Gadget : Gear VR 2.0 มีดีอะไร น่าใช้กว่ารุ่นก่อนมากไหม โดดเด่นกว่ารุ่นอื่นๆตรงไหน เรามีคำตอบ !

เฮียแม๊พ | 26 ก.ย 2559 12:35:07 (อัพเดต 29 ก.ย 2559 08:19:45)

2328

VIEWS เฮียแม๊พ

Gadget : Gear VR 2.0 มีดีอะไร น่าใช้กว่ารุ่นก่อนมากไหม โดดเด่นกว่า
รุ่นอื่นๆตรงไหน เรามีคำตอบ
!

ทุกวันนี้การนำเสนอภาพถ่ายหรือภาพนิ่งก็ดูจะมีอะไรที่ไม่ธรรมดาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า VR หรือ Virtual Reality เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และอุปกรณ์ VR ทั้งหลายแหล่ก็เริ่มมีออกมารองรับมากมายในปัจุุบัน อย่างล่าสุดกับ Gear VR 2.0 หรือ Gear VR 2016 รุ่นใหม่จากทาง Samsung ที่พัฒนาร่วมกับทาง Oculus และต่อยอดมาจนถึงเวอร์ชั่นที่ 2 เรียบร้อย วันนี้เราก็จะมาแนะนำให้ทราบถึงความสามารถและจุดเด่นของรุ่นนี้เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ VR อีก 2 ตัวในท้องตลาดตอนนี้ว่าเจ้าตัวนี้มันเด่นกว่ายังไงบ้าง :D

เริ่มด้วยการมาทำความรู้จัก Gear VR 2.0 กันก่อน รอบนี้ทาง Samsung เลือกใช้สีดำให้กับตัวเครื่อง ดีไซน์รูปลักษณ์ดูไม่ค่อยแตกต่างจากเดิมมากนัก เพียงแต่ด้านหน้าตรงบริเวณฝาปิดเครื่องจะใช้เป็นแผ่นบางๆ

เทียบกับรุ่นเก่าที่เป็นฝาครอบแบบใหญ่หน่อย จะดูแน่นหนากว่า

และพอเป็นแบบนี้ จะไม่สามารถใช้ปิดตอนเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้แล้ว พอเชื่อมต่อก็จะมีหน้าตาโล่งๆแบบนี้เลย

ตัวพอร์ทการเชื่อมต่อติดมาให้ 2 แบบคือ Micro-USB และ USB Type-C เพราะรุ่นนี้เปิดตัวมาพร้อมกับ Galaxy Note 7 ที่เปลี่ยนพอร์ทการเชื่อมต่อมาเป็น Type-C แต่ก็ยังไม่ทิ้งรุ่นก่อนแถมตัวแปลงเป็น Micro-USB มาให้

ปุ่มกดด้านข้างเครื่องมีเพิ่มปุ่มโฮมเข้ามา จากที่รุ่นก่อนที่มีแต่ปุ่มย้อนกลับ ใช้การกดค้างเพื่อเข้าหน้าโฮม ตรงนี้ก็จะสะดวกว่าเดิมแล้วล่ะด้านปุ่มควบคุมทิศทางก็จะปรับให้แบนลงกว่าเดิม ส่วนการใช้งานจริงไม่ต่างกันมากครับ

ด้านล่างตัวเครื่องก็จะมีพอร์ทการเชื่อมต่อที่เปลี่ยนมาเป็น USB Type-C ด้วย เพื่อรองรับการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ในอนาคตเพราะพอใช้งานเป็นพอร์ท Type-C แล้วก็สามารถรับส่งข้อมูลได้ ต่างจากรุ่นก่อนที่ใช้พอร์ท Micro-USB ที่ใช้งานได้เพียงชาร์จไฟเท่านั้น

เลนส์กว้างขึ้น Gear VR 2.0 ไหนๆก็เป็นเวอร์ชั่น 2 แล้ว นอกจากการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ตัวเลนส์ก็มีการปรับให้แสดงผลได้กว้างขึ้นกว่าเดิมจาก 96 องศาในรุ่นที่แล้ว ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 101 องศา สำหรับรุ่นใหม่ ทำให้เวลาเราเล่นจะได้มุมมองที่กว้างกว่า จากเดิมที่อาจจะมีติดขอบดำบ้าง รอบนี้ก็เต็มจอแล้วล่ะครับ

คอนเท้นท์แน่นอนว่าพิเศษสุดๆเพราะอย่างที่บอกว่า Gear VR นั้นทาง Samsung ร่วมมือกับ Oculus ผลิตขึ้นมา พวกคอนเท้นท์ต่างๆก็จะ Exclusive และพิเศษกว่าบน VR อื่นๆเพราะ มีพวกแอปและเกมฟอร์มยักษ์รองรับเพียบ อีกทั้งตัวแอปส่วนใหญ่ยังรองรับการเล่นผ่านตัวอุปกรณ์ได้เลย ไม่จำเป็นต้นมีอุปกรณ์เสริมแยก

แต่ถ้าบางเกมที่จำเป็นต้องใช้จอยควบคุมก็สามารถเชื่อมต่อกับจอยคอนโทรลเลอร์แบบ Bluetooth ทั่วไปได้เลยครับ

แต่ข้อสังเกตก็คืออุปกรณ์ Gear VR นั้นจะรองรับแค่เพียงสมาร์ทโฟนระดับเรือธงของทาง Samsung เท่านั้น อาทิ Galaxy S6 Series , Galaxy S7 Series , Galaxy Note 5 และ Galaxy Note 7 (สำหรับรุ่น VR 2.0) เลยอาจจะไม่ครอบคลุมสำหรับผู้ใช้แบรนด์อื่นหรือรุ่นต่ำกว่านั้นสักเท่าไหร่นัก

ต่อมาก็ถึงคราวเปรียบเทียบคู่กับ VR Box ที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นทั่วๆไปในปัจจุบันกันบ้าง จุดเด่นของตัว VR Box ก็คือ รองรับได้กับอุปกรณ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Android หรือ iPhone นอกจากเจ้าตัวนี้นอกจากรองรับสมาร์ทโฟนหลายรุ่นแล้ว ก็ยังมีราคาค่าตัวที่ไม่แพงมากนัก ช่วยเพิ่มอรรถรสในการดูหนังในรูปแบบ VR ได้อย่างดี

แต่ก็มีข้อสังเกตตรงที่ตัวอุปกรณ์นั้นจะใช้งานหลักๆส่วนใหญ่ได้กับการดูหนังหรือไฟล์วิดีโอผ่านตัวแอป VR บางตัวที่รองรับ และไม่มีปุ่มบังคับใดๆให้เลือกปรับ การเล่นเกมหรือคอนเท้นท์แปลกๆอาจจะลำบากนิดหน่อย

รวมๆแล้วอุปกรณ์ VR ที่ยกมานำเสนอในวันนี้ก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันไปในส่วนของ VR Box ก็จะได้ความยืดหยุ่นตรงรองรับหลายอุปกรณ์ ราคาที่ถูกกว่า แต่รองรับคอนเท้นท์ได้ไม่หลากหลายเท่า ส่วน Gear VR ก็มีคอนเท้นท์เนื้อหาที่ดีกว่า เพราะคัดสรรมาให้ใน Oculus Store เลย มีการควบคุมต่างๆผ่านอุปกรณ์ได้เอง แต่ติดที่ใครที่กำลังเล็งซื้อ Galaxy Note 7 ก็เสียใจด้วยเพราะใช้คู่กับเจ้าตัวเก่าไม่ได้จ้า ปิดท้ายที่รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Gear VR 2.0 เพิ่มความสามารถด้านการแสดงผลและการรองรับได้ดีกว่ารุ่นเดิมเยอะ เพราะมาพร้อมพอร์ทการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C ที่อยู่บน Note 7 และน่าจะรองรับรุ่นในอนาคตอีกด้วย

สำหรับราคาค่าตัวของ Gear VR 2.0 นั้นจะอยู่ที่ 3,500 บาท เรียกว่าราคาเท่ารุ่นเก่าและออกมาแทนที่ได้อย่างสวยงามทีเดียวครับ :D