอให้เต็มจอมากขึ้นโดยการครอปออกไปด้วย ซึ่งเวลาดูวิดีโอจะมี Pop up ขึ้นมาให้ปรัลอัตราส่วนของวิดีโอให้เข้ากับหน้าจออยู่ด้วยครับ พอกดลงไปก็จะขยายได้เต็มจอแล้ว แต่ด้วยความที่มีกาาครอปลงไป รายละเอียดบางอย่างก็อาจจะหายไปนิดหน่อย แลกเอากับการแสดงผลเต็มจอแทน

ส่วนเรื่องเสียงลำโพงของ Galaxy S8/S8+ นั้นยังคงเป็นแบบตัวเดียว ไม่ใช่ลำโพงคู่ที่ใช้งานร่วมกัน 2 ตัวแต่อย่างใด ตำแหน่งก็ยังวางอยู่ที่เดิมเหมือนตอน S7 เป๊ะ แต่เสียงที่ได้ออกกลางๆครับ มิติอาจจะไม่ได้เยอะมากมายอะไร

แต่ระบบเสียงผ่านหูฟังมีการอัพเกรดขึ้นมาอีกนิดรองรับระบบ 32bit แล้วด้วย แถมในกล่องของทั้ง S8 และ S8+ ยังแถมหูฟัง AKG มาให้อีกด้วยนะ

**โปรดลดเสียงก่อนกดดูคลิป พอดีใส่เสียงอินโทรดังเกินไปหน่อยค้าบบ -/\-**

เล่นเกมล่ะ ? การเล่นเกมของ S8 นี้ก็ทำได้ดีครับ ถ้าพูดในเรื่องของสเปคนี่ก็ทำงานได้ลื่นไหลสบายๆ ทั้งเกมเก่าเกมใหม่ก็เล่นได้หมด รองรับได้อย่างเต็มที่ แถมในเรื่องอัตราส่วนที่ยาวขึ้นนี้เราก็สามารถปรับให้เต็มจอได้อีกด้วย แต่บางเกมอาจจะยังไม่รองรับเต็มที่ ตรงนี่ก็เพราะปัจจุบันเกมก็ยังดูเหมือนพัฒนามาในอัตราส่วนแบบ 16:9 ซะส่วนใหญ่ล่ะเนอะ

กล้องหลังปรับซอฟต์แวร์หน่อยสวยเนียนไปอีก

มาถึงเรื่องกล้องที่น่าจะเป็นจุดขายของสมาร์ทโฟนในยุคนี้กันบ้าง Galaxy S8/S8+ ยังคงมาพร้อมกับกล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเท่าเดิม ค่ารูรับแสงก็กว้าง f/1.7 เท่าเดิม ในส่วนของฮาร์ดแวร์ดูไม่ต่างจากเดิมมากนัก หลักๆในรอบนี้จะเน้นไปที่ซอฟต์แวร์ซะมากกว่าฮะ

หน้าตา UI ยังคงคล้ายกับของ S7 ที่มีการอัพเดทใหม่แล้วอยู่ ใช้งานมือเดียวได้ง่ายเพราะสามารถสลับกล้องหน้าหลัง , เปลี่ยนโหมดหรือซูมภาพได้จากการเลื่อนหน้าจอขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา แตะเลื่อนซ้าย-ขวาจากปุ่มชัตเตอร์เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเพิ่มลูกเล่นเล็กๆน้อยๆอย่าง Bixby Vision หรือเอฟเฟกต์หน้าการ์ตูนเข้ามาในหน้ากล้องหลังด้วย

และในการถ่ายภาพในที่แสงน้อบรอบนี้ทาง Samsung ได้มีการเพิ่มระบบ Multi Frame Processor ที่ช่วยให้ได้ภาพรายละเอียดที่คมชัดขึ้นโดยการถ่ายภาพหลายๆภาพแล้วเอามารวมกันในภาพเดียวให้ได้รายละเอียดมากขึ้นด้วย ตรงนี้อยู่ในโหมด Auto เลยเราไม่ต้องเลือกอะไรมากตัวกล้องจัดการให้หมดครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ Galaxy S8 คุณภาพของกล้องหลังยังคงทำยอดเยี่ยมตามมาตรฐานของ Samsung จนแอบคล้ายกับ S7 มากๆ ความต่างยังไม่ถึงกับชัดเจนมากนัก แต่ในความรู้สึกผมเหมือนว่าเรื่องแสงน้อยจะทำได้สว่างมากขึ้น (คงเพราะใช้ Multi Frame) และสีสัน White Balance ค่อนข้างตรงกว่าเดิมไม่ค่อยติดเหลืองเท่าไหร่แล้วน่ะนะ

กล้องหน้าอัพเกรดเยอะมี Auto Focus

กล้องหลังยังดูเดิมๆ แต่กล้องหน้านี่อัพเกรดเยอะเลย เพราะเพิ่มความละเอียดจาก 5 มาเป็น 8 ล้านพิกเซล แถมยังใส่ระบบ Auto focus เข้ามาให้อีกด้วยนะ

เท่านี้ยังไม่พอด้วยความที่มี Auto focus แบบนี้ก็เลยสามารถใส่โหมด Selective Focus หรือหน้าชัดหลังเบลอเข้ามาในกล้องหน้าได้ด้วย

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้าของ Galaxy S8 จะเห็นได้ว่ากล้องหน้าในรอบนี้สวยขึ้นจริงๆ และไม่ทีความฟุ้งแบบตอน S7 ให้เห็นเท่าไหร่แล้ว ด้วยระบบ Auto focus ทำให้ได้ภาพที่มีมิติมากขึ้นจริง ฉากหลังดูเบลอกว่าเดิม ยิ่งถ้าใช้ Selective focus นี่ก็เบลอได้สวยเลยล่ะ แต่ในเรื่องความกว้าง รอบนี้ถ้าเทียบกับ S7 เลนส์แคบลงมากว่าเดิมหน่อย แต่ก็ยังกว้างให้เก็บภาพกลุ่มได้อยู่แหละครับ

ส่วนในเรื่องการบันทึกวิดีโอก็ยังทำได้ยอดเยี่ยมเช่นเคย ทั้งระบบกันสั่น Smart OIS ที่ช่วยให้ภาพนั้นนิ่งและ Smooth ขึ้น หรือ Dual Pixel ที่ช่วยในเรื่องการโฟกัสได้ไวสุดๆ ส่วยความละเอียดสูงสุดที่บันทึกได้ก็แน่นอนครับ 4K Ultra-HD นั่นแหละครับ :D

การใช้งานแบตเตอรี่และระบบชาร์จ

ปิดท้ายกันที่เรื่องของแบตเตอรี่ ด้วยความที่ทั้ง 2 รุ่นนี้มีขนาดหน้าจอใหญ่ยักษ์ขึ้น แต่ความจุแบตเตอรี่นั้นลดลงเหลือ 3000 mAh กับ 3500 mAh แบบนี้อาจจะเป็นกังวลว่ามันจะอึดเหมือนรุ่นเดิมไหม ในช่วงแรกๆที่ทดสอบผมลองเปิดทุกอย่างครบ ทั้ง Always On Display และ หน้าจอความละเอียดสูงสุด ก็พบว่าแบตเตอรี่อยู่ได้พอควร แต่ไม่ถึงกับอึดมากมายอะไร แต่จากที่ลองปิด AOD ลดความละเอียดหน้าจอเป็น FHD+ ใช้งานมาสักพัก ก็พอว่าแบตมันก็อึดใช้ได้นะครับ พอๆกับตอนใช้ S7 Edge ได้เลยล่ะ เท่าที่ใช้มาราวๆ 2 สัปดาห์ก็พบว่าเรื่องแบตนี่สอบผ่านละ สงสัยช่วงแรกๆที่แบตไหลไปหน่อยคงเป็นการทำงานที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางสักเท่าไหร่น่ะเนาะ

ส่วนเรื่องระบบชาร์จรอบนี้ยังคงรอบรับระบบ Fast Charge เหมือนเดิม และมาตรฐานก็ยังเป็นตัวเดิมครับ ใครที่มีอุปกรณ์เสริมตัวเก่าอย่างพวก Wireless Charger Fast Charge อยู่ก็ใช้งานได้เร็วเหมือนกันเป๊ะ

สรุป !

ต้องบอกก่อนเลยว่าตอนได้พรีวิวคร่าวๆไปรอบก่อนผมว้าวกับเจ้า S8/S8+ มาก เพราะด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่แถมอัตราส่วนแบบใหม่นี้ทำให้ดูแปลกและโดดเด่นจากสมาร์ทโฟนทั่วไปมาก และพอได้มาใช้งานจริงก็รู้สึกว่ามันลงตัวขึ้นจริงๆถึงแม้ในช่วงแรกนี้บางแอปจะยังไม่รองรับการแสดงผลแบบเต็มจอจริงๆสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังใช้งานได้อย่างไม่ติดขัดอะไร ดีไซน์ที่สวยและลงตัวมากขึ้นผมค่อนข้างชอบตัว S8 มากกว่าด้วยความที่ขนาดจอใหญ่กำลังดีแถมใช้งานมือเดียวก็ถนัดกว่า หน่วยประมวลผลที่เร็วและแรงขึ้น ถึงแม้การใช้งานรวมๆจะไม่ต่างจากเดิมมากเท่าไหร่ (ของเดิมก็แรงอยู่แล้ว) ฟีเจอร์เด่นความสามารถใหม่ๆรอบนี้ก็จัดมาเต็ม อย่าง  Bixby นี่อาจจะดูเหมือนธรรมดาๆไปหน่อย แต่ผมเชื่อว่าอนาคตต้องมีอะไรดีๆมาให้เราได้ว้าวกันอีกแน่ กล้องที่ดีอยู่แล้วก็ดีขึ้นไปอีก (โดยเฉพาะกล้องหน้า) รวมๆแล้วมีเสน่ห์เหลือเกินสำหรับ Galaxy S8/S8+ เป็นเรือธงที่น่าใช้มากถึงมากในสุดในตอนนี้เลยล่ะครับ ^^"

ราคาและโปรโมชั่น

Samsung Galaxy S8 = 27,900 บาท

Samsung Galaxy S8+ = 30,900 บาท

ทั้ง 2 รุ่นจะเริ่มเปิดให้จองล่วงหน้าวันที่ 17-23 เมษายนนี้ ผู้ที่สั่งจองล่วงหน้าจะได้รับเป็น Premium Set สุดพิเศษมูลค่ากว่า 6,950 บาท นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นของโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายอีกมากมาย เช็คโปรโมชั่นได้ที่นี่ครับ >> http://www.techxcite.com/topic/27369.html

จุดเด่น

  • หน้าจอ Infinity Display แสดงผลได้ยอดเยี่ยม
  • ขนาดตัวเครื่องจับถือมือเดียวสะดวกถึงแม้จอจะใหญ่มาก
  • สเปคเร็วและแรงมาก
  • หน่วยความจำภายใน 64GB รองรับ Micro-SD 256GB
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
  • กล้องหน้า-หลังอัพเกรดใหม่คุณภาพยอดเยี่ยม

จุดสังเกต

  • ตอนที่รีวิว Bixby ยังคงทำงานได้ไม่ครบทุกฟังค์ชั่น
  • อัตราส่วนหน้าจอแบบใหม่อาจมีบางแอปที่ยังรองรับ

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite