Review: Xiaomi Redmi Note 4 สเปคขนาดนี้ในราคาระดับนี้... ดีมากๆเลยนะครับ!

ป๋าเอก | 6 ธ.ค 2559 14:03:51 (อัพเดต 7 ธ.ค 2559 12:01:27)

5102

VIEWS ป๋าเอก

:: Review: Xiaomi Redmi Note 4 สเปคขนาดนี้ในราคาระดับนี้... ดีมากๆเลยนะครับ! ::

สวัสดีครับชาว TechXcite กลับมาพบกับการรีวิวสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ Gadget ที่น่าสนใจจากพวกเราอีกเช่นเคย สำหรับในวันนี้ผมได้รับสมาร์ตโฟนจากแบรนด์ดังของประเทศจีนอน่าง Xiaomi ที่เป็นรุ่นราคาเบาๆแต่สเปคไม่ได้เบาตามไปด้วยเลยนั่นก็คือ Xiaomi Redmi Note 4 ซึ่งตระกูล Redmi นั้นก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มมือถือสเปคคุ้มค่าราคาน้ำอัดลมมาอย่างช้านานแต่ยังไม่มีโอกาสได้ลองเล่นกับเขาเสียที

จนกระทั่งวันนี้ผมได้ลองนำ Xiaomi Redmi Note 4 ไปใช้งานมาเป็นเวลาประมาณสัปดาห์หน่อยๆเลยอยากจะมาบอกต่อความรู้สึกโดยรวมต่อสมาร์ตโฟนรุ่นนี้กันเสียเลย เผื่อใครคิดอยากจะซื้อเครื่องหิ้วมาใช้ผ่านร้านดังในมาบุญครองหรือจะเป็นเว็บไซต์ชอปปิ้งออนไลน์เจ้าดังในประเทศจีนอย่าง GearBest ก็จะได้ช่วยประกอบการตัดสินใจไปด้วยในตัวครับ 

Spec

หน้าจอ: 5.5 inch FHD screen 
ซีพียู: Helio X20 2.1GHz Deca Core
ระบบปฏิบัติการ: MIUI 8 (เวอร์ชั่น ROM อินเตอร์)
RAM + ROM: 3GB RAM + 64GB ROM (เพิ่มความจุได้สูงสุด 128GB)
กล้องหลัง: 13 ล้านพิกเซล รองรับ Autofocus
กล้องหน้า:
5 ล้านพิกเซล
Bluetooth: 4.2
ระบบนำทาง: GPS, A-GPS, GLONASS
เซนเซอร์: G-sensor, Proximity sensor, Ambient light senor, Hall sensor, Accelerometer
ซิมการ์ด: Dual SIM dual standby, one is micro SIM card, the other is nano SIM card
เครือข่าย: 
2G: GSM B2/B3/B8 CDMA 2000/1X BC0
3G: WCDMA B1/B2/B5/B8 TD-SCDMA B34/B39
4G: FDD-LTE B1/B3/B5/B7/B8 TD-LTE B38/B39/B40/B41(2555-2655MHz)

Design

ในส่วนของดีไซน์ Xiaomi Redmi Note 4 นั้นมาในรูปลักษณ์ที่ต้องบอกว่าไม่หวือหวาหรือฉีกขนบความเป็น Xiaomi มากนักแต่ก็ยังคงความสวยงามแบบเรียบๆของแบรนด์นี้ไว้ได้ ด้วยบอดี้โลหะชิ้นเดียวดูสวยงามแต่ตัดขอบแบบแชมเฟอร์พร้อมเพิ่มความโค้งมนให้หยิบจับกระชับมือขึ้นกว่าเดิม แต่โดยรวมแล้วต้องบอกว่าดูพรีเมี่ยมกว่า Redmi รุ่นที่มีๆมาก่อนหน้านี้ค่อนข้างชัดเจนทีเดียว

ขณะเดียวกันอีกสิ่งที่ดูเตะตาเอามากๆใน Xiaomi Redmi Note 4 ก็คือหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วความละเอียด Full HD ที่ให้สีสันและความคมชัดได้ไม่เบาเพราะเป็นหน้าจอแบบ IPS ซึ่งจะถูกครอบด้วยกระจกโค้งแบบ 2.5D ให้สัมผัสของความโค้งมนมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆอีกต่างหาก ตรงจุดนี้จากที่ได้ลองใช้มากับการรับชมภาพยนตร์ผ่าน iFlix หรือดูคลิปบน YouTube ก็ให้ภาพที่สวยงามกว่าสมาร์ตโฟนในระดับราคาใกล้ๆกันนี้หลายรุ่นเลยแหละ ขณะเดียวกันไซส์ 5.5 นิ้วผมว่ากำลังดีกับการรับชมความบันเทิงหรือเล่นเกมส์โดยไม่รู้สึกใหญ่จนเกะกะหรือเล็กจนขัดตาแต่อย่างใด

ทางด้านล่างหน้าจอของ Xiaomi Redmi Note 4 นั้นจะยังคงใช้งานปุ่มกดแบบ Capacitive ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม Recent Apps, Home หรือ Back ซึ่งของรุ่นนี้จะมีไฟมาให้ด้วยไม่ต้องกลัวมองไม่เห็นเวลาใช้งานในที่มืด

ที่รู้สึกได้ถึงความคุ้มค่าหน่อยใน Xiaomi Redmi Note 4 นั้นก็คงหนีไม่พ้น IR Blaster ทางด้านบนซึ่งจะเปลี่ยนมือถือของคุณให้กลายเป็นรีโมตคอนโทรลอุปกรณ์อื่นได้ง่ายๆนี่แหละ ประกบข้างด้วยช่องหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม.ซึ่งคุณสามารถนำหูฟังอื่นมาเสียบได้เพราะเขาไม่ได้แถม small talk มาให้ในกล่องนะ!

ทางด้านขวาของตัวเครื่องจะเป็นปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่องและปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงตามมาตรฐานของมือถือทั่วไป

สำหรับ Xiaomi Redmi Note 4 นั้นจะยังคงใช้พอร์ตมาตรฐานแบบ Micro-USB อยู่เหมือนเดิม ไม่ได้อัพเกรดเป็น USB-C ตามสมัยนิยมแต่อย่างใด ซึ่งบางคนก็บอกว่าหาสายมาเสียบใช้งานได้ง่ายเพราะใช้พอร์ตแบบเดิมแต่บางคนก็ขัดใจว่าควรจะอัพเกรดเป็นของใหม่ๆได้แล้วอันนี้ก็คงแล้วแต่ความชอบละกัน ส่วนด้านล่างตัวเครื่องนั้นจะเป็นลำโพงแบบ Mono ทางขวาเพียงด้านเดียวแต่ก็ให้เสียงที่ดังพอสมควรนะครับ

ในส่วนของ Xiaomi Redmi Note 4 นั้นรองรับการทำงานสองซิมแบบ Hybrid ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ว่าจะใช้งานทั้งสองซิมการ์ดหรือจะใช้งานเพียงซิมการ์ดเดียวแล้วอีกช่องใส่ microSD เพิ่มได้สูงสุดถึง 128GB ก็ยังได้ แต่ที่แน่ๆคือช่องหนึ่งจะเป็นซิมการ์ดแบบ micro SIM ในขณะที่อีกช่องหนึ่งจะเป็นซิมการ์ดแบบ nano SIM นะครับ

ความขลังมันคงอยู่ที่ด้านหลังนี่แหละที่ผมมองว่าในราคาระดับนี้ Xiaomi Redmi Note 4 ก็ดูดีได้ด้วยดีไซน์แบบอินดัสเทรียลเรียบๆหรูๆแบบไม่ต้องเยอะด้วยกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซลและแฟลชคู่อยู่ทางด้านล่าง ขยับลงมาอีกนิดก็จะเป็นตำแหน่งของเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือกลมๆในตำแหน่งที่พอดีกับการใช้งาน ส่วนด้านล่างมีเพียงโลโก้ Mi เล็กๆพร้อมกับเส้นแถบสัญญาณบนล่างคล้ายๆกับ iPhone รุ่นก่อนๆหน้านี้ ดูแล้วมันมีความสมมาตรเตะตาผู้มาพบเห็นอย่างบอกไม่ถูกเลยละ

ปิดท้ายกันที่อุปกรณ์ซึ่งแถมมาให้ในกล่องนั้นก็ไม่ได้มีเยอะมากครับเพราะกล่องก็มีขนาดเล็กๆอยู่เหมือนกัน โดยสิ่งที่คุณจะได้รับนอกเหนือจากตัวเครื่อง Xiaomi Redmi Note 4 แล้วก็ยังมีสาย Micro-USB, อแดปเตอร์สำหรับการชาร์จ, เข็มจิ้มซิม และแผ่นพับคู่มือการใช้งานเบื้องต้นเท่านั้น

Performance

สำหรับ Xiaomi Redmi Note 4 ที่ผมได้มาลองเล่นนั้นจะเป็นรุ่นท็อปซึ่งให้ความจุมาที่ 64GB บวกกับ 3GB RAM ซึ่งส่วนตัวผมว่าค่อนข้างเหลือกินเหลือใช้เลยละสำหรับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันเช่นอัพเดทข้อมูลผ่านโซเชียล, ถ่ายรูป หรือรับชมความบันเทิงต่างๆทั้งดูหนังฟังเพลง แม้กระทั่งการเล่นเกมส์ในระดับที่ต้องการกราฟฟิคธรรมดาๆหรือสูงขึ้นมาอีกหน่อยก็ผ่านได้สบายๆไม่ว่าจะเป็น Asphalt Xtreme หรือ Cookie Run: Ovenbreak เครื่องนี้บ่ยั่นอยู่แล้ว!

นอกจากนี้แล้ว Xiaomi Redmi Note 4 ยังรองรับการสแกนลายนิ้วมือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานซึ่งถือว่าสแกนได้เร็วอยู่เหมือนกัน แต่บางครั้งก็มีจังหวะที่เหมือนเครื่องยังจับลายนิ้วมือได้ไม่เต็มที่เลยต้องกดนิ้วลงไปเพื่อความชัวร์ถึงจะสแกนได้อยู่เหมือนกัน (ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยหรอกครับ)

ที่ทำได้ไม่เลวอีกอย่างหนึ่งใน Xiaomi Redmi Note 4 ก็เห็นจะเป็นอายุการใช้งานแบตเตอรี่ 4,100 mAh ของตัวเครื่องที่ถือว่าทำได้ค่อนข้างยาวนานสามารถอยู่ได้ยาวๆจากเช้าจรดค่ำได้สบาย อย่างตอนที่ผมไปฮ่องกงมาก็ใช้มือถือเครื่องนี้แหละ Roaming + อัพรูปในโซเชี่ยล + ฟังเพลง + ค้นหาพิกัดสถานที่ต่างๆตลอดทั้งวันตั้งแต่แปดโมงเช้าจนกลับเข้าที่พักสองสามทุ่มได้อย่างไม่มีปัญหา หรือถ้าใครคิดว่าจะใช้งานไม่พอตัวเครื่องยังมีระบบประหยัดพลังงานเป็นทางเลือกเสริมเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานให้นานขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันตัวเครื่องเองยังรองรับระบบการชาร์จแบตเตอรี่เร็วผ่านเทคโนโลยี PumpExpress 2.0 ของ MediaTek อีกด้วยครับ

OS & Software

จริงๆแล้วต้องบอกก่อนว่ามือถือของแบรนด์ Xiaomi ตามปกตินั้นจะมี ROM ด้วยกันสองแบบคือเวอร์ชั่นจีนและเวอร์ชั่น Global ซึ่งเครื่องที่ผมได้มานั้นก็จะเป็นแบบหลังนี่แหละ ข้อดีของ ROM แบบ Global ก็คือรองรับ Google Play และบริการต่างๆของ Google ทั้งหมดทำให้เราสามารถติดตั้งแอปต่างๆได้ทันที นอกจากนี้ก็จะเป็นเรื่องของภาษาในเครื่องที่รองรับหลายภาษามากขึ้นซึ่งก็รวมถึงภาษาไทยของเราด้วย ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วถ้าคุณซื้อมือถือ Xiaomi กับร้านเครื่องหิ้วหรือเว็บไซต์ชอปปิ้งออนไลน์จากจีนก็มักจะลง ROM แบบ Global มาให้นั่นละครับ

แม้ว่า MIUI ROM นั้นจะไม่ได้สะอาดเกลี้ยงเกลาเหมือนกับฝั่ง Pure Android แต่ใน MIUI ROM 8 ของ Xiaomi Redmi Note 4 เองก็มีความพยายามปรับปรุงหน้าตาการทำงานให้มีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ที่ผมชอบมากๆก็น่าจะเป็น Notification Center ที่หากเราปัดลงมาดูวันที่ก็จะพบกับการแสดงผลอุณหภูมิพร้อมภาพประกอบเข้ากับสภาพอากาศ ณ เวลานั้นเป็นฉากหลังเบาๆ, เวลาเปิด Recent Apps จะสามารถเลือกแสดงผลได้ว่าจะเป็นไอคอนหรือดูพรีวิวหน้าจอของแอปนั้นๆ รวมไปจนถึงการปรับตั้งค่าปุ่ม Navigation Key ด้านล่างตัวเครื่องว่าถ้ากดปกติหรือกดค้างจะเป็นทางลัดเข้าสู่การทำงานแบบไหนเป็นต้น ส่วนระบบปฏิบัติการจริงๆภายในเครื่องก็คือ Android 6.0 Marshmallow ที่หลายคนชื่นชอบกันนั่นเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้คุณไม่เบื่อในการใช้งานสมาร์ตโฟนจากแบรนด์ Xiaomi นั้นก็คือการเปลี่ยนธีมเครื่องซึ่งจะเปลี่ยนตั้งแต่ภาพพื้นหลัง, หน้าจอล็อคสกรีน, ไอคอนต่างๆ รวมไปจนถึงอนิเมชั่นการทำงานโดยรวม ซึ่งคุณสามารถไปดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้จากแอป Themes ที่ติดมากับตัวเครื่อง อย่างตัวที่ผมใช้อยู่นั้นมีชื่อว่า Paper World ซึ่งมีหน้าตาแบบ Material มากๆแต่หน้าจอล็อคสกรีนสามารถเคลื่อนไหวได้แถมสลับไปมาแบบ random อีกต่างหาก ใครใช้มือถือ Xiaomi อยู่ก็ไปโหลดมาลองใช้กันดูได้ครับผมว่าแก้เบื่อได้ดีมากๆเลยละ

Camera

สำหรับกล้องที่ให้มาสองตัวของ Xiaomi Redmi Note 4 ประกอบด้วยกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซลขนาดรูรับแสง f/2.0 พร้อมแฟลชคู่สองสี ในขณะที่กล้องหน้านั้นความละเอียดอยู่ที่ 5 ล้านพิกเซลขนาดรูรับแสง f/2.0 

เริ่มต้นกันที่กล้องหลังนั้นมีโหมดให้ใช้งานอยู่ประมาณหนึ่ง โดยมีโหมดที่น่าสนใจอย่างเช่น Manual ที่แปลกกว่าชาวบ้านหน่อยตรงที่บอกว่าแมนนวลแต่เราปรับได้เพียงแค่ ISO และ White Balance ส่วนค่าอื่นๆกลับปรับไม่ได้เลยซึ่งตรงนี้น่าเซ็งเหมือนกัน ส่วนคุณภาพภาพที่ถ่ายออกมานั้นผมคิดว่าค่อนข้างจะธรรมดาไม่ได้หวือหวาเท่าไหร่โดยเฉพาะรายละเอียดในภาพที่บางส่วนก็ดูจะแบนๆและโทนสีภาพจะดูตุ่นๆกว่าความเป็นจริงอยู่พอสมควร คือถ้าเอาไว้อัพลงโซเชียลก็ได้ไม่มีปัญหาแต่ถ้าจะเอารูปมาใช้งานจริงๆนี่คงต้องผ่านการแต่งโชว์ฝีมือกันเสียหน่อยละ

ขณะที่ในส่วนของกล้องหน้านั้นมีโหมดถ่ายภาพหน้าสวยหรือ Beautify ซึ่งสามารถปรับระดับได้เพียงแค่ความเรียวและความเรียบของใบหน้าเท่านั้น ส่วนอีกฟีเจอร์ที่อยู่คู่ Xiaomi มานานก็คือระบบทายอายุจากใบหน้าไว้เล่นกันขำๆล้อกับเพื่อนว่าหน้าเอ็งแก่กว่าวัยไปนะ 555+

อย่างไรก็ตามในส่วนของวิดีโอกล้องหลังนั้นสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดได้เพียงแค่ระดับ Full HD 1080p เท่านั้น ในขณะที่หากคุณต้องการถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion ก็ต้องปรับความละเอียดไปที่ HD 720p ก่อนถึงจะใช้งานได้ ส่วนกล้องหน้าวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ HD 720p

ด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างภาพถ่ายบางส่วนจากกล้องหลัง Xiaomi Redmi Note 4

Value

สำหรับ Xiaomi Redmi Note 4 นั้นแม้ว่าจะไม่ได้มีตัวแทนจำหน่ายหรือเครื่องศูนย์อย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนก็ยังคงสามารถหาซื้อมือถือรุ่นนี้ได้ค่อนข้างง่ายดายอยู่เหมือนกันเพราะเครื่องหิ้วตามร้านมาบุญครองหรือเพจหิ้วมือถือเจ้าใหญ่ในบ้านเราก็มีวางขายกันอยู่พอสมควรโดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 7,000-8,000 บาทแล้วแต่ร้านที่นำเข้ามาขาย ขณะเดียวกันในส่วนของเว็บไซต์ชอปปิ้งออนไลน์ในประเทศจีนเองอย่างเช่น GearBest ก็มีวางขายด้วยราคา $179.99 หรือประมาณ 6,400 บาทซึ่งก็จะถูกลงมาอยู่พอสมควรทีเดียว แต่ถ้าจะให้พูดกันตามตรงแล้วไม่ว่าจะจ่ายที่ราคาไหนผมก็ว่ายังคุ้มค่ากับรูปลักษณ์และสเปคที่ได้ไปในเจ้า Xiaomi Redmi Note 4 อยู่ทั้งหมดนั่นละครับ

Conclusion

แม้ว่าในช่วงขวบปีหลัง Xiaomi จะเริ่มก้าวเข้าสู่ความเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนระดับอินเตอร์ที่พยายามขยับราคาขึ้นมาเพื่อสะท้อนความพรีเมี่ยมเพิ่มเป็นเงาตามตัวของตัวเองดังที่เราได้เห็นกันไปในรุ่นเรือธงทั้ง Xiaomi Mi MIX และ Xiaomi Mi Note 2 แต่ก็ยังต้องยอมรับครับว่ากับการผลิตสมาร์ตโฟนในระดับล่างนั้น Xiaomi ยังคงมีเซนส์บางอย่างที่ทำให้พวกเขาหยิบจับอะไรก็ดูเหมือนจะถูกไปเสียหมด กับ Xiaomi Redmi Note 4 นี้ก็เช่นกัน แม้ว่าตัวเครื่องจะไม่ได้มีสเปคหรือคุณสมบัติใดๆที่จะพลิกวงการและสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้พบเห็น แต่เมื่อ Xiaomi ได้จับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เหล่านี้มาขยำรวมกันแล้ววางขายด้วยราคาที่แสนจะยั่วยวนใจก็กลายเป็นสูตรเด็ดที่ทำให้ Xiaomi Redmi Note 4 กลายเป็นสมาร์ตโฟนระดับล่างในแง่ของราคาที่ความคุ้มค่านั้นเกินตัวไปไกลได้อย่างไม่ยากเย็นครับ :)

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปสั่งซื้อ Xiaomi Redmi Note 4 กันได้ที่เว็บไซต์ GearBest ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ โดยจะมีให้เลือกด้วยกัน 3 สีคือสีเงิน (แบบที่เรารีวิวไป), สีทอง และสีเทาดำ >>> https://goo.gl/ocJdDf

นอกจากนี้แล้วในช่วงปลายปีแบบนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขอย่างคริสต์มาสทางด้านของเว็บไซต์ GearBest ยังได้จัดเทศกาลลดราคาอุปกรณ์ไอทีและ Gadget น่าสนใจกับมหกรรม Your Merry Christmas ซึ่งยังมีสินค้าอื่นๆให้ทุกท่านได้จับจองเป็นเจ้าของกันในราคาประหยัดกว่าเดิมอีกเพียบ โดยทุกท่านสามารถเข้าไปดูโปรโมชั่นที่น่าสนใจทั้งหมดได้จากลิงค์นี้ครับ >>> https://goo.gl/JqiHn0

หรือถ้าใครอยากจะเจาะจงดูเฉพาะดีลเด็ดๆเฉพาะฝั่งสมาร์ตโฟนก็สามารถเข้าไปชมกันได้ตามสะดวกที่ลิงค์นี้ครับ >>> https://goo.gl/wPDNzJ

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite