Camera : วิเคราะห์ก่อนซื้อ ก่อนตัดสินใจ Fujifilm X-A2 หรือ X-A3 จะเอารุ่นไหนดี

น้าป๋วย | 26 ส.ค. 2559 11:29:23 (อัพเดต 26 ส.ค. 2559 13:20:40)

29951

VIEWS น้าป๋วย

Camera : วิเคราะห์ก่อนซื้อ ก่อนตัดสินใจ Fujifilm X-A2 หรือ X-A3 จะเอารุ่นไหนดี

หลังจากที่เปิดตัวไปอย่างเป็นทางการเรียบร้อยสำหรับกล้อง Fujifilm X-A3 ทำเอาสาวก Fuji หลายๆคนถึงกับออกอาการอยากได้ แต่แน่นอนว่าคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาก็คือ ราคาเท่าไร? และต่างอย่างไรกับ X-A2 เพราะหากจะตัดสินใจซื้อตอนนี้ก็คงจะมีอีกหลายคำถามตามมาแน่นอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเป็ค ระบบการทำงาน วันนี้ TechXcite เลยขอวิเคราะห์ไปทีละจุดเลยว่ากล้องทั้งสองตัวนั้นมีความแตกต่างอะไรมั่ง หรือตัวใหม่อย่าง X-A3 มีอะไรใหม่ จะซื้อดีหรือไม่ดีมาดูกันเลย

1.ราคา

ราคาเปิดตัวของ Fuji X-A2 ตอนนั้นอยู่ที่ $549 ส่วนรุ่นใหม่ X-A3 อยู่ที่ $599 ซึ่งพอเทียบเป็นเงินไทยมันต่างกันอยู่ประมาณ 1,700 บาท ซึ่งราคาที่ต่างกันนิดหน่อยตอนเปิดตัวถือว่ารับได้สำหรับกล้องรุ่นใหม่ แต่มาดูราคาไทยของ X-A2 ที่เปิดตัวอยู่ที่ 21,990 บาทตอนแรก ก่อนที่ราคาตอนนี้ที่เช็คมาในงาน Zoom Camera Fair ที่ผ่านมาคือ 16,992 บาท

ประเด็นก็คือ กล้องมาใหม่ X-A3 แบบไม่ลดราคาในไทยน่าจะอยู่ที่ 23,990 บาท ซึ่งมันกลายเป็นว่าราคาต่างจาก X-A2 ราวๆ 7 พันบาท!!! ก็ต้องลองชั่งใจดูว่าราคาที่ต่างกันนี้ จะซื้อ X-A2 ตอนนี้ก็ไม่เสียหายนัก เพราะเอาส่วนต่างไปซื้อเลนส์ ซื้ออุปกรณ์เสริมอื่นๆได้อีก (แต่ของจะหมดก่อนหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้) ส่วนใครไม่แคร์เรื่องเงินก็จัดรุ่นใหม่ไปเลย

2.เซ็นเซอร์

สิ่งที่เป็นปัจจัยในการเอามาตัดสินใจอย่างหนึ่งคือเรื่องของเซ็นเซอร์นี่แหละ ด้วยความที่ Fuji X-A3 รุ่นใหม่กว่าก็มาพร้อมเซ็นเซอร์ที่มีความละเอียดมากขึ้นเป็น 24 ล้านพิกเซลจากเดิม 16 ล้านพิกเซล ซึ่งข้อดีก็คือได้ความละเอียดที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงเป็นเซ็นเซอร์แบบ APS-C CMOS ธรรมดาไม่ใช่ตัว X-Trans CMOS ที่อยู่ในรุ่นแพงกว่านี้

ทีนี้ก็ต้องถามว่าถ้าไม่ซีเรียสกับเรื่องความละเอียดพิกเซลที่มากขึ้น อาจจะจัด X-A2 ไปก็ได้ ถูกกว่าด้วยแน่ๆ แต่ถ้าคิดว่าเอาเยอะๆไว้ก่อนดีกว่า เรื่องอื่นไว้ทีหลัง ก็คงต้องไป X-A3 แล้วล่ะ

3.ระบบโฟกัส

จุดนี้เป็นจุดแตกต่างสำคัญเลยก็ว่าได้ เพราะ Fuji X-A3 มาพร้อมกับจุดโฟกัสที่มากขึ้นเป็น 77 จุด จากเดิม 49 จุดในรุ่นเดิม และยังเพิ่มระบบโฟกัสแบบ Zone และ Wide/Tracking มาให้ แต่ยังเป็นแบบ Contrast Detection เหมือนเดิม ซึ่งไม่เร็วเท่าคู่แข่งแบรนด์อื่นๆที่ใช้ระบบ Phase Detection เอาเป็นว่าตัวใหม่ดีกว่าตรงที่มีจุดโฟกัสเยอะขึ้น และครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีระบบโฟกัสที่เรียกว่า Smile Detection มาให้ใช้สำหรับถ่าย Selfie จากที่รุ่นเดิมอย่าง X-A2 มีแค่ Eye Detection กับ Face Detection ทั้งยั้งรองรับการทำงานด้วยโหมดถ่ายภาพแบบ Buddy Timer และ Group Timer ช่วยลั่นชัตเตอร์ให้เองทั้งตอนยิ้มและตอนมีคนหลายๆคนในภาพ

ดังนั้นแล้วถ้าใครชอบถ่าย Selfie จัดไปเลยรุ่น X-A3 น่าจะถ่ายมันส์กว่าเยอะ

4.หน้าจอ

เอาระบบหน้าจอสัมผัสมาขายในรุ่น X-A3 เพราะตัวเก่ามันไม่มี ข้อดีของหน้าจอระบบสัมผัสก็คือ มันใช้งานง่ายเหมือนการใช้สมาร์ทโฟนนั่นเอง จิ้มหน้าจอแตะโฟกัสก็ได้ ลั่นชัตเตอร์ก็ได้ และยังมีระบบ Touch Zoom ใช้นิ้วรูดถ่างที่หน้าจอเพื่อซูมดูรูปภาพ

ส่วนความละเอียดหน้าจอเพิ่มขึ้นจากเดิม 920,000 จุดเป็น 1,040,000 จุด แต่ขนาดหน้าจอยังเท่าเดิม 3 นิ้ว แต่เดี๋ยวก่อน เพราะ X-A3 นั้นสามารถบิดจอได้ 180 องศา ทำให้ถ่าย Selfie ได้ง่ายขึ้น เพราะของเดิมบิดได้แค่ 175 องศา ซึ่งในเรื่องหน้าจอที่กล่าวมา ถ้าใครถนัดใช้งานสมาร์ทโฟนถ่ายรูปน่าจะชื่นชอบโดยเฉพาะกับระบบสัมผัสที่ใช้งานได้ง่ายและเร็ว

 

5.ฟังก์ชั่นถ่ายภาพ Selfie

อันนี้ขอแยกออกมาหน่อยจากตัวหน้าจอ ซึ่งนอกจากเรื่องของระบบการทำงานและหน้าจอที่บิดพับได้แล้ว โหมดการถ่ายภาพ Selfie ของ X-A3 สามารถกดที่ปุ่ม Vertical command dial เพื่อทำการลั่นชัตเตอร์ได้ โดยปุ่มนี้จะอยู่ตรงด้านบนค่อนไปทางด้านหลังตัวกล้อง เพราะทาง Fuji ระบุว่าจะช่วยให้ถือกล้องได้นิ่งขึ้นนั่นเอง อีกทั้งตัวกริปก็ออกแบบมาให้ถือกล้องกลับด้านได้ถนัดขึ้น

และที่ขาดไม่ได้ก็คือ โหมด Portrait Enhancer ที่จะช่วยให้หน้าเนียนเป็นกลุ้องฟรุ้งฟริ้งได้นั่นเอง โดยปรับได้ทั้งหมด 3 ระดับ จะเอาขาวใสหน้าเนียนเด้งแค่ไหนก็จัดไป ดังนั้นสรุปก็คือ X-A3 เด่นเรื่อง Selfie กับถ่ายแล้วหน้าเด้งนี่แหละ แม้ว่า X-A2 จะมีโหมดปรับหน้าเนียนก็ตามแต่ก็ไม่เด้งเท่าแน่นอน

6.แบตเตอรี่

เรื่องแบตเตอรี่เป็นเรื่องปวดหัวมาแต่ไหนแต่ไร เพราะส่วนใหญ่จะมีปัญหาแบตเตอรี่หมดก่อนทุกที X-A3 เลยปรับปรุงให้สามารถชาร์จไฟผ่านตัวกล้องได้เลย โดยใช้พอร์ต USB นี่แหละ ซึ่งนับเป็นข้อดีอย่างหนึ่งคือสามรถจะชาร์จไฟกับพวกแบตเตอรี่สำรองได้โดยตรงเหมือนสมาร์ทโฟนหากฉุกเฉินต้องใช้กล้อง และสะดวกไม่ต้องพกแบตเตอรี่เพิ่มอีกก้อนนั่นแหละ

7.ฟังก์ชั่นอื่นๆ

ฟังก์ชั่นอื่นๆที่ทำให้ X-A3 น่าซื้อ แม้ต้องจ่ายแพงกว่านอกเหนือจากที่กล่าวมาก็มีฟิลเตอร์แบบใหม่ๆคือ Cross Screen ถ่ายไฟแล้วเป็นแฉกอลังการ กับ Fisheye ที่ถ่ายแล้วภาพดูโค้งกลม แล้วก็มีโหมดฟิล์มที่มีให้เลือกเยอะขึ้นจะได้โทนสีที่เยอะขึ้นนั่นเอง

และยังมีฟังก์ชั่น AF-MF อันนี้ดี เพราะเวลาเราอยากปรับโฟกัสเองขณะออโต้โฟกัสก็ทำได้เลย ไม่ต้องไปปรับระบบเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แถมยังมีระบบถ่ายภาพพาโนรามาและ Time Lapse มาให้เล่นมากกว่าเดิม ปรับ White Balance เป้นค่าอุณหภูมิสีเองก็ได้ แถมมีระบบกันสั่น 5 แกนแบบดิจิตอลที่ช่วยปรับภาพลดการสั่นไหวในการถ่ายวีดีโอ และสุดท้ายที่เจ๋งก็คือ ระบบวัดแสงตามจุดที่เราโฟกัส นั่นคือเราจะวัดแสงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อถ่ายย้อนแสงอะไรแบบนั้น

สรุป ถ้าให้เลือกระหว่าง Fujifilm X-A3 และ X-A2 ตอนนี้ แน่นอนว่ารุ่นใหม่กว่าอะไรๆก็ดีกว่า สเป็คสูงขึ้น ระบบมากขึ้น แต่ราคาก็แน่นอนว่าพอๆกับ X-A2 ตอนมาใหม่ๆนั่นแหละถ้าให้คำแนะนำง่ายๆก็คือ ถ้างบถึงก็รอจัดได้เลยกับ Fujifilm X-A3 ตัวใหม่ไม่ต้องคิดมาก ของใหม่มีอะไรให้เล่นมากกว่าอยู่แล้ว แต่ถ้างบน้อยแล้วยังลังเลว่าจะเพิ่มเงินดี หรือจะเอารุ่นประหยัดก็ต้องไปดูทีละเรื่องอย่างที่เล่ามาว่า "ต้องการฟังก์ชั่นหรือสเป็คนั่นๆจริงๆหรือเปล่า" ถ้าคำตอบคือ" ใช่" ก็รอสอยรุ่นใหม่ดีกว่า แต่ถ้าพวกฟังก์ชั่นและสเป็คที่ปรับปรุงมายังไม่ตอบโจทย์ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า หรือเอามาแล้วก็งั้นๆ ก็จัดตัวเดิม X-A2 ประหยัดเงินไปเยอะแน่ๆ