Review : Samsung Gear S3 Frontier นาฬิกาอัจฉริยะ ดีไซน์สวยลงตัว ครบครันด้วยการใช้งานและทนทานด้วยมาตรฐานระดับกองทัพ !!

เฮียแม๊พ | 15 ธ.ค 2559 13:50:02

57395

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : Samsung Gear S3 Frontier นาฬิกาอัจฉริยะ ดีไซน์สวยลงตัว ครบครันด้วยการใช้งานและทนทานด้วยมาตรฐานระดับกองทัพ !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิว Gadget รุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เรามีนาฬิกาอัจฉริยะหรือ Smartwatch ตัวใหม่ของ Samsung อย่าง Samsung Gear S3 นั่นเอง โดยรอบนี้ทาง Samsung ก็เปิดตัวมาด้วยกัน 2 รุ่นคือ Gear S3 Classic กับ Gear S3 Frontier ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้จะมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปนิดหน่อย เน้นไปคนละกลุ่ม รุ่น Classic เน้นเรียบหรูด้วยหน้าปัดเรียบๆและสายหนัง ส่วน Frontier จะออกแนวลุยๆหน่อย และแน่นอนรุ่นที่จะมารีวิวให้ชมกันวันนี้เป็น Gear S3 Frontier นั่นเอง เดี๋ยวมาติดตามกันเลยดีกว่าว่าเจ้ารุ่นนี้มีอะไรน่าสนใจแค่ไหน :D

การดีไซน์

อย่างที่บอกว่ารอบนี้ทาง Samsung เปิดตัวมาด้วยกัน 2 โมเดล และรุ่น Frontier ที่เราได้มาจะเป็นแนวลุยๆหน่อย เพราะฉะนั้นหน้าปัดของรุ่นนี้จะดูมีความดุดัน และแข็งแกร่งกว่ารุ่นปกติที่ผ่านมานิดหน่อย หน้าปัดด้านหน้ายังคงมีวงแหวนไว้ให้หมุนปรับหน้าจอเลื่อนหน้าต่างๆได้อยู่ ตัววงแหวนของรุ่นนี้จะเป็นทรงหยักๆคล้ายฟันเฟือง

หน้าจอของรุ่นนี้มีขนาด 1.3 นิ้ว เป็นหน้าปัดกลมเต็มวงเลย ความสว่างหน้าจอก็สว่างใช้ได้ครับ แสดงผลในที่กลางแจ้งแบบแดดบ้านเราได้สบายๆ ตัวกระจกหน้าจอใช้กระกันรอย Gorilla Glass SR+ เวอร์ชั่นใหม่สำหรับอุปกรณ์จำพวกนี้โดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของกระจกโดยไม่ต้องติดฟิล์มกันแล้วล่ะ

ตัวเรือนจะมีทรงคล้ายนาฬิกาปกติทุกประการ วัสดุใช้เป็นสแตนเลสแข็งแกร่งไม่น้อย ปุ่มกดจะอยู่ด้านขวามือทั้งหมดแบ่งเป็นปุ่ม Back อยู่ด้านบน และปุ่ม Home อยู่ด้านล่างครับ

ฝั่งซ้ายมือจะมีลำโพงหลักของตัวเครื่องอยู่ตรงนี้ด้วย ลำโพงสามารถใช้งานทั้งคุยโทรศัพท์หรือฟังเพลงได้ด้วยนะเออ

สายรัดของรุ่นนี้จะเป็นสายแบบ TPU มีทำลวดลายเป็นเส้นๆให้ตัดกับตัวเรือนได้เป็นอย่างดีครับ ส่วนตัวชอบสายแบบนี้เพราะดูทนทานต่อเหงื่อและน้ำได้ดีกว่าหนังมากๆเลยล่ะ

ด้านหลังของตัวเรือนจะมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ตรงนี้ ตามสไตล์อุปกรณ์เสริมของทาง Samsung ที่มักจะเน้นด้านการออกกำลังการและการดูแลสุขภาพเป็นหลัก

รุ่น Frontier นั้นจะเป็นรุ่นที่ผ่านการรับรองมาตรฐานทางทหาร US Military Standard (MIL-STD-810G) มาด้วย ที่ช่วยยืนยันว่ามีความแข็งแกร่งและทนทาน ผ่านการทดสอบความร้อนสูงสุด 63องศา ทนความเย็นได้ต่ำสุด -51 องศา ทนการตก 1.5 เมตรได้กว่า 26 ครั้ง กันฝั่นได้นานต่อเนื่องถึง 3 วัน และยังกันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP68 อีกด้วย

น้ำหนักของตัวเครื่องจะอยู่ที่ 62 กรัม (ไม่รวมตัวสาย) ตอนแรกที่ใส่ก็แอบรู้สึกว่ามันหนักไปหน่อยเวลาอยู่บนข้อมือถ้าเทียบนาฬิกาทั่วๆไป แต่ก็ไม่ถึงกับหนักมากมายอะไร พอใช้งานไปสักพักก็จะเริ่มชินกับน้ำหนักไปเองครับ 

สเปค Samsung Gear S3 Frontier

  • ระบบปฏิบัติการ Tizen OS 2.3.1
  • หน้าจอ 1.3 นิ้ว Gorilla Glass SR+
  • หน่วยประมวลผล Exynos 7270 Dual-core 1.0GHz
  • แรม 768MB
  • รอม 4GB
  • แบตเตอรี่ 380 mAh
  • การเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2 , Wi-Fi b/g/n , NFC , MST , GPS
  • เซ็นเซอร์ Accelerometer , Gyro , Barometer , HRM , Ambient Light
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 + MIL-STD-810G (มาตรฐานทางทหาร)
  • ขนาด 49 x 49 x12.9 มม. น้ำหนัก 62 กรัม (ไม่รวมตัวสาย)
  • ราคา 12,900 บาท

การใช้งาน

มาต่อในเรื่องของการใช้งานกันเลย แน่นอนว่าในครั้งแรกอุปกรณ์จำพวกนี้จะต้องการการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเสียก่อน โดยเราจะต้องมีแอป Samsung Gear ติดเครื่องไว้ก่อน ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนจาก Samsung จะติดมาอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นก็ใช้ได้เช่นกัน โดยเราจะต้องไปโหลดแอปจาก Playstore มาก่อนครับ

หลังจากเชื่อมต่อตัว Gear กับสมาร์ทโฟนเรียบทีนี้เรามาดูการใช้งานเบื้องต้นกันเลยดีกว่า ตัว Gear S3 นั้นจะสั่งการผ่านระบบสัมผัสที่หน้าจอบวกกับตัววงแหวนรอบๆหน้าปัดเป็นหลัก รูปแบบของการใช้งานจริงๆจะไม่ต่างจากรุ่นก่อนมากนัก มีหน้หลักคือหน้านาฬิกา หน้าซ้ายสุดจะเป็นหน้าการแจ้งเตือนต่างๆที่ได้จากบนสมาร์ทโฟนก็จะมาโชว์บนนี้ถ้ามีการเชื่อมต่อกันไว้ ส่วนทางฝั่งขวามือถ้าเลื่อนไปเรื่อยๆก็จะเจอกับหน้า Widget มากมายที่เราสามารถปรับแต่งได้

ตัวหน้าปัดนาฬิกาหรือ watch faces แน่นอนว่าเป็นระบบดิจิตอลแบบนี้เราสามารถเลือกปรับได้ตามสะดวกเลย ตัว watch faces ของ Gear รุ่นใหม่ๆก็มีให้เลือกปรับ เลือกใช้กันมากมายก่ายกองไปหมด หรือถ้าที่ติดมากับในเครื่องยังไม่พอ เราสามารถดาวน์โหลดเพิ่มได้อีกเพียบผ่านแอป Gear เลยครับ

ลากแถบหน้าจอด้านบนลงมาก็จะเจอกับพวกทางลัดเข้าแอปเล่นเพลง , ปรับเข้าสู่โหมดเครื่องบิน , Do not Disturb โหมด , ปรับระดับเสียงเรียกเข้า และปรับความสว่างหน้าจอเป็นต้นครับ ด้านบนสุดก็จะมีสถานะแบตเตอรี่ของตัว Gear อยู่ด้วย

หน้ารวมแอปเราสามารถเข้าได้โดยการกดปุ่ม Home (ปุ่มขวาล่าง) จะเรียงกันเป็นวงๆตามแนวของหน้าปัดมีหลายหน้าให้เลือกแล้วแต่ที่เราติดตั้งไว้

เราสามารถกดโทรออกจากตัวนาฬิกาได้เลย อีกยังสามารถคุยกันผ่านนาฬิกาโดยไม่ต้องยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาได้อีกด้วย เพราะตัวเครื่องมีไมโครโฟนและลำโพงอยู่ในตัวเรือนเลย

หรือถ้ามีคนโทรเข้ามาก็สามารถกดรับสายและคุยได้ผ่านตัว Gear S3 ได้เช่นกันครับ ดูไฮโซไม่น้อยเลยล่ะประหนึ่งอยู่ในหนัง Sci-Fi ล้ำๆ 555

ฟังเพลงก็ได้เช่นกัน ในตัวเครื่องจะมีหน่วยความจำภายในมาให้ 4GB สามารถส่งเพลงจากสมาร์ทโฟนเข้ามาเก็บในตัว Gear และฟังเพลงได้ จะผ่านหูฟัง Bluetooth หรือจากผ่านลำโพงตัว Gear โดยตรงก็ได้เช่นกัน แต่ฟังผ่านลำโพงแล้วใส่ข้อมือเดินไปไหนมาไหนคงแปลกไม่น้อย แนะนำว่าหาหูฟัง Bluetooth มาเชื่อมต่อดีกว่าครับ :P

รูปภาพก็เช่นด้วยเราสามารถส่งภาพจากสมาร์ทโฟนมาบน Gear เพื่อดูภาพได้เช่นกัน แต่ด้วยขนาดที่เล็กบวกกับหน้าปัดที่เป็นทรงกลมแบบนีรายละเอียดก็อาจจะไม่เต็มภาพสักเท่าไหร่เนอะ

อ่านข้อความ ตอบข้อความได้จาก Gear เช่นกัน ด้วยความที่ตัว Gear นั้นซิงค์กับสมาร์ทโฟนพร้อมระบบการแจ้งเตือนได้เป็นอย่างดี รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบแล้ว เวลามีข้อความหรือแชทเข้าเราก็สามารถอ่านได้เกือบทั้งหมดเลย (ยกเว้นข้อความทียาวเกินไปก็ต้องไปเปิดต่อในสมาร์ทโฟน)

หรือถ้าอยากจะตอบกลับก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ตรงนี้ไม่สามารถพิมกลับเป็นภาษาไทยได้นะครับ คีย์บอร์ดบน Gear จะรองรับเฉพาะภาษาหลักๆอาทิ อังกฤษ , เยอรมัน , จีน , เกาหลี เป็นต้นครับ

ข้อความจาก LINE ก็แสดงได้ครบถ้วน หรือถ้ามีเพื่อนส่งสติ๊กเกอร์มาให้ก็จะโชว์เป็นสติ๊กเกอร์บนหน้าปัดนาฬิกาเลยครับ ตรงนี้ถือว่าสะดวกดีเพราะเราสามารถแอบอ่านก่อนตอบโดยที่ไม่ขึ้น Read ด้วย :P

ใช้งานคู่กับแอป S-Health

อย่างที่บอกว่าอุปกรณ์แนวนี้นั้นเน้นใช้งานด้านออกกำลังกายหรือ Fitness Tracking ควบคู่ไปด้วย อย่าง Gear S3 นั้นถ้าใช้งานคู่กับแอป S-Health ที่ติดมาบนสมาร์ทโฟน Samsung นั้นจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างดีเลย ไม่ว่าจะเป็นการนับก้าวเดินในแต่ละวัน วัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือกระทั่งจับการออกกำลังกายของเรา

โดยจะมีให้เลือกรูปแบบการออกกำลังกายมากมาย อย่างค่าเริ่มต้นจะใช้เป็น Light Jogging แต่เราสามารถเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้เยอะเลย อาทิ วิ่ง , เดิน , ปั่นจักรยาน เป็นต้น

ตัว Gear จะคอยให้เราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างถ้าเรานั่งนานๆหรืออยู่นิ่งๆนานๆ ตัวระบบจะสั่นเตือนให้เราลุกเดิน ลุกขยับร่างกายบ้าง ตรงนี้ถือว่าดีกับคนที่ชอบนั่งทำงานนานๆจนเกินไป เพราะว่าเราจะได้มีการขยับเขยื้อนร่างกายบ้าง ไม่งั้นปวดหลังปวดคอแย่เลย :P

ตามหาสมาร์ทโฟนได้ด้วย Gear ตัว Gear S3 จะมีระบบ Find My Phone เอาไว้ค้นหาสมาร์ทโฟนที่เราทำการซิงค์ไว้ได้ ซึ่งพอเรากดค้นหาสมาร์ทโฟนของเราก็จะดังลั่นขึ้นมา เท่านี้เวลาหาสมาร์ทโฟนไม่เจอก็ตามหาได้จากวิธีนี้แทนละ แต่ตรงนี้ก็ต้องเชื่อมต่อกันอยู่ในวง 10 เมตรของระยะ Bluetooth เท่านั้นนะ ถ้าเกินกว่านั้นการเชื่อมต่อก็จะหลุดไปอยู่ดี

แอบมีเกมให้เล่นด้วย

ถึงแม้จะเป็นอุปกรณ์สวมใส่แบบนี้แต่ด้วยความที่เป็น Smart Device ก็สามารถโหลดแอปอื่นๆเพิ่มเติมได้มากมาย แม้กระทั่งเกมก็มีให้โหลดมาเล่นเช่นกัน ซึ่งมีทั้งแบบเสียตังและฟรี ตรงนี้ผมก็ลองโหลดเกม Fruit Ninja กับ Flappy Bird มาเล่น ก็เพลินๆดีนะ แต่เอาจริงๆเล่นถ้าใส่บนข้อมือแล้วเล่นนานๆก็คงเมื่อยไม่น้อย อันนี้คงพอเล่นฆ่าเวลาได้ขำๆล่ะเนอะ :D

แบตเตอรี่ของ Gear S3

มาดูในเรื่องของแบตเตอรี่กันบ้าง รุ่นนี้เพิ่มความจุแบตเตอรี่ขึ้นมาเป็น 380 mAh การใช้งานต่างๆก็อยู่ได้ยาวนานยิ่งขึ้น จากที่ทดสอบมารุ่นนี้สามารถใช้งานได้ราวๆ 3-4 วันเลยทีเดียวต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และเปิดซิงก์ทุกสิ่งอย่างกับบนสมาร์ทโฟนหมด ตรงนี้ถือว่าดีทีเดียวที่เราไม่จำเป็นต้องชาร์จบ่อยๆทุกๆวัน :D

ส่วนการชาร์จไฟก็จะต้องชาร์จผ่านอุปกรณ์ของทาง Samsung เองอีกเช่นเคย โดยตัวแท่นชาร์จจะเป็นแบบแม่เหล็กประกบเข้าไปครับ

สรุปผลการทดสอบ

ก็ถือว่าเป็น Smartwatch อีกรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย ด้วยรูปลักษณ์ที่ออกแบบมาได้ลงตัวเหมาะกับการใช้งานทั้งในด้าน IT และด้านแฟชั่นพร้อมรองรับมาตรฐานทางทหารและกันน้ำกันฝุ่นได้จากมาตรฐาน IP68 อีกด้วย การทำงานด้านการซิงก์ข้อมูลและแจ้งเตือนหลายได้อย่างได้ดีเยี่ยมบนข้อมือของเรา ช่วยลดการหยิบมือถือขึ้นมาได้เยอะเลยล่ะ  อีกทั้งหน้าปัดของตัว Gear ก็มีให้เลือกปรับแต่งมากมาย เปลี่ยนได้ตาม Lifestyle เลย อีกทั้งแบตเตอรี่ของรุ่นนี้ยังอึดพอใช้งานได้ยาวนานประมาณ 3-4 วันในการชาร์จเพียงครั้งเดียว ส่วนราคาค่าตัวของ Samsung Gear S3 Frontier รุ่นนี้ก็สนนอยู่ที่ 12,900 บาท เท่านั้น :D

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite