Review : Huawei Mate 9 ที่สุดของมือถือจอใหญ่อลังการพร้อมกล้องหลังคู่ความสามารถแพรวพราว !!

เฮียแม๊พ | 24 ธ.ค 2559 14:28:24

66159

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : Huawei Mate 9 ที่สุดของมือถือจอใหญ่อลังการพร้อมกล้องหลังคู่ความสามารถแพรวพราว !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่เรือธงปลายปีของทาง Huawei อย่าง Huawei Mate 9 นั่นเอง ก่อนหน้านี้เราได้ทำพรีวิวคร่าวๆกันไปแล้วจากงานเปิดตัว และวันนี้เราก็ได้ตัวเครื่องมารีวิวเต็มๆเรียบร้อยและจากที่เราได้ทดลองใช้งานมาราวๆ 1 สัปดาห์เต็ม มาดูกันดีกว่าว่ารุ่นนี้จะดีเยี่ยมสมชื่อหรือไม่ ! :D

แกะกล่อง Huawei Mate 9

มาเริ่มกันที่ตัวกล่องกันก่อนเลย รุ่นนี้ยังคงออกแบบกล่องมาได้หรูหราตามสไตล์ Huawei เช่นเคย หน้ากล่องมีสกรีนชื่อรุ่นชัดเจนว่า Huawei Mate 9 พร้อมโลโก้จุดแดงอันโดดเด่น Leica Dual Camera อยู่ตรงมุมล่างแบบเดียวกับตอน Huawei P9

เปิดกล่องออกมาจะเจอตัวเครื่องขนาดใหญ่ตั้งอยู่นิ่งๆ รอบนี้เราได้เครื่องสี Mocha Brown มารีวิว (ตอนที่พรีวิวเป็นเครื่องสี Champagne Gold)ตรงชั้นแรกนี้ก็ยังย้ำแบรนด์ด้วยการใส่คำว่า Huawei Design ไว้อยู่

อุปกรณ์ภายในกล่องรอบนี้ยังจัดเรียงมาอย่างเป็นระเบียบแบ่งเป็น 2 กล่อง ฝั่งซ้ายจะเป็นพวกคู่มือ ใบรับประกัน ฝั่งขวาจะเป็นพวกอุปกรณ์สายชาร์จ และ หูฟังครับ

อุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดมาให้ก็จะมีมาให้ 8 อย่าง คือ

  • อแดปเตอร์แปลงจาก Micro-USB เป็น USB-C
  • สาย USB-C
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ (รองรับระบบชาร์จเร็ว Super Charge)
  • หูฟัง
  • คู่มือการใช้งาน
  • ใบรับประกัน
  • เคสใส
  • เข็มจิ้มถาดซิม

การดีไซน์ของ Huawei Mate 9

มาเข้าเรื่องรูปลักษณ์การดีไซน์ของ Huawei Mate 9 กันเลย หน้าตารวมๆต้องบอกเลยว่าด้านหน้านั้นไม่ค่อยต่างจาก Huawei Mate 8 รุ่นก่อนสักเท่าไหร่ กระจกด้านหน้าจะเป็นกระจกโค้งๆหน่อยตามมุมแบบ 2.5D การวางตำแหน่งต่างๆคล้ายกันมากๆ และยิ่งสีที่มีวางจำหน่ายในประเทศไทยก็มี 2 สี Mocha Brown และ Champagne Gold เหมือนเดิมด้วย

Huawei Mate 9 ยังคงมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 5.9 นิ้วเช่นเคย ชนิดหน้าจอเป็นแบบ IPS ความละเอียดก็ Full-HD ตามมาตรฐาน การแสดงผลทำได้ดีเยี่ยมตามสไตล์แบรนด์นี้ครับ สีสันสดและมุมมองกว้างเอามากๆเลยล่ะ

เหนือหน้าจอมีลำโพงสนทนาอยู่ตรงกลาง , เซ็นเซอร์วัดแสง เซ็นเซอร์จับระยะ , กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และไฟ LED แจ้งเตือนครับ จะเห็นว่าตรงบริเวณนี้จะมีการทำลวดลายคล้ายคลื่นน้ำวนๆให้พอมี Texture อยู่ด้วย ส่วยตัวชอบแบบนี้นะครับดูไม่นิ่งและเรียบจนเกินไป

ล่างหน้าจอก็มีเพียงโลโก้ Huawei อยู่ เพราะปุ่มกดต่างๆจะอยู่บนหน้าจอ (On Screen Button)ทั้งหมดแล้ว แน่นอนครับว่าตรงนี้ก็ยังมีการทำลวดลายไว้เช่นเดียวกับด้านบนด้วย

ถึงแม้ว่าหน้าจอของรุ่นนี้จะมีขนาดใหญ่ถึง 5.9 นิ้ว แต่ Huawei ก็ยังจับมาใส่ในตัวเครื่องขนาดพอดีมือแบบนี้ได้อย่างดีเยี่ยม นี่คงเป็นจุดเด่นหนึ่งของซีรีส์ Mate ที่มักจะใช้พื้นที่หน้าจอบนตัวเครื่องได้เยอะมากๆ ขนาดตัวเครื่องที่มีหน้าจอ 5.9 นิ้วรุ่นนี้อยู่ที่ 156.9 x 78.9 x 7.9 มม. เท่านั้นเอง อีกทั้งน้ำหนักก็อยู่ราวๆ 190 กรัม ถ้าเทียบกับขนาดแล้วถือว่าไม่หนักเลย

วัสดุงานประกอบชัดเจนครับหรูหราด้วยโลหะแบบ Unibody ตัวกรอบเครื่องจะมีการตัดขอบแบบ Diamond-Cut และขัดลาย Brush Finish เพิ่มความหรูหราขึ้นไปอีก ตัวกรอบนี้เวลาสัมฟัสจะให้ความรู้สึกมัมวาวๆและรู้สึกหนืดๆมือเล็กน้อย ปุ่มกดต่างๆจะอยู่ที่ฝั่งขวามือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง หรือปุ่ม Power

ด้านซ้ายมือมีช่องใส่ซิมและ Micro-SD การ์ดแบบ Hybrid Slot เลือกเอาว่าจะใส่แบบ 1 ซิม 1 เม็ม หรือ 2 ซิมไปเลยก็แล้วแต่สะดวกครับ ระบบ 2 ซิมของ Huawei Mate 9 นี้ยังรองรับการทำงานซิมแรกเป็น 4G ซิมที่สองเป็น 3G ได้ด้วยครับ

ด้านบนของตัวเครื่องมีแจ็คหูฟัง 3.5 มม.และตัว Infared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อยู่

ด้านล่างตัวเครื่องมีไมโครโฟนสนทนา , พอร์ทการเชื่อมต่อแบบ USB-C และลำโพงหลังของตัวเครื่อง

พลิกกลับมาด้านหลังตัวเครื่องวัสดุจะต่างจากกรอบเครื่องเล็กน้อยเพราะถึงแม้จะเป็นโลหะเหมือนกันแต่ผิวสัมผัสจะเป็นแบบด้านๆต่างจากด้านข้างที่เป็นแบบมันๆหนืดๆหน่อย ฝาหลังจะมีลักษณ์แบบหลังเต่าพร้อมกับผิวสัมผัสแบบด้านๆช่วยให้การจับถือถนัดมือมากขึ้น

ด้านหลังนี้มีกล้องคู่ที่เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้อย่างที่เคยมีมาบน Huawei P9 เลย เลนส์ที่ร่วมพัฒนากับทาง Leica ยังอยู่แต่รอบนี้มีการอัพเกรดขึ้นมาเป็นเวอร์ชั่น 2 แล้วด้วยนะ เหนือกล้องขึ้นไปจะมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน , ไฟ LED แบบ Dual-Tone จะอยู่ด้านซ้ายของตัวกล้อง , เซ็นเซอร์ Laser Auto-Focus , Contrast Focus อยู่ทางฝั่งขวาของตัวกล้อง และถัดลงมาแน่นอนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือครับ

สเปค Huawei Mate 9

มาต่อในเรื่องของสเปคกันเลย หลายคนอาจจะผิดหวังเล็กๆกับสเปคของ Huawei P9 ที่แอบแรงแต่ไม่สุดเท่าไหร่ แต่พอมาเป็น Mate 9 นี่ก็ไม่ธรรมดาแล้ว เพราะพี่แกจัดสเปคมาให้แบบจัดเต็มมากๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผลตัวใหม่ล่าสุด , แรมและรอมที่เพิ่มขึ้นมาอีกขั้น

  • ระบบปฏิบติการ Android 7.0 Nougat ครอบด้วย Emotion UI 5.0
  • หน้าจอ IPS ขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียด Full-HD
  • ชิปประมวลผล Huawei Kirin 960 Octa-Core CPU (Quad-core A73 2.4GHz + Quad-core A53 1.8GHz)
  • ชิปกราฟิก Mali-G71MP8 GPU
  • แรม 4GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh
  • รองรับระบบชาร์จเร็ว Super Charge
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล Auto-Focus f/1.9
  • กล้องหลัง 20 ล้านพิกเซล (Monochrome) + 12 ล้านพิกเซล (RGB) f/2.2
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับ 2 ซิม
  • ขนาดตัวเครื่อง 156.9 x 78.9 x 7.9 มม.
  • น้ำหนัก 190 กรัม
  • วางจำหน่าย 2 สี Champagne Gold และ Mocha Brown
  • ราคา 23,900 บาท

ประสิทธิภาพของ Huawei Mate 9

เห็นสเปคแล้วต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียวล่ะ เพราะหน่วยประมวลผลเปลี่ยนมาใช้ตัวล่าสุด Kirin 960 แล้ว แรมก็ให้มาเต็มที่ 4GB อีก แบบนี้รอช้าไม่ได้จับมาทดสอบคะแนนผ่านแอป AnTuTu Benchmark กันก่อนเลย ผลคะแนนก็ไม่ธรรมดาครับออกมาที่ 144,652 คะแนนเลย

ส่วนผลคะแนนจาก GeekBench 4.0 ก็น่าทึ่งทีเดียว เพราะในส่วนของ Single-Core ออกมาที่ 1935 ส่วน Multi-Core ได้ที 6311 เลยล่ะ เรียกว่ารอบนี้พี่ Mate 9 ไม่ได้มาเล่นๆนะ *0*

ระบบปฏิบัติการและการทำงานเบื้องต้น

นอกจากสเปคที่ดูเหนือชั้นแล้ว ในส่วนของซอฟต์แวร์รอบนี้ทาง Huawei ก็ทำการบ้านมาดีมากๆเพราะใส่ระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat มาให้เลย ไม่ต้องรออัพเดทเป็นตัวล่าสุดแบบแบรนด์อื่นๆ

และนอกจากเป็น Android เวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว ตัว UI อย่าง Emotion UI ก็อัพเกรดขึ้นไปอีกขั้นด้วยเวอร์ชั่นล่าสุดเป็น Emotion UI 5.0 แล้ว ถึงหน้าตารวมๆจะดูไม่ต่างจากรุ่นก่อนมากนัก ไอคอนยังคงแบ่งเป็นสีๆตามสีสันของตัวเครื่อง

แต่รอบนี้เอาใจผู้ใช้โดยการเพิ่มหน้า App Drawer เข้ามาให้แล้วจากที่แต่ก่อนไม่มีหน้า App Drawer มานาน แต่ค่าเริ่มต้นจะตั้งมาให้แบบเดิมก่อนเราสามารถเข้าไปเปลี่ยนการตั้งค่าได้ที่ Settings > Home Screen Style จะมีให้เลือก 2 แบบคือ Standard และ Drawer ครับ

ปุ่มการใช้งาน On Screen Button ก็ปรับได้เช่นกัน หลายท่านที่ถนัดใช้ปุ่ม Back หรือย้อนกลับไว้ฝั่งขวา หรือไม่อยากเอื้อมมือไปลากแถบแจ้งเตือนด้านบนลงมาอยากให้มันมีปุ่มลัดบนแถบด้านล่างเลย ก็เข้าไปปรับตั้งค่าได้ที่ Settings > Navigation Key จะมีให้เลือกปรับ 4 แบบหลักๆครับ

ตัวแถบการแจ้งเตือนด้านบนปรับใหม่ให้ดูเรียบและใช้งานง่ายขึ้น ไม่แบ่งเป็น 2 หน้าแบบของเดิมแล้ว ลากลงมาจะจเอกับ Toggle Switch ตั้งต้นเลย 5 ไอคอนพร้อมแถบปรับความสว่างหน้าจอด้วย ส่วนการแจ้งเตือนต่างๆก็จะอยู่ด้านล่างตรงนี้ปกติ แต่ถ้าลากลงมาอีกครั้งหรือใช้ 2 นิ้วลากลงมาแต่แรกก็จะเจอทางลัดต่างๆแบบเต็มหลายไอคอนเลยล่ะครับ

ไอคอนของ Huawei Mate 9 นั้นจะมีการแสดงผลเลขแจ้งเตือนบนไอคอนแล้ว (รวมทั้งไอคอนที่อยู่ในโฟลเดอร์ด้วย) ตรงนี้ก็น่าจะง่ายต่อการเช็คการแจ้งเตือนบางอย่างที่พลาดไว้ได้ดีเลยเนอะแต่น่าเสียดายที่หลายแอปสามารถแจ้งเตือนได้แล้วแต่แอปที่ใช้ประจำอย่าง FaceBook กลับยังไม่มีเลขแจ้งเตือนมาให้ด้วยนี่สิ คงต้องรออัพเดทตัวใหม่อีกทีครับ

การตั้งค่าหน้า Home เราสามารถตั้งค่าได้จากการแตะที่หน้าจอค้าง หรือจีบนิ้วเข้าหากัน ตรงนี้จะมีให้เลือกปรับพวกWallpaper , Widget , Transitions (อนิเมชั่นการเลื่อนหน้าจอ) , Settings (การตั้งค่าอื่นๆ อาทิ เลย์เอ้าท์ของไอคอน , การจัดเรียงไอคอน)

ระบบ Theme Center ยังมีให้เลือกปรับตามสไตล์ของเราเช่นเคย นอกจากรูปแบบสีที่ให้มาตามสไตล์สีเครื่องแล้ว รูปแบบตามเทศกาลหรือตามหมวดหมู่อื่นๆก็มีให้เลือกอีกเพียบ และที่สำคัญฟรีทั้งนั้นเลยล่ะ

จัดการเครื่องได้ง่ายๆด้วยแอป Phone Manager ตรงนี้ยังคล้ายๆกับตอน P9 ที่เราสามารถจัดการเคลียร์ไฟล์ที่ไม่จำเป็นหรือเพิ่มความเร็วให้กับตัวเครื่องได้ด้วยคลิกเดียว (กดปุ่ม Optimize) จัดการเรื่องการใช้พลังงานเปิด-ปิด Power Saving , Virus Scan , Permission เป็นต้น

Gesture และ Motion Control

ลูกเล่นพวก Motion Control ต่างๆก็ยังคงมีติดเครื่องมาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า ว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงการปลุก , ลดเสียงเมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเวลามีสายเข้าหรือจะเป็นการยกเป็นต้นตรงนี้เราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control > Flip , Pick Up และ Raise to Ear ครับ

ระบบ Knuckle Geatures ฟีเจอร์อย่างการใช้ข้อนิ้วมาใช้ในการจับภาพหน้าจอที่ใส่มาตั้งแต่ Huawei P8 ส่งต่อมาที่ P9 จนมาถึง Mate 9 ด้วยเช่นกัน มีทั้งรูปแบบการเคาะ 2 ครั้งเพื่อจับภาพหน้าจอ , วาดเป็นตัวอักษณเพื่อเข้าแอปต่าง และยังมีการแบ่งจอทำ 2 แอปในหน้าจอเดียวได้อีกด้วย โดยเข้่าไปเปิดการตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > Motion Control> Knuckle Geatures

ไหนๆก็เข้ามาเรื่องนี้แล้วการแบ่ง 2 หน้าจอจริงๆ Huawei ก็มีมาตั้งแต่สมัย Mate 8 แล้วโดยใช้ข้อนิ้วขีดแบ่งที่กลางหน้าจอจะเปิดแบ่ง 2 แอปขึ้นมาให้ แต่บางครั้งการก็อาจจะกดไม่ติดได้ง่ายๆ แนะนำว่าให้ใช้การกดปุ่ม Recent App ค้างไว้แทนจะง่ายกว่าครับ ตรงนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นความสามารถใหม่ของตัว Android 7.0 Nougat ด้วยเลยทำให้ความสามารถนี้ดูเสถียรและลงตัวมากขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่ใช่ทุกแอปที่รองรับอย่างในภาพด้านบนจะเห็นว่า Line ก็ไม่รองรับจะมีระบุไว้เลยว่า แอปไหนไม่รองรับการทำงาน Split-Screen Mode

หน้าจอใหญ่ๆแบบนี้บางครั้งการใช้งานมือเดียวก็อาจจะไม่ถนัดเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องห่วงไปเพราะเค้ายังมีระบบ One-Hand UI ช่วยย่อขนาดหน้าจอลงมาให้ใช้งานมือเดียวได้ถนัดด้วย โดยการใช้งานก็เพียงเลื่อน Navigation Bar (แถบ 3 ปุ่มด้านล่าง) ไปซ้ายหรือขวาเท่านี้น่าจนก็จะย่อเล็กลงไปแล้ว ตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart Assistance > One-Hand UI

ระบบสแกนลายนิ้วมือรวดเร็วเช่นเคย

เดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีระบบสแกนลายนิ้วมือมาให้ก็คงจะแปลกๆแล้วเนอะ แน่นอนว่า Huawei Mate 9 ก็ใส่เซ็นเซอร์นี้มาด้วยเช่นกัน การทำงานก็รวดเร็วเอามากๆ แตะปุ๊บติดปั๊บเลยล่ะ

นอกจากนี้เซ็นเซอร์ด้านหลังนี้ยังมีระบบคำสั่ง Gesture เข้ามาเพิ่มเติมจากการปลดล็อคหน้าจอธรรมดาอีกด้วย อาทิ การรับสายโดยการแตะค้างที่เซ็นเซอร์ , แตะค้างที่เซ็นเซอร์เพื่อปิดการปลุก , ลากแถบการแจ้งเตือน (Notification Bar)ลงเมื่อเมื่อลากนิ้วผ่านเซ็นเซอร์ , เลื่อนซ้าย-ขวาผ่านเซ็นเซอร์เพื่อเป็นการเลื่อนรูปขณะอยู่ในแอป Gallery เป็นต้นครับ

รวมๆแล้วซอฟต์แวร์ Emotion UI หรือ EMUI 5.0 นี้ก็ถูกออกแบบมาได้ดีทีเดียว การทำงานต่างๆลื่นไหลเอามากๆ นอกจากตัวซอฟต์แวร์จะมี Machine learning ที่คอยจัดการระบบภายในให้ดูสดใหม่และลื่นไหลอยู่เสมอ ทาง Huawei เคลมเลยว่าสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 18 เดือนโดยที่เครื่องจะไม่อึดและเร็วเหมือนใหม่เสมอ จากเท่าที่ลองก็ลื่นไหลจริงๆครับ แต่จะสามารถลื่นได้นานขนาด 18 เดือนเลยไหม อันนี้ยังตอบไม่ได้จริงๆ เพราะเพิ่งจะได้เครื่องมาลองไม่นานเองอะเนอะ :P

ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมผ่าน Huawei Mate 9

มาเข้าเรื่องที่น่าจะเป็นจุดเด่นอีกอย่างของ Mate 9 อย่างการทำงานด้านมัลติมีเดียถ้าพูดถึงเรื่องการดูหนังหรือไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงๆบนรุ่นนี้ก็บอกเลยว่าเต็มตาเต็มอารมณ์มากๆ ถึงแม้ความละเอียดหน้าจอของรุ่นนี้จะไม่สวยและคมระดับ 2K Quad-HD แต่ด้วยชนิดจอ IPS พร้อมกับความละเอียด Full-HD ที่อยู่บนขนาดหน้าจอ 5.9 นิ้วนั้นก็แสดงผลได้สวยงามมากพอแล้ว เรื่องหน้าจอหายห่วงครับสวยและคมชัดตามมาตรฐาน Huawei

ส่วนในเรื่องเสียงรุ่นนี้ก็ให้ลำโพงคู่แบบ Stereo มาเลย โดยจะใช้ตัวลำโพงสนทนากับลำโพงด้านล่างตัวเครื่องมาผสานการทำงานกันได้อย่างลงตัว (ตรงนี้จะคล้ายๆกับตอน P9 Plus)มีการปรับรูปแบบให้เหมาะกับการฟังทั้งในแนวตั้งและแนวนอน เสียงที่ได้จะแตกต่างกันถ้าแนวตั้งตัวลำโพงด้านหน้าที่ช่องสนทนาตชจะดังกว่า ถ้าแนวนอนตัวลำโพงด้านล่างตัวเครื่องจะขับเสียงออกมาได้ดีกว่า ถือว่าเป็นการปรับแต่งที่ดีและลงตัวเอามากๆสำหรับลำโพงบนสมาร์ทโฟนยุคนี้

ส่วนถ้าเอาหูฟังมาเสียบตัวระบบก็จะยังรองรับระบบเสียงแบบ DTS เพิ่มมิติให้กับเพลงที่ได้ฟังขึ้นไปอีกด้วยนะ

มาต่อในเรื่องการเล่นเกม รอบนี้จัดเต็มในเรื่องของสเปคมาแล้วผลการทดสอบผ่านแอป Benchmark ก็เห็นแล้วว่าสูงจริงๆ เราก็เลยจำเป็นต้องเอาเกมกราฟิกสูงๆมาทดสอบก่อนหน่อยซิว่าชิปกราฟิก Mali-G71MP8 ตัวใหม่นี้จะเล่นเกมได้ดีแค่ไหน

ผลจากการทดสอบเกมกราฟิกสูงๆอย่าง Dead Trigger , Gear.Club , HIT ก็แสดงผลได้ยอดเยี่ยมเล่นได้ลืนไหลสุดๆระดับท็อปจริงๆ ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่อย่างที่บอกยิ่งเล่นเกมได้มันส์สะใจมากๆเลยด้วย

แต่ถึงแม้ชิปกราฟิกจะแรงเอามากๆแต่ด้วยความใหม่ก็คงต้องการการ Optimize ให้เข้ากันหน่อย เพราะบางเกมอาทิ Contract Killer เราอาจจะเห็นภาพกราฟิกระดับต่ำกว่ามาตรฐานไปหน่อย อันนี้ไม่ใช่ตัวสเปครันไม่ไหวแต่เป็นเพราะความที่ชิปกราฟิกยังใหม่อาจจะต้องรอตัวเกมอัพเดทให้ในภายหลัง

กล้องหลังคู่ Leica เวอร์ชั่น 2.0

มาต่อกันในเรื่องไฮไลท์ของรุ่นนี้อย่างเรื่องกล้องหลังคู่กันบ้าง Huawei Mate 9 มาพร้อมกล้องหลังคู่ที่ร่วมมือกับทาง Leica พัฒนาขึ้นมาเช่นเคย แต่รุ่นนี้เป็นเวอร์ชั่น 2 แล้ว มีการอัพเกรดขึ้นมาจาก P9 อีกขั้นด้วยด้วยกล้อง Monochrome เพิ่มความละเอียดเป็น 20 ล้านพิกเซล และยังมีเลนส์ RGB (สีปกติ) ความละเอียดที่ 12 ล้านพิกเซลเช่นเคย นอกจากความละเอียดของเลนส์จะเพิ่มขึ้นแล้ว ในส่วนของเซ็นเซอร์ต่างๆก็มีการเพิ่ม Phase Detection Auto-Focus , Contrast Focus เข้ามาและยังมีระบบกันสั่น OIS เข้ามาช่วยในเรื่องของการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้นด้วย

UI การทำงานก็เข้าใจง่ายครับ ด้านบนจะมีการเปิด-ปิดแฟลช , เปิด-ปิด Wide Aperture (โหมดหน้าชัดหลังเบลอ), Film Mode , Effect สี , สลับกล้องหน้า-หลัง ด้านล่างก็จะเป็นทางลัดเข้า Gallery , ปุ่มชัตเตอร์ และสลับโหมดเป็นวิดีโอ

และด้านล่างนี้ก็จะมีทางลัดเปิดโหมด Pro ปรับค่าต่างๆได้จากตรงนี้เลย

ปัดหน้าจอด้านขวามาจะเจอโหมดต่างๆให้เลือกเพียบทั้ง โหมด Auto , โหมด Monochrome , Beauty , HDR , Light Painting , Slow-mo , Panorama เป็นต้นส่วนถ้าปัดหน้าจอมาทางซ้ายก็จะเจอกับการตั้งค่าต่างๆ ทั้งเลือกความละเอียด เปิด-ปิด Grid , เปิด-ปิดการตั้งเวลาถ่ายภาพ และที่ขาดไม่ได้คือการใส่ลายน้ำ Huawei Mate 9 Leica Dual Camera ที่เป็นจุดเด่นหลักของกล้องตัวนี้ด้วย

และด้วยความที่กล้องหลังนั้นมีการอัพเกรดความละเอียดเพิ่มขึ้นมาแบบนี้เลยทำให้ตัวเครื่องมีความสามารถด้านการซูมแบบไม่เสียรายละเอียดหรือ Hybrid Zoom ได้ 2 เท่า ซึ่งโดยเราซูมจะเห็นว่าตัวแถบซูมด้านข้างจะมีเส้นที่เป็นเส้นทึบตรงนั้นคือเราสามารถซูมเข้าไปได้แบบไม่เสียรายละเอียดของภาพ (คล้ายๆ Optical Zoom)ส่วนถ้าเลยจากตรงนั้นไปจะเป็น Digital Zoom ซึ่งภาพอาจจะแตกและความคมชัดหายไปครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากการซูม 2 เท่าของ Huawei Mate 9 จะเห็นว่ารายละเอียดยังคงเก็บได้ครบถ้วนอยู่ถึงแม้จะซูมเข้าไปเยอะขนาดนั้น ตรงนี้ก็เพราะว่าการซูมแบบไฮบริดนี้จะใช้การรวมภาพจากทั้ง 2 เลนส์ที่มีความละเอียดสูง (20+12 ล้านพิกเซล) เข้าด้วยกันเลยทำให้ได้ภาพความละเอียดสูงได้นั่นเองใช้ได้ทั้งในโหมด Auto และ Wide Aperture เลยนะครับ

Film Mode ของ Mate 9 จะมีให้เลือก 3 แบบคือ Standard หรือปกติ , Vivid Mode จะออกสด , Smooth Mode ออกสีนวลๆ ซึ่งตรงนี้เราสามารถปรับได้ทันทีจากหน้า UI หลักของกล้อง

ตัวอย่างภาพถ่ายจากการปรับ Film Mode ของ Huawei Mate 9 จะเห็นว่าสีสันนั้นต่างออกไปจากสีปกติพอสมควร ตัวโทนสีจะดูเด่นขึ้นสำหรับภาพที่ต้องการความสดก็เหมาะกับ vivid แต่ถ้าภาพที่ต้องการความนวลละมุนๆก็ใช้เป็น Smooth ครับ

Wide Aperture หรือโหมด Bokeh Effect ของ Mate 9 ตัวหน้าจอจะโชว์ Live Preview ให้เห็นเลยว่าตัวกล้องนั้นพอใส่เอฟเฟกต์เบลอแล้วเป็นอย่างไร ในส่วนของ f/Stop ก็ปรับได้ตั้งแต่ 0.95 - 16 รูปแบบเหมือนยังเหมือนตอน P9 ถือถ่ายแล้วสามารถมาปรับเอฟเฟกต์ทีหลังได้ แต่ตรงนี้ต้องบอกก่อนด้วยว่าการถ่ายจำเป็นต้องถ่ายให้ชัดก่อนด้วยไม่ใช่ถ่ายภาพเบลอมาแล้วจแตะให้ชัดก็ไม่ได้นะจ๊ะ และถ้าภาพถ่ายที่ถ่ายมาแบบ Macro มากๆหลังเบลอไปแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้ใส่เอฟเฟกต์ก็ไม่สามารถทำให้ฉากหลังชัดขึ้นมาได้ด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างภาพถ่ายโหมด Wide Aperture ส่วนตัวคิดว่าเอฟเฟกต์การทำเบลอของ Mate 9 นั้นดูเนียนขึ้นกว่าตอน P9 อยู่นิดหน่อย ชอบมากเวลาถ่ายภาพที่ฉากหลังเป็นไฟดวงๆเราสามารถสร้าง Bokeh ออกมาได้สวยและเนียนดีจริงๆ ถึงแม้ฉากหลังจะไม่ได้เบลอมากแต่ตัวซอฟต์แวร์ก็ช่วยให้ได้ภาพอีกระดับได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto จะเห็นว่ายังทำได้ดีเช่นเดียวกับตอน P9 เลย โทนสีและ White Balance มีความจริงและตรงสวยมาก ส่วนความละเอียดของภาพถ้าในที่แสงปกติก็สวยคมแต่ในที่แสงน้อยจะเห็นว่ามี Noise ให้เห็นบ้าง แต่รวมๆแล้วยังประทับใจมากๆครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Monochrome ปิดท้ายด้วยเรื่องเด่นในกล้องหลังอย่าง Monochrome จากตอน P9 เราได้เห็นสรรพคุณกันไปแล้ว รอบนี้อัพเกรดความละเอียดขึ้นไปอีกเป็น 20 ล้านพิกเซล (จากเดิม 12 ล้านพิกเซล) ความเนียนและโทนสีขาว-ดำที่ได้ก็สวยมากๆเลย แถมมีลายน้ำ Leica Dual Camera ใส่มาให้เวลาดูภาพถ่ายก็ดูสวยและมีคลาสขึ้นมามากเลยล่ะ ชอบมาก ! *0*

ถ่ายวิดีโอได้ 4K แล้ว

กล้องหลังของ Huawei Mate 9 นั้นสามารถบันทึกวิดีโอได้สูงสุดที่ 4K แล้วหลังจากที่บน P9 นั้นยังทำได้สูงสุดที่ Full-HD อยู่ ซึ่งรุ่นนี้ยังมีระบบกันสั่น OIS เข้ามาช่วยในเรื่องของการถ่ายวิดีโอให้นิ่งขึ้นด้วย หรือจะใช้ระบบ EIS ช่วยในเรื่องกันสั่นเพิ่มเข้าไปอีกก็ได้ (แต่ภาพที่ได้จะถูกครอบให้แคบลงไปอีกหน่อยนะ)

กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซลมี Auto-Focus

มาถึงกล้องหน้าของรุ่นนี้ที่ยังให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซลเช่นเคย แต่ค่ารูรับแสงกว้างขึ้นเป็น f/1.9 และมี Auto-Focus ให้ด้วย ซึ่งตรงนี้แน่นอนว่าตัวภาพที่ได้จะสวยและสว่างมากขึ้น โหมด Beauty ก็สามารถปรับระดับได้ 0-10 อีก

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าจะเห็นว่าด้วยรูรับแสงที่กว้างพร้อมกับยังมี Auto-Focus ภาพที่ได้ฉากหลังจะดูเบลอกว่ารุ่นก่อนๆพอสมควร และความเนียนของใบหน้าก็เนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (เทียบกับโหมดปกติที่ไม่เปิด Beauty)

การใช้งานแบตเตอรี่ของ Mate 9

จริงๆซีรีส์ Mate ของ Huawei นั้นขึ้นชื่อเรื่องของความใหญ่ของหน้าจอและแบตเตอรี่ที่อึดทนทานมาตลอด ซึ่งรุ่นนี้ก็ยังคงชูจุดนี้เป็นจุดเด่นเช่นเคย ความจุแบตเตอรี่ให้มาที่ 4,000 mAh เรียกว่าเต็มอิ่มในการใช้งานเลย ทาง Huawei เคลมเลยว่าสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 2 วันในการใช้งานปกติและถ้าใช้หนักๆหน่อยก็วันนึงสบายๆ จากที่ได้ทดสอบมารู้สึกประทับใจกับแบตเตอรี่ของ Mate 9 มาก เพราะอึดใช้ได้ใช้งานตลอดทั้งวันได้สบายๆจริงๆ เล่นได้ไม่ต้องพกพาวเวอร์แบงค์เลยล่ะ

แต่ถึงแม้จะแบตอึดแค่ไหนยังไงก็จำเป็นต้องชาร์จอยู่ดี เรื่องการชาร์จแบตฯก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะ Huawei นั้นมีระบบ Super Charge มาให้ด้วย ตรงนี้เค้าบอกว่าเราสามารถชาร์จในเวลาเพียง 20-30 นาทีแล้วใช้งานต่อเนื่องได้ 1 วันกันเลย เรียกว่านอกจากแบตฯจะอึดแล้วการชาร์จก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเร็วเอามากๆเช่นกัน

ราคา 23,900 บาท

ปิดท้ายในเรื่องของราคาค่าตัว รุ่นนี้สนนราคาอยู่ที่ 23,900 บาทเท่ากับรุ่นก่อนเมื่อปีที่แล้วอย่าง Mate 8 เลย แต่สเปครอบนี้ก็เพิ่มขึ้นมาอย่างเหนือชั้นด้วยชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุด เร็วและแรงมากๆ หน่วยความจำภายใน 64GB เก็บข้อมูลได้อย่างเหลือๆและสำหรับชุดขายยังมีแถม Micro-SD 64GB Class 10 (ของ Sandisk) มาให้อีกหนึ่งตัว ไม่ต้องกลัวเม็มเต็มกันเลยแล้วล่ะแบบนี้ รวมๆราคานี้ถือว่าคุ้มค่าไม่น้อยด้วยความสามารถต่างๆที่เพิ่มขึ้นจากตอน P9 หลายอย่าง บวกกับสเปคแบบนี้ถือว่าทำราคามาได้ดีเลยล่ะครับ

สรุปผลการทดสอบ

สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่พร้อมสเปคและความสามารถแบบจัดหนักจัดเต็ม Huawei Mate 9 นั้นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งความใหญ่ของหน้าจอ 5.9 นิ้ว แต่ขนาดเครื่องยังพกพาได้สะดวก บวกกับสเปคที่อัพเกรดขึ้นมาได้น่าสนใจทำงานทั่วไปจนถึงประมวลผลหนักๆได้อย่างลื่นไหลหายห่วง อีกทั้งในเรื่องของกล้องหลังที่เป็นจุดขายของสมาร์ทโฟนในสมัยนี้ก็ทำออกได้ดีไม่แพ้คู่แข่งรุ่นไหนๆในตลาดตอนนี้เลย ด้วยการร่วมมือกับทาง Leica ที่มีจุดเด่นเรื่องกล้อง Monochrome กล้องคู่ที่ใช้ Bokeh Effect ได้อย่างสวยเนียน ทำให้ Huawei Mate 9 นั้นเป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่ที่จัดเต็มมากๆปิดท้ายปีนี้ได้อย่างงดงามเลยล่ะ :D

จุดเด่น

  • บอดี้สวยงามประกอบดี
  • ขนาดตัวเครื่องไม่ใหญ่เกินไปถึงแม้หน้าจอจะใหญ่มาก
  • หน้าจอ IPS ขนาด 5.9 นิ้วแสดงผลได้สวยงาม เต็มตา
  • หน่วยประมวลผลเร็ว แรง
  • Emotion UI 5.0 การทำงานลื่นไหล
  • กล้องหลังคู่ Leica ยังประทับใจเช่นเคย
  • หน่วยความจำภายใน 64GB ในชุดขายยังแถม Micro-SD 64GB ให้ด้วย

จุดสังเกต

  • ตัวเลนส์กล้องนูนออกมาจากตัวเครื่อง ไม่เรียบเสมอเหมือนตอน P9
  • สีสันที่วางจำหน่ายในไทยมีเพียง 2 สี

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite


 Review : Huawei Mate 9 ให้โหมดหน้าชัดหลังเบลอ

ช่วยเราถ่ายภาพ Portrait ปัง ปัง

เชื่อเลยว่าหลายคนที่มองหาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่มาใช้งานสักตัวในยุคนี้ คงจะไม่ได้มองเรื่องของสเป็คหรือดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่ตัวเลือกอันดับแรกๆเลยที่หลายคนนึกถึงและเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่องก็คือเรื่องกล้องถ่ายภาพ เพราะสมาร์ทโฟนสมัยนี้ต่างก็แข่งขันกันเรื่องกล้องถ่ายภาพมากกว่าการเน้นการใช้งานที่เป็นโทรศัพท์เสียอีก

และคราวนี้ทาง TechXcite ก็ได้ Huawei Mate 9 ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องกล้องถ่ายภาพเลนส์คู่ติดยี่ห้อ Leica มาลองกัน ครั้นจะทดสอบการถ่ายภาพทั่วไปก็มีอยู่ในรีวิวของเราแล้ว วันนี้เลยขอเอา Huawei Mate 9 มาลองท้าทายและทำอะไรสนุกๆด้วยการออกทริปถ่ายภาพ Portrait ดีกว่า จะได้รู้ไปเลยว่า กล้องหลังของ Huawei Mate 9 ตัวนี้มันจะไหวหรือเปล่า กับการถ่ายภาพด้วยโหมด Wide aperture หรือหลายๆคนเรียกกันว่าโหมดหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องคู่ Leica ใน Huawei Mate 9 ตัวนี้นี่เอง อ่านรีวิวต่อ