Review : Huawei Mate 9 Pro เรือธงกล้องหลังคู่สุดพรีเมี่ยมที่ถึงแม้จะเลข 9 ก็มีดีไม่แพ้เลข 10 !!

เฮียแม๊พ | 14 มี.ค. 2560 19:26:14

4398

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : Huawei Mate 9 Pro เรือธงกล้องหลังคู่สุดพรีเมี่ยม
ที่ถึงแม้จะเลข 9 ก็มีดีไม่แพ้เลข 10 !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนกับ เฮียแม็พ. TechXcite กันอีกเช่น วันนี้เรามีอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนเรือธงที่ฮือฮาที่สุดในช่วงปลาย - ต้นปีที่ผ่านมาอย่าง Huawei Mate 9 Pro มารีวิวให้ชมกัน ถึงแม้กระแสช่วงนี้เลข 10 จะมาแรงซะเหลือเกิน แต่เลข 9 อย่างก็ยังคงมีจุดเด่นที่น่าดึงดูดไม่แพ้กัน เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่าว่า Mate 9 Pro สุดยอดเรือธงระดับพรีเมี่ยมตัวนี้จะมีอะไรชวนให้เราหลงใหลได้บ้าง :D

ยลโฉม Mate 9 Pro

เริ่มกันด้วยรูปลักษณ์ของ Huawei Mate 9 Pro ก่อนเลย รุ่นนี้ต้องบอกว่ามีหน้าตาที่พรีเมี่ยมขึ้นกว่าตอน Mate 9 พอสมควร และเราจะเห็นความแตกต่างจากมือถือรุ่นก่อนๆของ Huawei ด้วยหน้าจอด้านหน้าแบบโค้งนิดๆ และปุ่มโฮมนอกหน้าจอแล้ว (ปกติเป็น On Screen Button)

ด้วยการที่พอมีการใช้หน้าจอโค้งแบบนี้และมีการใส่ปุ่มโฮมที่สามารถสแกนลายนิ้วมือเข้ามาด้วย แว้บแรกที่เห็นแล้วรู้สึกถึงสมาร์ทโฟนของ Samsung อย่าง Galaxy S6 Edge+ มากๆ เหมือนกว่า S7 Edge ซะอีก เพราะด้วยตัวหน้าจอด้านหน้านั้นยังมีความเหลี่ยมที่แฝงอยู่เยอะทั้งมุมบนและล่าง ไม่ได้โค้งไปซะทั้งหมดแบบ S7 Edge ที่เรายังเห็นความโค้งแบบ 2.5D ทั้งบนและล่างกับขอบข้างที่เป็น 3D ไปเลย

ส่วนในเรื่องความโค้งของรุ่นนี้ไม่ได้โค้งมากอย่างที่คิด ดูจากมุมนี้จะเห็นว่ามันเทลงไปนิดหน่อยเท่านั้น และต้องบอกตรงๆว่าจากการสัมผัสแทบจะไม่ได้รู้สึกแตกต่างมากมายอะไรกับพวกจอแบบ 2.5D นัก ถ้าเกิดถือใช้งานด้านหน้าตรงๆน่ะนะ แต่ความสวยก็ถือว่าเพิ่มความพรีเมี่ยมให้ตัวเครื่องดูมีมิติได้อย่างที่เคยบอกไว้นั่นแหละครับ

Mate 9 Pro มีขนาดหน้าจอที่เล็กกว่าตอน Mate 9 อยู่หน่อย จาก 5.9 นิ้ว เหลือเพียง 5.5 นิ้ว แต่ความละเอียดและชนิดจอเปลี่ยนไปเลย รุ่นนี้มาพร้อมกับชนิดจอแบบ Amoled และความละเอียด 2K Quad-HD 2560x1440 พิกเซลเลย การแสดงผลทำได้งดงามตามสไตล์ Amoled แต่สีสันไม่ได้จัดจ้านอมเหลืองจนเกินไปมีความเนียนๆตาอยู่ด้วยครับ ตรงนี้ผมแอบชอบนะ

เหนือหน้าจอมีไฟ LED แจ้งเตือน , เซ็นเซอร์วัดแสง , ลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ย้ำเรื่องความโค้งอีกครั้งจะเห็นว่าตัวกระจกด้านหน้าตรงมุมบนไม่ได้โค้งลงไปเป็น 2.5D แบบตอน Mate 9 นะครับ ยังมีความเหลี่ยมๆอยู่

ล่างหน้าจอมีปุ่มโฮมสแกนลายนิ้วมืออยู่ตรงกลางเด่นๆ แต่...ปุ่มโฮมนี้ไม่สามารถกดลงไปจริงๆได้นะครับ จะใช้การสัมผัสลงไปแทน คือกดลงไปแบบพวกสมาร์ทโฟน Samsung ไม่ได้นั่นแหละครับ โดยปุ่มโฮมนี้ถ้าเป็นค่าเริ่มต้นจะใช้งานได้เป็น 3 ปุ่มมาตรฐานเลยคือ แตะ 1 ครั้งเป็นปุ่ม Back , แตะค้างเป็นปุ่มโฮม และเลื่อนซ้าย-ขวาผ่านปุ่มโฮมเป็นการเรียกหน้า Recent App ขึ้นมานั่นเอง แต่จริงๆข้างๆปุ่มโฮมยังมีปุ่ม 2 ปุ่มอยู่ด้วย ซึ่งเราสามารถไปตั้งให้ใช้งานเป็นปุ่ม Recent App หรือ Back เพิ่มได้จากการตั้งค่า (เดี๋ยวอธิบายอีกในเรื่องการใช้งานอีกทีเนาะ)

กรอบเครื่องยังคงลักษณ์เหมือนตอน Mate 9 อยู่คือใช้วัสดุแบบโลหะตัดขอบแบบ Diamond-Cut เพิ่มความหรูหรา แต่ความรู้สึกเวลาจับถือแอบไม่เรียบเนียนเท่าไหร่นัก เพราะตัวกรอบที่ตัด Diamond-Cut นี้ไม่ได้เรียบเสมอกับตัวกรอบหน้าจอได้ข้างสักเท่าไหร่ เวลาจับถือจะรู้สึกถึงรอยต่อนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นปัญหาอะไรมากครับ

ปุ่มกดต่างๆอยู่ที่ด้านขวาของตัวเครื่องหมดแบ่งเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงยาวๆหน่อย และปุ่ม Power ที่มีลวดลาย Texture ให้เวลาสัมผัสได้แตกต่างกันด้วย

ด้านซ้ายมือจะมีช่องใส่ซิมการ์ดอยู่ ซึ่งรุ่นนี้ต้องบอกก่อนว่าถาดซิมจะเป็นแบบ NANO-SIM ทั้ง 2 ช่องเลย เพราะไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD ได้นะจ๊ะ

ด้านล่างตัวเครื่องมีไมโครโฟนหลักสำหรับสนทนา , แจ็คหูฟัง 3.5 มม. , พอร์ทการเชื่อมต่อแบบ USB-C และลำโพงหลักของตัวเครื่องครับ

ส่วนด้านบนมีเพียงตัว IR Infared สำหรับใช้งานตัวเครื่องเป็นรีโมทควบคุมครับผม

พลิกกลับมาด้านหลังเราจะรูปลักษณ์ที่ต่างไปจากตอน Mate 9 นิดหน่อย วัสดุของรุ่นนี้จะเป็นโลหะขัดลาย Brush Finish เพิ่มความหรูหราให้กับตัวเครื่องได้ดีไม่น้อยเลย ผิวสัมผัสจะมันๆคล้ายพวกกระจกเลยเพราะมีการเคลือบให้มีความมันวาว แต่รอยนิ้วมือจะยังไม่ติดจนเห็นเด่นชัดเท่าไหร่ ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว

การจับถือก็ทำได้ดีเพราะด้วยความโค้งทั้งด้านหน้าและหลังอย่างละนิดทำให้มันเข้ากับรูปมือเป็นอย่างดีและด้วยขนาดตัวเครื่องที่ไม่ใหญ่มากทำให้การจับถือทำได้ถนัดมือดีครับ

การวางตำแหน่งด้านหลังมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน , คาดเส้นเสาอากาศมาทั้งบนและล่าง , ไฟแฟลช LED Dual-Tone , ตัวกล้องคู่ Leica ยังคงวางเรียงเป็นแนวตั้งเหมือนเดิม และตัวเซ็นเซอร์ Laser Auto-Focus อยู่ด้วย

รวมๆเรื่องดีไซน์ของ Mate 9 Pro ถือว่าสวยและพรีเมี่ยมขึ้นมากว่า Mate 9 ปกติพอสมควร ทั้งหน้าจอโค้งนิดๆพอให้ชวนหลงใหลเวลาสัมผัีส วัสดุขัดลายสวยๆที่ฝาหลังและการย้ายปุ่มสแกนลายนิ้วมือมาอยู่ด้านหน้าพร้อมปุ่มโฮมแล้วด้วย

สเปค Huawei Mate 9 Pro

มาดูในเรื่องสเปคกันต่อรุ่นนี้เอาใจคนที่ชอบของแรงอย่างเต็มสูบจริงๆเพราะสเปคภายในตอน Mate 9 ที่ว่ายอดเยี่ยมแล้ว รุ่นนี้ก็อัพเกรดจัดเต็มให้สมกับที่เพิ่มคำว่า Pro เข้าไปอีกด้วยหน้าจอโค้ง Amoled ความละเอียด 2K , แรม 6GB และหน่วยความจำภายใน 128GB เป็นต้น

  • ระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ครอบด้วย EMUI 5.0
  • หน้าจอ Amoled โค้งขนาด 5.5 นิ้วความละเอียด Quad-HD
  • ชิปเซ็ต Kirin 960 Octa Core CPU
  • ชิปกราฟิก Mali-G71 GPU
  • แรม 6GB
  • รอม 128GB
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสง f/1.9
  • กล้องหลังคู่ Leica เซนเซอร์ขาวดำความละเอียด 20 ล้านพิกเซล + เซนเซอร์สี 12 ล้านพิกเซล รองรับระบบ Laser Focus, OIS, แฟลชสองสี LED
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มโฮม
  • รองรับระบบ SuperCharge
  • รองรับ 2 ซิม
  • ขนาดตัวเครื่อง 75 × 152 × 7.5 มม.
  • น้ำหนัก 169 กรัม
  • วางจำหน่ายในไทย 2 สี Haze Gold และ Titanium Grey
  • ราคาเปิดตัว 27,900 บาท

ประสิทธิภาพของ Huawei Mate 9 Pro

ดูสเปคจัดเต็มไปขนาดนี้แล้ว เราลองมาทดสอบประสิทธิภาพกันอีกทีผ่านแอปทดสอบยอดนิยมกันหน่อยว่าคะแนนจะจัดเต็มสักแค่ไหน โดยแอปที่เราจับมาทดสอบ Mate 9 Pro ในรอบนี้ก็คือ AnTuTu Benchmark และ GeekBench 4 ซึ่งคะแนนจาก AnTuTu Benchmark รุ่นนี้ก็ทำไปได้ที่ 125546 คะแนนเลยทีเดียว จะเห็นว่าคะแนนในส่วนของ 3D นั้นได้น้อยกว่าตอน Mate 9 นิดหน่อยด้วยความที่ความละเอียดหน้าจอมีมากขึ้นเลยทำให้การประมวลผลภาพต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นนั่นเอง แต่คะแนนระดับนี้ก็ลื่นหัวแตกไปถึงไหนต่อไหนแล้วล่ะครับ :D

ต่อด้วยแอป GeekBench 4.0 คะแนนที่ได้ออกมาที่ 1923 สำหรับ Single-Core และ 6070 สำหรับ Multi-Core เรียกว่าประสิทธิภาพผ่านการวัดผลนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ

ระบบปฏิบัติการและการใช้งานเบื้องต้น

Huawei Mate 9 Pro มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 7.0 ครอบทับด้วย EMUI 5.0 เวอร์ชั่นล่าสุดในตลาดตอนนี้ ซึ่งบนตัว UI ใหม่นี้ก็มีการปรับปรุงประสิทธิภาพแบบยกเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เครื่องนั้นทำงานได้รวดเร็วอยู่เสมอตามคอนเซ็ปต์ Born Fast , Stay Faster อย่างที่เขาได้บอกไว้ตอนเปิดตัว

หน้าตารวมๆของ UI ยังคงคล้ายกับรุ่นเดิม แต่รอบนี้เอาใจผู้ใช้ขึ้นมาอีกด้วยการเพิ่มหน้า App Drawer เข้ามาให้แล้วจากที่แต่ก่อนไม่มีหน้า App Drawer มานาน แต่ค่าเริ่มต้นจะตั้งมาให้แบบเดิมก่อนเราสามารถเข้าไปเปลี่ยนการตั้งค่าได้ที่ Settings > Home Screen Style จะมีให้เลือก 2 แบบคือ Standard และ Drawer ครับ

ปุ่มควบคุมต่างๆเราสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างที่บอกไป เพราะรุ่นนี้ค่าเริ่มต้นตัวเครื่องจะให้เราใช้ปุ่มโฮมเป็นหลัก อาทิ การแตะเพื่อย้อนกลับ , กดค้างเพื่อเข้าหน้าโฮม หรือเลื่อนซ้าย-ขวาผ่านปุ่มเพื่อเข้าหน้า Recent App แต่แน่นอนว่าใช้งานแรกๆอาจจะยังไม่ถนัดนัก ตัวระบบจึงมีให้เลือกปรับได้ให้ใช้งาน 2 ปุ่มด้านข้างปุ่มโฮมเป็น Recent App หรือ Back ครับ

การปรับตั้งค่าก็เพียงเข้าไปเลือกที่ Settings > Navigation Key ครับ

 

ตัวแถบการแจ้งเตือนด้านบนปรับใหม่ให้ดูเรียบและใช้งานง่ายขึ้น ไม่แบ่งเป็น 2 หน้าแบบของเดิมแล้ว ลากลงมาจะจเอกับ Toggle Switch ตั้งต้นเลย 5 ไอคอนพร้อมแถบปรับความสว่างหน้าจอด้วย ส่วนการแจ้งเตือนต่างๆก็จะอยู่ด้านล่างตรงนี้ปกติ แต่ถ้าลากลงมาอีกครั้งหรือใช้ 2 นิ้วลากลงมาแต่แรกก็จะเจอทางลัดต่างๆแบบเต็มหลายไอคอนเลยล่ะครับ

ไอคอนการทำงานมีการแสดงเลขแจ้งเตือนในแต่ละแอปแล้วเหมือนกัน ทั้ง LINE , IG ,  Messenger , โทรศัพท์ หรือข้อความ เป็นต้น แต่ข้อเสียก็คือตัวแอป Facebook นั้นยังคงไม่รองรับตัวเลขการแจ้งเตือนผ่านไอคอนสักทีนี่แหละครับ ><

ระบบ Theme Center ยังมีให้เลือกปรับตามสไตล์ของเราเช่นเคย นอกจากรูปแบบสีที่ให้มาตามสไตล์สีเครื่องแล้ว รูปแบบตามเทศกาลหรือตามหมวดหมู่อื่นๆก็มีให้เลือกอีกเพียบ และที่สำคัญฟรีทั้งนั้นเลยล่ะ

จัดการเครื่องได้ง่ายๆด้วยแอป Phone Manager ตรงนี้ยังคล้ายๆกับตอน P9 ที่เราสามารถจัดการเคลียร์ไฟล์ที่ไม่จำเป็นหรือเพิ่มความเร็วให้กับตัวเครื่องได้ด้วยคลิกเดียว (กดปุ่ม Optimize) จัดการเรื่องการใช้พลังงานเปิด-ปิด Power Saving , Virus Scan , Permission เป็นต้น

รวมๆการทำงานก็ลื่นไหลเอามากๆครับ ด้วยหน่วยประมวลผลสุดเทพอย่าง Kirin 960 พร้อมทั้งแรมที่ให้มามากถึง 6GB ไม่ว่าจะใช้งานสลับแอปไปมา รันเข้าแอปต่างๆทำได้ลื่นไหลและรวดเร็วอย่างน่าประทับใจครับ เท่าที่ทดสอบมากว่า 2 สัปดาห์ยังไม่เจออาการค้างแบบจริงๆจังให้เห็นเลย ตัวระบบ EMUI 5.0 นี่ทำงานได้ลื่นไหลสมชื่อจริงๆครับ

Gesture และ Motion Control

ลูกเล่นพวก Motion Control ต่างๆก็ยังคงมีติดเครื่องมาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า คว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงการปลุก , ลดเสียงเมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเวลามีสายเข้าหรือจะเป็นการยกเป็นต้นตรงนี้เราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control > Flip , Pick Up และ Raise to Ear ครับ

ระบบ Knuckle Geatures ฟีเจอร์อย่างการใช้ข้อนิ้วมาใช้ในการจับภาพหน้าจอที่ใส่มาตั้งแต่ Huawei P8 ส่งต่อมาที่ P9 จนมาถึง Mate 9 และ Mate 9 Pro ด้วยเช่นกัน มีทั้งรูปแบบการเคาะ 2 ครั้งเพื่อจับภาพหน้าจอ , วาดเป็นตัวอักษณเพื่อเข้าแอปต่าง และยังมีการแบ่งจอทำ 2 แอปในหน้าจอเดียวได้อีกด้วย โดยเข้่าไปเปิดการตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control> Knuckle Geatures

เพิ่มเติมในเรื่องการใช้งาน 2 แอปบนหน้าจอเดียว การแบ่ง 2 หน้าจอจริงๆ Huawei ก็มีมาตั้งแต่สมัย Mate 8 แล้วโดยใช้ข้อนิ้วขีดแบ่งที่กลางหน้าจอจะเปิดแบ่ง 2 แอปขึ้นมาให้ แต่บางครั้งการก็อาจจะกดไม่ติดได้ง่ายๆ แนะนำว่าให้ใช้การกดปุ่ม Recent App ค้างไว้แทนจะง่ายกว่าครับ ตรงนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นความสามารถใหม่ของตัว Android 7.0 Nougat ด้วยเลยทำให้ความสามารถนี้ดูเสถียรและลงตัวมากขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่ใช่ทุกแอปที่รองรับอย่างในภาพด้านบนจะเห็นว่า Line ก็ไม่รองรับจะมีระบุไว้เลยว่า แอปไหนไม่รองรับการทำงาน Split-Screen Mode

ถึงแม้หน้าจอของ Mate 9 Pro จะไม่ได้ใหญ่เหมือน Mate 9 แต่ทาง Huawei ก็ยังคงใส่ฟีเจอร์ One Hand-UI mujช่วยย่อขนาดหน้าจอลงมาให้ใช้งานมือเดียวได้ถนัดด้วย โดยการใช้งานก็เพียงเลื่อนจากมุมหน้าจอด้านล่างไปซ้ายหรือขวาเท่านี้น่าจนก็จะย่อเล็กลงไปแล้ว ตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > One-Hand UI

ฟีเจอร์ Gesture หรือ Motion Control ก็มีประมาณนี้ครับ สำหรับ Mate 9 Pro จะเห็นว่าความโค้งของหน้าจอบนเครื่องทาง Huawei ไม่ได้ใส่ลูกเล่นเพิ่มเข้ามาให้เท่าไหร่นัก เป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอกที่ชวนหลงใหลเพียงเท่านั้น การใช้งานจริงไม่ได้เพิ่มในส่วนของความด้านจากขอบจอเข้ามาแบบพวกคู่แข่งเท่าไหร่ ตรงนี้ก็น่าเสียดายไปนิดครับ

ระบบสแกนลายนิ้วมือด้านหน้า

Mate 9 Pro น่าจะเป็นรุ่นแรกๆที่ใช้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหน้าเครื่อง การใช้งานก็ดูจะถนัดขึ้นกว่าเดิม (สำหรับผู้ที่ชอบการสแกนด้านหน้าอยู่แล้ว) เพราะสามารถใช้งานสแกนนิ้วขณะวางเครื่องอยู่ได้โดยไม่ต้องยกเครื่องขึ้นมาแตะสแกนที่ด้านหลังเหมือนรุ่นก่อนๆ

ซึ่งปุ่มสแกนนี้ก็ใช้งานได้รวดเร็วทีเดียวเพราะด้วยความที่ตัวปุ่มไม่สามารถกดลงไปได้อยู่แล้ว ปุ่มโฮมนี้เลย Standby รอเราสแกนตอนเวลา เพียงแค่เราแตะลงไปครู่หนึ่งตัวเครื่องก็จะปลดล็อคได้ในทันทีโดยที่ไม่ต้องมากดปุ่ม Power หรือปลุกจอแต่อย่างใด

แต่ข้อเสียที่พอย้ายปุ่มมาไว้ด้านหน้าแบบนี้ก็มีเหมือนกัน คือพอใช้เซ็นเซอร์ร่วมกับปุ่มโฮมแบบนี้เราก็เลยไม่สามารถใช้งานพวก Gesture (อาทิ เลื่อนนิ้วผ่านเซ็นเซอร์เพื่อลากแถบการแจ้งเตือน) จากตัวเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือได้แล้วนั่นเองฮะ

บันเทิงกันต่อกับ Mate 9 Pro

มาต่อในเรื่องของความบันเทิงทั้งการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมผ่านเจ้า Mate 9 Pro กันหน่อย ถึงแม้ว่ารุ่นนี้จะมีการลดขนาดหน้าจอลงมาจาก Mate 9 อยู่พอสมควร แต่ด้วยขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้วอย่างที่ผมเคยบอกๆในหลายๆรีวิวว่าเป็นไซส์ที่กำลังเหมาะกับการใช้งานด้านความบันเทิงเอามากๆ เพราะไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ชนิดหน้าจอและความละเอียดของรุ่นนี้ก็สุดยอดด้วยหน้าจอ Amoled 2K แบบนี้ด้วยแล้ว ถ้าจะเน้นเอามาดูไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงๆนี่สบายครับ รายละเอียดจัดเต็มแถมยังมีความโค้งนิดๆเพื่อให้มุมมองเวลาดูวิดีโอมีมิติขึ้นอีกนิดหน่อยด้วย :D

เรื่องเสียงก็ยังคงยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน รุ่นนี้ยังคงมาพร้อมกับลำโพงคู่แบบ Stereo ที่ใช้งานทำงานของลำโพงสนทนาและลำโพงหลักเข้ามาผสานมิติเสียงให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ตัวระบบสามารถแยกแยะการทำงานจากแนวตั้งหรือแนวนอนของเครื่องเพื่อปรับเสียงให้ออกมาเป็น Stereo ได้อย่างลงตัว แต่มีข้อเสียนิดๆตรงที่เวลาเราสลับจากแนวตั้งไปแนวนอน หรือแนวนอนไปแนวตั้งเนี่ย จะมีจังหวะที่เสียงกระตุกขึ้นมาแว้บนึง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนี่เนอะ :P

ส่วนถ้าฟังเพลงผ่านหูฟังตัวเครื่องยังมีระบบ DTS Surround เข้ามาเพิ่มความแน่นของเสียงเข้าไปได้อีก ส่วนตัวชอบมาก เพราะเสียงที่ได้ดังและมีพลังมากทีเดียวล่ะครับ ><

เล่นเกมเป็นไงบ้างฮะ ? สมัยนี้เกมบนแพลตฟอร์มมือถือมีแต่เกมโหดๆกินสเปคขึ้นไปทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยถ้าเราเล่นบนเครื่อง Mate 9 Pro นี้เพราะ ด้วยชิปเซ็ตตัวแรง Kirin 960 แรมให้มามากถึง 6GB แบบนี้ เกมไหนๆใน Play Store ตอนนี้ก็เล่นได้สบายๆแน่นอน เราเลยจับเอาเกมกราฟิกโหดๆอย่าง Modern Combat 5 และ Assassin's Creed: Identity มาทดสอบกันเลย

ผลจากการทดสอบก็หายห่วงครับ รันได้อย่างลื่นไหล ไร้อาการกระตุกหนักๆให้เห็นเลย สมกับเป็นรุ่นเรือธงสุดร้อนแรงจริงๆ

กล้องหลังคู่ Leica 2.0 จะสีก็เนียน ขาวดำก็เลิศ

พูดรายละเอียดฟีเจอร์ไปเกือบครบละ แต่ถ้าจะไม่พูดถึงเรื่องกล้องหลังคู่ Leica ก็คงไม่ได้ล่ะเนอะ Mate 9 Pro มาพร้อมกล้องหลังคู่ Leica SUMMARIT-H มีค่ารูรับแสง f/2.2 เลนส์ทั้ง 2 ตัวยังแบ่งเป็นเลนส์สี (RGB)และกับเลนส์ขาว-ดำเหมือนเดิม โดยจะแบ่งเป็นความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และ 20 ล้านพิกเซลตามลำดับ มีการเพิ่ม Phase Detection Auto-Focus , Contrast Focus และระบบกันสั่น OIS เข้ามาให้แล้วด้วย ถือว่าในส่วนของฮาร์ดแวร์จัดมาให้เต็มจริงๆครับ

โหมดการถ่ายภาพของ Huawei Mate 9 Pro ก็จัดมาให้แบบครบถ้วนเลย ไม่ว่าจะเป็น Auto , Monochrome , Beauty , HDR , Night Shot , Light Painting เป็นต้น การเลือกโหมดการถ่ายภาพก็เพียงปัดหน้าจอมาทางขวาจากหน้า UI กล้องหลัก ส่วนการตั้งค่าอื่นๆก็ปัดหน้าจอไปทางซ้ายครับ

ส่วนโหมด Pro หรือ Manual นั้นเราก็สามารถเข้าถึงได้จากหน้า UI กล้องหลักเลยโดยเหนือปุ่มชัตเตอร์จะมีไอคอนแถบๆให้เราได้เลื่อนขึ้นเพื่อเข้าสู่โหมด Pro (ปรับแต่งค่าได้เอง) อยู่ครับ

Wide Aperture จุดเด่นหน้าชัด-หลังเบลอ ที่ผสานการทำงานกล้องคู่ได้อย่างลงตัว โหมดนี้เป็นที่ฮอตฮิตมากตั้งแต่ P9 ที่เราสามารถถ่ายภาพหน้าชัด-หลังเบลอ หรือหน้าเบลอ-หลังชัดได้อย่างสวยงาม พร้อมทั้งยังสามารถเซฟมาปรับจุดที่ชัดหรือค่า f/Stop (ผ่านซอฟต์แวร์) ได้ทีหลังด้วย ตัวโหมดนี้ก็เปิดได้จากไอคอนรูรับแสงด้านบนครับ

นอกจากจะปรับค่ารูรับแสงตอนถ่ายแล้ว เรายังสามารถกลับมาแก้ไขจุดโฟกัสหรือปรับค่า f/Stop ได้ภายหลังด้วย โดยกดที่ไอคอนรูรับแสงบน Gallery (ถ้ารูปไหนที่เราถ่ายด้วยโหมด Wide Aperture มาจะมีไอคอนนี้อยู่) ครับ ทีนี้จะเลือกปรับแก้ทีหลังให้เป็นภาพหน้าชัด หลังเบลอหรือหน้าเบลอหลังชัดก็เต็มที่เลย แต่ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าตอนถ่ายควรโฟกัสให้ถูกจุดก่อนไม่งั้นถึงจะมาเลือกจุดโฟกัสทีหลังได้แต่ถ้าถ่ายมาไม่ชัด ยังไงก็ไม่ชัดนะครับ :P

เพิ่มเติมอีกนิดนอกจากปรับจุดโฟกัสหรือค่า f/Stop แล้ว เรายังสามารถใส่เอฟเฟคของฉากหลังได้อีกด้วย โดยจะมีรูปเอฟเฟคอยู่มุมขวาล่างให้เลือกปรับครับ ส่วนแต่ละอันจะต่างยังไงดูได้จากตัวอย่างด้านบนครับ :D

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Wide Aperture (Bokeh Effect) จะเห็นว่าภาพที่ได้ออกมาเนียนใช้ได้เลย ถ้าเราได้ถ่ายภาพที่ฉากหลังเป็นไฟแล้วปรับค่า f/Stop ไปกว้างๆก็จะได้ Bokeh สวยๆเนียนๆทีเดียวล่ะ ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่ Huawei พัฒนามาได้อย่างน่าสนใจเลยครับ

Film Mode หรือรูปแบบสีบน Mate 9 Pro ก็ยังคงมีมาให้อยู่นะ เรายังสามารถเลือกปรับเป็นแบบ Standard (สีปกติ) , Vivid Mode (สีสด) , Smooth Mode (สีนวลๆ) ตรงนี้จะช่วยให้โทนสีในการถ่ายภาพสวยขึ้นเยอะเลย ตอนรีวิว Mate 9 ผมไม่ค่อยได้ลองตัว Film Mode ตรงนี้มากนัก ส่วนใหญ่จะปรับเป็น Standard หมด แต่พอมาลองจริงรู้สึกชอบความจัดจ้านและนุ่มลึกของ Vivid และ Smooth เหมือนกันฮะ :P

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto คุณภาพที่ได้ออกมาดูดีทีเดียว ทั้งโทนสีที่ดูสวยกำลังดี (ถ้าใช้ Vivid Mode ก็สดจัดจ้่านเลยล่ะ) ความละเอียดของภาพก็ยังคงทำได้น่าประใจไม่เปลี่ยน แต่จะมีจุดที่ยังไม่ประทับใจมากนักก็เรื่องแสงน้อยที่มักจะเห็น Noise ในภาพค่อนข้างชัด และภาพแสงน้อยจะไม่คมเท่าที่ควร แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ครับ อยู่ในขั้นพอรับได้ ^^"

ตัวอย่างภาพจากโหมด Monochrome เกือบลืมโหมดนี้ไปเลยใช่ไหมล่ะ ทีเด็ดของกล้อง Leica จริงๆก็ยังมีโหมดขาว-ดำอยู่นี่แหละครับ ไฟล์ภาพที่ได้ก็จะเห็นว่ามีความลึกและมิติที่สวยมาก แต่ในบางจังหวะเราอาจจะต้องมีการปรับค่า EV ลดลงมานิดหน่อยเพื่อให้ภาพเข้มขึ้นอีกนิดล่ะ แจ่มเลย :D

มาถึงกล้องหน้าของรุ่นนี้ที่ยังให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซลเช่นเคย แต่ค่ารูรับแสงกว้างขึ้นเป็น f/1.9 และมี Auto-Focus ให้ด้วย ซึ่งตรงนี้แน่นอนว่าตัวภาพที่ได้จะสวยและสว่างมากขึ้น โหมด Beauty ก็สามารถปรับระดับได้ 0-10 อีก

การใช้งานแบตเตอรี่ของ Mate 9 Pro

มาในเรื่องแบตเตอรี่ของรุ่นนี้จริงๆซีรีส์ Mate นั้นจะเน้นไปที่ขนาดหน้าจอใหญ่และแบตเตอรี่อึดๆ ซึ่งรุ่นนี้ถึงแม้หน้าจอจะไม่ใหญ่มาก แต่แบตเตอรี่ก็อึดกระชากใจเหมือนเดิม เพราะให้ความจุแบตเตอรี่มาที่ 4000 mAh เท่ากับ Mate 9 รุ่นปกติเลย และการใช้งานจริงๆก็อึดสูสีกันครับ ถึงแม้ว่ารุ่นนี้จะมีขนาดหน้าจอเล็กกว่าแต่ด้วยความละเอียดหน้าจอ 2K ก็ทำให้การใช้งานจริงไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก (จริงๆ Mate 9 แอบอึดกว่านิดหน่อยในความรู้สึกผม)

เรื่องการชาร์จแบตฯก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะ Huawei นั้นมีระบบ Super Charge มาให้ด้วย ตรงนี้เค้าบอกว่าเราสามารถชาร์จในเวลาเพียง 20-30 นาทีแล้วใช้งานต่อเนื่องได้ 1 วันกันเลย เรียกว่านอกจากแบตฯจะอึดแล้วการชาร์จก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเร็วเอามากๆเช่นกัน

สรุปผลการทดสอบ

ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นเรือธงที่มีครบทุกสิ่งทั้งความพรีเมี่ยมในด้านฮาร์ดแวร์หน้าตาดูหรูหราและวัสดุสุดแข็งแกร่ง สเปคที่อยู่ระดับต้นๆในตลาดตอนนี้ทั้งหน่วยประมวลผลสุดแรง Kirin 960 , แรม 6GB , รอม 128GB , แบตเตอรี่ 4000 mAh เป็นต้น แต่จุดเด่นจริงๆของรุ่นนี้ก็ไม่พ้นเรื่องกล้องที่ Mate 9 Pro ยังคงทำได้ดีมากๆกับกล้องคู่ Leica ที่มีทั้งความละเอียดที่คมชัด ลูกเล่นในโหมด Wide Aperture ที่ใช้งานกล้องคู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือจะเป็นโหมด Monochrome ที่หาใครเทียบได้ยากในตอนนี้ เพราะฉะนั้น Huawei Mate 9 Pro ยังคงเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงที่น่าสนใจสุดๆในบรรดาสมาร์ทโฟน Android ตอนนี้เลย ถึงแม้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 10 กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆนี้ แต่ความพรีเมี่ยมและสเปคที่ท๊อปยิ่งกว่าของ Mate 9 Pro นี้ก็ยังคงน่าสนใจไม่น้อยครับ :D

ราคาเปิดตัว Huawei Mate 9 Pro = 27,900 บาท

จุดเด่น

  • บอดี้สวยงามหรูหรา พร้อมวัสดุแข็งแกร่งพรีเมี่ยม
  • หน้าจอ Amoled 5.5 นิ้วความละเอียด 2K แสดงผลได้ยอดเยี่ยม
  • หน่วยประมวลผล Kirin 960 เร็ว แรง ตอบสนองทุกความต้องการ
  • EMUI 5.0 ทำงานได้ลื่นไหล
  • กล้องหลังคู่ Leica 2.0 ยังคงยอดเยี่ยม

จุดสังเกต

  • เลนส์กล้องไม่เสมอกัตัวเครื่อง
  • ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD ได้ (แต่ในเครื่องก็มีมาให้ถึง 128GB แล้ว)
  • จอโค้งดูดี แต่ไม่มีฟีเจอร์เด็ดๆมาให้

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite


Preview : Huawei P10 ลงตัวด้วยดีไซน์ระดับโลกผสานความยอดเยี่ยม
เรื่องกล้องด้วยชื่อ
Leica !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับความพรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราก็อยู่กับอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนสุดร้อนแรงที่เพิ่งจะเปิดตัวไปสดๆร้อนๆในประเทศไทยกับ Huawei P10 เรือธงลำใหม่จาก P Series ของ Huawei ที่แน่นอนว่ารอบนี้ก็จัดเทคโนโลยีใหม่ๆและความสามารถแบบครบครันมาให้เราอีกเช่นเคย ส่วนจุดเด่นของรุ่นนี้จะมีอะไรบ้าง เรามาติดตามกันได้เลย อ่านต่อ