Review : ZTE Axon 7 และ Axon 7 Mini สมาร์ทโฟนสองพี่น้องต่างไซส์แต่พลังเสียงเดียวกัน !!

เฮียแม๊พ | 24 พ.ย. 2559 11:27:24

7101

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : ZTE Axon 7 และ Axon 7 Mini สมาร์ทโฟนสองพี่น้องต่างไซส์
แต่พลังเสียงเดียวกัน !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนใหม่ๆกับ เฮียแม๊พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เรามีสมาร์ทโฟนใหม่มานำเสนอกันถึง 2 รุ่นเลยทีเดียว นั่นก็คือ ZTE Axon 7 และ Axon 7 Mini นั่นเอง ซึ่งสองรุ่นนี้ก็มีจุดเด่นหลักๆคล้ายกันคือเรื่องของลำโพงคู่ของตัวเครื่องกับดีไซน์ที่หรูหรานั่นเอง เอาเป็นว่าเดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่าว่าทั้ง 2 รุ่นนี้มีดีสักแค่ไหน :D

แกะกล่อง

มาเริ่มจากตัวอุปกรณ์ในกล่องกันก่อนเลย ทั้ง 2 รุ่นนี้จะมีรูปทรงกล่องแตกต่างกันอยู่พอสมควรคือรุ่นพี่จะเป็นกล่องใหญ่ส่วนรุ่นน้องจะขนาดเล็กลงมาอีกหน่อย ตามภาพด้านบนเลยครับ

ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องทั้ง 2 รุ่นนั้นจะให้มาครบคล้ายกัน รวมๆแล้วก็มีดังนี้ครับ

  • ตัวเครื่อง
  • หูฟัง
  • สาย USB-C
  • อแดปเตอร์รองรับ Quick Charge (ของ Axon 7 รองรับ 3.0 , Axon 7 Mini รองรับ 2.0)
  • เคสใส
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • คู่มือและใบรับประกัน
  • USB-C OTG (เฉพาะ Axon7)

การดีไซน์ของ ZTE Axon 7 และ Axon 7 Mini

การดีไซน์ของทั้ง 2 รุ่นนี้ต้องบอกเลยว่าถอดแบบกันออกเลย เพราะรวมๆแล้วหน้าตารูปลักษณ์นั้นแทบจะเหมือนกันเป๊ะๆ เลยทีเดียว แต่จุดแตกต่างที่แยกออกอย่างหนึ่งก็คือขนาดตัวเครื่องที่จะใหญ่-เล็กต่างกันนิดหน่อยโดยรุ่นพี่ Axon 7 จะมีขนาด 75 × 151.7 × 7.9 มม. ส่วนรุ่นน้อง Axon 7 Mini จะมีขนาด 71 × 147.5 × 7.8 มม. จะเห็นว่าจากตัวเลขนั้นแตกต่างกันนิดเดียวจริงๆ :D

ซึ่งขนาดตัวเครื่องที่่างก็เพราะขนาดหน้าจอของ 2 รุ่นนี้ไม่เท่ากันด้วยนั่นเองครับ ซึ่งรุ่นพี่ื Axon 7 นั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าที่ 5.5 นิ้ว ความละเอียด 2K Quad-HD ส่วนรุ่นน้อง Axon 7 Mini จะมีขนาดหน้าจอที่ 5.2 นิ้ว ความละเอียด Full-HD ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมชนิดจอแบบ Amoled การแสดงผลสีสันต่างๆสวยงามใกล้เคียงกันครับ เพียงแต่รุ่นพี่ด้วยความละเอียด Quad-HD เลยทำให้ความคมชัดนั้นสูงกว่าพอสมควรครับ

น้ำหนักตัวเครื่องก็ไล่เลี่ยกันครับ Axon 7 หนักที่ 175 กรัม ส่วน Axon 7 Mini หนัก 153 กรัม ส่วนเวลาจับถือแน่นอนว่า Axon 7 Mini เบากว่านิดหน่อย แต่ด้วยขนาดและวัสดุของตัวเครื่องทั้ง 2 รุ่นก็เรียกว่ากำลังเหมาะมือครับ

เหนือหน้าจอมีกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซลเท่ากันทั้ง 2 รุ่น มีลำโพงสนทนาและก็ใช้เป็นลำโพงหลักด้วยด้านบนนี้ ถัดลงมาหน่อยจะเจอไฟ LED แจ้งเตือนอยู่ตำแหน่งเดียวกันทั้ง 2 รุ่นครับ

ล่างหน้าจอตรงนี้จะเป็นหนึ่งจุดที่แตกต่างอีกหนึ่งจุดของ 2 รุ่นนี้คือ Axon 7 จะใช้ปุ่มสัมผัสภายนอก 3 ปุ่มมาตรฐาน ปุ่ม Back , ปุ่มโฮม และปุ่ม Recent Apps ส่วนรุ่น Axon 7 Mini จะใช้เป็นปุ่มบนหน้าจอ (On Screen Button)แทน ตรงนี้ก็น่าจะเป็นจุดที่ไว้ใช้แยกแยะ 2 รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดีล่ะครับ และแน่นอนว่าด้านล่างนี้ก็มัลำโพงหลักของตัวเครื่องอยู่อีก 1 ทั้ง 2 รุ่นนี้จะมีลำโพงคู่ที่เป็นจุดเด่นเรื่องเสียงอย่างที่บอกไว้ครับ

ขวามือมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงและปุ่ม Power วางอยู่

ด้านซ้ายมือจะมีช่องใส่ซิมการ์ดและ Micro-SD ซึ่งถาดซิมจะเป็นแบบไฮบริดทั้ง 2 รุ่น เลือกใช้ตามการใช้งานเลยครับว่าจะอยากได้ความจุเยอะขึ้นหรือการใช้งาน 2 ซิม

ด้านล่างตัวเครื่องมีพอร์ท USB-C และไมโครโฟนสำหรับสนทนา

ส่วนด้านบนก็เป็นแจ็คหูฟัง 3.5 มม. และไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

พลิกกลับมาด้านหลังดีไซน์ทั้งคู่ก็ยังเหมือนกันเป๊ะอีก วัสดุใช้เป็นโลหะ Unibody สุดแกร่งและสวยงาม มีเลนส์กล้องหลังนูนออกมาจากตัวเครื่องนิดหน่อยทั้งคู่เลย ถัดลงมาจะเจอไฟแฟลช LED 2 ดวง และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือวงใหญ่ๆครับ

บริเวณท้ายตัวเครื่องมีเครื่องหมาย Dolby Atmos แปะอยู่ไว้ทั้ง 2 รุ่นเพื่อเป็นการยืนยันว่า 2 รุ่นนี้เน้นเรื่องพลังเสียงแบบจริงจังนะเออ :P

สเปคของ ZTE Axon 7 และ Axon 7 Mini

มาดูในเรื่องของสเปคกันบ้าง ถึงแม้หน้าตาจะคล้ายกันเอามากๆ แต่ในส่วนของสปคภายในก็จะแตกต่างกันไปอยู่พอสมควร ด้วยความที่มีชื่อเต็มและชื่อ Mini ห้อยท้าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผล , หน่วยความจำและกล้องถ่ายภาพเป็นต้น

สเปค ZTE Axon 7

  • รัน Android 6.0.1 Marshmallow ครอบด้วย MiFlavor UI 4.0
  • หน้าจอ Amoled ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Quad-HD (2560x1440 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 820 Quad-core
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 530 GPU
  • แรม 4GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 128GB
  • แบตเตอรี่ 3,250 mAh
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.2
  • กล้องหลัง 20 ล้านพิกเซล f/1.8 , OIS + EIS + PDAF
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับ 2 ซิม
  • รองรับ 4G + 3G Dual Standby
  • รองรับ NFC
  • รองรับระบบเสียง Hi-Fi , Dolby Atmos
  • ขนาด 75 × 151.7 × 7.9 มม.
  • น้ำหนัก 175 กรัม

สเปค ZTE Axon 7 Mini

  • รัน Android 6.0.1 Marshmallow ครอบด้วย MiFlavor UI 4.0
  • หน้าจอ Amoled ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด Full-HD (1920x1080 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 617 Octa-core 1.5GHz
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 405 GPU
  • แรม 3GB
  • รอม 32GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 128GB
  • แบตเตอรี่ 2,705mAh
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับ 2 ซิม
  • รองรับ 4G + 3G Dual Standby
  • รองรับ NFC
  • รองรับระบบเสียง Hi-Fi , Dolby Atmos
  • ขนาด 71 × 147.5 × 7.8 มม.
  • น้ำหนัก 153 กรัม

จะเห็นว่าสเปคนั้นต่างกันพอสมควร โดยรุ่น Mini นั้นจะมีการลดหย่นสเปคหลายๆจุดลงมา อาทิ หน่วยประมวลผลจากซีรีส์ 800 มาเป็น 600 , แรมจาก 4GB มาเป็น 3GB , รอมจาก 64GB มาเป็น 32GB และกล้องหลังจาก 20 ล้านพิกเซล มาเป็น 16 ล้านพิกเซล เป็นต้นครับ

ซอฟต์แวร์และการใช้งาน

ทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 6.0.1 Marshmallow ด้วยกันทั้งคู่ และมีการครอบด้วย MiFlavor UI 4.0 ด้วยเช่นกัน หน้าตาของ UI ก็จะเรียบๆตามสไตล์ของ ZTE ทุกแอปที่มีการติดตั้งจะอยู่ในหน้าแรกนี้ทั้งหมด ไม่มีหน้า App Drawer แต่อย่างใด

ลูกเล่นต่างๆของตัว UI เองก็มีมาให้ปรับแต่งเล็กน้อย ทั้งในเรื่องของระบบ Theme และไอคอน โดยเราสามารถเข้าไปเปลี่ยนได้จาก Theme & Wallpapers ใน Settings ครับ

ลูกเล่น Gesture & Motions มีให้เลือกใช้ตามสะดวก ทั้งเคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลุกจอ , ลาก 3 นิ้วลงมาเพื่อแคปหน้าจอ , คว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงเตือน หรือเขย่าเครื่องเพื่อเปิดไฟฉาย เป็นต้นครับ ตรงนี้เราวสามารถเข้าไปตั้งค่าเปิดฟังค์ชั่นต่างๆได้ที่ Settings > Gesture & Motions ครับผม

ระบบสแกนลายนิ้วมือสุดรวดเร็ว

Axon 7 ทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือที่มีเซ็นเซอร์อยู่ด้านหลังเครื่องเช่นกัน ทาง ZTE เคลมว่าสามารถสแกนได้รวดเร็วเพียง 0.25 วินาทีเท่านั้น ซึ่งจากที่ได้ลองใช้งานจริง ก็ทำได้รวดเร็วมากๆทั้ง 2 รุ่นแหละครับ (ก็ใช้เซ็นเซอร์ตัวเดียวกัน) แถมการสแกนแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องปลุกหน้าจอขึ้นมาก่อนด้วย เพียงแตะที่เซ็นเซอร์ก็ปลดล็อคหน้าจอได้แล้ว

นอกจากใช้ปลดล็อคเฉยๆแล้ว ยังสามารถตั้งให้เปิดเข้าแอปได้ด้วยการสแกนเช่นกัน อย่างเช่นเราตั้งให้นิ้วชี้ข้างซ้ายเข้าแอป Facebook อยู่ พอเราใช้นิ้วข้างนั้นสแกน ก็จะปลดล็อคแล้วเข้าแอป Facebook ให้ทันทีเลย โดยที่เราไม่ต้องกดเข้าแอปให้เสียงเวลา แจ๋วใช่ไหมล่ะ :P

ประสิทธิภาพของทั้งคู่

แน่นอนว่าด้วยสเปคที่ต่างกันระดับนึง ประสิทธิภาพต่างๆก็ต่างกันด้วย ซึ่งถ้าจะเทียบให้เห็นภาพก็อาจจะต้องเพิ่งแอปวัดประสิทธิภาพกันหน่อย โดยเราจับเอา 2 รุ่นนี้มาทดสอบผ่าน AnTuTu Benchmark ดูหน่อย ผลคะแนนก็ออกมาต่างกันระดับนึงจริงๆ โดยรุ่นพี่ Axon 7 นั้นได้คะแนนระดับ 142,667 ส่วนรุ่นน้อง Axon 7 Mini จะได้คะแนนราวๆ 47,119 ครับผม แต่ถึงจะเห็นคะแนนที่ห่างกันมาขนาดนี้แต่ใช้งานทั่วๆไปก็ไม่ได้เห็นความต่างมากมายอะไร ไม่ว่าจะเล่นโซเชี่ยล , ถ่ายรูป หรืออื่นๆ

จุดที่จะแตกต่างแบบเห็นได้ชัดจริงๆคือการประมวลผลหนักๆอย่างการเล่นเกมซะมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นการเล่นเกมนั้น Axon 7 ที่ใช้หน่วยประมวลผลตัวแรงอย่าง Snapdragon 820 นั้นกินขาด ทั้งในเรื่องของความเร็วในการโหลดเกม และความลื่นไหล แต่ชิป Snapdragon 617 บน Axon 7 Mini ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายอะไร เพราะกับเกมที่จับมาทดสอบที่มีกราฟิกสูงๆก็พอจะเล่นได้เพลินๆ แต่เวลาโหลดหรือความลื่นไหลอาจจะไม่ได้ดีเท่ารุ่นพี่เท่านั้นเองครับ :D

ความบันเทิงเรื่องภาพบน Axon 7 ทั้ง 2 รุ่น มาถึงเรื่องการดูหนัง ดูภาพผ่าน Axon 7 ทั้ง 2 รุ่นนี้กันหน่อย ด้วยชนิดหน้าจอที่เป็น Amoled อย่างที่บอกว่าการแสดงผลนั้นทำได้สวยงาม และสีสันสดชัดสุดๆอยู่แล้ว เรื่องการดูไฟล์วิดีโอถูกใจกันแน่นอน อีกทั้งทั้ง 2 รุ่นก็มีขนาดหน้าจอใหญ่พอเหมาะอยู่แล้วด้วย (5.5นิ้ว กับ 5.2 นิ้ว)

ส่วนเรื่องเสียงทั้ง 2 รุ่นนี้ก็มีลำโพงคู่มาให้ แถมยังรองรับระบบเสียง Hi-Fi , Dolby Atmos ทั้งคู่ด้วย เรื่องของพลังเสียงก็ไม่ต้องพูดถึงครับ ดัง อัดแน่น และมีมิติเอามากๆ เรียกว่าเป็นลำโพงบนสมาร์ทโฟนที่เสียงมีมิติอันดับต้นๆในตอนนี้เลยล่ะ

มีทั้งหน้าจอสวยๆ ลำโพงดีๆแบบนี้แล้ว จะเอามาบันเทิงทั้งเล่นเกม ดูหนังก็เต็มรูปแบบไปหมด บอกเลยว่าเรื่องความบันเทิงของเจ้า Axon 7 ทั้ง 2 รุ่นนี้สอบผ่านสบายๆ แถมรุ่นพี่ Axon 7 ยังมีหน่วยความจำภายในมาให้ถึง 64GB ส่วนรุ่น Axon 7 Mini 32GB แถมเพิ่ม Micro-SD ได้อีก 128GB แบบนี้จะใส่หนังดีๆ เพลงๆเพราะมาติดเครื่องไว้ก็สุดจะเพลิดเพลินเลยล่ะ ><

กล้องถ่ายภาพบน Axon 7 และ Axon 7 Mini

2 รุ่นนี้ไม่ได้มีกล้องหลังตัวเดียวกันมาให้นะครับ โดยรุ่นใหญ่นั้นจะให้ความละเอียดมาสูงสุดที่ 20 ล้านพิกเซล ส่วนรุ่นเล็กนั้นให้มาที่ 16 ล้านพิกเซล แต่การใช้งานและโหมดต่างๆนั้นให้มาใกล้เคียงกัน เลยขออธิบายไปทีเดียวเลยละกันเนอะ :P

หน้า UI ของโหมดกล้องก็เรียบๆและเข้าใจง่ายดีครับ ทางฝั่งซ้ายสุดจะมีทางลัดให้เปิด-ปิดอยู่ 4 อย่าง ทั้ง สลับกล้องหน้า-หลัง , ตั้งเวลาถ่ายภาพ , โหมด HDR (เปิด-ปิด-Auto) และการตั้งค่ากล้องทั้งหมดครับ ส่วนด้านขวาจะมีทางลัดเข้า Gallery , เปิด-ปิดโหมด Live-Photo , ปุ่มชัตเตอร์ ปและเอฟเฟกต์สีสันต่างๆ

ส่วนโหมดการถ่ายภาพจะมีให้เลือกตรงหน้าหลังนี้ 3 โหมดคือ Photo , Video และ Manual (ใช้การเลื่อนหน้าจอเพื่อเปลี่ยนโหมด)และจะมีโหมดเพิ่มเติมอีก 6 โหมดให้เลือกตรงที่ปุ่ม 3 จุด ในนี้จะมีทั้ง Super Night เอาไว้ใช้ถ่ายภาพกลางคืน , Magic Exposure เอาไว้ถ่ายภาพลากไฟ , Slow Motion , Panorama , Multi Exposure ถ่ายภาพมาซ้อนกัน และสุดท้าย Time Lapse ครับ

และอีกจุดที่แตกต่างกันในเรื่องของกล้องก็คือรุ่นพี่จะสามารถบันทึกวิดีโอได้สูงสุดที่ 4K UHD ส่วนรุ่น Mini ได้สูงสุดที่ Full-HD ครับ

เอาล่ะได้เวลาชมภาพถ่ายตัวอย่างจากกล้องหลังของทั้งคู่กันแล้วล่ะครับ :D

ภาพถ่ายตัวอย่างจากกล้องของ ZTE Axon 7

ภาพถ่ายตัวอย่างจากกล้องของ ZTE Axon 7 Mini

จะเห็นว่าไฟล์ภาพที่ได้จะแตกต่างกันนิดหน่อย (แน่นอนว่า Axon 7 ดีกว่า) แต่การใช้งานทั้ง 2 ตัวไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่ มีความง่ายในการถ่ายในระดับนึง ระบบโฟกัสไวใช้ได้ แตะปุ๊บก็ติดปั๊บ ส่วนผลลัพธ์ก็ใช้ได้ครับ ไฟล์คมชัด สีสันสวยดี (แอบติดอมแดงนิดหน่อย) แต่บางครั้งที่มีสีสันเยอะๆอาจเจออาการ White Balance เพี้ยนๆไปบ้าง หรือในบ้างจังหวะที่เปิด HDR Auto ไว้แสงอาจจะดูฟุ้งๆไปนิด ตรงนี้อาจแก้ด้วยการใช้โหมด Manual ปรับเอาเองบ้าง หรือมาตกแต่งภาพผ่านแอปอีกทีครับ

ส่วนกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซลนั้น ให้ความละเอียดมาเท่ากันทั้ง 2 รุ่น มุมมองก็กว้างกำลังดีครับ มีโหมด Beautify มาให้ปรับเลือกความเนียนของใบหน้าได้ 5 ระดับ พร้อมระบบ Smile Capture แค่ยิ้มก็ถ่ายรูปให้แล้ว :D

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Axon 7

แบตเตอรี่และระบบชาร์จ

ปิดท้ายด้วยเรื่องของแบตเตอรี่ ทั้ง 2 รุ่นมีความจุมาให้ไม่เท่ากันอย่างที่บอก ในส่วนของพี่ใหญ่นั้นให้แบตฯความจุมา 3250 mAh ถ้าเทียบกับสเปคและขนาดหน้าจอก็เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานครับ ไม่ได้มากมายอะไร จากเท่าที่ใช้งานมา ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ได้อึดมากมายอะไรและก็ไม่ได้หมดรวดเร็วเช่นกันครับ

แต่เรื่องการชาร์จเข้าไม่ต้องห่วงเพราะ Axon 7 นั้นใส่ระบบชาร์จไว Quick Charge 3.0 มาให้เลย ทาง ZTE เคลมว่าชาร์จ 30 นาทีได้มากถึง 50% เลยทีเดียวล่ะ หายห่วงเรื่องชาร์จได้เลยแบบนี้

ส่วนรุ่นน้อง Axon 7 Mini ให้ความจุน้อยลงมาหน่อยที่ 2705 mAh แต่ก็มีระบบชาร์จไว Quick Charge 2.0 มาให้ด้วยนะจ๊ะ :P

สรุปผลการทดสอบ

ก็ถือว่าเป็นอีก 2 สมาร์ทโฟนที่มีจุดเด่นอย่างชัดเจนกับเรื่องของระบบเสียงกับลำโพงคู่หน้าสุดทรงพลัง และดีไซน์ที่ดูหรูหราพรีเมี่ยมด้วยวัสดุแบบอลูมิเนียมแบบไร้รอยต่อจับกระชับมือ นอกเหนือจากนั้นรุ่นเรือธงอย่าง Axon 7 นั้นก็ยังจัดสเปคและความสามารถมาให้แบบเต็มแน่นไม่แพ้คู่แข่งในตลาดเลย ไม่ว่าจะเป็น CPU Snapdragon 820 , แรม 4GB , รอม 64GB , กล้องหลัง 20 ล้านพิกเซล เป็นต้น ส่วนรุ่น Axon 7 Mini ก็ลดหย่อนลงมาในมาตรฐานที่ดูดีด้วยหน้าตาและวัสดุงามไม่แพ้รุ่นพี่เช่นกัน  และถ้าจะให้สรุปสั้นๆเกี่ยวกับ 2 รุ่นนี้ก็แน่นอนครับว่าพวกเค้าคือสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นในเรื่องเสียงอย่างแท้จริง !

ราคา ZTE Axon 7 อยู่ที่ 15,990 บาท

ราคา ZTE Axon 7 Mini อยู่ที่ 11,990 บาท

 

รีวิวโดย : เฮียแม๊พ. TechXcite